สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 20/10/2018
สถิติผู้เข้าชม 8,359,308
Page Views 13,008,012
 
« October 2018»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 1

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 1

ไม้ใหญ่ยืนต้น 1

" หว่านพืชไว้แต่อดีตกาล
เป็นต้นไม้สูงตระหง่านโตใหญ่
หว่านพืชลง ณ บัดนี้ไซร้
มิทันไรเป็นต้นไม้ที่เติบโต "

หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล แปลจากไดกุ บทหนึ่งของท่าน เมธี มิโนมิยา พ.ศ.๒๔๘๑


ความ รู้ที่ได้จากหนังสือต่างๆที่ท่านคณาจารย์ได้เรียบเรียงขึ้นมา และนำมาที่นี้ มิได้มีเจตนาอื่นใด

นอกจากต้องการสื่อความรักความใส่ใจ ในต้นไม้ ให้กับท่านผู้ใคร่รู้

อาจตัดทอนหรือเรียบเรียงใหม่จากประสบการณ์ของตนเองบ้าง เพื่อให้สื่อได้แต่ก็แค่พื้นๆ 

จึงได้พยายามรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับต้นไม้เอาไว้ ไม่ได้นำมาเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือใดๆทั้งสิ้น

เจตนาเพียง หากท่านเห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง อาจเหยียบย่ำหรือเดินผ่านเลยไปโดยไม่สนใจ แต่ถ้ารู้จัก

และรู้ถึงคุณค่าของต้นไม้ต้นนั้น ท่านอาจจะหยุดคิด และพิจารณา หรือเพื่อเก็บรักษาต่อไป

หวังว่าประโยชน์นั้นพึงจะเกิดขึ้นกับ ผู้ที่สนใจใคร่รู้ทั่วไป


และต้องขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่าน ผู้เขียนหนังสือทุกเล่ม ไว้ ณ.ที่นี้ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

เรื่อง ราวของไม้ใหญ่ยืนต้นที่นิยมนำมาใช้ในการจัดสวน
ปลูกประดับและให้ร่มเงา รวมถึงเกร็ดความรู้ต่างๆ ในบทนี้ ที่บางต้นมี บางต้นก็ไม่มี รวบรวมมานาๆเรื่อง ดังนี้
เรียงตามลำดับต่อๆไป

1 ราชพฤกษ์/Cassia fistula  16 ทองกวาวดอกเหลือง/Butea monosperma
2 กัลปพฤกษ์/Cassia  bakeriana. 17 ปีบ/Millingtonia hortensis
3 กาฬพฤกษ์/Cassia grandis 18 ปีบทอง/Radermachera ignea
4 ชัยพฤกษ์/Cassia javanica  19 ประดู่ป่า/Pterocarpus macrocarpus
5 รัตนพฤกษ์/Cassia fistula x Cassia javanica 20 ประดู่บ้าน/Pterocarpus indicus 
6 ราชายตนพฤกษ์/Manikara hexandra 21
ประดู่แดง/Phyllocarpus septentrionalis
7 สุวรรณพฤกษ์/Cordia dentata 22 พญาสัตบรรณ/Alstonia scholaris
8 พฤกษ์/Albizia lebbeck 23 ตีนเป็ดน้ำ/Cerbera odollam
9 จามจุรี/Samanea saman 24 ตีนเป็ดทราย/Cerbera manghas
10 ถ่อน/Albizia procera 25 ตีนเป็ดแดง/Dyera costulata
11 แคแสด/spathodea campanulata 26 บุหงาตันหยง/Caesalpinia coriaria
12 นนทรี/Peltophorum pterocarpum 27 สุพรรณิการ์/Cochlospermum religiosum
13 อะราง/Peltophorum dasyrachis 28 สุพรรณิการ์ดอกซ้อน/Cochlospermum regium
14 ทองหลางลาย/Erythrina variegata 29 สาละลังกา/Couroupita guianensis
15 ทองกวาว/Butea monosperma 30 สาละอินเดีย/Shorea robusta
31 ศรีตรัง/Jacaranda filicifolia


1 ราชพฤกษ์/Cassia fistula


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cassia fistula Linn.
ชื่อพ้อง    
---Bactyrilobium fistula Willd.
---Cassia bonplandiana DC.
---Cassia excelsa Kunth
---Cassia fistuloides Collad.
---Cassia rhombifolia Roxb.
---Cathartocarpus excelsus G.Don
---Cathartocarpus fistula Pers.
---Cathartocarpus fistuloides (Collad.) G.Don
---Cathartocarpus rhombifolius G.Don
ชื่อสามัญ     ---Golden Shower
ชื่ออื่น     ---คูน ลมแล้ง
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ ต้นขนาดกลางสูง 10-15เมตร ขึ้นได้ทุกภาคตามป่าเบญจพรรณหรือป่าแดงทั่วไป แต่พบมากทางภาคเหนือ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ลักษณะเปลือกต้นเรียบเกลี้ยงสีเทาอ่อน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 7-12 คู่ ขนาดของใบย่อย3.5-5.5ซม.ช่อดอกออกตามกิ่งข้างและห้อยลง ช่อดอกโปร่งยาว 20-45ซม.กลีบดอกสีเหลืองสด หรือเหลืองแกมเขียว
ผล เป็นฝัก รูปทรงเป็นแท่งกลม ยาว 20-60ซม.ผิวเกลี้ยง ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ภายในฝักจะมีผนังเยื่อบางๆกั้นเป็นช่องๆตามแนวขวางของฝักและตามช่องเหล่านี้ จะมี เมล็ดมนแบนสีน้ำตาลเป็นมัน
ระยะออกดอก : ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เดือนพฤษภาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด

2 กัลปพฤกษ์/Cassia  bakeriana.


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cassia  bakeriana.,Craib.
ชื่อพ้อง    ---Cassia bakerana Craib [Spelling variant]
ชื่อสามัญ     ---Pink Shower,Wishing Tree
ชื่ออื่น     ---กัลปพฤกษ์
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ไม้มงคลนาม สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ
ต้น กัลปพฤกษ์ตามคติอินเดีย ถือเป็นไม้1ใน5ของไม้สวรรค์ ฉนั้นจะปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคลก็น่าจะได้ ในสมัยสุโขทัยจะใช้ดอกกัลปพฤกษ์บูชาพระ
กัลปพฤกษ์เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5- 12 เมตร เปลือกสีเทาเรือนยอดแผ่กว้าง ทุกส่วนมีขนคลุมหนาแน่น ใบเป็นใบประกอบเป็นช่อยาวประมาณ 35 ซม.มีใบย่อย 5-7คู่ ขนาดกว้าง1.5-3 ซม.ยาว 6-8 ซม.ใบย่อยมีขนนุ่มทั้งหน้าใบและหลังใบก้านใบย่อย สั้นมากยาวเพียง 2 มม.

 

ดอกเป็นช่อไม่แตกแขนงมักจะออกหลังใบ ออกตามกิ่งก้านตลอดกิ่ง อาจห้อยลงเป็นพวง หรือชูช่อตั้งขึ้น ช่อดอกยาว10-20ซม.ก้านดอกยาวประมาณ 6ซม.กลีบดอกสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นจางจนเกือบขาว ระยะนี้บริเวณโคนต้นจะเต็มไปด้วยกลีบดอกสีขาวที่ทยอยร่วงหล่นจากต้น กลีบรองกลีบดอกยาว 9-12 มม.กลีบดอกแยกจากกันเป็นอิสระแต่ละกลีบมีขนาดเกือบ เท่ากัน เป็นรูปไข่ ขนาดกว้าง1.2-2.5 ซม.ยาว 3.5-4.5 ซม. ปกคลุมด้วยขนละเอียดบางๆทั้งสองด้าน เกสรเพศผู้ 3 อันยาวกว่าอันอื่นๆ ก้านเกสรตรงกลางพองออก จะออกดอกหลังผลัดใบพร้อมกับผลิใบใหม่
ผล เป็นฝัก ฝักแก่สีน้ำตาลเข้มและมีขนนุ่มปกคลุม ฝักยาว30-40ซมและมีผนังหยุ่นกั้น ลักษณะกลมแบนสีน้ำตาล
ชอบขึ้นตามป่าเบญจพรรณเกือบทุกภาคเว้นภาคใต้
ขณะออกดอก ดอกบานใหม่จะเป็นสีชมพูและค่อยจางเป็นสีขาว ใกล้โรย  ดอกจะติดกันหนาแน่นตลอดทั่วทุกกิ่งก้านมองสะพรั่งสวยงามมาก

ระยะเวลาออกดอก---เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

3 กาฬพฤกษ์/Cassia grandis

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cassia grandis Linn.f.
ชื่อพ้อง    
---Cassia brasiliana Lam., nom. illeg.
---Cassia brasiliana var. tomentosa Miq.
--Cassia brasiliensis Buc'hoz
---Cassia mollis Vahl
---Cassia pachycarpa de Wit
ชื่อสามัญ     ---Horse Cassia, Pink Shower, Carao
ชื่ออื่น     ---กาฬพฤกษ์
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---อเมริกาเขตร้อน
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ไม้ต้นสูงประมาณ20เมตร โคนต้นมีพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลมเปลือกสี  ดำแตกเป็นร่องลึกกิ่งอ่อนสีน้ำตาล
ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆมีใบย่อย10-20คู่ ใบอ่อนสีแดงอมน้ำตาล ใบเกลี้ยงมันหลังใบมีขนนุ่มโคนใบและปลายใบมนกลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบมีขน
ช่อ ดอกออกตามกิ่งข้าง ช่อหนึ่งมีประมาณ20ดอก ดอกขนาดเล็ก กลีบรองดอกกลมมีขน ขณะบานกลีบจะกระดกกลับ
กลีบดอกรูปไข่ ขนาด1.2-1.6 ซ.ม ดอกบานใหม่จะออกป็นสีออกแดง แล้วเปลี่ยนเป็นชมพูและส้ม ดอกมีกลิ่นหอม
ผล เป็นฝักกลมแข็งสีดำ รูปทรงกระบอก เนื้อในฝักสีขาว เมื่อผลแห้งเนื้อในฝักจะซ้อนกันเป็นชั้นๆ ยาว 20-40 ซม.กว้าง 2-4 ซม.เมล็ดกลมรี แบน มี 20-40 เมล็ด

ระยะออกดอก : เดือน กุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด

4 ชัยพฤกษ์/Cassia javanica

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cassia javanica L.
ชื่อพ้อง    
---Cassia agnes (de Wit) Brenan
ชื่อสามัญ     ---Javanese Cassia
ชื่ออื่น     ---ชัยพฤกษ์
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศอินโดนีเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ไม้ ต้นผลัดใบสูง 15เมตร เรือนยอดเป็นรูปร่ม เปลือกสีน้ำตาล เมื่อยังอ่อนตามลำต้นจะมีหนาม ใบเป็นใบประกอบใบย่อย5-15คู่ ช่อดอกออกตามกิ่งเป็นช่อสั้นๆกลีบรองดอกรูปไข่ปลายแหลมสีแดง กลีบดอกรูปไข่กลับสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มแล้วซีดจางลงเรื่อยๆ เกสรเพศผู้มี10อันขนาดไม่เท่ากัน ฝักกลมยาวสีดำ เกลี้ยง ขนาด20-60ซม. มีเมล็ด50-75เมล็ด เมล็ดกลมแบนสีน้ำตาลเป็นมัน
ยัง มีอีกพันธุ์ที่ลำต้นไม่มีหนาม มีคู่ใบ5-12คู่และปลายใบย่อยแหลม ช่อดอกผอมบาง กลีบรองดอกสีเขียวและกลีบดอกเล็กกว่าเป็น subsp.nodosa

ระยะออกดอก : เดือนกุมภาพันธ์ -เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด

5 รัตนพฤกษ์/Cassia fistula x Cassia javanica

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cassia fistula x Cassia bakeriana หรือ Cassia fistula x Cassia javanica
ชื่อพ้อง    ---
ชื่อสามัญ     ---Rainbow shower tree
ชื่ออื่น     ---คูนชมพู,คูนสายรุ้ง
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---Horticultural hybrid.
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศเขตร้อน


6 ราชายตนพฤกษ์ หรือ ต้นเกด/Manikara hexandra


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Manikara hexandra  (Roxb.) Dubard
ชื่อพ้อง    
---Kaukenia hexandra (Roxb.) Kuntze        
---Manilkara emarginata H.J.Lam              
---Mimusops hexandra Roxb.
ชื่อสามัญ     ---Milkey Tree, Rayan, Ceylon Iron Wood, Milk Tree, Wedge-Leaved Ape Flower,
ชื่ออื่น     ---ครินี ไรนี(ฮินดู)
ชื่อวงศ์    ---SAPOTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อนุทวีปอินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน
เขตกระจายพันธุ์    ---ศรีลังกา บังกลาเทศ อินเดีย เกาะไหหลำของจีน เวียดนาม พม่า ไทย และกัมพูชาการกระจายพันธุ์ในประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้


ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ขึ้นกระจัดกระจายในป่าดิบ บนพื้นที่ดินร่วนปนทรายใกล้ฝั่งทะเล และตามเขาหินปูน ต้นเกด มีน้ำยางขาว ขนาดความสูงประมาณ 15-25 ม. เรือนยอดแน่นทึบเป็นพุ่มกลม ลำต้น และกิ่งมักคดงอ เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทาหรือสีคล้ำ แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยมหรือแตกเป็นร่องลึกตามยาว เปลือกในสีแดงอมน้ำตาลหรือชมพู
ใบ เดี่ยวออกเรียงเวียนสลับหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปไข่กลับ ปลายใบหยักเว้าเล็กน้อย โคนใบสอบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน หนาและเกลี้ยง
ดอก เดี่ยวหรือเป็นช่อกระจุกสั้น ออกตามง่ามใบและเหนือรอยแผลใบปลายดอกชี้ลง ดอกสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเล็กน้อย
 ผลรูปกลมรีผิวเรียบ ผลสุกสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม เนื้อนุ่ม รสหวาน รับประทานได้ มี 1-2 เมล็ด เมล็ดแข็งรูปไข่ สีน้ำตาลแดงเป็นมัน
เนื้อไม้ใช้ทำสลักแทนตะปู สำหรับติดกระดานกับโครงเรือ ใช้ทำเครื่องมือแกะสลัก เครื่องมือเกษตรกรรม

ระยะออกดอก : เดือนมกราคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่งหรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่

7 สุวรรณพฤกษ์/Cordia dentata


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cordia dentata Poir.
ชื่อพ้อง    ---Cordia alba (Jacq.) Roem. & Schult.
ชื่อสามัญ     ---White manjack , Flore De Angel , Clammy cherry, Loblolly tree, Yellow of light and leading
ชื่ออื่น     ---ยูงทอง
ชื่อวงศ์    ---BORAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อเมริกาเหนือ อเมริกากลาง
เขตกระจายพันธุ์    ---ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา อิควาดอร์ เวเนซูเอล่า  ปานามา เม็กซิโกตอนเหนือ แคริเบียน

   ไม้ยืนต้น สูงไม่เกิน15เมตร กึ่งผลัดใบถ้าขาดน้ำเป็นระยะเวลานาน แต่ใบไม่ร่วงหมดทำให้เห็นเป็นไม้สีเขียวได้ตลอดปี ลักษณะลำต้นอ้วนสั้น เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกล่อนเป็นสะเก็ดเป็นแผ่นใหญ่ ใบออกเป็นคู่ตรงข้าม เรียงเวียนกันไป สีเขียวอมเหลืองรูปไข่ป้อม เนื้อใบหยาบคายเพราะมีขนอยู่ด้านล่างใบและตามซอกแยกแขนง ปลายใบรูปมนหรือมีติ่งแหลม ดอกสีเหลืองสดหรือเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อกระจุกแบบแยกแขนงเป็นช่อย่อยเบียดกันเป็นแพ ดอกรูปกรวยกลีบดอกย่น ขนาดดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 1.5ซ.ม

ผลสดแบบมีเนื้อเมื่อสุกรับประทานได้ มีรสหวาน การขยายพันธุ์ที่ขยายโดยการเพาะเมล็ดเป็นไปค่อนข้างยาก
ระยะเวลาออกดอก--- เดือน กุมภาพันธ์--เมษายน
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

8 พฤกษ์/Albizia lebbeck

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Albizia lebbeck (L.) Benth.
ชื่อพ้อง    ---Mimosa lebbeck L.
ชื่อสามัญ     ---Indian Walnut, Siris Tree,  Lebbeck Tree, Flea tree, Frywood, Koko , Woman's tongue tree
ชื่ออื่น     ---พฤกษ์ ซีก มะรุมป่า จามจุรีทอง
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE(LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---อียิปต์
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียเขตร้อน แอฟริกา

 

ไม้ ต้นผลัดใบ สูงถึง25เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง กิ่งก้านใหญ่และบิดงอ เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม มีรอยแตกตื้นแต่หนาแน่น ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่
ดอก เป็นช่อกลมกว้าง4-7ซม.สีขาวอมเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นเหลืองอ่อน ช่อหนึ่งมี2-4ดอกผลเป็นฝักสีเหลืองอ่อนผิวบางและแบน แตกได้มี4-12เมล็ด
ไม้ ใช้ในงานก่อสร้างในร่ม เปลือกไม้มีแทนนินมากใช้ในการเตรียมหนัง ยาเบื่อปลา เปลือกให้สีย้อมสีแดง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง
ปลูกได้ในดินทั่วไป แสงแดดจัด ทนน้ำท่วมขัง และมลพิษ

ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

9 จามจุรี/Samanea saman

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Samanea saman (Jacq.) Merr.
ชื่อพ้อง    
---Pithecellobium saman (Jacq.) Benth.
---Albizia saman (Jacaq.) F. Muell.
---Enterolobium saman Prain. ex King
---Inga salutaris Kunth.
---Inga saman Willd.
---Mimosa saman Jacq.
ชื่อสามัญ     ---East Indian Walnut, Rain Tree, Monkey Pod
ชื่ออื่น     ---ฉำฉา,ก้ามปู,สารสา,ลัง
ชื่อวงศ์    LEGUMINOSAE [FABACEAE]-MIMOSOIDEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เม็กซิโก อเมริกากลาง อเมริกาใต้ แคริเบียน
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศในเขตร้อน

จามจุรี เป็นไม้เนื้ออ่อนยืนต้นขนาดใหญ่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาแต่นำเข้ามาปลูกในบ้านเราตั้งแต่สมัยสมเด็จพระ พุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่๕
เป็นต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างมาก สูงได้ถึง20เมตร เปลือกสีดำคล้ำแตกระแหงเป็นร่องสะเก็ดโตตลอดต้น ใบประกอบแบบขนนกสองชั้นปลายคู่ เรียงสลับ ยาวประมาณ 25-35 ซม. และแตกแขนงใบย่อยออกขนานกันเป็นคู่ๆ ใบแผงหนึ่งๆมีตั้งแต่ 7-10 คู่ ใบย่อยรูปกลมรี ปลายใบมน รูปใบมักโค้งเข้าหากันเป็นคู่ๆขนาดใบยาว 3-5 ซม.
ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามยอดปลายกิ่ง ช่อหนึ่งๆมีดอกประมาณ 25-35 ดอกและมักบานพร้อมกัน ดอกสีชมพู รูปกรวยขนาดเล็กมี6กลีบ และมีเส้นเกสรผู้ยาวเป็นพู่ล้นดอก เกสรผู้ตอนบนสีชมพู ตอนล่างสีขาว ยาวประมาณ4ซม. ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
เป็น ต้นไม้กลางแจ้งขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ขึ้นและเติบโตได้เร็วในดินเกือบทุกชนิด คนทางภาคเหนือนิยมปลูกไว้เพื่อเลี้ยงครั่ง เนื้อไม้ของจามจุรีมีลักษณะพิเศษคือ มีลวดลายสวย อ่อนเหนียว และเบา จึงนิยมต่อเป็นลังเพื่อใส่สินค้าอุตสาหกรรมหนัก เรียกกันว่า ลังไม้ฉำฉา ปัจจุบันนิยมใช้ในงานหัตถกรรมหลายประเภท ส่วนในงานแลนด์สเคป นิยมปลูกตามสวนสาธารณะให้ร่มเงา

ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

10 ถ่อน/Albizia procera

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Albizia procera (Roxb.) Benth.
ชื่อพ้อง    
---Mimosa procera Roxb.
ชื่อสามัญ     ---White siris , Sit, Forest siris, Rain siris
ชื่ออื่น     ---ทิ้งถ่อน ถินถ่อน นมหวา พระยาฉัตรทัน ส่วน
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ตอนใต้ของจีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา

ไม้ยืนต้นขนาดกลางผลัดใบ สูง 20-30เมตร ลำต้นเกลี้ยง เปลือกต้นสีเทาอมน้ำตาล เป็นรอยขุยด่าง มีรูระบายอากาศทั่วไป โคนเป็นพูพอน เรือนยอดโปร่ง ลำต้นเปลาตรง แตกกิ่งต่ำ มักพบขึ้นตาม ตามป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ชอบแสงแดดจัดขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด
ลักษณะใบของถ่อน เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบย่อยรูปคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนกว้าง  0.75-2.5 ซ.ม.ยาว 2-6 ซ.ม.ขณะแตกใบอ่อน สีแดงเรื่อหรือน้ำตาลอมแดง ยอดและกิ่งอ่อนมีขน
ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่น ประกอบอยู่ในช่อแยกแขนง ตามปลายกิ่งสีขาว
ผลเป็นฝักแบนเรียบผิวด้านหนึ่งสีเขียวอีกด้านหนึ่งสีน้ำตาลอมแดง เมล็ดแบนมี 6-12 เมล็ด
ยอดอ่อน ใบอ่อนลวกต้มรับประทานได้ ใบใช้ในการหมักทำน้ำปลา

ระยะออกดอก---เดือน สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

11 แคแสด/spathodea campanulata


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---spathodea campanulata.P.Beauv.
ชื่อพ้อง    
---Spathodea campanulata P. Beauv. subsp. nilotica (Seem.) Bidgood
ชื่อสามัญ     ---African tulip, African tulip tree, Fountain tree
ชื่ออื่น     ---spathodea campanulata.,Beauv.
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---แอฟริกาตอนใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศอื่นๆในเขตร้อน

แคแสดเป็นไม้ยืนต้นกึ่งผลัดใบ ถ้าปลูกในที่แห้งแล้งมากจะผลัดใบ เป็นต้นไม้กลางแจ้งที่ปลูกง่าย และโตเร็ว ขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด ต้นสูงประมาณ 15-20เมตรใบเป็นใบผสมแบบขนนกพุ่มของใบหนาทึบ มีใบย่อย4-7คู่ รูปรีปลายแหลมผิวใบสากระคายมือ ดอกเป็นช่อเกิดที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งตรง กลีบดอกเป็นรูประฆัง คล้ายดอกทิวลิป สีส้มแสด ดอกขนาดใหญ่ กลีบร่วงง่าย เป็นต้นไม้ที่นิยมใช้ในงานจัดสวนมากอีกต้นหนึ่ง แคแสดจะให้ดอกตลอดปีแต่จะออกดอกมากที่สุดในฤดูหนาวในระหว่างเดือน ธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์
ผลแบนลักษณะคล้ายฝัก ปลายผลแหลม ผลแก่สีน้ำตาลดำผลแก่จะแตกเพียงด้านเดียว เมล็ดเล็กแบนมีปีก
 ดอกแคแสดสีสันแดงแสดสดใสออกเป็นช่อตามปลายกิ่งดอกมักบานพร้อมกันทั้งต้น ดอกตูมของแคแสดจะมีน้ำขังอยู่ภายในดอก เมื่อบีบแรงๆน้ำจะพุ่งออกมาตอนปลายดอกจึงมีชื่อสามัญอีกชื่อหนึ่งว่า Fountain Tree
แค แสดเป็นต้นไม้กลางแจ้งที่ปลูกง่าย และโตเร็ว ขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด

ระยะออกดอก : ตุลาคม-กุมภาพันธุ์ปีต่อไป
ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีเพาะเมล็ดหรือสกัดไหลที่รากโคนต้นมาชำ จะออกดอกเมื่อมีอายุประมาณ4-8ปี

12 นนทรี/Peltophorum pterocarpum


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Peltophorum pterocarpum (DC.) Backer.EX.K.Heyne
ชื่อพ้อง    
--Inga pterocarpa DC.
--Peltophorum inerme (Roxb.) Náves ex Fern.-Vill.
ชื่อสามัญ     ---Copper Pod, Yellow Flame
ชื่ออื่น     ---นนทรี อินทรี กระถินป่า กระถินแดง
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---อินโดนีเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย ตอนใต้ของประเทศไทย มาเลเซีย ตอนเหนือของออสเตรเลีย

 

 
นนทรีเป็นไม้ต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10-15 เมตร เป็นไม้ผลัดใบลำต้นค่อนข้างเปลาตรง ชอบขึ้นตามป่าชายหาด เปลือกลำต้นเป็นสีเทา หรือสีน้ำตาลอ่อนค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆตลอดไปทั่วลำต้น เรือนยอดเป็นรูปร่มหรือทรงกลมกลายๆ ตามกิ่งและก้านอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแดงทั่วไป ส่วนกิ่งแก่เกลี้ยง ใบรวมเป็นช่อสลับซ้ายขวา เป็นแผง ใบย่อยแตกเป็นคู่ตามก้านใบ 9-13 คู่ ช่อใบยาว 20-27 ซม.
ดอก สีเหลือง เป็นช่อขนาดใหญ่มีกิ่งก้านแขนงมาก ออกตามง่ามใบตอนปลายกิ่งหรือบริเวณส่วนยอดของลำต้น  ออกดอกเป็นช่อตั้งตรงสูง ยาวประมาณ 20-30 ซม.กลีบดอกป้อมบางและยับย่น กลีบรองดอกด้านนอกมีขนสีน้ำตาลแดง ประปราย เกสรเพศผู้มี10อัน


หลังจากดอกสีเหลืองโรยไปหมดแล้ว จะเกิดฝักมาแทนที่  ผลเป็นฝักแบนรูปรีปลายและโคนสอบแหลม ขนาดกว้างประมาณ 2 ซม.ยาว 5-12 ซม.สีน้ำตาลอมม่วง เมื่อแก่จัดจนแห้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ แต่ละฝักมี 1-4 เมล็ด
ปลูกนนทรีเชื่อว่าคงเดชเดชามีอานุภาพดังพญานกอินทรีเพราะนนทรีจะมีชื่อเรียก อีกชื่อว่าอินทรี  นิยมปลูกทั่วประเทศ
นอก จากเป็นพันธุ์ไม้ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้ว นนทรียังมีประโยชน์ในหลายๆด้านเช่นใช้เนื้อไม้ในการก่อสร้างและทำ เฟอร์นิเจอร์ ด้วยเนื้อไม้สีน้ำตาลอมชมพูเป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรง สามารถเลื่อย ไส ได้ง่ายดาย ในหลายท้องถิ่นนิยมใช้สีที่สกัดมาจากเปลือกของต้นนนทรีซึ่งให้สีน้ำตาลแดง ที่สวยงาม ย้อมผ้าบาติกอีกทั้งยังเป็นสมุนไพร
ระยะออกดอก : เดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด

13 อะราง/Peltophorum dasyrachis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Peltophorum dasyrachis (Miq) Kurz
ชื่อพ้อง    
---Peltophorum dasyrhachis (Miq.) Baker
ชื่อสามัญ     ---Copper Pod
ชื่ออื่น     ---นนทรีป่า คางฮุง คางฮุ่ง คางรุ้ง จ๊าขาม ช้าขม
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้จนถึงอินโดนีเซีย

ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ผลัดใบ สูง15-30เมตร พบ ตามป่าเบญจพรรณทั่วไปที่สูงจากระดับน้ำทะเล100-500เมตร นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เนื้อไม่สีชมพูอ่อนถึงน้ำตาลแกมชมพู เป็นมันเลื่อม เนื้อหยาบปานกลาง ไส ตกแต่งง่าย เนื้อไม้ใช้ทำกระดานปูพื้น  เครื่องเรือน และเป็นสมุนไพร ลักษณะเปลือกต้นเป็นสีเทาหรือสีเทาอมน้ำตาลค่อนข้างเรียบ หรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆทั่วไป  เปลือกในสีน้ำตาลอมแดง ตามกิ่งก้านและยอดอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม กิ่งและใบแก่เกลี้ยง  เรือนยอดเป็นรูปทรงกลมทึบ
ใบ ประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบประกอบออกตรงข้ามเป็นคู่9-13คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานแคบ8-15คู่ โคนใบสอบและเบี้ยว ปลายทางใบทู่และหยักเว้าเล็กน้อย หลังใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีจางขอบใบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายใบกระถิน
อะราง ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกสีเหลืองสด ช่อดอกห้อยลง (นนทรีตั้งขึ้น) กลีบฐานดอกมี5กลีบ ขอบกลีบจะเกยทับกัน กลีบดอกมี5กลีบ รูปกลีบดอกป้อมๆ กลีบดอกย่นโคนกลีบมีขนสีน้ำตาลประปราย เกสรผู้มี10อัน ผลเป็นฝักแบนโคนและปลายฝักเรียวแหลม ภายในมีเมล็ดแบนๆเรียงตัวตามขวางของฝัก จำนวน1-4เมล็ด
ระยะออกดอก : เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด

14 ทองหลางลาย/Erythrina variegata

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Erythrina variegata Linn.
ชื่อพ้อง    ---
ชื่อสามัญ     ---Variegated Coral, Tiger's Claw, Indian Coral Tree
ชื่ออื่น     ---ปาริชาติ ปาริฉัตร ทองหลางลาย ทองหลางด่าง ทองเผือก ทองบ้าน
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน


ต้นทองหลางถือว่าเป็นพืชพรรณไม้ของเทพเจ้า เรียกในภาษาสันสกฤตว่า มนทาระ มีใบย่อย3ใบเป็นเครื่องหมายของพระเป็นเจ้าทั้ง3 ใบกลางได้แก่พระวิษณุ ใบซ้ายได้แก่ พระศิวะ และใบขวาได้แก่ พระพรหม ดอกทองหลาง เรียกว่า ดอกปาริชาติ   เชื่อว่าหากใครได้ดมกลิ่นแล้วก็จะระลึกชาติได้ และถ้าจะให้ทองหลางออกดอกต้องมีหญิงสาวสวยมาพูดหวานๆด้วย
ต้นไม้ ในสกุลทองหลางในบ้านเรามีอยู่มากมายหลายพันธุ์ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ผิดกันเฉพาะที่สีของดอกและลายของใบเท่านั้น เคยมีผู้ตั้งชื่อเรียกทองหลางประเภทนี้ว่า "ทองหลางใบมน"แยกชนิดไว้ เช่น ทองหลางใบมนด่าง,ทองหลางใบมนดอกขาว และทองหลางใบมนดอกแดง ซึ่งทองหลางเหล่านี้ลักษณะของใบจะผิดกับใบทองหลางที่เราใช้กินกับเมี่ยงคำ
ทองหลาง ลายเป็นทองหลางใบมนชนิดหนึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อนยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 20เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมคม ลักษณะหนามโค้งคล้ายเล็บสัตว์ ปลายหนามสีม่วงคล้ำ  เปลือกเป็นสีเหลืองอ่อนๆใบเป็นแบบใบรวม กลุ่มหนึ่งมีสามใบ ใบสีเขียวสด รูปใบมนปลายแหลมแบบใบโพ เส้นกลางใบและเสนแขนงใบสีเหลือง  ดอกออกเป็นช่อสีแดงสดติดกันเป็นกลุ่ม ตามข้อต้นโคนใบ เวลาออกดอกจะทิ้งใบหมดต้นถ้าปลูกอยู่ในที่แห้งแล้ง ดอกออกราวเดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธุ์ ใช้กิ่งปักชำขึ้นง่ายในดินทุกประเภท นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะเป็นไม้ที่มีความสวยงาม เนื่องจากใบมีลวดลายสีโดดเด่นน่ามอง

ระยะออกดอก---เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์ : ด้วยการปักชำกิ่งและตอนกิ่ง

15 ทองกวาว/Butea monosperma


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Butea monosperma (Lam.) Taub.
ชื่อพ้อง    
---Butea frondosa Roxb. ex Willd.
---Erythrina monosperma Lam.
--- Plaso monosperma (Lam.) Kuntze
ชื่อสามัญ     ---Bastard Teak, Flame of the Forest.
ชื่ออื่น     ---ทองกวาว กวาว จาน
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศไทยและอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---แถบเอเชียใต้ จากประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ศรีลังกา เนปาล บังกลาเทศ ปากีสถาน อินเดีย และในแถบทางภาคตะวันตกของอินโดนีเซีย


    ต้น ทองกวาวมีความเชื่อทั้งพุทธและฮินดู ชาวพุทธในอินเดียถือว่าเป็นไม้พระพุทธเจ้า ในตำนานอดีตพุทธเจ้ากล่าวว่า พระเมธังกรพุทธเจ้าตรัสรู้ ณ โคนต้นทองกวาว ส่วนชาวฮินดูในอินเดียถือว่าเป็นไม้พระจันทร์ มีตำนานว่าเกิดจากขนเหยี่ยวกำซาบด้วยน้ำโสม
ทองกวาว เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางสูง 12-15เมตรเรือนยอดแผ่กว้างเป็นรูปทรงกลม ต้นและใบคล้ายพวกทองหลางใบมนและทองหลางดอกแดง ผิดกันที่ทองกวาวไม่มีหนามแต่เปลือกลำต้นเป็นปุ่มปมไม่เรียบผิวมีสีน้ำตาล หม่นๆ
ใบ เป็นใบผสมมีใบย่อยเพียง 3 ใบ พื้นผิวใบเกลี้ยงเป็นมันสีเขียว ใบย่อยที่อยู่ตรงกลางมีลักษณะมนกว้างเกือบกลมส่วนใบย่อยด้านข้างกว้างที่ ส่วนโคนและกลางใบ  ลักษณะใบคล้ายทองหลางใบมน


          ดอก ออกเป็นช่อ ดอกมีรูปร่างคล้ายดอกถั่ว หรือดอกแค สีแดงอมส้มสดใสสวยงามมาก ดอกจะออกเป็นช่อเรียงติดกันแน่นตามกิ่งส่วนยอด ดอกช่อนึงยาวประมาณ 2-3ฟุต เมื่อออกดอกมักทิ้งใบเกือบหมด บางต้นอาจไม่มีใบเหลืออยู่เลยมีแต่ดอกเต็มต้น
 ผลมีลักษณะเป็นฝักแข็งเปลือกนอกมีสีน้ำตาลอ่อน ภายในฝักมีเมล็ด ขนาดเล็กสีน้ำตาลแก่
 ทองกวาว ที่พบเห็นกันตามธรรมชาติมักขึ้นอยู่ตามที่ราบน้ำท่วมถึง พบมาทางภาคเหนือและภาคอีสาน พันธุ์ไม้ชนิดนี้ชาวบ้านนิยมปลูกไว้สำหรับเลี้ยงครั่ง

ระยะออกดอก : ประมาณเดือนมกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์ : ด้วยการตอนกิ่ง เพาะเมล็ดปลูกขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพ


16 ทองกวาวดอกเหลือง/Butea monosperma


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Butea monosperma (Lam.) Taub.
ชื่อพ้อง    
---Butea frondosa Roxb. ex Willd.
---Erythrina monosperma Lam.
--- Plaso monosperma (Lam.) Kuntze
ชื่อสามัญ     ---Bastard Teak, Flame of the Forest.
ชื่ออื่น     ---ทองกวาวเหลือง, กวาวคำ
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศไทยและอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีน

 

เป็นต้นไม้ต้นเดียวกันกับทองกวาวนั่นแหละชื่อวิทยาศาสตร์เดียวกัน ไม่ได้เขียนผิด แต่ผ่าเหล่ามาเป็นสีเหลือง ถ้าจะปลูกด้วยเมล็ดอาจกลายเป็นต้นสีแดงได้ ถ้าอยากได้ดอกสีเหลืองต้องตอนกิ่งเอา ในประเทศไทยจะพบเห็นทองกวาวเหลืองได้ตามป่าผลัดใบหรือปลูกตามริมข้างทาง ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นไม้ต้น สูง 8-15เมตร ลำต้นมักคดงอ ใบประกอบแบบใบย่อย3ใบรูปคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือเกือบกลม ปลายใบทู่ โคนใบไม่สมมาตร  
  ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อแน่นตามกิ่งก้านและปลายกิ่ง ยาวได้ถึง20ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่วยาวประมาณ7ซม. กลีบรองดอกเป็นรูปถ้วยสีเข้มปลายแยกเป็น4-5แฉก กลีบดอก5กลีบ เกสรผู้10อัน ผลเป็นฝักแบนรูปขอบขนานกว้าง305ซม.ยาว14ซม. โค้งเล็กน้อยมีขนนุ่มสีขาวคลุม มีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียวที่ปลายฝัก

ระยะออกดอก : เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม

ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

17 ปีบ/Millingtonia hortensis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Millingtonia hortensis.,Linn.f.
ชื่อพ้อง    ---none
ชื่อสามัญ     ---Indian Cork Tree, Cork Tree
ชื่ออื่น     ---ปีบ กาสะลอง
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียเขตร้อน

เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงทะมึนได้ถึง 25 เมตร เปลือกขรุขระสีเทาเนื้อหยุ่นๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้น มีใบย่อยหลายใบ ใบย่อยรูปไข่ ขนาดความกว้าง2--3.5ซม.ยาว3-5.5ซม. ขอบใบเรียบหรือหยักห่างๆ โคนใบมนปลายใบแหลมเป็นติ่งยาว
ดอก เป็นช่อ เกิดที่ปลายกิ่งห้อยลงสีขาวมีกลิ่นหอม กลีบดอกติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ6ซม.ปลายเป็นรูปถ้วยแยกเป็น5กลีบ ดอกบานตอนกลาง คืน ในตอนเช้าดอกที่บานก็จะร่วงหล่นเกลื่อนอยู่ใต้ต้น
ผล เป็นฝักแบนขนาดกว้าง2ซม.ยาว30ซม.เมื่อฝักแก่จะแตกออกทำให้เมล็ดปลิวกระจายไป ได้ไกล เมล็ดแบนมีปีกบางๆปลิวไปตามลมได้ ขนาดเมล็ดรวมปีกกว้างประมาณ1.3ซม.ยาว2.5ซม.
ไม้ต้นนี้จัดเป็นไม้ประดับแบบไทยๆที่สวยงาม ดอกหอมมาก ชอบอากาศชุ่มชื้นแต่มีความทนอากาศแห้งแล้งได้ดีปลูกง่ายโตเร็ว แต่รากปีบไม่หยั่งลึกลงไปในดินเหมือนต้นไม้ใหญ่อื่นๆ  รากไปตามผิวดิน และจะแตกต้นใหม่ขึ้นสามารถสกัดรากไปปลูกใหม่ได้  ฉะนั้นใครปลูกปีปไว้ใกล้บ้านอย่าปล่อยให้สูงตระหง่านนักเพราะจะทานแรงลมพายุไม่ไหว ต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งบ่อยๆจะทำให้ทรงต้นสวยด้วย
ถ้าจะกล่าวถึงปีปในแง่ที่เป็นสมุนไพร ตำรับยาบางขนานของเราคงจะได้รับอิทธิพลมาจากหมอยาทางฝั่งประเทศลาวในสมัยโบราณด้วยทางโน้นมีคติเชื่อว่า สมุนยาที่มีชื่อเรียกปู่เจ้านำหน้านั้น เป็นต้นพืชอันศักดิ์สิทธื์ สามารถนำมาปรุงยารักษาโรคร้ายให้หายได้
หมอยาเรียกต้นปีปว่า "ปู่เจ้าครองดง "

ระยะออกดอก : ระหว่างเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม
การขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด สกัดต้นอ่อนจากราก

18 ปีบทอง/Radermachera ignea

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Radermachera ignea (Kurz) Steenis.
ชื่อพ้อง    
---Mayodendron igneum (Kurz) Kurz
ชื่อสามัญ     ---Tree Jasmine
ชื่ออื่น     ---กาซะลองคำ, ปีบทอง,สำเภาหลามต้น
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---จากพม่าตอนใต้จนถึงเกาะไหหลำ


ปีบ ทองเป็นไม้ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ความสูงประมาณ 6 - 14 เมตร เรือนยอดหนาทึบใบเป็นใบประกอบแบบขนนก2-3ชั้น ใบย่อยรูปไข่หรือใบมน ขนาดกว้าง2.8-4.4ซม.ยาว6-12ซม.ปลายใบแหลมยาว ขอบใบเรียบ ดอกสีเหลืองเข้มสวยซะไม่มีล่ะออกเป็นช่อสั้นๆเป็นกลุ่ม ตามลำต้นและกิ่งก้าน ช่อหนึ่งมี5-10ดอกบานไม่พร้อมกัน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ที่ฐานและค่อยๆโป่งพองออกที่ตอนกลางและปลายกลีบดอก ปลายกลีบแยกเป็น5แฉก ผลเป็นฝักกลมยาวเรียวคล้ายฝักถั่วฝักยาว ความยาวประมาณ40ซม.ผิวเกลี้ยง ฝักแก่จะแตกเป็น2ซีกบิดงอ เมล็ดมีปีกบางๆทางด้านข้างของเมล็ด
ปีบทองชอบขึ้นอยู่ตามเขาหินปูนค่อนข้างชุ่มชื้น โดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศ มักไม่พบขึ้นเองทางภาคอื่น นอกจากจะนำไปปลูกประดับจัดสวน
มีเขตการกระจายพันธุ์จากพม่าตอนใต้จนถึงเกาะไหหลำ บาง ทีการรู้จักแหล่งกำเนิดทางธรรมชาติก็จะเป็นการพิจารณาได้อีกทางสำหรับการ กำหนดต้นไม้ที่จะนำไปปลูกเพราะบางทีผิดที่ผิดทางดูแลไม่ดีก็อาจทำให้เกิดการ สูญเสียขึ้นได้ เพราะไม่ค่อยน่าจะสบายใจเท่าไหร่นักกับการเคลื่อนต้นไม้ขนาดใหญ่จากที่หนึ่ง ไปที่หนึ่งโดยไม่ได้ศึกษาธรรมชาติของต้นไม้ต้นนั้นอย่างถ้วนทั่ว  ทำให้รักษาเอาไว้ไม่ได้ ตายไปอย่างน่าเสียดายนักต่อนัก
ดอกของปีบทองสวยงามมากเวลาออกดอกจะทิ้งใบหมดต้นเหลือเฉพาะดอก ทรงต้นก็สวย เรือนพุ่ม ทึบหนามีน้ำหนักดี  จึงนิยมนำมาใช้จัดสวน ราคาพอรับได้ คุ้มค่า

ระยะเวลาออกดอก : มกราคม-เมษายน แต่บางที่จะออกดอกล่าไป คือ ระหว่าง มิถุนายน-กรกฏาคม
การขยายพันธุ์ :โดยการเพาะเมล็ด

19 ประดู่ป่า/Pterocarpus macrocarpus


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Pterocarpus macrocarpus Kurz
ชื่อพ้อง    
---Lingoum cambodianum Pierre
---Lingoum glaucinum Pierre
---Lingoum gracile Pierre
---Lingoum macrocarpum (Kurz) Kuntze
---Lingoum oblongum Pierre
---Lingoum parvifolium Pierre
---Lingoum pedatum Pierre
---Pterocarpus cambodianus (Pierre) Gagnep.
---Pterocarpus cambodianus Pierre
---Pterocarpus glaucinus Pierre
---Pterocarpus gracilis Pierre
---Pterocarpus parvifolius (Pierre) Craib
---Pterocarpus parvifolius Pierre
---Pterocarpus pedatus (Pierre) Gagnep.
---Pterocarpus pedatus Pierre
ชื่อสามัญ     ---Burma Padauk, ฺBurmese Ebony, Nara
ชื่ออื่น     ---ประดู่,ดู่, ดู่ป่า, จิต๊อก, ประดู่เสน
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE( FABACEAE )
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียเขตร้อน


ต้นประดู่ในเมืองไทยมี 2 พันธุ์ คือประดู่ป่าPterocarpus macrocarpus และประดู่บ้าน หรือประดู่อังสนา หรือประดู่กิ่งอ่อน (Ptercarpus indicus ) ประดู่บ้านคือต้นที่เรามักได้เห็นและได้กลิ่นหอมไปทั่วบ้านทั่วเมืองดอกดกๆนั่นแหละ  นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านเรือนและสถานที่ราชการ ประดู่บ้านต้นนี้ช่างไม้หรือช่างทำเฟอร์นิเจอร์จะเรียกเนื้อไม้ของประดู่ บ้านนี้ว่า"ประดู่ลาย"เพราะเนื้อไม้ที่มีลวดลายงดงามมากที่เดียว
ส่วนประดู่ป่าก็ปลูกเป็นไม้ประดับได้เหมือนกันแต่ไม่นิยมเท่า เพราะเป็นไม้ขนาดใหญ่กว่า แต่ดอกเล็กกว่าและดอกไม่ดกเท่า  ชาวราชบุรีและชาวสระบุรีเรียก"ประดู่เสน" ทั้งนี้คงเป็นเพราะว่าประดู่ป่าเป็นต้นไม้ที่ลิงเสนชอบอาศัยรวมฝูงกันอยู่บนต้นก็ได้
ต้นประดู่ที่มีอายุมากๆ ใกล้ร้อยหรือเลยร้อยปี พูพอนที่โคนต้น บางพูจะเจริญเติบโตตามอายุ กลายเป็นปุ่มขนาดใหญ่ ซึ่งเรียกกันว่า " ปุ่มประดู่"

                                                    

   ต้น ประดู่ป่ากับต้นประดู่บ้านซึ่งมีอายุเท่ากัน ต้นประดู่ป่าจะมีปุ่มประดู่มากกว่า ต้นประดู่บ้านอยู่หลายปุ่ม แต่ปุ่มประดู่บ้านจะมีลวดลายสะสวยกว่าลวดลายของปุ่มประดู่ป่า สำหรับความงามของปุ่มประดู่ท่านว่า ปุ่มมะค่านี่ชิดซ้ายไปเลย และส่วนตรงนี้จะกลายเป็นเนื้อไม้ที่มีค่ายิ่งในวงการหัตถศิลปและศิลปกรรม  ประจำชาติไทย
ดังเช่นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที๕ และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๖ ตลอดจนมาถึงในสมัยต้นๆของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ ในรัชสมัยของพระองค์ท่านซึ่งได้กล่าวถึงพระนามนี้ พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ส่งเสริมการก่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ทั้งในศิลปกรรมและหัตถศิลป์ที่มีคุณค่าอัน เกิดจากการผลิตและใช้ไม้ประดู่เป็นวัตถุดิบแต่ในครั้งนั้นไว้ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในพระราชสำนัก ในพระบรมมหาราชวัง ตามสภานที่ราชการ ตามศาลาการเปรียญ  ซึ่งได้ใช้ไม้ประดู่และปุ่มประดู่เป็นวัตถุดิบในการผลิตงานศิลป์ เป็นที่เชิดหน้าชูตาอยู่ในยุคนั้นเกือบทั้งสิ้นนับ ตั้งแต่โต๊ะ ตู้ ตั่ง เตียง ขันน้ำ พานรอง เชี่ยนหมาก ฯลฯ ซึ่งล้วนถูกประดิษฐ์ไว้อย่างสวยงาม เป็นศิลป์ที่งดงามเลิศเลอ งามทั้งลวดลายจากไม้ประดู่ และยอดเยี่ยมด้วยฝีมือการประดิษฐ์ ของช่างศิลป์ไทยในสมัยก่อน  ซึ่งเราน่าจะได้รับทราบไว้และนับเป็นเกียรติประวัติของพันธุ์พืชที่คนไทยให้ ชื่อว่า"ประดู่"ที่ขอนำมาเสนอและกล่าวถึงด้วยความภาคภูมิใจยื่ง
  นอกจากนี้ ประดู่ ยังได้รับเกียรติอันสูงส่งที่ได้เกี่ยวข้องกับผลงานส่วนหนึ่งของราชนาวีไทย เมื่อ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้ทรงร้อยกรองทำนองเพลงพระนิพนธ์ไว้เป็นเพลงอมตะ คือเพลง " ดอกประดู่ "โดย พระองค์ท่านได้ทรงนำเอาความจริงจากธรรมชาติให้เห็นความพร้อมเพรียงกันในวัน ที่ดอกประดู่บาน ทรงใช้วงจรชีวิตจาก พันธุ์พฤกษา  เข้าเปรียบเทียบไว้กับคำว่า " ชีวิต " และ " หน้าที่  " ของทหารเรือไทย ดังเนื้อเพลงพระนิพนธ์ตอนหนึ่งทีว่า
"พวกเราทุกลำจำเช่นดอกประดู่
วันไหนวันดีบานคลี่พร้อมอยู่
วันไหนวันโรยดอกโปรยตกพรู
ทหารเรือเราจงดู ตายเป็นหมู่ให้ชาติไทย"

ขอเชิดชูเกียรติลูกดอกประดู่ทุกท่าน ณ ที่นี้                                                                                               

20 ประดู่บ้าน/Pterocarpus indicus


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Pterocarpus indicus Willd.
ชื่อพ้อง    
---Echinodiscus echinatus Miq.
---Lingoum echinatum (Pers.) Kuntze
---Lingoum indicum (Willd.) Kuntze
---Lingoum rubrum Rumph.
---Lingoum saxatile Rumph.
---Lingoum wallichii Pierre
---Pterocarpus blancoi Merr.
---Pterocarpus carolinensis Kaneh.
---Pterocarpus echinata Pers.
---Pterocarpus indica Willd. [Spelling variant]
---Pterocarpus klemmei Merr.
---Pterocarpus obtusatus Miq.
---Pterocarpus pallidus Blanco
---Pterocarpus papuana F. Muell.
---Pterocarpus papuanus F.Muell.
---Pterocarpus pubescens Merr.
---Pterocarpus vidalianus Rolfe
---Pterocarpus wallichii Wight & Arn.
---Pterocarpus zollingeri Miq.
ชื่อสามัญ     ---Angsana
ชื่ออื่น     ---ประดู่อังสนา
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE ( FABACEAE )
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

  

ประดู่ป่ากับประดู่บ้านมักสับสนกัน สังเกตุที่ดอกของประดู่ป่าดอกจะออกเป็นช่อ ที่ก้่านช่อไม่แตกแขนงช่อยาว5-9ซมออกในซอกใบ. แต่ดอกประดู่บ้านดอกมีก้านช่อที่แตกแขนงออกที่ปลายกิ่งยาว15-30ซม อันนี้ดูความแตกต่างตอนออกดอก
ดอก และเรือนยอดที่สวยงามของประดู่บ้านทำให้เป็นที่นิยม และกระจายพันธุ์ไปกว้างขวางเป็นไม้ผลัดใบขนาดกลาง สูงประมาณ 8-15 เมตรเรือนยอดแผ่กว้างกิ่งอ่อนห้อยย้อยลง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย5-11ใบใบย่อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ผิวใบเกลี้ยงโคนใบมนปลายใบแหลม
ดอก เป็นดอกช่อออกตามปลายกิ่งหลังจากแตกใบใหม่ กลีบรองดอกสีเขียวกลีบดอกสีเหลืองอมส้ม ดอกคล้ายดอกถั่วขนาด1-1.5 ซม.ดอกมีกลิ่นหอม
ผลกลมและแบนมีปีกบางๆโดยรอบผลแก่มีสีน้ำตาลไม่แตก มีเมล็ดตรงกลาง1เมล็ด

ระยะดอกบานพร้อมกันประมาณช่วง : เดือน มีนาคม-เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด

21 ประดู่แดง/Phyllocarpus septentrionalis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Phyllocarpus septentrionalis ( Donn.) Smith
ชื่อพ้อง    ---none
ชื่อสามัญ     ---Monkey Flower Tree, Fire of Pakistan
ชื่ออื่น     ---วาสุเทพ
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE ( FABACEAE )
ถิ่นกำเนิด    ---อเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศในเขตร้อน

ประดู่แดงเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณหุบเขามอนตากัว ทางทิศตะวันออกของประเทศกัวเตมาลา ในอเมริกาใต้ สำหรับประเทศไทย พระยาอายุรเวทวิจักษณ์ (ดร.เอ็ม คาทิว) ชนชาติอังกฤษ แพทย์ในราชสำนัก รัชกาลที่6 ได้นำมาปลูกเป็นคนแรก โดยปลูกไว้ที่บ้านชมเขา อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีจำนวน 4ต้น ต่อมาได้ขยายพันธุ์ไปอย่างกว้างขวาง    
ประดู่แดง เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง สูง 15-20 เมตร ทรงพุ่มกิ่งก้านย้อยห้อยลง เปลือกต้นสีเทาขาวให้ใบและดอกดก ใบเป็นใบประกอบมีใบย่อย 6-10 คู่ ใบที่อยู่ส่วนปลายเป็นคู่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ใบรูปไข่เกลี้ยง สีเขียวอ่อนกว้าง 2.5-7ซม.ยาว3-7ซม. ผลัดใบในฤดูหนาวราวเดือนธันวาคมถึงมกราคม
ออก ดอกตอนใบร่วงหมด ดอกออกเป็นช่อกระจุกใหญ่ตามด้านข้างของกิ่ง กลีบรองกลีบดอก4กลีบสีแดง กลีบดอก5กลีบสีแดงคล้ำหรือสีเลือดหมู เกสรสีแดงขนาดยาวไม่เท่ากันไม่มีกลิ่นหอม ดอกจะบานเต็มต้นราว2สัปดาห์แล้วจะร่วงหมด
ผล เป็นฝักแบนรูปร่างคล้ายใบ เปลือกผลจะมีเส้นนูนคล้ายเส้นใบปรากฏอยู่ มีเมล็ด1-2เมล็ดตรงกลางผล เมล็ดมีลักษณะแบน ขนาดของผลกว้าง1-3ซม.ยาว5-8ซม.
นิยม ปลูกเป็นไม้ประดับสวนหรือไม้ประดับให้ร่มเงาทั่วไป ประดู่แดงขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด จะให้ดอกเมื่ออายุประมาณ 10-15ปี หรืออาจเร็วกว่านั้น2-3ปี แต่ก็มีน้อยมาก

ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธ์ผลแก่เดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

22 พญาสัตบรรณ/Alstonia scholaris


 ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Alstonia scholaris., R.BR.
ชื่อพ้อง    
---Echites scholaris L
ชื่อสามัญ     ---White Cheesewood,Devil Tree,Blackboard Tree, Devil's Bark
ชื่ออื่น     ---พญาสัตบรรณ, ตีนเป็ด,สัตบรรณ,หัสบรรณ
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ พบตั้งแต่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซียถึงรัฐควีนส์แลนด์ และหมู่เกาะโซโลมอน


พญาสัตบรรณเป็นไม้ป่ายืนต้นขนาดใหญ่สูงประมาณ 15-25 เมตร  เนื้อไม้ของพญาสัตบรรณมีค่ามากเกือบทัดเทียมกับราคาไม้สัก ทีเดียว เนื้อไม้สีขาวอมเหลืองค่อนข้างเหนียวและทนทานมาก ใช้ประโยชน์ในทางก่อสร้างและทำเครื่องเรือน จึงทำให้ พญาสัตบรรณถูกตัดนำไปใช้จำนวนมากเหลือน้อยลง
 เป็นไม้ต้นลักษณะลำต้นเปลาตรงสูงใหญ่ทรงพุ่มแผ่ แตกกิ่งก้านสาขามากตามเรือนยอด ใบสีเขียวเข้มรูปมนรี ปลายใบมนโคนใบแหลม ก้านใบสั้น ขนาดของใบยาวประมาณ8-15ซมออกใบเป็นกลุ่มรอบกิ่ง กลุ่มละ7ใบกลุ่มใบต่อเนื่องกันตามกิ่งคล้ายฉัตร  ดอก เป็นช่อออกตามปลายกิ่ง รวมกันเป็นกลุ่มหนาแน่น ดอกมีขนาดเล็กสีขาวอมสีเหลืองอ่อน ลักษณะดอกคล้ายดอกเข็ม ดอกช่อหนึ่งๆจะติดกลุ่มเป็นพุ่มย่อยๆช่อละ7พุ่มเหมือนกันทุกช่อ และมักบานสพรั่งพร้อมกันสวยงามน่าดู มีกลิ่นหอมแรง
ผล ออกเป็นคู่รูปกลมยาวเหมือนฝักถั่วขนาด 0.2-0.3 ซ.ม.ยาว 21-56 ซ.ม. เกลี้ยงแตกได้เป็น2สวน เมล็ดมีขนที่ปลายทั้ง2ด้าน สีขาวนวลเป็นกระจุกปลิวตามลม
กลิ่นหอมของดอกพญาสัตบรรณ จะหอมชื่นใจมากถ้าอยู่ในป่า เรือนยอดอยู่สูงลิบ ทำให้กลิ่นเจือจางด้วยสายลม  ประกอบกับทรงต้นที่สูงตระหง่านงามสง่า ครั้งหนึ่งในอดีตน่าจะประมาณปี38-40ถ้าจำไม่ผิด มีผู้นิยมนำพญาสัตบรรณ ชลอจากป่าเข้ามาใช้ในงานภูมิทัศน์ หรูหราเป็นหน้าเป็นตามาก ต้นเล็กต้นน้อยขายได้หมด มีพวกบ้านจัดสรรเป็นลูกค้าสำคัญ แล้วก็ กทม ถนนในกรุงเทพฯจำไม่ได้อีกละว่าสายไหน ปลูกพญาสัตบรรณเป็นแถวเป็นแนวด้วยต้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง1"-2" บางที่ก็ใช้ 6"-10"ก็มี ทีนี้เวลาผ่านไปได้ระยะออกดอกพร้อมกัน ความที่กลิ่นหอมแรงและอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมากแถมต้นก็ยังสูงไม่มากทำให้หลายคนหรือทุกคนได้กลิ่นแล้วเกิดอาการวิงเวียน ที่ว่าหอมก็เป็นเหม็นไปหมด อยู่ในบ้านมีแค่ต้นเดียวก็เหลือจะทนไหนจะระบบรากที่รุนแรงเพราะเป็นไม้ใหญ่โตเร็ว ทำให้ วันหนึ่งพญาสัตบรรณที่งามสง่าก็ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป

ระยะออกดอก : เดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด

 23 ตีนเป็ดน้ำ/Cerbera odollam


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cerbera odollam Gaertn
ชื่อพ้อง    
---Cerbera dilatata Markgr.
---Cerbera forsteri Seem.
---Cerbera lactaria Buch.-Ham.
---Cerbera lactaria Buch.-Ham. ex Spreng.
---Excoecaria ovatifolia Noronha
---Odollamia malabarica Raf.
---Tanghinia lactaria (Buch.-Ham. ex Spreng.) G.Don---Tanghinia odollam (Gaertn.) G.Don
ชื่อสามัญ     ---Pong Pong, Suicide Tree.
ชื่ออื่น     ---ตีนเป็ดทะเล,ตีนเป็ดตาเหลือง
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ชายฝั่งทะเลเอเซียใต้ เอเซียตะวันออเฉียงใต้- ศรีลังกา อินเดีย  ตอนเหนือของออสเตรเลีย


ไม้ต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร ทรงร่ม เปลือกนอกเรียบสีเทา มีช่องอากาศกระจายทั่วไป เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อนมีน้ำยางขาวข้นตามส่วนต่างๆ
ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับ ออกเป็นกระจุกแน่นที่ปลายกิ่งใบรูปใบหอกกลับแกมรูปไข่ถึงรูปขอบขนานแกมรูป ไข่ โคนใบสอบรูปลิ่มแคบ ขนาดของใบ 4-7x15-30ซม. เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวคล้ำเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่า
ดอก แบบช่อกระจุกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งแต่ละช่อมีหลายดอก ขนาดของดอกประมาณ 4ซม.  สีขาวตรงกลางสีเหลือง โคนดอกติดกันเป็นหลอด กลีบดอก5กลีบแยกกัน ผลสีเขียวสุกสีแดงเป็นมัน ชอบขึ้นตามริมน้ำริมคลองและที่ลุ่มมีน้ำท่วมถึง

ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยเมล็ดและกิ่งตอน

24 ตีนเป็ดทราย/Cerbera manghas

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cerbera manghas L.
ชื่อพ้อง    
ชื่อสามัญ     ---Sea mango, Pink-eyed Cerbera, Pong-pong.
ชื่ออื่น     ---ตีนเป็ดตาแดง
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---หมู่เกาะซีเชลส์ในมหาสมุทรอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย  หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

ไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง5-10เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว มักแตกกิ่งต่ำคล้ายไม้พุ่ม เปลือกนอกเรียบสีเทา มีช่องอากาศกระจายทั่วไป เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน
ใบเดี่ยวเรียงสลับออกแน่นใกล้ปลายยอด รูปไข่กลับแกมขอบขนาน ขนาดของใบ 3-6x10-25ซม. ปลายใบและโคนใบแหลม เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีอ่อนกว่า
ดอกแบบช่อกระจุก ออกตามปลายยอด ช่อดอกโปร่งแข็ง แต่ละช่อมีหลายดอก ดอกย่อยสีขาวปากหลอดสีชมพูปนแดงเข้ม  กลีบเลี้ยงแยกเป็น5กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอกเมื่อตูมจะซ้อนกันเวียนเป็นเกลียว
ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็งรูปไข่หรือรูปรีขนาด3-5x5-8ซม.  เมื่อสุกสีแดงปนดำ เนื้อนิ่ม เมล็ดแข็งน้ำหนักเบา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากดอกและผลมีความสวยงาม แต่ผลมีcardiac glycosideมีความเป็นพิษสูงและก่อให้เกิดอาการระคายเคือง

ระยะออกดอกและผล : เกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด

25 ตีนเป็ดแดง/Dyera costulata


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Dyera costulata (Miq.) Hook.f.
ชื่อพ้อง    
---Alstonia costulata Miq.
---Dyera laxiflora Hook.f.
ชื่อสามัญ     ---Gutta percha tree
ชื่ออื่น     ---เป็ดแดง
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---คาบสมุทรมลายู ชวา สุมาตรา และภาคใต้ตอนล่างของไทย ที่จังหวัด สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

 

ไม้ยืนต้นโตเต็มที่ สูงได้ถึง 60 เมตร.ใหญ่เอาการเลยทีเดียว และ ในบางประเทศในเขตกระจายพันธุ์อาจสูงได้ถึง 80 เมตร ลักษณะของต้นตีนเป็ดแดง ทุกส่วนมีน้ำยางขาว กิ่งเป็นเหลี่ยม ใบเรียงเป็นวงรอบ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ยาว 8-20 ซม. ปลายแหลมสั้น ๆ หรือกลม เส้นแขนงใบตรง จำนวนมาก ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ช่อย่อยแบบช่อซี่ร่ม ออกตามปลายกิ่ง  กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปไข่ โคนไม่มีต่อม ดอกรูปกงล้อ สีขาว มี 5 กลีบ เรียงซ้อนทับ ผลออกเป็นฝักคู่ โค้งกางออก ยาว 14-35 ซม. กว้าง 2-3 ซม. เมล็ดรูปรี ยาวประมาณ 5 ซม. รวมปีกบาง ๆ
ขึ้นตามป่าดิบชื้นความสูงระดับต่ำ ๆ น้ำยางทำให้ระคายเคือง เรียกว่า ยางเยลูตง เคยเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตหมากฝรั่ง

26 บุหงาตันหยง/Caesalpinia coriaria

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Caesalpinia coriaria.,Willd.
ชื่อพ้อง    
---Caesalpinia thomaea Spreng.     
---Libidibia coriaria (Jacq.) Schltdl.
---Poinciana coriaria Jacq.
ชื่อสามัญ     ---Divi-divi, Cascalote, Guaracabuya, Guatapana, Nacascol, Watapana.
ชื่ออื่น     ---ตันหยง  บุหงาตันหยง
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อเมริกากลาง และภาคเหนือของ อเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---เม็กซิโก โคลัมเบีย เวเนซูเอล่า ปานามา แคริบเบียน

ตันหยง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  มีเนื้อไม้เป็นประโยชน์ในการก่อสร้างหลายอย่างเป็นไม้พุ่มใหญ่แตกกิ่งก้าน สาขามาก ลำต้นและกิ่งเลี้ยวลดอ่อนช้อยดูคล้ายต้นไม้ดัด ใบเล็กคล้ายใบมะขาม
ดอกของตันหยงหอมมากและหอมไกล ดอก จะออกตามยอดกิ่งหรือปลายกิ่งเป็นช่อตั้งสีเขียวอ่อน ที่เห็นเป็นกระจุกนั่นไงดอกมีขนาด4-5มิลลิเมตรเมื่อดอกโรยแล้วจะติดฝัก ฝักของตันหยงบิดๆงอๆคล้ายฝักมะขามเทศ
บุหงาตันหยงต้น ที่นำมาลงนี้ (ไม่ใช่ต้นบนสุด ต้นบนสุดอยู่ที่สวนสิรีรุกขชาติ) ที่พูดถึงคือรูปที่ถัดลงมา อายุประมาณ 12 ปี (2008)ปลูกตั้งแต่ต้นเล็กๆซื้อกิ่งตอนมาปลูก ตอนนั้นกำลังนิยมหาไม้ไทยโบราณมาปลูกกัน ตอนนี้น่าจะหาซื้อได้ไม่ยาก แต่ก็ยังมีราคาอยู่ เป็นไม้กลางแจ้งโตเร็ว
ต้นนี้ก็ปลูกด้วยกิ่งตอนนะ ทรงต้นของตันหยงยอดเยี่ยมมากในประเภทเดียวกันถือว่าเด่นที่สุดในพวกของไม้ Dramatic Form

ระยะเวลาออกดอก : ปีละครั้งระหว่างเดือนกรกฏาคม-ถึงเดือนสิงหาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง

27 สุพรรณิการ์/Cochlospermum religiosum


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cochlospermum religiosum.,Alston
ชื่อพ้อง    ---Cochlospermum gossypium
ชื่อสามัญ     ---Silk Cotton Tree, Buttercup Tree, Yellow Cotton Tree
ชื่ออื่น     ---ฝ้ายคำ สุพรรณิการ์ดอกลา
ชื่อวงศ์    ---COCHLOSPERMACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ตะวันตกเฉียงเหนือของเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ----อินเดีย พม่า ไทย


เป็นต้นไม้ อีกต้น ที่มีดอกและยอมรับในความเหลืองมากๆเหลืองจริงๆ เวลาออกดอกต้นไม่มีสีเขียวปนเลย เพราะเวลาก่อนออกดอกจะทิ้งใบหมดทั้งต้น แล้วออกดอกพรึ่บดอกในช่อจะบานทีละดอกนั่นแหละแต่เพราะดอกดกมากจึงทำให้เห็น เป็นอย่างนั้น
สุพรรณนิการ์หรือฝ้ายคำต้นนี้จะเป็นดอกลา คือกลีบดอกบางชั้นเดียว ขอบดอกหยักและไม่ซ้อน  พบตามป่าแห้งแล้งของไทย เช่นที่วัดเขาพระ อำเภอ อู่ทอง จังหวัสุพรรณบุรี ช่วงเดือน มกราคม ถึง กุมภาพันธ์ ไปเจอสุพรรณิการ์ออกดอก เหลืองไปทั้งเขา ตามโคนต้นก็เต็มไปด้วยกลีบดอกบางสีเหลืองที่ร่วงหล่นอยู่ เห็นแล้วสุดประทับใจ ใครอยากเห็นก็ไปตามช่วงเวลาที่บอก แล้วจะรู้ว่าสามัญนามที่ได้มาไม่ได้ส่งเดช
ลักษณะของสุพรรณิการ์ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง7-15เมตร ใบเดี่ยวก้านใบยาว ออกตามข้อต้นหรือกิ่ง ใบรูปใบมนปลายเว้าเป็น5แฉกมองคล้ายใบไม้แฝด5ใบรวมอยู่ในใบเดียวกัน ขนาดของใบกว้างประมาณ15ซม.ยาว20ซม.
ดอก ออกเป็นช่อขนาดใหญ่กระจายที่ปลายกิ่งส่วนยอด ดอกสีเหลืองสดขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ6ซม.มี5กลีบมีเกสรเพศผู้ เป็นละอองสีเหลืองอยู่กลางดอก เมื่อบานกลีบดอกจะงองุ้มเข้าหากัน มีลักษณะคล้ายถ้วย ช่อดอกหนึ่งๆยาวประมาณ30-45ซม.ผลกลมเป็นพู เมื่อแก่จะแตกออก3-5พู ภายในผลจะมีเส้นใยคล้ายฝ้ายสีขาว เมล็ดสีดำ
 การขยายพันธุ์โยการเพาะเมล็ด ปักชำและตอนกิ่ง แต่จะนิยมเพาะเมล็ดมากกว่าวิธีอื่น เมล็ดใหม่มีเปอร์เซนต์การงอกสูง 80-90%  ปกติจะออกดอกเมื่ออายุ3-5ปี แต่บางทีจะออกดอกเมื่อมีอายุตั้งแต่1ปีขึ้นไป ชอบดินร่วนซุย ความชื้นปานกลาง แสงแดดจัดต้องการน้ำปริมาณปานกลาง รดน้ำ2-3วันต่อครั้ง

ระยะเวลาออกดอก : มกราคม - กุมภาพันธ์
การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด ปักชำและตอนกิ่ง

28 สุพรรณิการ์ดอกซ้อน/Cochlospermum regium


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cochlospermum regium(Mart. & Schrank) Pilg.
ชื่อพ้อง    
ชื่อสามัญ     ---Yellow cotton tree
ชื่ออื่น     ---สุพรรณนิการ์ , ฝ้ายคำดอกซ้อน
ชื่อวงศ์    ---COCHLOSPERMACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อเมริกาใต้ โบลิเวีย บราซิล ปารากวัย
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกากลาง อเมริกาใต้ เอเซีย

คุยเรื่องดอกลาไปแล้วต้องพูดถึงดอกซ้อนด้วยเดี๋ยวว่าไม่เต็มใจ   เป็นไม้ผลัดใบเหมือนกัน แต่ขนาดเล็กกว่า สูงประมาณ 3-12 เมตร ในขณะที่ฝ้ายคำดอกลาสูงใหญ่ขนาด 7-15 เมตร และดอกไม่มีกลิ่น ดอกลามีกลิ่นนะ แต่ไม่โดดเด่นขนาด
พูดได้ว่าหอมหรือเหม็น เพราะความหอมของดอกไม้นี่พูดยาก ชอบก็ว่าหอม ไม่ชอบก็ว่าเหม็น แล้วแต่รสนิยม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเดียวกัน อีกอย่างที่ลืมพูดถึงคือ ผลของทั้งสองชนิด กลมเป็นพู เมื่อแก่จะแตกออก3-5พู ภายในผลจะมีเส้นใยคล้ายฝ้ายสีขาว เมล็ดสีดำรูปไต เหมือนกัน

มี อีกหน่อย................ ในสมัยพุทธกาลว่าไว้ คนสมัยโบราณจะปลูก สุพรรณิการ์ไว้ตามวิหาร ถือว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์และไม้คู่ฟ้า เพราะชูยอดดอกสีเหลืองเหมือนทองคำขึ้นฟ้า มีค่าสูงเหมือนทองคำ ใครปลูกไว้ในบริเวณบ้านจะเกิดความศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคลนาม ควรปลูกไว้ทางทิศใต้

ระยะเวลาออกดอก : มกราคม - กุมภาพันธ์
การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด ปักชำและตอนกิ่ง

29 สาละลังกา/Couroupita guianensis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Couroupita guianensis Aubl.
ชื่อพ้อง    
---Couratari pedicellaris Rizzini
---Couroupita acreensis R. Knuth
---Couroupita antillana Miers
---Couroupita froesii R. Knuth
---Couroupita guianensis var. surinamensis Eyma
---Couroupita idolica Dwyer
---Couroupita membranacea Miers
---Couroupita peruviana O. Berg
---Couroupita saintcroixiana R.Knuth
---Couroupita surinamensis Mart. ex Berg
---Couroupita venezuelensis R. Knuth
---Lecythis bracteata Willd.
---Pekea couroupita Juss. ex DC., nom. inval.
ชื่อสามัญ     ---Cannon-ball Tree
ชื่ออื่น     ---สาละลังกา,ลูกปืนใหญ่
ชื่อวงศ์    ---LECYTHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อเมริกากลาง อเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์    ----เขตร้อนทั่วโลก

  ต้น นี้หลายคนคงมีความสับสนระหว่าง สาละอินเดีย กับ สาละลังกา  ว่าต้นไหนที่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ใบของต้นไหนที่ร่วงเองในวันพระ นำไปบูชาแล้วเกิดศิริมงคล  ต้นไหนคือสาละลังกา และต้นไหนคือสาละอินเดีย
สาละลังกาหรือเรียกอีกชื่อว่าต้นลูกปืนใหญ่ มีถิ่นกำเนิดคืออเมริกาใต้ เป็นพืชพื้นเมืองของ บราซิล และตรินิแดด ไม่ใช่ต้นไม้ที่มาจากศรีลังกา ตามที่เรียกกัน ส่วน สาละอินเดีย ชื่อสามัญคือ Sal Tree ชื่อพฤกษศาสตร์คือ Shorea robusta Roxb.เป็นไม้วงศ์เดียวกับพยอม เต็ง รัง มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินเดีย
ต้น สาละลังกาเป็นต้นไม้ขนาด สูง15-25 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นจะเป็นร่องและเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลใบยาวรีมีขนาดกว้าง10ซม.ยาว 25ซม.ลักษณะพิเศษคือจะมีกิ่งเป็นงวงยาวตามโคนต้น ดอกตูมสีเหลืองบานแล้วจะออกสีเฉดแดงส้ม กลีบดอกแข็ง6กลีบ ฐานเกสรงอนงุ้มขึ้นมาจากกึ่งกลางดอก ดอกมีกลิ่นหอมฉุนแรง ขนาดดอกบานเต็มที่ 5-10ซม. ออกดอกเกือบตลอดปี ดอกสวยมาก กลิ่นที่ว่าหอม บางคนก็ว่าเหม็น
รูปภาพผลสาละ (บนขวา)ที่มีลักษณะเป็นผลกลมขนาดใหญ่ คล้ายลูกปืนใหญ่โบราณ เปลือกแข็งผิวสากสีน้ำตาลแดง ขนาดเส้นผ่านศูย์กลางประมาณ 10-20 ซ.ม.
ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง ดอกมักดกมากในช่วงหน้าฝน ดอกบานและร่วงในวันเดียว ตอนเย็น
ผล กลมขนาดใหญ่มีเปลือกแข็งผิวสากสีน้ำตาล ผลสุกมีกลิ่นเหม็น มีเมล็ดรูปไข่จำนวนมากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และสามารถขุดล้อมต้นใหญ่ พักเลี้ยงและนำมาปลูก ใช้ในงานจัดสวนได้ดี
ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี
ขยายพันฑุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด

30 สาละอินเดีย/Shorea robusta

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Shorea robusta Roxb.
ชื่อพ้อง    
---Vatica robusta
ชื่อสามัญ     ---Sal tree, Sakhua,Shala tree
ชื่ออื่น     ---สาละ, สาละอินเดีย
ชื่อวงศ์    ---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อนุทวีปอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน

พบ ในประเทศเนปาล และพื้นที่ทางเหนือของประเทศอินเดีย มักขึ้นเป็นกลุ่ม ในบริเวณที่ค่อนข้างจะชุ่มชื้น พบมากในลุ่มน้ำยมุนา แถบแคว้นเบงกอลตะวันตก และแคว้นอัสสัม
ชาว อินเดียเรียกกันว่าต้นซาล ในภาษาบาลีเรียกว่า"มหาสาละ" เป็นไม้ต้นสูง 5-25เมตร ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรงเปลือกสีเทาแตกเป็นร่องลึก เป็นสะเก็ดทั่วไป ทรงต้นเป็นพุ่มทึบ ปลายกิ่งมักลู่ลง
ใบ เดี่ยว ดกหนาทึบ รูปไข่กว้าง โคนใบเว้า ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้นๆ ผิวใบเป็นมันขอบใบเป็นคลื่นดอก สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อสั้นๆตามปลายกิ่งและง่ามใบ มีกลิ่นหอม กลีบดอกและกลีบรองดอกมีอย่างละ 5กลีบ
 ผล เป็นผลชนิดแห้ง แข็ง มีปีก 5 ปีก ปีกยาว 3 ปีก ปีกสั้น 2 ปีก บนแต่ละปีกมีเส้นตามความยาวของปีก 10-15 เส้น
              ชอบขึ้นในดินลูกรัง ที่ชุ่มชื้นตามธรรมชาติมักชอบขึ้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม(เอาละ่สิทีนี้จะปลูกต้นเดียวคงไม่ได้แล้วเดี๋ยวไม่มีเพื่อน เฉาตาย)
 คงหายสับสนและพอจะเห็นหน้าตากันแล้ว ทั้งรูปทั้งต้นจริงค่อนข้างหายากอยู่เหมือนกันตอนนี้ รูปนี้ถ่ายมาจากสวนพฤกษศาสตร์ภาคกลางพุแค จ.สระบุรี ทีนี้ก็คงเก็บใบที่ร่วงเองในวันพระนำไปบูชาได้ถูกต้นแล้วสินะ

ระยะออกดอก : ระหว่างเดือนกุมภาพันธุ์-เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

31 ศรีตรัง/Jacaranda filicifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Jacaranda filicifolia (Anders)D.Don
ชื่อพ้อง    
---Bignonia filicifolia Anderson [Invalid]   
---Jacaranda filicifolia D.Don       
---Jacaranda filicifolia var. puberula K.Schum.       
---Jacaranda lasiogyne Bureau & K.Schum.            
---Jacaranda obtusifolia subsp. obtusifolia
ชื่อสามัญ     ---Green Ebony
ชื่ออื่น     ---ศรีตรัง
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศในเขตร้อน


ศรีตรัง เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็ก สูงประมาณ 4-10 เมตร พระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี สมุหเทศาภิบาล มณฑลภูเก็ต ได้นำพันธุ์มาปลูกไว้เป็นต้นแรกที่จังหวัดตรัง และให้ชื่อต้นไม้นี้ในภาษาไทยว่า "ศรีตรัง"
 ศรีตรังเป็นไม้เนื้อ แข็ง เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนเกือบขาว ลำต้นเปลาตรง โปร่ง แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเป็นใบผสม ใบคล้ายใบเฟิน ใบย่อยเล็กมาก เป็นต้นไม้ที่มีคนชอบมาก เพราะเป็นไม้ยืนต้นที่มีดอกสีสวย ดอกออกเป็นช่อใหญ่ตามยอดและตามโคนก้านใบตอนปลายกิ่ง สีน้ำเงินอมสีม่วงสดใสที่สุด เวลาออกดอกทิ้งใบเกือบหมดต้นจะเหลือดอกพร่างพราวตามปลายกิ่งทุกกิ่ง  ลักษณะของดอก กลีบดอกติดกันเป็นหลอดยาวคล้ายแตรหรือดอกผักบุ้ง แต่ละดอกเป็นรูปกรวยปลายแยกเป็น5แฉกยาวประมาณ 2.5-3.5 ซ.ม.กลีบดอกร่วงง่าย
ศรีตรังเป็นต้นไม้กลางแจ้งที่ปลูกประมาณ 4-6 ปีจึงจะมีดอก ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิดที่ไม่มีน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีช่อดอกสีม่วงที่สวยงาม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันอย่างแพร่หลาย
และเป็นพันธุ์ไม้ ประจำมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มีต่อไม้ใหญ่ยืนต้น 2 Tipvipa..V..Suansavarose.2008-31/7/2016,17/4/2018 up date

เอกสารประกอบ,อ้างอิง,แหล่งที่มา
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙เล่ม 2 (2542)บ.อมรินทร์ปริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน)
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---ตีนเป็ดแดง-สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) (Concise Encyclopedia of Plants in Thailand)
http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?words=%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&typeword=group

---Check for more information on the species:

Plants Database    ---Names, synonymy and distribution    The Garden.org Plants Database
Global Plant Initiative    ---Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ
Tropicos    ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data
IPNI    ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page
EOL    ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth
PROTA       ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa
Prelude    ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database
Google Images    ---Images    
        
รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
รูปภาพ--ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com
Update---18/2/2018
         ---17/4/2018










  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view