สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 18/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,800,142
Page Views 12,336,192
 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

นานาไม้เลื้อย2

นานาไม้เลื้อย2

 

 

พรรณไม้เลื้อย 2


ไม้ เลื้อยเป็นที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเหมือนกัน มีมากมายหลายพันธุ์ บางต้นออกดอกดก แต่ออกปี

ละครั้ง บางต้นก็มีกลิ่นหอม หรือบางต้นมีสีสันสดใส   นิยมทำซุ้มให้เลื้อย   หรือให้เลื้อยขึ้นไม้ระแนง

ให้ร่มเงา  (pergola) เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของสวนที่ทำให้ร่มรื่น และน่าดู ปลูกเป็นพืชคลุมดิน

    คลุมหลังคาโรงเรือน หรือเลื้อยขึ้นไม้ใหญ่แล้วแต่จุดประสงค์ ทำความรู้จักกับไม้เลื้อยบางต้นบางพันธุ์

กันหน่อยก็ดี  นำไปปลูกเลี้ยงดูจะได้สวยงามสมใจ

พรรณ ไม้เลื้อยในนี้จะมีพันธุ์ไม้ที่นำมาปลูกประดับและเรื่อยไปจนถึงไม่ได้ ปลูกประดับแต่นำมาใช้เป็นอาหารบ้างใช้เป็นสมุนไพรบ้าง แล้วแต่

กันภัยมหิดล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Afgekia mahidolae Burtt et Chermsir

 วงศ์ :  LEGUMINOSAE

                 พบทางจังหวัดกาญจนบุรี ใบเป็นใบประกอบ ช่อหนึ่งมีใบย่อยหลายใบ ด้านล่างของใบมีขนสีน้ำตาล ดอกเป็นช่อตั้ง สีขาวปนม่วง ฝักสั้นป้อมแบน ๆ ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ไม้เถาชนิดนี้ นาย เกษม จันทรประสงค์ ซึ่งขณะนั้นเป็นข้าราชการกองพืชพรรณ กรมวิชาการเกษตร ( ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย) ค้นพบครั้งแรกที่ประเทศไทยและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระราชทานนามว่า กันภัยมหิดล ให้เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542ด้วยเหตุว่า เป็นต้นไม้ที่พบในประเทศไทย ปลูกง่าย นามเป็นมงคลและพ้องกับชื่อมหาวิทยาลัย ถึงแม้จะเป็นไม้เถาแต่ก็มีลักษณะสวยงาม สามารถจัดแต่งเป็นทรงพุ่มได้หลายแบบ อายุยืน โดยเมื่อเถาแห้งไปก็สามารถงอกขึ้นใหม่ได้ ซึ่งความเป็นไม้เถาแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าและความสามารถปรับตัวให้พัฒนาไป ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างดี

ลักษณะ เป็น ไม้เถา แตกพุ่มหนาแน่น ยาวประมาณ 15 ม. มีขนคล้ายไหมหนาแน่นเกือบทุกส่วน หูใบออกเป็นคู่ รูปเคียว เบี้ยวเล็กน้อย ยาวประมาณ 1.5 ซม. ใบประกอบแกนกลางยาว 8-18 ซม. ก้านใบยาว 2.5 ซม. หูใบย่อยรูปเส้นด้าย ยาว 5 มม. ใบย่อยมี 4-6 คู่ เรียงเกือบตรงข้าม รูปไข่หรือขอบขนาน ยาว 1.5-7.5 ซม. ปลายใบกลม มีติ่งเล็กๆ โคนใบกลมหรือรูปหัวใจตื้นๆ เส้นแขนงใบข้างละ 5-8 เส้น ก้านใบย่อยยาว 2-4 มม. ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบ ยาว 10-15 ซม. ใบประดับรูปใบหอก ยาว 1.5-3 ซม. ก้านดอกยาว 0.7-1 ซม. กลีบเลี้ยงรูประฆัง สีขาวอมม่วง หลอดกลีบยาว 5-7 มม. รูปปากเปิด กลีบบน 2 กลีบ รูปสามเหลี่ยม ยาว 3-6 มม. กลีบล่าง 3 กลีบ ยาวไม่เท่ากัน รูปแถบหรือรูปลิ่มแคบ ยาว 0.5-1 ซม. กลีบดอกสีม่วงอ่อน กลีบกลางรูปรี ด้านในมีสีเข้ม พับงอกลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายเป็นติ่งแหลม โคนกลีบรูปหัวใจ เป็นสันนูนทั้งสองด้าน เส้นกลางกลีบเป็นร่อง มีสีเหลืองแต้มใกล้โคน ที่โคนมีเดือยรูปสามเหลี่ยม 1 คู่ ยาว 3 มม. กลีบปีกรูปขอบขนาน มีสีเข้ม ยาว 1.5 ซม. กลีบคู่ล่างยาวเท่าๆ กลีบปีก เชื่อมติดกันรูปคุ่ม ฝักรูปรีหรือขอบขนาน ยาว 7-9 ซม. หนาประมาณ 3 ซม. เมล็ดมี 1-2 เมล็ด สีน้ำตาล เกือบกลม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สิรินธรวัลลี

ชื่อวิทยาศาสตร์: Bauhinia sirindhorniae

วงศ์ : LEGUMINOSAE

 เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง เมื่อแก่ เปลือกเถาจะเรียบ บิดตามยาวเล็กน้อย เนื้อไม้เมื่อตัดตามขวาง สีน้ำตาลเข้มออกแดง มีลวดลายสีน้ำตาลอ่อนเป็นกลุ่มเหมือนกลีบดอกไม้ ดอกออกเป็นช่อสีน้ำตาล ออกดอกตลอดปี แต่ดอกจะบานมากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม เป็นไม้ถิ่นเดียวในประเทศไทย พบครั้งแรกโดย ดร. ชวลิต นิยมธรรมเมื่อ 20 กันยายน พ.ศ. 2538 ที่ภูทอกน้อย จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดบึงกาฬ) ชื่อสปีชีส์ของพืชชนิดนี้ตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เนื้อไม้ของสิรินธรวัลลีใช้รักษาโรคที่ในตำรายาโบราณเรียกว่า ประดงทั้งสามสิบสองประการ อาการโดยรวมคือเป็นเม็ด ผื่นคัน ปวดแสบปวดร้อน แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ลมพิษ หรือภูมิแพ้ต่าง ๆ

สร้อยอินทนิล

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thunbergia grandiflora (Roxb.ex Rottl.) Roxb.

ชื่อสามัญ : Blue Trumpet Vine, Clock Vine, Bengal Clock Vine, Sky Vine, Skyflower, Blue Skyflower

ชื่ออื่น :ช่ออินทนิล, ช่องหูปากกา, น้ำผึ้งปากกา, ย่ำแย้

วงศ์ : ACANTHACEAE

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่อายุหลายปี ใช้ยอดเลื้อยพันได้ไกล 15-20เมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปหัวใจหรือเว้าตื้น7แฉก ขนาดกว้าง10ซม.ยาว10-12ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ขอบหยักฟันเลื่อย ผิวใบสากมือ

ดอก ออกเป็นช่อห้อยเป็นสาย ยาวได้ถึง 1เมตร สีฟ้าเข้ม หรือฟ้าอ่อน ขนาดของดอก8ซม.กลีบดอก5กลีบไม่เท่ากันโคนกลีบติดกันออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการ ทับเถา ปักชำ ตอนกิ่ง 

ชอบกลางแจ้งแสงแดดจัด นิยมปลูกประดับเป็นไม้ขึ้นซุ้ม ใช้นั่งเล่นและพักผ่อน เนื่องจากมีใบแน่นทึบให้ร่มเงาได้ดี

แดงทอดยอด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomea horsfalliae Hook

ชื่อสามัญ : Princess Vine

ถิ่นกำเนิด : หมู่เกาะเวสต์อินดี

ไม้เลื้อยเนื้อแข็งขนาดเล็ก ลำต้นทอดเลื้อยได้ไกล6เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว

ใบ ออกสลับรูปนิ้วมือ ขนาดกว้าง5-8ซม.ยาว5-10ซม.ปลายใบเรียวแหลมขอบใบบิดเป็นคลื่น หยักเว้าลึก 3-5พู ก้านใบสีอดงยาว 2.5-3ซม. ดอกออกเป็นช่อกระจะ2-4ดอก ดอกรูปกรวย กลีบเลี้ยงสีเขียว กลีบดอกสีแดง โคนดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น5กลีบ ขนาดดอก3-4ซม.

ผลรูปไข่ขนาด1-1.5ซม.เมื่อแก่สีน้ำตาลแตกตามรอยตะเข็บเมล็ดกลมสีน้ำตาลหรือดำ

ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน

ชอบแสงแดดรำไรถึงอสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำได้ดี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด


คอนสวรรค์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomoea quamoclit Linn.

วงศ์ : CONVOLVULACEAE

ชื่ออื่น ; แข้งสิงห์, พันสวรรค์, สนก้างปลา



ไม้ ล้มลุกอายุฤดูเดียว ลำต้นเลื้อยพัน ชอบขึ้นปกคลุมทรงพุ่มไม้ใหญ่ ในที่มีแสงแดดจัด ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมขอบขนาน ขอบใบเว้าลึกถึงเส้นกลางใบ ดูคล้ายใบประกอบแบบขนนก ขนาดใบกว้าง1-2ซม.ยาว3-5ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบมีดอกย่อย 2-6 ดอก กลีบดอกสีแดงเข้มและสีขาว ขนาด1-1.5ซม.ผลแห้งร฿ปไข่ เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ด1-4เมล็ด แห้งแตกได้

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และการปักชำกิ่ง ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี แสงแดดเต็มวัน นิยมปลูกประดับซุ้มหรือรั้ว

ดาวประดับ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cryptostegia grandiflora R.Br.

ชื่อวงศ์ : ASCLEPIADACEAE

ชื่อสามัญ : Rubber Vine, Purple Allamanda,Indian Rubber Vine


ไม้ เลื้อยเนื้อแข็งทุกส่วนมียางสีขาว เลื้อยได้ไกลประมาณ15เมตรใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนานขนาดของใบกว้าง3-5 ซม.ยาว6-10ซม.ใบสีเขียวเข้มหนาเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อมีดอกย่อย2-3ดอกสีชมพูอมม่วง รูปกรวยปลายแยกเป็น5กลีบ ขนาดของดอก5-8ซม.

ออกดอกตลอดปีแต่จะออกดอกดกข่วงเดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม ผลเป็นฝักคู่ มีเมล็ดแบนด้านใน ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำและตอนกิ่ง

ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดจัด นิยมปลูกเป็นไม้ประดับซุ้ม

ต้น นี้ปลูกอยู่ห่างซุ้มประมาณ2เมตร ตัดแต่งพุ่มด้านล่างแล้วปล่อยให้ปลายยอดเลื้อยขึ้นซุ้ม ไม้จำพวกรอเลื้อยสามารถปลูกได้ในลักษณะเดียวกัน ถ้าชอบ


ม่วงมณีรัตน์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Saritaea magnifica (W.Bull) Dugard

ชื่อวงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อสามัญ : Purple Bignonia

เป็นไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีถิ่นกำเนิดจากโคลัมเบียและปานามา

ไม้ รอเลื้อยเนื้อแข็งขนาดเล็ก มีมือปลายม้วนเป็นตะขอระหว่างใบย่อยเกาะยึดพันต้นไม้อื่นเลื้อยได้ไกล 5-7 เมตร  ใบ ประกอบมีใบย่อย2ใบ รูปไข่กลับหรือรูปรี ผิวใบเรียบสีเขียวเข้ม ขนาดของใบกว้าง5-7ซม.ยาว10-12ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจุกสีม่วงสดใสตามซอกใบและ ปลาย กิ่ง  ดอกรูปแตร โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบ ด้านในหลอดดอกสีเหลืองนวล ขนาดของดอก4.5-7ซม.ผลเป็นฝัก แก่แล้วแตกมีเมล็ด

                      ออกดอกเดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดตอนและ ปักกิ่งชำ ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดจัด

นิยมปลูกเป็นไม้ประดับซุ้ม

ดอกพระจันทร์

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Ipomea alba Linn.

วงศ์ : CONVOLVULACEAE

ชื่ออื่น : บานดึก

ไม้ เถาไม่มีขน ลำต้นมียางใส ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจ กว้าง 5-13 ซม.ยาว 8-17 ซม. ขอบใบเรียบปลายใบแหลม โคนใบเว้าลึกก้านใบเรียวยาว 5- 18 ซม. 

                ดอกสีขาวกลิ่นหอม บานตอนเช้า

และพลบค่ำ ดอก เป็นดอกเดี่ยว หรือช่อ 2-5 ดอกออกตามง่ามใบดอกเมื่อบานเต็มที่ ขนาด10-13ซม.ก้านช่อดอกยาว 1-20ซม. กลีบรองดอก5กลีบ กลีบดอกส่วนโคนเป็นหลอดแคบเรียวยาว ส่วนบนบานกว้าง เป็นกลีบแผ่ติดกัน 5 กลีบ เกสรผู้5อัน เกสรเมียยื่นโผล่เล็กน้อยผลรูปไข่ปลายยาวแหลม ขนาดกว้าง2.5ซม.ยาว3ซม. กลีบรองดอกติดอยู่ที่ฐาน มีเมล็ด 4 เมล็ด

พบขึ้นตามชายห้วยหรือในป่าดิบชุ่มชื้นที่ความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล จนถึง700เมตร นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

เสี้ยวเครือดอกแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia galpini N.E. Brown

ชื่อสามัญ : Galpin's Bauhinia

ชื่ออื่น : ชงโคดอกแดง

วงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE

ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย มีขนตามลำต้น ใบรูปกลมโคนและปลายใบเว้า คล้ายใบแฝดติดกัน มีเส้นใบ7เส้น ใต้ใบมีขนนุ่มสีขาว

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ2-10ดอก กลีบเลี้ยงสีเหลืองรูปท้องเรือ2อัน กลีบดอกสีส้มอมแดงรูปช้อน5กลีบ เกสรผู้3อันขนาดดอก5-7ซม. ผลเป็นฝักยาว เมล็ดสีน้ำตาลดำ ออกดอกเดือนกันยายน-เดือนตุลาคม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งและปักชำแต่ได้ผลไม่ค่อยดีนัก

พบในแอฟริกาเขตร้อนปลูกเป็นไม้ประดับในอินเดียและไทย

โนรี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hiptage lucida Pierre.

ชื่อวงศ์ : MALPHIGHIACEAE

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน ออกเรียงตรงข้าม แผ่นใบสีเขียว โคนใบมนหรือแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขนาดใบกว้าง3-5ซม.ยาว6-10ซม.

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาวอมขมพูโคนกลีบแต้มเหลือง กลีบดอก5กลีบ ตรงกลางมีเกสรเพศผู้10อัน ดอกมีกลิ่นหอม ผลแห้งแตก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่งชอบแสงแดดจัด น้ำปานกลาง


คัดเค้าเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oxyceros horridus Lour.

วงศ์ : RUBIACEAE

ชื่ออื่น : คัดเค้า, เค็ดเค้า, พญาเท้าเอว, หนามลิดเค้า, คัดเค้าหนาม

ไม้ รอเลื้อย อายุหลายปี เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม กิ่งอ่อนเป็นรูปเหลี่ยม เนื้อไม้เหนียวมาก ตามลำต้นและกิ่งมีหนามงอโค้ง ใบออกตรงข้ามเป็นคู่ เนื้อใบหนาสีเขียวเข้ม โคนใบสอบปลายใบแหลม ขนาดของใบกว้าง2.5-5ซม.ยาว5-9ซม.

ดอก ช่อสีขาวออกเป็นกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกสีขาวเมื่อใกล้โรยสีจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โคนของกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆดอกบานขนาด1.5-2ซม.ดอกบานทน ประมาณ1สัปดาห์ ดอกมีกลิ่นหอม ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อยกลมสีเขียวเป็นมัน เมื่อแก่สีจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ ชอบดินร่วนปนทราย แสงแดดจัดนิยม ปลูกเป็นไม้ประดับขึ้นซุ้มมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรหลายขนาน

เถาวัลย์เขียว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tiliacora triandra (Colebr.) Diels.

วงศ์ : MENISPERMACEAE

ชื่ออื่น : จ้อยนาง ยาดนาง เถาย่านาง

ไม้ เถาเลื้อยลำต้น เป็นเถากลมสีเขียว ขนาดเล็ก เลื้อยเกาะไปตามต้นไม้หรือกิ่งไม้ เมื่อเถาแก่สีจะคล้ำขึ้น เถาเหนียวมาก ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง4-6ซม.ยาว7.5-12 ซม.ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบบางแต่เหนียวและแข็ง ดอกออกเป็นพวงตามง่ามใบหรือลำต้น กลีบดอกสีเหลือง ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ผลกลุ่มรูปรีเมื่อแก่สีแดง 

ต้นนี้สำคัญ ต้องคิดถึงต้มหน่อไม้กับใบหญ้านาง จิ้มน้ำพริกกระปิ ซุปหน่อไม้ด้วย

ปลูกประดับใบก็สวยดีแถมมีประโยชน์



เถาวัลย์แดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Toxocarpus villosus Decne.

วงศ์ : ASCLEPIADACEAE

ชื่ออื่น : เครือซูด เครือมะแตก


ไม้ เลื้อยขนาดเล็ก เลื้อยได้ไกล 2-4 เมตร มียางขาวทุกส่วนของลำต้น เถาแตกเป็นร่องเหนียวมาก ใช้แทนเชือกได้เถาอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ใบเดี่ยวรูปไข่ออกเรียงสลับกันปลายใบแหลม มีติ่งหนามเล็กๆ แผ่นใบขนาดกว้าง3-4.5ซม. ยาว5-8ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจุกซ้อนขนาดใหญ่ ดอกย่อย1-1.5ซม. กลีบดอกมี5กลีบ สีเหลืองสด ออกที่ซอกใบและปลายยอด มีกลิ่นหอมอ่อนๆผลเป็นฝักเมื่อแก่จะแห้งแล้วแตก เมล็ดมีขนปุยปลิวไปตามลม

ชอบ แสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำได้ดี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด แลการปักชำกิ่ง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา และยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักสานได้




ถั่วกรามช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dolichos lablab Linn.

วงศ์ : PAPILIONACEAE

ชื่ออื่น : ถั่วแปบ ถั่วแปบช้าง

ไม้ เลื้อยลำต้นกลม มีขนคายทั่วไป ใบเป็นใบประกอบแบบใบย่อย3ใบ ก้านใบยาวประมาณ 10 ซม. ส่วนโคนบวม ใบบนมีขนาดใหญ่สุด รูปไข่กว้าง ขนาด 10-15ซม.ยาว 15-20ซม. ปลายใบแหลม 2ใบล่างรูปไข่เบี้ยว ขนาดกว้าง 8-12ซม.ยาว12-18ซม.  มีขนนุ่มปกคลุม

ดอก สีม่วงแกมขาวเล็กน้อยออกเป็นช่อตั้ง ก้านช่อดอกยาว 20-50ซม.ดอกย่อยเป็นแบบดอกถั่ว ขนาด 5ซม. กลีบตั้งมีแถบสีขาวตรงกลาง กลีบรองดอกเป็นถ้วยสีเทา เกสรผู้อยู่รวมเป็นกลุ่ม

ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกแกมแบน ปลายแหลม มีขนสีน้ำตาลเข้มปกคลุม ขนาดกว้าง 1-2ซม. ยาว 4-8ซม.

ออกดอกเดือนกรกฏาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ผลและใบอ่อนรับประทานเป็นผักสดได้

มีถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณชื้น

ถั่วแปบช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Afgekia sericea Craib

ชื่ออื่น : กันภัย, ปากีเดิด

วงศ์ : LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ขนาดกลาง อายุหลายปี เถามีขนาดใหญ่ได้ถึง 10ซม.ทุกส่วนมีขนสีขาว เลื้อยได้ไกล4-6เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มีใบย่อย15หรือ17ใบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ขนาดของใบกว้าง1.7-2.3ซม.ยาว3.5-4.5ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ใต้ใบสีขาวมีขนสีเงิน

                   ก้านช่อดอกยาวมีขนสีขาว ดอกออกเป็นช่อกระจะแน่นที่ปลายยอด ช่อดอกยาว0.5-1เมตร  ทยอยบานจากโคนช่อถึงปลายช่อ ดอกเก่าจะโรยเห็นเป็นก้านช่อดอกยาว ช่อดอกที่เหลือ ยาว10-12ซม. กลีบประดับรูปท้องเรือสีชมพูอมเขียว มีขนนุ่มเรียงซ้อนกันแน่น กลีบดอกสีชมพูแกมม่วง ดอกรูปดอกถั่วมี5กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบร่วงง่าย ดอกขนาด1-1.5ซม. ออกดอกเดือน พฤษภาคม-มีนาคม

ผลเป็นฝัก เปลือกแข็งมีขนอ่อนสีขาวปกคลุมตลอดฝัก มี1-2เมล็ด เมื่อแก่จัดแตกตามรอยประสานเป็น2ซีก เมล็ดสีน้ำตาล มีลายสีเทา ผิวเป็นมัน

ขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในระดับความสูง100-400เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

เป็น พืชที่ทนทานไม่ตายง่าย ไม่พักตัว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด สามารถปลูกได้ดีในสภาพดินร่วนซุยและปนทราย เหมาะปลูกขึ้นเลื้อยให้ไต่ซุ้ม แตกยอดจำนวนมากปกคลุมซุ้มแน่น และดอกดกสวยงาม


ถั่วคล้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Canavalia rosea (Sw.) DC 

วงศ์ : LEGUMINOSAE-FABACEAE


เป็นไม้เถาเลื้อยล้มลุก โตเร็ว ไม่มีเนื้อไม้ อายุหลายปีทอดเลื้อยตามพื้นดินหรือพาดพันต้นไม้อื่น ยาวถึง40เมตร ลำต้นแก่เกลี้ยงและเป็นร่องตื้นตามยาว ส่วนต่างๆที่ยังอ่อนมีขนสั้นปกคลุม

ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือมี3ใบ ย่อยสีเขียวเข้ม ก้านช่อใบยาว5-12ซม.แผ่นใบย่อยรูปไข่กว้าง ขนาดกว้าง5-10ซม.ยาว7-15ซม. ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางด้านบนสีเขียวเข้มด้านล่างสีซีดกว่า ใบอ่อนมีขนคล้ายไหมปกคลุมหนาแน่น

ดอกแบบช่อเชิงลดออกตามง่ามใบ ช่อดอกห้อยลงยาว20-40ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่วมีสีขาวและชมพูอมม่วง สวยงาม มีกลิ่นหอมดีงดูดผีเสื้อ 

ออกดอกเดือน มิถุนายน-พฤศจิกายน

ผล แบบฝักถั่ว รูปขอบขนานโค้งเล็กน้อย ขนาดกว้าง2.5-3ซม.ยาว6-15ซม.ผิวฝักมีขนอ่อนปกคลุมหนาแน่น ฝักแ่ก่เกลี้ยง เมล็ดแบนสีน้ำตาลมี2-10เมล็ด

       พบขึ้นทั่วไปในที่โล่งชายฝั่งทะเล ริมแม่น้ำลำคลอง  เป็นพืชชอบ  ที่โล่งแสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำดี ทนต่อการขาดน้ำและทน ไอเค็มดีเยี่ยม

เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก


ส่าเหล้าปัตตานี

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Desmos cochinchinensis Lour

ชื่ออื่น : พี้เขา พีพวนน้อย

  ชื่อวงศ์ :  ANNONACEAE

ส่า เหล้าปัตตานีเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพาดต้นไม้อื่นไปได้ไกล 5-10 เมตรแตกกิ่งน้อย เปลือกเรียบ สีน้ำตาล มีช่องอากาศเป็นจุดสีขาว เนื้อไม้เหนียว

ใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีเขียวอมเทา  ดอกเดี่ยว ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก้าน ดอกเรียวยาวสีม่วง กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมแผ่กางออก
กลีบดอกเรียงเป็น 2 ชั้น ปลายกลีบโค้งงอเข้า โคนกลีบดอกใกล้ฐาน ดอกคอดเล็กน้อย กลีบชั้นในมีขนาดเล็กและสั้นกว่า

กล้วยหมูสัง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. var. grandiflora

วงศ์ : ANNONACEAE

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ขนาดใหญ่ กิ่งอ่อนมีสีน้ำตาลเหลืองคลุมอยู่หนาแน่น ใบเดี่ยว รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 8ซม.ยาว21ซม.ปลายใบแหลม โคนใบสอบมน  ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ตามกิ่งใกล้ปลายยอด กลีบรองดอกรูปสามเหลี่ยมสีเขียวอ่อน ขนาด2-3.2 ซม.กลีบดอก 6กลีบ รูปขอบขนานถึงรูปไข่แคบค่อนข้างหนาสีแดงเข้ม โคนกลีบดอกสีเหลือง อ่อน กลางดอกมีเกสรผู้อยู่เป็นจำนวนมากสีเหลือง ดอกบาน1-2วันกลิ่นหอมอ่อนๆตอนค่ำ ออกดอก ติดผลช่วง เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อยรูปทรงกระบอกจำนวนมาก  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

การกระจายพันธุ์ อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ถึงอินโดนีเซีย ประเทศไทยพบทุกภาคตามป่าดิบชื้น ป่าโปร่งและบริเวณริมห้วย

นมควาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Uvaria rufa Blume

ชื่ออื่น : พีพวนน้อย ,บุหงาใหญ่, นมแมวป่า, หำลิง, ติงตัง, ตีนตั่งเครือ

วงศ์ : ANNONACEAE

ไม้ เถาเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันไม้อื่น ได้ไกล 5-9 เมตร ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนละเอียดหนาแน่น สีน้ำตาลแดง แตกกิ่งน้อย ตามกิ่งมีใบน้อย ใบเดี่ยว รูปรีกว้าง 3-6 ซม.ยาว 7-15 ซม.โคนใบเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม ใบด้านบนเกลี้ยง ยกเว้นเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ดอกสีแดงเข้มออกเป็นกระจุก 2-3 ดอกเมื่อดอกบาน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของดอกประมาณ 2-2.5 ซม. มีกลิ่นหอม ออกดอกเดือนเมษายน-เดือนมิถุนายน

ผล เป็นผลกลุ่ม มีจำนวน 6-9 ผล ผลย่อยรูปกลมรีถึงรูปทรงกระบอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงส้ม มีเมล็ดมาก ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เป็นไม้ป่าที่ยังไม่มีการปลูกเลี้ยงแต่ปลูกเป็นพืชสมุนไพร

ขึ้นกระจายในป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้งทั่วประเทศ ที่ระดับความสูง 50-600 เมตร


กระดังงาจีน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artabotrys hexapetalus (L.f.) Bhandari

วงศ์ : ANNONACEAE

ชื่อสามัญ : Climbing Ylang Ylang, Ylang Ylang Vine

ชื่ออื่น : การเวก สะบันงาเครือ สะบันงาจีน

คล้าย การเวกแต่เป็นพรรณไม้จากต่างประเทศ ดอกใหญ่กว่า สีเข้มกว่าและออกดอกดกกว่า เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล10-15เมตร ตามกิ่งและยอดไม่มีขน ใบแข็งหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน 

ดอก เดี่ยวสีเหลือง กลีบดอกรูปรีปลายแหลม มี 6กลีบสีเหลืองแข็งหนา เรียงเป็น2ชั้น ชั้นละ3กลีบ กลีบด้านในเล็กกว่าด้านนอก ดอกบานขนาด5-7ซม. ส่วนโคนก้านดอกแบนและโค้งคล้ายตะขอใช้เกาะพยุงลำต้น

ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย7-15ผลออกดอกตลอดปี ดอกบานวันเดียวร่วงหอมตลอดวันและแรงขึ้นตอนช่วงพลบค่ำ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

ซุ้มไม้ในกรุงเทพฯตามที่จอดรถประจำทางจะเป็นกระดังงาจีน แต่มักจะเรียกกันว่าการเวก เป็น ต้นไม้กลางแจ้งที่ไม่ค่อยเลือกปุ๋ยเลือกดินเท่าไหร่เลี้ยงง่ายดูแลง่าย  สำหรับซุ้มที่จะทำให้ขึ้นเลื้อยต้องเป็นซุ้มที่มั่นคงและแข็งแรงพอที่ จะรับน้ำหนักของทรงต้นได้.

เถาวัลย์เปรียง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris scandens Benth.

ชื่ออื่น :  เครือตาปา , เครือเขาหนัง

วงศ์ : PAPILIONEAE

 ไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่พาดพันต้นไม้อื่น ใบหนาและแข็ง เป็น ใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อย 4-8 ใบ  เป็นรูปรี ปลายใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบเรียบ

  ดอกออกเป็นช่อสีขาวห้อยลง กลีบรองดอกสีม่วงดำ ปลายกลีบดอกสีชมพูเรื่อ  ดอกดกมาก และส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ  ผลออกเป็นฝักแบนเล็ก ๆ ภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด พรรณไม้นี้ขึ้นง่าย มักขึ้นเองตามชายป่า และที่โล่งทั่ว ๆ ไป เนื้อไม้ในเถานั้นจะเป็นวง  คล้ายเถาคันแดง เป็นพรรณไม้ที่มีมากที่สุดในประเทศไทย ขึ้นอยู่ทุกจังหวัด

ขยาย พันธุ์ ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือวิธีการแยกไหลใต้ดินชอบอากาศเย็นแต่แสงแดดจัด ทนความแห้งแล้งได้ดี หากปลูกในที่แล้งจะออกดอกดก แต่จะมีขนาดเล็กกว่าปลูกในที่ชุ่มชื้น สามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้


พวงทองเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tristellateia australasiae A. Rich

ชื่อสามัญ : Australian Gold Climber, Vinning Milkweed

ชื่ออื่น : ระคนทอง, พวงทองทะเล

วงศ์ : MALPHIGHIACEAE

ถิ่นกำเนิด: ทวีปออสเตรเลีย

ไม้ เถาเนื้อแข็ง ทอดเลื้อยตามพื้นดินหรือขึ้นพันไม้อื่น เลื้อยไปได้ไกล2-5เมตร มีรูอากาศกระจายทั่วลำต้น ส่วนที่ยังอ่อนมีขนสีขาวปกคลุม

ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ขนาดกว้าง 2-5 ซม.ยาว 8-12 ซม.แผ่นใบรูปรีแกมขอบขนานโคนใบมีต่อม1คู่  ขอบใบเรียบมักโค้งลง เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนังผิวใบแก่เกลี้ยงใบอ่อนมีขนประปราย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างสีซีดกว่า

ดอก ออกเป็นช่อเชิงลดมีก้าน ออกตามปลายกิ่ง ช่อดอกยาว10-20ซม .ดอกย่อยสีเหลืองคล้ายรูปดาวดอกบานขนาด 2-3 ซม.เกสรผู้ 10 อันสีเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลแห้งแล้วแตกประกอบด้วยซีกผล3ซีก ไม่สมมาตร มีขนสีขาวปกคลุมประปรายแต่ละซีกมี1เมล็ด

ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง

พบขึ้นตามรอยต่อระหว่างป่าชายเลนกับป่าบก หรือพื้นที่เกษตรกรรม

การกระจายพันธุ์ ไต้หวัน ตอนใต้ของเวียตนาม กัมพูชา ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ตอนเหนือของออสเตรเลีย และหมู่เกาะใกล้เคียง

ส้มเสี้ยวเถา

ชื่อวิทยาศาสตร์: Bauhinia lakhonensis Gagnep.

วงศ์:FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)

ไม้เถา ใบเดี่ยว รูปเกือบกลม ยาว 4-5 ซม. ปลายใบแฉกลึกประมาณ 1/2 ของใบ ปลายแฉกกลม โคนใบรูปหัวใจแฉกลึก มีขนสีน้ำตาลแดงตามเส้นแขนงใบด้านล่าง ดอกออกเป็นช่อเชิงหลั่นตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ยาวประมาณ 5 กลีบเลี้ยงแยกเป็น 5 ส่วน พับงอ กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ รูปไข่แกมขอบขนาน ยาวประมาณ 1 ซม. ฝักรูปใบหอก แบน ยาว 10-12 ซม. เมล็ดแบน มี 8-16 เมล็ด รูปรี ยาวประมาณ 0.9 ซม. 

การกระจายพันธุ์ พบเฉพาะในลาว เวียดนามตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทย

มะลิฝรั่งเศส

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jasminum offcinale Linn.f. var grandiflorum (Linn.) Kob.

ชื่อสามัญ : Spanish Jasmine, Catalonian Jasmine, Poet's Jasmine

ชื่ออื่น : จัสมิน, มะลิก้านแดง,มะลิฝรั่งเศส

วงศ์ : OLEACEAE


ไม้ พุ่มกึ่งเลื้อย ลำต้นเป็นเหลี่ยม เลื้อยได้ไกลถึง6เมตร ใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ ใบย่อยมี5-9ใบ รูปรี ขนาดกว้าง2-3ซม.ยาว4-5ซม.ปลายใบและโคนใบมน ก้านใบย่อยไม่มีหรือสั้นมาก 

ดอก ใหญ่สีขาว ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งแต่ละช่อมักออกเป็นช่อย่อย3ช่อ ช่อย่อยกลางจะมีก้านสั้น ส่วนช่อย่อยสองข้างมีก้านยาว ดอกกลางจะบานก่อน กลีบดอกมี5กลีบ ดอกบานกว้างถึง5ซม. กลิ่นหอมมาก ดอกตูมสีแดงเข้ม ดอกบานสีขาวส่สนสีแดงกลับไปอยู่ด้านหลังกลีบ

ในประเทศฝรั่งเศสตอนใต้และอเมริกาใต้ นิยมปลูกกันมาก เพื่อทำหัวน้ำหอม ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งและปักชำชอบแสงแดดรำไรถึงแสงแดดจัด ดินชุ่มชื้นระบายน้ำดี

มะลุลี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jasminum multiflorum (Burman.f.)Andrews

ชื่อสามัญ :  Star Jasmine, Angel-hair Jasmine, Downy Jasmine

ชื่ออื่น : มะลิพวง, มะลิเลื้อย, มะลิซ่อม

วงศ์ : OLEACEAE

ถิ่นกำเนิด: เขตร้อนของทวีปเอเซีย

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดเล็ก อายุหลายปี เลื้อยได้ไกล 2-5 เมตร ลำต้นสีเขียวอ่อนตามยอดมีขนนุ่ม ใบเดี่ยวเรียงเป็นคู่ตรงข้าม รูปไข่ ขนาดกว้าง3-4ซม.ยาว6-9ซม.โคนเว้าเล็กน้อย ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อยหรือเรียบ ก้านใบสั้น ดอกสีขาวออกเป็นช่อแน่นที่ปลายยอด และตามง่ามใบ ช่อละ15-30ดอกกลีบเลี้ยงสีเขียวเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น5แฉก ดอกรูปดอกเข็มกลีบดอกสีขาวโคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดแคบปลายแยกเป็น6-9กลีบ มีขนนุ่มสีเทาอยู่เต็ม

ดอกจะบานเกือบทั้งช่อและจะบานพร้อมกันและบานทน ดอกบานกว้าง2-3.7ซม.กลิ่นหอมแรงทั้งกลางวันและกลางคืน ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งหรือปักชำ

เคล็ดลับว่ากันว่าถ้าเลี้ยงให้เถาโค้งจะให้ดอกดกกว่าปกติ

มะลุลีสีชมพู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jasminum multiflorum (Burman.f.)Andrews 'Maluli si Chomphu'

ชื่อสามัญ : The Star Jasmine,Downy Jasmine

ชื่ออื่น : มะลุลี

วงศ์ : OLEACEAE

ถิ่นกำเนิด : อินเดีย

ไม้ พุ่มกึ่งเลื้อยขนาดเล็กอายุหลายปี สูง0.5-2เมตร ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปไข่กว้าง2-3ซม.ยาว3-5ซม. ปลายใบแหลมโคนใบมน แผ่นใบสีเขียวเข้ม ขอบใบเป็นคลื่น

ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอด โคนช่อมีขนนุ่มสีเขียวปกคลุม ดอกย่อย9-15ดอก กลีบเลี้ยงสีเขียวเป็นเส้นแหลมเรียว โคนเชื่อมติดกัน ดอกตูมสีขมพู กลีบดอก สีขาว โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกออกเป็น7-8กลีบ ดอกขนาด3ซม.มีกลิ่นหอม ดอกบานวันเดียว ไม่ค่อยติดผล

ออกดอกตลอดปีแต่จะออกดกช่วงฤดูฝน


มะลิวัลย์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jasminum lanceolaria Roxb. subsp. lanceolaria

วงศ์ : OLEACEAE

ไม้ เถาเนื้อแข็ง ใบประกอบ อาจลดรูปเหลือใบย่อยเพียงใบเดียว เรียงตรงข้ามรูปไข่แกมรูปรีถึงรูปใบหอก โคนใบแหลมปลายใบเรียวแหลม ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอดและที่ซอกใบใกล้ปลายยอด กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น5แฉก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวปลายแยกเป็น5แฉก สีขาว กลิ่นหอม

ผลสดทรงกลมสีดำหรือดำแกมม่วง

ถั่วดาวอินคา

ชื่อวิทยาศาสตร์: Plukenetia volubilis

วงศ์  : Euphorbiaceae

ชื่อสามัญ : Sacha inchi, Sacha inchic, Sacha mani, Inca peanut ,ถั่วลิสง Inca

ถั่วดาวอินคา เป็นพืชจากป่าอเมซอนของชาวเปรู ภาษาท้องถิ่นเรียกอีกชื่อว่า “องุ่นสีเขียว”หรือ “แบริ่งฝัก” (Twining) เป็นไม้เถาทรงพุ่ม เจริญเติบโตในแถวในสูง 2-3 เมตร เป็นพืชที่ต้องการแสงแดดและความชื้นสูง ผลเป็นฝัก รูปดาว เมื่อเป็นฝักอ่อนจะเป็นสีเขียวสดเมื่อฝักแก่จะเป็นสีน้ำตาล ฝักมักจะมี 4-6 แฉก ขนาดประมาณ3.5ซ.ม.มีเปลือกที่ครอบคลุมเมล็ดใน 3 ชั้น 1ฝักมีเมล็ด 3-7 เมล็ด

เมื่อสกัดเมล็ดจะมีน้ำมัน หลังจากการสกัดน้ำมันที่"เค้ก"แล้วจะได้แป้งและโปรตีนที่มีคุณค่าทางชีวภาพสูงถั่วดาวอินคาเป็นพืชที่ให้ผลเร็วมากปลูกระยะเวลาไม่เกินหกเดือนก็สามารถให้ผลผลิตและสามารถให้ผลผลิตได้เป็นระยะเวลายาวนานถึง15-50 ปี โดยไม่จำเป็นต้องทำการปลูกซ้ำๆ 

ภาพถั่วดาวอินคาสถานที่ถ่ายจาก สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯที่จ.ระยอง ขึ้นซุ้มไม้เลื้อยได้



เถาขยัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia strychnifolia Craib

ชื่อวงศ์ : CAESALPINIACEAE

ชืออื่น : ย่านางแดง สยาม

ไม้ เลื้อยเนื้อแข็ง เลื้อยพันได้สูงถึงยอดไม้ ใบดกหนาทึบ เป็นใบเดี่ยวไม่แยกเป็น2พู รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง3-7ซม.ยาว6-12ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ผิวใบเรียบ หูใบโค้งเป็นเส้นงอคล้ายมือเกาะสำหรับยึดเกาะ

ดอก ออกเป็นช่อยาวเรียงกันที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาวได้ถึง1เมตร มีดอกย่อยจำนวนมากขนาด3-4.5ซม. กลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วย มีขนสั้นปกคลุม ปลายแยก5แฉก กลีบดอกสีแดงรูปไข่กลับ เกสรผู้3อัน ก้านชูอับเรณูสีแดงยาวพ้นกลีบดอกเล็กน้อย เกสรผู้ที่เป็นหมัน7อันมีขนาดไม่เท่ากัน

ผลเป็นฝักแบนรูปขอบขนานกว้าง3.5ซม.ยาว10ซม.เปลือกแข็ง เมล็ดรูปขอบขนานมี8-9เมล็ด

               เป็นไม้เฉพาะถิ่นของประเทศไทยพบบริเวณที่ลุ่มต่ำของป่าเต็งรังหรือชายป่าใน พื้นที่เปิดโล่ง พบมากทางภาคเหนือ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับรั้ว

  เถาเอ็นอ่อน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cryptolepis buchanani Roem. & Schult.

ชื่ออื่น ; เครือเขาเอ็น ตีนเป็ดเครือ หม่อนตีนเป็ด

วงศ์ : ASCLEPIADACEAE

ชอบขึ้นอยู่ตามป่าราบหรือในพื้นที่รกร้าง โดยเฉพาะที่สระบุรี สำหรับปัจจุบันนอกจากการนำต้นเถาเอ็นอ่อนมาใช้เป็นยาสมุนไพรแล้ว ยังมีการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านด้วย

ไม้เลื้อยจำพวกเถาเนื้อแข็งที่ชอบขึ้นพาดพันต้นไม้อื่น เปลือกเถาเรียบสีน้ำตาลแกมดำ เปลือกแก่จะหลุดออกมาเป็นแผ่น ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวออกตรงข้าม แผ่นใบหนารูปรี ปลายใบมน โคนสอบ   

ดอกเป็นดอกช่ออยู่ตามซอกใบ ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก เนื้อแข็ง ติดกันเป็นคู่ๆ ปลายแหลม ผิวลื่น เมื่อแก่ผลจะแตกออกเพียงด้านเดียว มีเมล็ดเป็นรูปทรงรีสีน้ำตาล พร้อมขนปุยสีขาวติดอยู่

ก่ายกอมเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Aspidopterys tomentosa (Blume) Juss.

วงศ์: MALPIGHIACEAE

ไม้เถาเนื้อแข็ง ตามกิ่งก้านและใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแดง ซึ่งจะค่อยๆ หลุดไป  ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม มีรูปร่างหลายแบบ ค่อนข้างกลม รูปไข่ รูปไข่กลับ รูปใบหอก หรือรูปรี ปลายใบอ่อนเรียวแหลม ปลายใบแก่รูปหัวใจกลับหรือมนมีติ่งแหลม โคนมนสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง เมื่อแห้งสีขาวนวล ด้านล่างมีขนสีเหลืองหรือน้ำตาลหนาแน่น หรือบางครั้งเกลี้ยง เส้นใบนูนเห็นเด่นชัดทางด้านล่าง  หูใบเล็กมาก ร่วงง่าย

ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง มีขนสีเหลืองหรือน้ำตาลตลอดถึงแกนช่อ มีใบประดับย่อยคู่หนึ่ง เล็กมาก ปลายแหลม ติดตรงก้านดอกในตำแหน่งต่ำกว่าข้อต่อของก้านดอกเล็กน้อย กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เล็กมาก รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายมน กลีบดอก 5 กลีบ ใหญ่กว่ากลีบเลี้ยงเล็กน้อย สีขาวหรือเหลืองอ่อน รูปขอบขนาน ปลายมน


ถอบแถบเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Connarus semidecandrus Jack

วงศ์ : CONNARACEAE

ชื่ออื่น : กระเพาะปลา, กะลำเพาะ, เครือหมาว้อ, เครือไหลน้อย

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็งขึ้น พาดพันต้นไม้อื่น เถาสีน้ำตาลแดงเปลือกเป็นตุ่มเล็กๆทั่วเถา ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกใบย่อย3-7ใบ กว้าง2-7ซม.ยาว4-20ซม.สีเขียวเข้ม

ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาวได้ถึง30ซม.กลีบดอกสีขาวเมื่อเริ่มบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวแกมน้ำตาลอ่อน

             ผลปริแตกเมื่อยังไม่แห้ง เมื่อสุกสีส้ม เมล็ดสีดำมีเยื่อหุ้มสีเหลืองส้ม

ออกดอกเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน  ชอบแดดปานกลางขึ้นในที่ค่อนข้างชื้นขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำ



บอระเพ็ด

ชื่อวิทยาศาสต์ : Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook. f. et Thomson

วงศ์ : MENISPERMACEAE

ชื่ออื่น : เครือเขาฮอ จุ่งจิง เจตมูลหนาม ตัวเจตมูลยาน เถาหัวด้วน

ไม้เถาเนื้ออ่อนเลื้อยพันลักษณะคล้ายชิงช้าชาลีมาก ต่างที่มีเถาขนาดใหญ่กว่า มีรสขมกว่าและไม่มีปุ่มใกล้ฐานใบ

มี รากอากาศคล้ายเชือกเส้นเล็กๆห้อยลงมาเป็นสาย เถาอ่อนสีเขียวผิวเรียบ เถาแก่สีน้ำตาลปนเขียวผิวขรุขระและมีปุ่มกลมนูนขึ้นมาาาโดยทั่วตลอดรอบๆเถา างมีรสขมจัด ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่จนถึงค่อนข้างกลม โคนใบเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ มีปุ่มใกล้ฐานใบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบบาง

ดอก แยกเพศอยู่ต่างต้น ออกเป็นช่อ ดอกขนาดเล็กสีเหลืองอมเขียว แดงอมชมพู เขียวอ่อน เหลืองอ่อน ติดผลเป็นช่อ มีผลอ่อนจำนวนมากรูปกลมผลอ่อนสีเขียว แก่สีเหลืองเปลือกผลนิ่มมี1เมล็ด



เพชรสังฆาต

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Cissus quadrangularis L.

วงศ์ :VITACEAE

ชื่ออื่น : ขั่นข้อ สันซะควด สามร้อยต่อ

ไม้ เถาลำต้นเป็นรูปเหลี่ยมเป็นครีบคล้ายถั่วพู  ผิวเรียบมีรอยคอดบริเวณข้อ ใบเดี่ยวออกข้อละ1ใบบริเวณปลายเถา รูปสามเหลี่ยม กว้าง3-8ซม.ยาว4-10ซม. ขอบใบหยักมน เนื้อใบค่อยข้างหนา ตรงข้ามใบมีมือเกาะ  ช่อดอกออกตามข้อ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกด้านนอกสีเขียวแกมเหลือง โคนกลีบมีสีแดง กลีบด้านในสีขาวแกมเขียว

ผลเป็นผลสดรูปกลมมีลูกกลมขนาดเล็กเป็นพวงมียางขาว

ต้นนี้บอกเลยมีสรรพคุณโดดเด่นทางเป็นสมุนไพรก็คือในตำรา ยาไทยใช้เถาสดกินแก้ริดสีดวงทวาร วันละ1ปล้องจนครบ3วัน โดยหั่นบางๆ ใช้เนื้อมะขามเปียกหรือเนื้อกล้วยสุกหุ้ม กลืนทั้งหมด อย่ากินเถาสดเพียวๆอาจทำให้คันคอ

ปลูกตรงริมรั้วทำให้เลื้อยเท่ห์เอาการนะ ถ้ารั้วโปร่งยิ่งได้กุศลเผื่อคนเก็บไปทำยาแก้อาการ  สวยด้วยได้บุญด้วย

โล่ติ๊น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris elliptica (Roxb.) Benth.
ชื่อสามัญ : Tuba Root/Derris
ชื่ออื่น : กะลำเพาะ เครือไหลน้ำ หางไหลแดง ไหลน้ำ อวดน้ำ
วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-PAPILIONOIDEAE

ไม้ เถาเนื้อแข็ง ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่กลับ หรือรูปไข่กลับแกมขอบขนานกว้าง5-7ซม.ยาว10-20ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบ ดอกย่อยรูปถั่วกลีบดอกสีชมพูแกมม่วง ผลเป็นฝัก

ทำขึ้นซุ้มที่แข็งแรงหน่อยให้ร่มเงาดี แปลกตาไม่เหมือนใครด้วย ยอดอ่อนสีแดงดอกก็สวย ใช้รากฆ่าเหา เรือด แมลง เบื่อปลา โดยนำรากมาทุบแช่น้ำ ใช้เฉพาะส่วนน้ำ พิษสลายตัวง่าย ถ้าใช้ฆ่าแมลงจะไม่มีพิษตกค้าง


กระพี้เครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Dalbergia rimosa var. foliacea (Benth.) Thoth.

ชื่อสามัญ: Dalbergia Tree

ชื่ออื่น : ประดู่แล้ง , สะพี้เครือ , ถ่อนเครือ , หางไหลเถา

วงศ์: FABACEAE

ไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ พาดพันตามต้นไม้ใหญ่ไปได้ไกล ลำต้นเป็นสีเทาหรือสีขาว ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนเล็กน้อย ส่วนกิ่งแก่จะเกลี้ยง

ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงสลับ ใบย่อยมี 5-9 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยเป็นรูปไข่กลับหรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบมนหรือเว้าตรงกลางเล็กน้อยหรือมีติ่งแหลมสั้น ๆ โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายหนังและเกลี้ยง แต่ใบอ่อนมีขนขึ้นประปรายทางด้านล่าง

ออกดอกเป็นช่อแยกแขนงสั้น ๆ ที่ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กสีขาว มีจำนวนมาก รูปดอกถั่ว 

ผลเป็นฝักแบน รูปขอบขนาน ปลายฝักแหลมหรือมน มีลายเส้นร่างแหบริเวณเมล็ดชัดเจน ฝักเมื่อแห้งจะไม่แตก ภายในมีเมล็ดประมาณ 1-2 เมล็ด เมล็ดเป็นสีน้ำตาล รูปไต แบน

มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย พม่า ลาว และเวียดนาม ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ โดยพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ บนพื้นที่เป็นภูเขาจนถึงระดับสูงประมาณ 150-750 เมตร

 

 

 

 

 

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view