สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 12/08/2020
สถิติผู้เข้าชม 9,539,596
Page Views 14,550,271
 
« August 2020»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     

ต้นไม้พุ่ม 1

ต้นไม้พุ่ม 1

 

ไม้พุ่ม 1

เรื่องต้นไม้ถ้าจะคุยกันสามวันสามคืนก็ไม่จบ มันมากจนบางทีก็จำไม่ได้และนึกไม่ออกเหมือนกัน

แต่คิดว่า ถ้าคุยกันไปเรื่อยๆทีละต้นทีละต้นนะอาจจะออกอาการซะเอง นี่ก็เริ่มๆมึนแล้วไม่รู้ว่าจะเริ่มอะไรก่อนดี แต่จะค่อยๆ เรียงๆไป
เริ่มด้วยต้นนี้แล้วกัน

1 ราชาวดี/Buddleja paniculata 27 ราตรี/Cestrum Nocturnum
2 ราชาวดีสีม่วง/Buddleja davidi 28 ราตรีสีทอง/Cestrum aurantiacum.
3 พุดจีบ/Ervatamia coronaria 29 ราตรีสวรรค์/Clerodendrum calamitosum
4 พุดกุหลาบ/Tabernaemontana divaricata 30 นางแย้ม/Clerodendrum chinense
5 พุดซ้อน/Gardenia jasminoides 31 พุดตาน/Hibiscus mutabilis
6 พุดแสงอุษา/Gardenia taitensis 32 แย้มปีนัง/Strophanthus gratus
7 พุดแสงอุษาซ้อน/Gardenia taitensis 33 กุหลาบเมาะลำเลิง/Pereskia grandiflora
8 พุดน้ำบุษย์/Gardenia carinata 34 กุหลาบพุกาม/Pereskia bleo 
9 พุดสีดา/Gardenia  sp. 35 กุหลาบมอญ/Rosa x damascena
10 พุดปาปัว/Gardenia  sp. 36 เข็มหลวง/Ixora spectabilis
11 พุดเศรษฐีสยาม/Tabernaemontana pachysiphon 37 เข็มอุณากรรณ/Kopsia fruticosa
12 พุดดาราราย/Tabernaemontana cerifera 38 เข็มพวงขาว/Ixora finlaysoniana
13 พุดสวน/Ervatamia rostrata 39 เข็มบุษบา/Kopsia arborea
14 พุดร้อยมาลัย/Tabernaemontana pandacaqui 40 พุดผา/Gardenia saxatilis
15 พุดศุภโชค/Gardenia jasminoides. 41 สาวสันทราย/Clerodendrum quadriloculare
16 พุดพิชญา/Wrightia antidysenterica 42 นมสวรรค์/Clerodendrum paniculatum
17 พุดเวียตนาม/Gardenia jasminoides var. jasminoides 43 หมวกจีน/Holmskioldia sanguinea
18 พุดตะแคง/Brunfelsia americana 44 ประยงค์/Aglalia odorata
19 พุดแตรงอน/Euclinia longiflora 45 แก้วมุกดา/Fagraea ceilanica
20 พุทธชาด/Jasminum auriculatum 46 หอมเจ็ดชั้น/Tarenna wallichii
21 พุทธชาดสามสี/Brunfelsia uniflora 47 หอมหมื่นลี้/Osmanthus fragrans
22 มะลิลา-มะลิซ้อน/Jasminum sambac 48 จำปีแขก/Magnolia figo
23 มะลิฉัตรดอกบัว/'Mali Chat Dok Bua' 49 มุจรินท์/Ravenia spectabilis
24 แก้ว/Murraya paniculata 50 ประทัดใหญ่/Quassia amara
25 แก้วหิมาลัย/Murraya paniculata 51 สำมะงา/Volkameria inermis
26 ทิวา/Cestrum diurnum 52 เขี้ยวกระแต/Psilanthus bengalensis

ราชาวดี/Buddleja paniculata

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Buddleja paniculata Wall.
ชื่อพ้อง ---Has 5 Synonyms   
---Buddleja acutifolia C.H.Wright
---Buddleja lavandulacea Kraenzl.
---Buddleja gynandra C.Marquand
---Buddleja mairei H.Lév.
---Buddleja mairei var. albiflora H.Lév.
ชื่อสามัญ---Butterfly Bush, Curly Butterfly Bush, Byttneria, Long Spiked,Summer Lilac, Panicled Butterfly Bush
ชื่ออื่น ---ราขาวดี, ราชาวดีขาว หางกระรอกเขมร ไค้หางหมา ; [THAI: rajawadee, rajawadee khao,hang ka rok khamen,khai hang ma.];
ชื่อวงศ์---SCROPULARIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ตอนเหนือของอินเดียและจีน
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย เนปาล ภูฏาน จีน  พม่า ไทย เวียตนาม


มีถิ่นกำเนิดทางตอนเหนือของอินเดียและจีน ในธรรมชาติพบขึ้นตามเนินเขาท่ามกลางโขดหินที่มีแสงแดดจัดที่ระดับความสูง 1200 - 2250 เมตร
เป็น ไม้พุ่มขนาดเล็กสูง 2-3 เมตรแตกกิ่งขนาดเล็กและยืดยาวสามารถนำขึ้นโครงซุ้มรอเลื้อยได้ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกันไปตามข้อต้น ใบระคายมีจักรอบริมใบ สีของใบด้านล่างสีจะจางกว่าสีใบด้านบน ขนาดใบยาวประมาณ10-12ซม.ดอกสีขาวขนาดเล็กมีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามยอดและตามง่ามใบส่วนยอด ช่อยาวประมาณ6-8ซม. ผลเมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัด ดินอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ ทนแล้งได้ สามารถทนต่อมลพิษในชั้นบรรยากาศ ถ้าปลูกเลี้ยงให้น้ำดีก็จะออกดอกทยอยตลอดปีส่งกลิ่นหอมตลอดวัน กลิ่นจะแรงในช่วงดึกและเช้าตรู่
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใช้ยาต้มของใบในการรักษาโรคท้องร่วงและโรคบิด ยาต้มของใบรวมกับใบของ Crotalaria alata ใช้ในการรักษาไข้
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตกแต่งสวนมีกลิ่นหอม
ระยะออกดอก---เมษายน - กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


ราชาวดีสีม่วง/Buddleja davidi


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Buddleja davidii Franch.
ชื่อพ้อง---Has 21 Synonyms

-Buddleja variabilis Hemsley -Buddleja shimidzuana Nakai
-Buddleja davidii var. alba Rehder & E.H.Wilson -Buddleja striata Z.Y.Zhang
-Buddleja davidii var. glabrescens Gagnep. -Buddleja striata var. zhouquensis Z.Y.Zhang
-Buddleja davidii var. magnifera Rehder & E.H.Wilson -Buddleja variabilis var. magnifica E.H.Wilson
-Buddleja davidii var. magnifica (E.H.Wilson) Rehder & E.H.Wilson -Buddleja variabilis var. nanhoensis Chittenden
-Buddleja davidii var. nanhoensis (Chittenden) Rehder -Buddleja variabilis var. prostrata C.K.Schneid.
-Buddleja davidii var. superba (Veitch) Rehder & E.H.Wilson -Buddleja variabilis var. superba Veitch
-Buddleja davidii var. veitchiana (Veitch) Rehder & L.H.Bailey -Buddleja variabilis var. superba de Corte
-Buddleja davidii var. wilsonii Rehder & E.H.Wilson -Buddleja variabilis var. veitchiana Veitch
-Buddleja shaanxiensis Z.Y.Zhang -Buddleja variabilis var. wilsonii Bean
-Buddleja variabilis var. wilsonii E.H.Wilson

ชื่อสามัญ--- Butterfly- Bush, Orange-eye Buddleja, Summer- Lilac.
ชื่ออื่น--ราชาวดีสีม่วง ; [CHINESE: Da ye zui yu cao.];[DANISH: Almindelig sommerfuglebusk.];[FRENCH: Arbre aux papillons, Buddleja du père David, Buddléa de David, Buddléa, Lilas d'été, Buddléia changeant, Buddléia du Père David.]
ชื่อวงศ์ ---SCROPHULARIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย -ประเทศจีน ญี่ปุ่น
เขตกระจายพันธุ์---  ยุโรป มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา


ราชาวดีเป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศที่ มีผู้นำพันธุ์เข้ามาปลูกและขยายพันธุ์จำหน่ายในตลาดต้นไม้ประเทศไทยเมื่อ 2516 คือให้รู้ว่าไม่ใช่ต้นไม้โบราณของไทยเหมือนราชาวดีสีขาวเรื่องถิ่น กำเนิดเป็นการสันนิษฐานว่ามาจากประเทศจีน แต่มีนักพฤกษศาสตร์บางกลุ่มบอกว่าน่าจะมาจากอินเดียมากกว่าในถิ่นอื่นเพราะ มีลักษณะที่คล้ายพันธุ์ไม้ที่เกิดในอินเดียอยู่หลายชนิด พบที่ที่ระดับความสูง 800 - 3,000 เมตร
ราชาวดี สีม่วง เป็นต้นไม้ยืนต้นมีพุ่มขนาดกลาง อาจสูงได้ถึง1-5เมตร พุ่มโปร่งดอกไม่หอมแต่สวยดีเหมือนกัน ใบเดี่ยวรูปใบหอกออกตรงข้าม ขนาด15-25 ซม.ดอกจะออกติดกันแน่นเป็นช่อตั้ง ตามยอดหรือตามง่ามกิ่ง ดอกอาจเป็นสีขาว สีม่วงสด หรือสีม่วงอ่อน หรือสีชมพู ดอกใหญ่กว่าและมีกลิ่นหอมแต่น้อยกว่าราชาวดีดอกสีขาว (Buddleja paniculata Wall.)  ขนาดของดอกประมาณ 0.7-0.9 ซม. ออกเป็นช่อตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 15-18ซม. กลีบดอกเป็นหลอดเล็กๆ แต่วงในดอกจะเป็นสีแดงหรือส้มเข้มๆ เวลาดูรวมๆ ก็จะเป็นสีม่วงอมแดง ออกดอกเป็นระยะตลอดปีแต่จะออกดอกดกช่วงหน้าฝนคือช่วงเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม  ชอบแดดจัด หนาวจัด ปลูกในกรุงเทพฯก็งามเท่าที่จะงามได้ในกรุงเทพฯ ถ้าไม่เทียบกับปลูกทางภาคเหนือก็ถือว่าใช้ได้ ผลเป็นฝักรูปไข่ขนาดเล็กตั้งตรงซึ่งอาจไม่สามารถมองเห็นได้ง่าย เมื่อโตเต็มที่ฝักจะมีสีน้ำตาลเข้มและเปิดที่ปลาย เมล็ดเป็นอนุภาคคล้ายฝุ่นที่สามารถกระจายไปตามลม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องใช้ตำแหน่งที่มีแดด ชอบดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ ดินที่มีความเป็นด่างสูง ประสบความสำเร็จในดินที่มีค่าpHอยู่ระหว่าง 6-8.9 สามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่ไม่ดีและแห้งแล้ง ทนต่อมลพิษทางอากาศและทนไอเค็มจากทะเล
ใช้ประโยชน์---มักเติบโตเป็นไม้ประดับซึ่งมีค่าสำหรับ ดึงดูดผีเสื้อ กล่าวกันว่า พืชมีคุณสมบัติเป็นยาและสามารถใช้ในการทำสีที่หลากหลาย ดอกไม้ใบไม้และลำต้นรวมกันให้สีย้อมสีดำและสีเขียว สีส้มทอง-สีน้ำตาล ได้จากดอกไม้
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-สิงหาคม
การขยายพันธุ์--- ด้วยเมล็ด ปักชำและตอนกิ่ง แต่ที่ง่ายมากๆ และเร็วด้วยก็ แค่หักกิ่ง ปักชำไว้อาทิตย์เดียว ก็งอกรากโตเอา..โตเอา มันจึงเป็นเหตุที่บอกได้ว่า ราคาไม่แพง แต่ตอนนี้ (2561)ในตลาดชักจะหายากเอานะ


พุดจีบ/Ervatamia coronaria

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Ervatamia coronaria., Stapt.
ชื่อพ้อง---This name ia a Synonym of Tabernaemontana divaricata (L.) R. Br. ex Roem. & Schult.
ชื่อสามัญ---Crape Jasmine, Paper Gardenia
ชื่ออื่น---พุดป่า พุดสวน พุดสา; [FRENCH: Clavel De La India.];[VIETNAM: Cây Lài trâu, Ngọc bác, Ngọc bút, Bánh hỏi.];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย
ขาวสุดพุดจีบจีน   เจ้ามีศีล พี่มีศักดิ์
ทั้งวังเขาชังนัก      แต่พี่รักเจ้าคนเดียว
พระนิพนธ์ เจ้าฟ้า ธรรมาธิเบศ (เจ้าฟ้ากุ้ง)
*ทุก ครั้งที่เห็นพุดจีบจะต้องนึกถึงร้อยกรองบทนี้ทุกทีไป นำมาจากหนังสือท่านอาจารย์ วิชัย อภัยสุวรรณ ที่เขียนไว้ในหนังสือของท่านพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 2535  อยากให้ท่านพิมพ์ ออกมาจำหน่ายอีก เพราะเสียดาย ที่รุ่นหลังจะหาอ่านยาก  เป็นหนังสือเกี่ยวกับต้นไม้ที่มีคุณค่ามาก*
เป็นไม้พุ่มพื้นเมืองของอินเดียมีถิ่นกำเนิดในเทือกเขาหิมาลัยไปยังประเทศจีน (ยูนนาน) และอินโดจีนและได้รับการปลูกฝังไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคที่อบอุ่นของทวีปเอเชีย ในธรรมชาติพบตามป่าโปร่ง; ที่ระดับความสูง 100 - 1,600 เมตรในภาคใต้ของจีน ในป่าเบญจพรรณมักอยู่บนเนินเขาจากระดับน้ำทะเลถึง 1,400 เมตร
พุดจีบเป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 1.5-3เมตรออกใบหนาทึบ ทรงพุ่มแน่น ใบเขียวเข้ม ลำต้นเหนียว เมื่อเด็ดใบและลำต้นจะมีน้ำยางไหลซึมออกมา ออกดอกเป็นพวงห้อยตามยอด หรือตามง่ามกิ่ง ใกล้ๆกับยอด ดอกสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันปลายแยกซ้อนกันหลายชั้น ชั้นละ5กลีบ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นพันธุ์ไม้ที่ออกดอกตลอดปี มีดอกดก และมีกลิ่นหอมอ่อน ปลูกง่ายไม่เรื่องมาก ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและร่มรำไร ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ความชื้นสม่ำเสมอ คนรักดอกไม้สีขาว คงไม่มีใครละต้นนี้ไปได้
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอน หรือเพาะเมล็ด


พุดกุหลาบ/Tabernaemontana divaricata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Tabernaemontana divaricata (L.) R.Br. ex Roem. & Schult.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms   
---Tabernaemontana coronaria Willd
---Tabernaemontana divaricata R. Br. ex Blume
ชื่อสามัญ     ---Pinwheel flower, East Indian rosebay, Crape-jasmine, Moon beam, Wax flower,  Nero's crow.
ชื่ออื่น     ---พุดจีบ พุดสวน พุดลา พุดป่า; [CHIINESE: Gou ya hua.];[FRENCH: Fleur d'amour,[;
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เขตร้อน

ไม้พุ่ม สูง 1.5-3 เมตร ทรงพุ่มแน่น ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับ รูปใบหอก ปลายและโคนแหลม ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุกสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5-10 แฉกกลีบดอกย่นเป็นจีบ ซ้อนกันหลายชั้น ออกดอกตลอดปี ชอบดินร่วนปนทราย น้ำพอประมาณขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง
ระหว่างพุดจีบกับพุดกุหลาบดูเผินๆจะคล้ายกันข้อสังเกตุความแตกต่าง พุดกุหลาบจะมีลำต้นกิ่งก้านแข็งแรงและ ทรงพุ่มทึบกว่าพุดจีบใบของพุดกุหลาบสีเขียวเป็นมันและหนาแน่นกว่า ดอกก็เหมือนกันพุดกุหลาบจะมีกลีบดอกที่ซ้อนแน่นและหนากว่า

     พุดซ้อน/Gardenia jasminoides

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Gardenia jasminoides J.Ellis
ชื่อพ้อง ---Has 4 Synonyms   
---Gardenia augusta (L.) Merr. (nom. illeg.)
---Genipa florida (L.) Baill.
---Genipa grandiflora (Lour.) Baill.
---Genipa radicans (Thunb.) Baill.
ชื่อสามัญ---Gardenia, Cape-Jasmine
ชื่ออื่น---เค็ดถวา แคถวา (เชียงใหม่), พุดป่า (ลำปาง), พุทธรักษา (ราชบุรี), พุดฝรั่ง (กรุงเทพฯ), พุดสา พุดสวน พุดจีบ (ภาคกลาง), พุด, พุดจีน พุดใหญ่ พุดซ้อน (ไทย), ; [THAI: Khet-thawaa, Phut cheen, Phut-tharaksaa, Put zon.];[ASSAMESE: Gondharaj,Togor.];[BENGALI: Gandharaj.];[CHINESE: zhi zi.];[HINDI: Gandhraj.];[INDONESIA: Ceplok piring, Jempiring, Kaca piring.];[JAPANESE: Kuchi-nashi, ko-kuchi-nashi, kuchinashi (= no mouth, the fruit does not open).];[KANNADA: Suvasane Malle.];[LAOS: Inthavaa, ph’ud.];[MALAYSIA: Akar bunga China, Bunga China, Bunga cina, Bunga susu, Sangklapa.];[MARATHI: Kaboklei.];[PHILIPPINES: Gardenia, Rosal .];[PORTUGUESE: Clavel, Jasmin-do-cabo, Gardênia.];[UGANDA: Mugondo.].
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ --- จีนตอนใต้ ภูฏาน, กัมพูชา, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ลาว, เนปาล, ปากีสถาน, ไทย, เวียดนาม;          นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นเกียรติแก่ Alexander Garden (ค.ศ. 1730-1791) แพทย์ชาวสก็อตนักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาซึ่งตั้งรกรากที่ชาร์ลสตันเซาท์แคโรไลนาในปี พ.ศ.2295 ; ชื่อสายพันธุ์ jasminoides หมายถึงดอกมะลิ                

                                           

พุดซ้อนจัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE) มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน และกระจายไปยัง ภูฏาน, กัมพูชา, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ลาว, เนปาล, ปากีสถาน, ไทย, เวียดนาม; ปลูกฝังในแอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป อเมริกาเหนือ-ใต้และหมู่เกาะแปซิฟิก เกิดขึ้นตามป่าทึบและป่าไม้ริมลำธารบนเนินเขาหรือในหุบเขาและทุ่งนาที่ระดับความสูง 10 - 1,500 เมตร
เป็นไม้ยืนต้นพุ่มเตี้ยขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร มีใบหนาแน่นทรงพุ่มทึบ ใบรูปมนรีสีเขียวเข้ม ปลายใบแหลม ขนาดใบยาว5-6ซม.ดอกมักออกเป็นดอกเดี่ยว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก7-8ซม.ออกตามง่ามกิ่งใกล้ๆบริเวณยอด ดอกมักมีกลีบซ้อนกันหลายชั้นสีขาว ดอกมีกลิ่นหอมแรง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องกาตำแหน่งที่มีแดด ชอบดินเปรี้ยวที่อุดมไปด้วยสารอินทรีย์ เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่มีความชื้นสม่ำเสมอ และมีการระบายน้ำที่ดี โดยมีค่า pH อยู่ในช่วง 6 - 7 พุดซ้อนยังมีพันธุ์แคระ ใบเล็กดอกเล็ก  พันธุ์ด่างหรือพุดซ้อนด่าง เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ออกดอกง่ายชนิดหนึ่ง แต่ถ้าปลูกในที่แสงแดดไม่เพียงพอจะไม่ค่อยออกดอก หากตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งจะทำให้ดอกมีขนาดใหญ่ขึ้น
ใช้ประโยชน์---ปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตร้อนเขตร้อนและเขตอบอุ่นในฐานะไม้ประดับมันยังได้รับการปลูกในสวนอินเดียในภาคกลางและจีนและในหมู่เกาะแปซิฟิกสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย น้ำมันหอมระเหยมีการซื้อขายระหว่างประเทศในขณะที่สีย้อมจากผลไม้มีการซื้อขายในประเทศ
-ใช้เป็นยา เปลือกต้นและรากเป็นยาแก้ไข้ รากและผลมีรสขม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อหัวใจและตับใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ช่วยแก้อาการร้อนใน รากใช้รักษาอาการปวดศีรษะอาหารไม่ย่อยโรคประสาทและมีไข้ ใช้รากตำพอกแผลสด ห้ามเลือด ช่วยสมานบาดแผล แก้ผื่นคันตามผิวหนัง แก้ฝีหนองอักเสบ แก้อาการปวดบวม เปลือกต้นเป็นยาแก้บิด แก้ปวดท้อง ผลใช้ต่อต้านโรคดีซ่านและโรคของไตและปอด ผลช่วยแก้ปัสสาวะเป็นเลือด
-อื่น ๆ เนื้อไม้สามารถนำมาใช้ทำธูป ทำกรอบรูป และทำหัวน้ำหอม ดอกสามารถนำมาสกัดทำเป็นน้ำมันหอมระเหย ใช้แต่งกลิ่นเครื่องสำอาง นำมาปักแจกันไหว้พระหรือนำไปร้อยเป็นพวงมาลัยสำหรับบูชาพระ ผลไม้เป็นแหล่งของการย้อมสีเหลือง ส่วนใหญ่ใช้เป็นสีสำหรับอาหารบางครั้งใช้ย้อมสิ่งทอ สีเหลืองหรือสีแดงเข้มแม้ว่าสีจะไม่แน่นอน
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


พุดแสงอุษา/Gardenia taitensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia taitensis DC
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Gardenia taitensis f. minor Reinecke
---Gardenia weissichii H.St.John
ชื่อสามัญ---Heaven Scent, Tahitian Gardenia, Star of Tahiti
ชื่ออื่น---พุดแสงอุษา(ทั่วไป ;[THAI Put saeng u-sa (General).];[COOK ISLAND: Tiare Māori, Tialé Māoli.];[FIJI: Bua.];[FRENCH POLYNESIA: Tiare Mā'ohi, Tiaré Tahiti.];[SAMOA: Pua Samoa, Pua Fiti, Tiale.];[TONGA: Siale.];
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---โอเชียเนีย
เขตกระจายพันธุ์ ---แปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ; ฟิจิ ซามัว วานูอาตู ตองกา
นิรุกติศาสตร์---พุดแสงอุษาอยู่ในวงศ์เดียวกับเข็ม(RUBIACEAE) ชื่อสามัญทำให้คิดไปได้ว่าถิ่นกำเนิดน่าจะเป็นที่ตาฮิติ แต่กลับเป็นว่าตาฮิติเป็นเพียงที่เก็บรวมพันธุ์iไว้ครั้งแรกที่นั่นโดยJules Dumont d'Urville ใน พ.ศ. 2367  
พุดแสงอุษาเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตรใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปรี กว้างประมาณ 4-8ซม. ยาว 8-12 ซม. ขอบใบเรียบและเป็นคลื่น ผืนใบเงาเป็นมัน แผ่นใบเนื้อค่อนข้างหนา
ดอก เดี่ยวออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอดโคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 2-3 ซม. ปลายแยกเป็น 5-8 กลีบ แต่ละกลีบมีขอบขนาด กว้าง 0.5-0.8ซม. ยาว 2-2.5 ซม. เมื่อดอกบานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 ซม.  
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ใช้ปลูกประดับเหมาะปลูกกลางแจ้งให้ห่างต้นไม้อื่น ประมาณ 2 เมตร อาจปลูกเป็นไม้กระถางได้ หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ ความชื้นสูง ดอกจะน้อยและให้ทรงพุ่มหนาแน่นทึบ ก็เลือกได้ว่าจะเอาดอกหรือจะเอาใบ  ออกดอกดกในช่วงฤดูฝน ดอกบาน 2 วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเป็นยาและแหล่งที่มาของไม้ เป็นไม้ประดับที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตร้อนที่ใช้เป็นพืชป้องกันความเสี่ยงและได้รับการปลูกในมหาสมุทรแปซิฟิกสำหรับดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
-ใช้เป็นยา ลำต้น ตากแห้งต้มแก้ไข้ทับระดู ประจำเดือนไม่ปกติ
-อื่น ๆ ไม้ถูกแกะสลักเป็นคันธนู ลูกคริกเก็ต เข็มตาข่าย ดอกไม้ใช้ในการ ทำ Monoi Tiare Tahiti  น้ำหอมน้ำมันที่ทำโดยการผสมผสานระหว่างดอกไม้ในน้ำมันมะพร้าวเพื่อใช้ในการนวด ดอกไม้ยังใช้สำหรับทำเป็นมาลัยคล้องคอสำหรับแขกผู้มาเยือนและเป็นเครื่องประดับในผมของสตรี
สำคัญ--เป็นดอกไม้ประจำชาติของตาฮิติ
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอนกิ่งและปักชำ


พุดแสงอุษาซ้อน/Gardenia taitensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia taitensis DC
ชื่อสามัญ---Heaven Scent,Tahiti Gardenia, Star of Tahiti
ชื่ออื่น---พุดทูอินวัน,พุดเศรษฐีอเมริกา, พุดฮาวาย
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---แปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศในเขตร้อน
พุดแสงอุษาและพุดแสงอุษาดอกซ้อนเป็นพุดต้นเดียวกันชื่อวิทยาศาสตร์เลยเหมือนกัน เพราะพุดแสงอุษามีทั้งดอกซ้อนหรือดอกลา หรืออาจมีได้ทั้งดอกซ้อนและดอกลาอยู่ในต้นเดียวกัน ส่วนชื่ออื่นๆนั้นเป็นชื่อทางการค้า ซึ่งมันเป็นชื่อที่ทำให้ไขว้เขวไปถึงถิ่นกำเนิด เรียกชื่อพุดแสงอุษาซ้อนหรือพุดแสงอุษาดอกซ้อนจะชัดกว่า
เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ2 - 3 เมตรเมตร แตกกิ่ง ก้านเป็นพุ่มทรงกลมใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปรีกว้าง ปลายเกือบมน โคนป้านเกือบมน หน้าใบสีเขียวเป็นมัน หลังใบสีเขียวหม่นใบจะแตกต่างจากใบพุดทั่วไปโดยจะมีขนาดใหญ่กว่า ดอกหอมตลอดวัน ออกดอกตลอดปี
ต้องการแสงแดดจัด ควรปลูกกลางแจ้งและควรทำการตัดแต่งกิ่งย่อย ๆ ออกบ้างจะทำให้ออกดอกใหญ่ขึ้น
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอนกิ่งและปักชำ


พุดน้ำบุษย์/Gardenia carinata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Gardenia carinata Wall.
ชื่อพ้อง ---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Kedah gardenia, Golden Gardenia
ชื่ออื่น---พุดน้ำบุษย์ (ทั่วไป) ; [THAI: Put nam but (General).];[CZECH: Gardénie.];[MALAYSIA: Cempaka hutan, Cempaka Kedah, Kedah Gardenia, Runda, Randa, Jambu air hutan, Jambu batu paya, Sempedu burung, Kepayang air, Laka hutan (Malay).]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ไทย มาเลเซีย

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ในอินเดีย ไทย มาเลเซีย แต่ในฐานะที่เป็นไม้ประดับมันถูกปลูกในทวีปอื่น ๆ ในเขตร้อนและเป็นที่นิยมในฮาวาย เติบโตตามชายป่าเขตร้อนจากที่ราบลุ่มถึงความสูงประมาณ 1,000 เมตร
ไม้ พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร แตกกิ่งจำนวนมาก ทรงพุ่มแน่นทึบ ใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปรี ปลายใบแหลมโคนใบเบี้ยว ขอบใบเรียบ สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเป็นแฉกสีเขียวอ่อนเชื่อมติดกัน หุ้มรอบดอก ดอกสีเหลืองอ่อนจนถึงส้ม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว10-12ซม.ปลายแยกเป็น7-8แฉก  ดอกเริ่มบานมีสีขาวและจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขนาดดอก3-4ซม. ส่งกลิ่นหอมแรงทั้งวัน บานได้นาน1-2วันจะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ผลสดเมื่ออ่อนสีเขียวอมเหลืองแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและสีดำเมื่อแห้ง รูปกระสวยมีสัน5สันตามยาว ขนาดผลกว้าง3ซม.ยาว4ซม.ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ พุดน้ำบุศษ์ เป็นพรรณไม้ที่ทั้งสวยทั้งหอมและโตเร็ว
สามารถปลูกเป็นไม้กระถางก็ได้ การปลูกลงดินกลางแจ้งต้องจับติดผูกติดกับหลักยึดให้ แน่น ตรวจตราดินใส่ฟูราดาน ทำลายพวกไส้เดือนฝอยและหนอนในดินกินราก ก่อนด้วย
ระยะ ออกดอก---ตลอดปีดอกจะดกมากตอนช่วงต้นฝน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

      

พุดสีดา

พุดอีกดอกที่คล้ายพุดน้ำบุษย์มากคือพุดสีดา ถ้าไม่สังเกตุดีๆแทบแยกไม่ออกคือ พุดสีดา ดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอมคล้ายกันแต่พุดสีดาจะมีแปดกลีบ (พุดน้ำบุษย์มี7กลีบ)กิ่งก้านจะดูแข็งแรงกว่า และใบจะสั้นกว่า


พุดปาปัว/Gardenia  sp.   


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia  sp.  
ชื่อสามัญ ---Gardenia Ululani, Ulu-Lani
ชื่ออื่น  ---พุดปาปัว ; [THAI: Pud-Pa-Pua.];[HAWAII: Ulu-Lani.];
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ฮาวาย
ชื่อสามัญเป็นชื่อเพศหญิง Ululani ในภาษาฮาวายหมายถึง - แรงบันดาลใจจากสวรรค์

 

เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลักษณะโดยรวมคล้ายพุดเวียตนามบวกพุดน้ำบุศย์ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายและโคนใบแหลม ผิวใบเรียบ เป็นมันเงา สีเขียวเข้ม
จะออกดอกที่ปลายยอด ดอกมีกลิ่นหอมแรง ดอกจะบานอยู่ได้ประมาณ 2 วันแล้วโรย เมื่อดอกพุดปาปัวฯ เริ่มบานใหม่ๆ ดอกจะสีขาวแล้วจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดอกสีเหลืองอ่อนและเหลืองเข้มก่อนจะโรย ออกดอกง่าย และดอกดก หากดอกติดเป็นผล ผลรูปกลมรี มีสันตามยาว ภายในมีเมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่แสงแดดจัดหรือร่มเงายางส่วน  ดินระบายน้ำได้ดีมีอินทรียวัตถุ ค่า pH ของดินอยู่ระหว่าง 5.0 ถึง 6.5
-ใช้ปลูกประดับดอกมีกลิ่นหอม สามารถปลูกเป็นไม้กระถางกลางแจ้ง
ระยะเวลาออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง


พุดเศรษฐีสยาม/Tabernaemontana pachysiphon

ชื่อวิทยาศาสตร์---Tabernaemontana pachysiphon Stapf
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms    
---Conopharyngia angolensis (Stapf) Stapf
---Conopharyngia cumminsii Stapf
---Conopharyngia holstii (K.Schum) Stapf
---Conopharyngia pachysiphon (Stapf) Stapf
---Sarcopharyngia angolensis (Stapf) L.Allorge
---Tabernaemontana angolensis Stapf
---Tabernaemontana holstii K.Schum
---Voacanga dichotoma K.Schum
ชื่อสามัญ---Giant Pinwheel Flower
ชื่ออื่น ---พุดเศรษฐีสยาม ; [THAI: Pud set-thi sa-yam (General).];[AFRIKAANS: Kibombo, muambe (Swahili).];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---แอฟริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศในเขตร้อน
มีการกระจายอย่างกว้างขวางในเขตร้อนของแอฟริกาจากกานาตะวันออกไปทางใต้ของซูดานและเคนยาและทางใต้สู่มาลาวี, แซมเบียและแองโกลา เกิดขึ้นในป่าดิบ ป่าเบญจพรรณและป่าแม่น้ำจากระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูง 2,200 เมตร
พุดเศรษฐีสยามอยู่ในวงศ์เดียวกันกับลั่นทม (APOCYNACEAE) เป็นไม้ พุ่มขนาดกลาง สูง 4-5 เมตร ลำต้นตรง เปลือกต้นสีเทา มีรอยแตกตามแนวยาวของต้น ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปขอบขนานแกมรูปรี  กว้าง5-8ซม.ยาว8-15ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบเป็นคลื่น ใบหนา ผิวใบเป็นมันทั้งสองด้าน สีเขียวเข้ม
ดอกเดี่ยว หรือออกเป็นกลุ่ม1-5ดอกออกใกล้ปลายยอด ดอกตูมสีเขียว ดอกบานสีขาวเมื่อใกล้โรยเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โคนกลีบเชื่อม ติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น5กลีบ บิดเวียนเหมือนกังหัน บานในช่วงเย็น เมื่อบานเต็มที่ดอกมีขนาดกว้าง 8-10 ซม. ส่งกลิ่นหอม อ่อนตลอดวัน พอดอกร่วงไม่ติดผล ผลเกือบกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7-15 ซม. สีเขียวอ่อน  เมล็ดรูปวงรีรูปไข่มีความยาว 11–14 มม. มีร่องตามยาว 6-7 ด้านแต่ละด้านมีสีเหลืองเข้ม-สีน้ำตาลเข้ม ผลไม้สุกใน 1 ปี
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดตลอดวันถึงแสงสว่างที่กรองแล้ว ดินชื้นสม่ำเสมอมีการระบายน้ำดีไม่ขังแฉะ ปลูกเป็นไม้กระถางได้ ควรตัดแต่งทรงพุ่มไว้ให้แต่ละกิ่งได้รับแสงแดดทั่วถึงจะออกดอกดกทั้งทรงพุ่ม
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้มักจะเก็บเกี่ยวจากป่าและใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นยาในช่วงพื้นเมือง
-ใช้เป็นยาโดยทั่วไปจะใช้ น้ำยางเป็นยาห้ามเลือดและนำไปใช้กับบาดแผลสดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในประเทศไนจีเรียยาต้มจากเปลือกรากจะถูกนำมาใช้เพื่อรักษาความบ้า ในแอฟริกาตะวันออกใช้ยาต้มแก้ปวดท้อง ท้องผูก ท้องอืด ปวดศีรษะและถูกสะกดจิต เปลือกใช้เป็นยารักษาโรคความดันโลหิตสูง น้ำยางจากก้านใบหรือเปลือกไม้ใช้รักษาอาการเจ็บปวดที่หน้าอกของสตรีที่ให้นมบุตร น้ำยางของผลไม้รักษาอาการบวมน้ำที่ต่อมน้ำเหลือง ในแอฟริกาตะวันออกน้ำยางนำมาใช้กับอาการตาเจ็บ ในเคนยาบดรากกับใบรักษาโรคหิด น้ำยางจากเปลือกต้นทาบรรเทาอาการบริเวณที่เป็นตะคริว ก่อนหน้านี้ในตะวันออกเฉียงเหนือของแทนซาเนียชาว Shambaaได้เตรียมยาพิษจากราก
-อื่น ๆ ไม้สีขาว เหลืองนุ่มใช้งานง่าย แต่ไม่ทนทานในพื้นดิน ใช้ทำฝักมีด,ด้ามมีดและหวี กิ่งถูกใช้ในท้องถิ่นสำหรับเป็นฟืนและทำถ่าน ในไนจีเรียทางตอนใต้ใช้เส้นใยจากเปลือกเพื่อทำผ้า  เชือกขนาดเล็กทำจากเปลือกชั้นใน-ใบโขลกใช้ย้อมสีผมเป็นสีน้ำตาล-สีดำ
ระยะออกดอก---ทยอยตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำและด้วยการเสียบยอด โดยใช้พุดกุหลาบเป็นต้นตอเสียบยอด


พุดดาราราย/Tabernaemontana cerifera

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Tabernaemontana cerifera Pancher & Sebert
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Pagiantha cerifera (Pancher & Sebert) Markgr.
ชื่อสามัญ---Paper Gardenia
ชื่ออื่น---พุดดาราราย (ทั่วไป) ; [THAI: Pud -da-ra-rai.];
ชื่อวงศ์ ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ภูมิภาคเมลานีเซียในมหาสมุทรแปซิฟิก
เขตกระจายพันธุ์--นิวแคลิโดเนีย เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน

 

เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงชนาดกลางสูง 2-4เมตร ทรงพุ่มประมาณ2x3เมตร กิ่งมีช่องอากาศ ขนสั้นนุ่มประปราย ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีหรือรูปไข่ ปลายแหลม ขอบเรียบ สีเขียวเข้ม ดอก ออกดอกเป็นช่อ ตามปลายกิ่ง ดอกสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดยาว ปลายแยก 5 แฉก กลีบบิดเป็นเกลียวคล้ายกังหัน ดอกมีกลิ่นหอม ผล รูปรี เบี้ยว มีสันตามยาว ยาว 2-7 ซม. เมล็ดจำนวนมาก รูปรี ยาว 0.5-1 ซม.
ไม้ต้นนี้มีลักษณะดอกคล้ายพุดเศรษฐีสยามมากต่างกันที่ช่อดอกของพุดดารารายจะสั้นและแน่นกว่า ดอกเล็กกว่า แต่ใบจะใหญ่และหนากว่า ผิวใบจะไม่เป็นมันเหมือน การ์ดีเนียอื่นๅ และหอมกว่าพุดเศรษฐีสยาม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ปลูกกลางแจ้งแสงแดดเต็มวัน ขี้นได้ดีในดินทุกชนิด น้ำปานกลาง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้กระถาง ปลูกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มลงแปลงกลางแจ้ง
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


พุดสวน/Ervatamia rostrata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ervatamia rostrata Markgr
ชื่อพ้อง ---Has 14 Synonyms   
---Ervatamia calyculata Markgr.
---Ervatamia curtisii King & Gamble
---Ervatamia cylindrocarpa King & Gamble
---Ervatamia evrardii (Pit.) Pichon
---Ervatamia garciniifolia (Pierre ex Pit.) Kerr
---Ervatamia pitardii (Gagnep.) Kerr
---Ervatamia rostrata (Wall.) Markgr.
---Tabernaemontana cylindrocarpa (King & Gamble) Merr.
---Tabernaemontana evrardii Pit.
---Tabernaemontana garciniifolia Pierre ex Pit.
---Tabernaemontana micrantha Voigt
---Tabernaemontana nicobarica Liebm.
---Tabernaemontana parviflora Roxb.
---Tabernaemontana pitardii Gagnep
ชื่อสามัญ---Crape jasmine
ชื่ออื่น---พุดฝรั่ง พุดสวน พุดสา (ภาคกลาง) ; [THAI: Pud fa-rang, Pud suan, Pud sa (Central).];
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย เกิดขึ้นตามป่าไม้ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,400 เมตร
พุดต้นนี้อยู่ในวงศ์เดียวกับมะลิ (OLEACEAE) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ทรงพุ่มโปร่ง สูง1.5-2.5 ม. ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว ใบเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบเดี่ยว รูปรีหรือรูปใบหอก กว้าง 3-5 ซม. ยาว 8-12 ซม. โคนใบรูปลิ่มหรือสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ สีเขียวเป็นมัน ดอกช่อสีขาว ดอกออกซอกใบใกล้ี่ปลายกิ่ง ช่อละ 2-3 ดอก กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปทรงกระบอกสีขาว ยาว 1.5-2.5 ซม. ปลายแยกเป็น 5-10 กลีบ ซ้อนเวียนเป็นกังหัน ปลายช่วงบนสีเหลืองอ่อน มีใบประดับรูปแถบหรือสามเหลี่ยมแคบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเล็กน้อย  มีกลิ่นหอม ผลเป็นฝักคู่รูปกระสวยเบี้ยว ยาว 2.5-5.0 ซม. ปลายแหลมหรือเป็นติ่งหนามและโค้งขึ้น เมล็ดรูปกระสวยเบี้ยว สีน้ำตาล มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีส้มแดง
อดทนต่อสภาพแวดล้อม ทรงพุ่มสวยโดยธรรมชาติเมื่อปลูกกลางแจ้ง ไม่มีความจำเป็นที่จะตัดแต่งทรงพุ่ม ดอกหอมน้อยมาก ปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิด
ระยะออกดอก--- ตลอดปี
การขยายพันธุ์---ด้วยการตอน เป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ มีการออกราก 100%

พุดร้อยมาลัย/Tabernaemontana pandacaqui

ชื่อวิทยาศาสตร์---Tabernaemontana pandacaqui Lam.
ชื่อพ้อง ---Tabernaemontana rotensis (Kaneh.) P.T.Li
ชื่อสามัญ---Windmill bush, Banana bush.
ชื่ออื่น---พุดร้อยมาลัย พุดตุม พุดฝรั่ง พุดจักร มะลิฝรั่ง ; [THAI: Put farang (Bangkok); phut tum (Northern).];[CHINESE: Ping mai gou ya hua.];[PAPUA NEW GUINEA: Oru (Rulu, Central Province); karaban (Nyamikum, Sepik).];[PHILIPPINES: Kampupot (Tagalog); pandakaki (Tagalog, Bisaya, Pampangan); alibutbut (Bisaya, Pampangan, Bikol); tunkal, salibukbuk, alibotbot (Panay Bisaya); busbusilak, kuribetbet (Iloko); agtimaloi, halibutbut, pandaya, talanisog, toar (Bikol); kudibetbet (Igorot); kukabulau-buntai (Ibanag).];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และเขตอบอุ่นของทวีปเอเซีย


มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน, ไต้หวัน, ไทย,มาเลเซีย ,ปาปัวนิวกีนี , ออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิกหลายแห่ง สายพันธุ์นี้ยังมีรายงานพบในเกาะวินวาร์ด , ตรินิแดด โตเบโกและปานามา พบได้ในป่าหรือพุ่มไม้ซึ่งมักอยู่บนเขาหินปูนจากระดับน้ำทะเลสูงถึง 1,800 เมตร
ไม้พุ่มสูง 2-6 ม. ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวใบเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบเดี่ยว รูปรีหรือรูปหอกกลับ ขนาด ยาวประมาณ 4-11 x 1.5-4.5 ซม. ก้านใบยาวประมาณ 0.5-1.5 ซม.โคนใบรูปลิ่มหรือสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบสีเขียวเป็นมัน ดอกช่อสีขาว ไม่หอม ออกแยกแขนงเชิงหลั่นตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงรูปไข่ ปลายกลมหรือเรียวแหลม โคนเชื่อมติดกันเล็กน้อย กลีบดอกสีขาวมีส่วนที่เชื่อมติดกันเป็นหลอดสีเหลืองอ่อน ดอกจะบานอยู่ได้ 1-2 วันจึงโรย ผลเป็นฝักคู่รูปกระสวยเบี้ยว ปลายแหลมและโค้งขึ้น สีส้มแดงแตกด้านเดียว มีเมล็ด 2-40 เมล็ด เมล็ดมีเนื้อนุ่มสีแดงหุ้ม รูปสามเหลี่ยมและขรุขระ สีน้ำตาลแกมดำ
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกรวบรวมมาจากป่าซึ่งส่วนใหญ่ใช้สำหรับการใช้ยาในท้องถิ่น มีพุดอีกชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เรียกพุดร้อยมาลัยเมือนกัน เป็นชนิดดอกตูมที่จะไม่บานเลยจนถึงวันหลุดร่วง ชนิดนี้นำมาร้อยมาลัยจริงๆ
-ใช้เป็นยา ในฟิลิปปินส์ใบไม้ใช้เป็นยาพอกบนท้องเพื่อกระตุ้นการมีประจำเดือน ใบสดทอดด้วยน้ำมันและนำไปใช้กับแผลที่ผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการ น้ำคั้นใบใช้ทารักษาแผล ยาต้มของรากและเปลือกใช้สำหรับกระเพาะอาหารและโรคลำไส้ต่างๆ ·ในประเทศไทยรากใช้รักษาไข้ปวดและบิด
-อื่น ๆ ใบใช้เป็นสารฟอกขาว
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธู์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


พุดศุภโชค/Gardenia jasminoides.


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia jasminoides J.Ellis
ชื่อพ้อง---Has 15 Synonyms

-Gardenia angustifolia Lodd. -Gardenia radicans Thunb.
-Gardenia augusta Merr. nom. illeg. -Gardenia schlechteri H.Lév. nom. illeg.
-Gardenia florida L. nom. illeg. -Genipa florida (L.) Baill.
-Gardenia grandiflora Lour. -Genipa grandiflora (Lour.) Baill.
-Gardenia grandiflora Siebold ex Zucc. nom. illeg. -Genipa radicans (Thunb.) Baill.
-Gardenia longisepala (Masam.) Masam. -Jasminum capense Mill.
-Gardenia maruba Siebold ex Blume -Warneria augusta L. nom. inval.
-Gardenia pictorum Hassk.

ชื่อสามัญ---Cape Jasmine
ชื่ออื่น---พุดศุภโชค พุดศรีลังกา พุดแคระ; [THAI: Put sup pa chok, put sri lanka, put khrae.];
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน อินเดีย ศรีลังกา
ไม้พุ่มเตี้ย สูง 0.40-0.50 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำ หนาแน่น ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับรอบปลายกิ่ง ใบรูปใบหอก ปลายแหลม โคนสอบ ใบมีขนาดเล็กกว่าใบพุดทั่วไปสีเขียวสด
ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย 5-7 ดอก โคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น5 กลีบ ปลายแหลมกลีบดอกชั้นเดียว สีขาวกลางดอกสีเหลือง ดอกขนาด 2 ซม. ไม่มีกลิ่น ออกดอกตลอดปี ดอกบานทยอยบานและบานทน ออกดอกดก
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้กระถางหรีอปลูกลงดินเลี้ยงง่าย
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---โดยการ ตอนกิ่ง และการปักชำ


พุดพิชญา/Wrightia antidysenterica


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Wrightia antidysenterica ( L. ) R.Br
ชื่อพ้อง ---Has 4 Synonyms   
---Nerium antidysentericum L.
---Nerium zeylanicum L.
---Walidda antidysenterica (L.) Pichon
---Wrightia zeylanica (L.) R.Br..
ชื่อสามัญ ---Arctic Snow,Winter Cherry Tree,Sweet Indrajao,Snowflake,Inda
ชื่ออื่น ---พุดพิชญา (ทั่วไป) ; [THAI: Pudpitchaya.];[SANSKRIT: Kuṭaja, Ambikā.];[SINHALESE: Wal idda.];[PHILIPPINES: White angel.];
ชื่อวงศ์ ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ antidysenterica เป็นภาษาละติน=ต่อต้าน , ต่อต้าน, dysintericus , เกี่ยวข้องกับโรคบิด, หมายถึงคุณสมบัติเป็นยาของพืช
พุดพิชญาเป็นไม้ที่อยู่วงศ์เดียวกันกับลั่นทม สกุลเดีนวกับโมก เป็นไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร ลำต้นกิ่งก้านสีน้ำตาลแดง ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมโคนใบมน ขอบใบเรียบผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีอ่อน ขนาดของใบกว้าง1-3ซม.ยาว2-3ซม. ดอก ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ประกอบด้วยดอกย่อย5-6ดอกต่อช่อ ดอกย่อยโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบส่วนปลายแยกเป็น5แฉก และมีขนละเอียดหนาแน่น ตรงกลางดอกมีสีเหลือง ดอกบานเต็มที่ ขนาด1.5-2.5ซม.ก้านดอกยาวประมาณ2.5ซม.สีขาว ออกดอกตลอดปีไม่มีกลิ่นหอม
-ใช้ปลูกประดับปลูกเป็นไม้กระถาง หรือปลูกลงดินเป็นกลุ่ม เป็นแถว ไม่ทนดินเค็ม
-ใช้เป็นยา เป็นที่รู้จักกันมานานในการแพทย์อายุรเวท เปลือกนั้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ ใช้ในการรักษาโรคบิด น้ำจากเปลือกใช้สำหรับบรรเทาแผลในปากและใบใช้ในการรักษาความผิดปกติของผิวหนังหลายโรค เช่น สะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบ เมล็ดมีรสฝาด ใช้ในการรักษาไข้, ท้องร่วงและบิด, หนอนลำไส้
-อื่น ๆ น้ำผลไม้ของพืชนี้เป็นส่วนผสมที่มีศักยภาพสำหรับการผสมของผนังปูนตามSamarāṅgaṇa Sūtradhāraซึ่งเป็นบทความภาษาสันสกฤตที่เกี่ยวข้องกับŚilpaśāstra (วิทยาศาสตร์ฮินดูของศิลปะและการก่อสร้าง)
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ปักชำ ตอนกิ่ง


พุดเวียตนาม/Gardenia jasminoides var. jasminoides

ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia jasminoides var. jasminoides
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---Gardenia
ชื่ออื่น---พุดเวียตนาม
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---จีน เวียตนาม
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นเกียรติแก่ Alexander Garden (ค.ศ. 1730-1791) แพทย์ชาวสก็อตนักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาซึ่งตั้งรกรากที่ชาร์ลสตันเซาท์แคโรไลนาในปีพ. ศ. 2295 ; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ jasminoides หมายถึงดอกมะลิ


ไม้พุ่มสูง1-2เมตร แตกยอดเป็นพุ่มแน่นจำนวนมาก ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นมันสีเขียวเข้มทั้งสองด้าน ดอกเดี่ยวสีขาวออกที่ปลายยอด โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีขาว ยาว3-4ซม.มี6-7กลีบ เมื่อบานมีขนาด5ซม.ส่งกลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน ดอกออกตลอดปี แต่ดกมากช่วงฤดูฝน ผลรูปรียาว3ซม.หมั่น ตัดแต่งกิ่ง ทำทรงพุ่มให้โปร่งจะช่วยให้ดอกดกขึ้น หากปลูกในที่แห้งแล้งจะโตช้าและไม่ออกดอก สามารถปลูกเป็นไม้กระถางและปลูกลงแปลงกลางแจ้งก็ได้
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ 


พุดตะแคง/Brunfelsia americana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Brunfelsia americana L.
ชื่อพ้อง ---Has 7 Synonyms   
---Brunfelsia abbottii Leonard
---Brunfelsia fallax Duchass. ex Griseb.
---Brunfelsia inodora Mart.
---Brunfelsia latifolia Steud.
---Brunfelsia terminalis Salisb.
---Brunfelsia violacea Lodd.
---Brunfelsiopsis americana (L.) Urb.
ชื่อสามัญ---Lady of the Night, American Brunfelsia, Franciscan raintree, Rain tree.
ชื่ออื่น---พุดตะแคง (ทั่วไป)[THAI: Pud ta kaeng (General).];[SWEDISH: Nattbrunfelsia.];
ชื่อวงศ์---SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด---แคริบเบียน
เชตกระจายพันธุ์---เวสต์อินดีส-ทรินิแดด โดมินิกันรีพลับบลิค
นิรุกติศาสตร์--- Linnaeusตั้งชื่อพืชสกุลสำหรับนักสมุนไพรชาวเยอรมันยุคแรกชื่อ Otto Brunfels (1488-1534)

 

พุดตะแคงอยู่วงศ์เดียวกับมะเขือ (SOLANACEAE)ไม้ พุ่มสูง 1-1.50เมตร แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ ยาวประมาณ 5-10 ซม.ใบรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ดอกเป็นช่อกระจุกออกที่ปลายยอด  เริ่มบานสีเหลืองอ่อนเกือบขาว บานเต็มที่สีเหลืองและบิดตะแคงตามกัน ดอกขนาดประมาณ3-5 ซม.ส่งกลิ่นหอมช่วงค่ำ ผลกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 ซม.มีเปลือกหุ้มสีเหลืองและมีเนื้อค่อนข้างมากและมีเมล็ดจำนวนมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีร่มเงาบางส่วน ชอบดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยซากพืชอินทรีย์วัตถุที่ชุ่มชื้นและดินที่มีการระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและมักจะปลูกเป็นไม้ประดับในสวน
-ใช้เป็นยา ผลฤทธิ์ฝาดใช้เป็นยาชูกำลัง ใช้ในการแก้ปัญหาท้องเสียและท้องร่วงเรื้อรัง - ใช้สำหรับงูกัด, โรคไขข้อ, ซิฟิลิส
-ใช้ปลูกประดับ เหมาะปลูกเป็นไม้กระถาง หรือปลูกริมรั้ว ริมกำแพง ริมทางเดิน
-อื่น ๆ ใบและดอกรวมถึงในเปลือกของลำต้นและรากพบร่องรอยของไซยาไนด์ อัลคาลอยด์และกรดคลอโรจีนิกมีรายงานจากใบและลำต้น ในเกาะโดมินิกาพืชชนิดนี้เรียกว่าEmpoisonneurและใช้เป็นพิษ
ระยะออกดอก---ตลอดปีและดอกดกมากช่วงฤดูฝน
ขยายพันธุ์--- ตอนกิ่ง ปักชำ


พุดแตรงอน/Euclinia longiflora

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Euclinia longiflora Salisb.
ชื่อพ้อง    
---Gardenia devoniana Lindl.       
---Gardenia longiflora (Salisb.) W.T.Aiton [Illegitimate]
---Gardenia longifolia G.Don [Spelling variant]      
---Gardenia macrantha Schult.    
---Randia bowieana A.Cunn. ex Hook.      
---Randia devoniana (Lindl.) Benth. & Hook.f. ex B.D.Jacks.            
---Randia longiflora Salisb. [Invalid]          
---Randia macrantha (Schult.) DC.             
---Rothmannia bowieana (A.Cunn. ex Hook.) Benth.          
---Rothmannia macrantha (Schult.) Robyns            
---Solena bowieana (A.Cunn. ex Hook.) D.Dietr.   
---Solena macrantha (Schult.) D.Dietr.
ชื่อสามัญ---African Angel Trumpet, Angels Trumpet, Tree Gardenia
ชื่ออื่น---พุดแตรงอน (ทั่วไป); [THAI: Put trae ngon (general).];
ชื่อวงศ์  ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด  ---ทวีปแอฟรืกา
เขตกระจายพันธุ์ ---แอฟริกาเขตร้อน ; คาเมรูน, ซูดาน, ยูกันด, คองโก, แองโกลา

 

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของแอฟริกาไม้ พุ่มขนาดเล็กพุ่มเตี้ยทรงทึบ กิ่งเปราะ  สูง 1-2 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปรี กว้าง 4-6 ซม. ยาว 6-10 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบเรียบ ใบค่อนข้างหนา ขรุขระ เป็นมัน แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้ม เส้นกลางใบและเส้นใบชัดเจน ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวสีขาว ออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปแตร ดอกจะเอียงห้อยลงเพราะก้านดอกยาวมากรับน้ำหนักดอกไม่ไหว ดอกบานอยู่ได้ 2วัน เมื่อใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ดอกหอมอ่อนตลอดวัน ผลรูปรีกว้าง ยาว 2.8–3.2 ซม กว้าง 3–3.5 ซม. .
*เมื่อ ยี่สิบกว่าปีก่อนตอนยุคล่าไม้ไทยกำลังเฟื่องฟู พุดแตรงอน ขนาดกระถาง 16" ขายกันราคาตั้งแต่ 1,500-2,000 บาทเดี๋ยวนี้ไม่รู้ราคา คงถูกลงกว่านี้เพราะเป็นพรรณไม้ที่ขยายพันธุ์ง่ายและเลี้ยงง่าย ปลูกเป็นไม้กระถางก็ดี จับผูกหลักยึด แต่งทรงพุ่มให้สวย*
ระยะออกดอก---ตุลาคม-ธันวาคม ทยอยออกดอกตลอดปี
ขยายพันธุ์---ปักชำ ตอนกิ่ง 

ขออนุญาตแทรก เรื่องพุด

จากที่ผ่านตามาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่าที่เราเรียกกันว่าพุดนู้นพุดนี้ มีพุดต่างๆหลายชนิดที่มาจากคนละวงศ์กัน แต่เรามักเรียกรวมๆกันโดยขึ้นต้นว่า พุด โดยอยู่ในวงศ์เข็ม(RUBIACEAE)เช่น พุดซ้อน พุดแสงอุษา พุดน้ำบุศย์ฯ

ที่อยู่ในวงศ์เดียวกับลั่นทม(APOCYNACEAE)เฃ่น พุดจีบ พุดเศรษฐี พุดร้อยมาลัยฯ

อยู่ในวงศ์เดียวกับมะลิ(OLEACEAE)เช่นพุดสวนหรือพุดฝรั่ง ส่วนพุดพิชญาอยู่ในสกุลโมกวงศ์เดียวกับลั่นทม พอเป็นข้อสังเกต

อีกอย่างคือ ชื่อวิทยาศาสตร์  ที่ค่อนข้างงงงง ก็คือมักไม่ตรงกัน นี่ก็พยายามค้นหาอยู่เทียบดูทั้งเว็บไทยเว็บเทศ หนังสือไทยหนังสือเทศ ถ้าท่านผู้มีปัญญามีข้อโต้แย้งก็ขอให้เตือนกันมาด้วย เพราะมันคือความรู้ หากแพร่กันแบบผิด ก็จะผิดกันต่อ แล้วก็ผิดกันไป

หากผู้รวมมา มีความผิดพลาดประการใดกรุณาอภัยและแจ้งให้ทราบด้วย

Tipvipav@gmail.com

3/11/2017

พุทธชาด/Jasminum auriculatum

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Jasminum auriculatum Vahl
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms    
---Jasminum affine Wight
---Jasminum mucronatum Rchb. ex Baker
---Jasminum ovalifolium Wight
---Jasminum trifoliatum (Lam.) Pers.
---Mogorium trifoliatum Lam.
ชื่อสามัญ ---Indian hasmine, Needle-flower jasmine
ชื่ออื่น---พุทธชาดบุหงาปะหงัน ไก่น้อย; [THAI: put tha chad, bu nga pa ngan, kai noi.];[AYURVEDA: Yuuthikaa, Yuuthi, Mugdhee.];[HINDI: Juhi.];[KANNADA: Sanna Mallige.];[MALAYALAM: Sucimulla.];[MARATHI: Jai.];[SANSKRIT: Yuthika.];[SIDDHA/TAMIL: Usimalligai.];[TAMIL: Uccimalligai.];[TELUGU: Adavimalle.];
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย เนปาล ศรีลังกา ภูฏาน หมู่เกาะอันดามัน

 

พบในอินเดีย ,เนปาล ,ศรีลังกา ,ภูฏานและหมู่เกาะอันดามัน
พุทธชาด เป็นไม้ต้นกึ่งเลื้อยหรือรอเลื้อย มีขนาดต้นสูงประมาณ1-2 เมตร ขนาดใบยาว6ซม. ออกใบเป็นคู่ตรงข้าม ดอกมีขนาดเล็กสีขาวกว้างประมาณ1.5ซม. ดอกดกออกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือตามข้อต้นดอกมี6-7กลีบ ดอกมีกลิ่นหอมแรงมาก พูดถึงความ หอมของพุทธชาดแล้ว บอกไม่ถูก ว่าหอมยังไง แล้วแต่ชอบ ชอบก็ว่าหอม ไม่ชอบก็ว่ากันไป บอกไม่ถูกตามแต่รสนิยมเรื่องความหอม หอมใครหอมมัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ประสบความสำเร็จในอาทิตย์เต็มและในที่ร่ม พืชที่ปลูกง่ายทนต่อความแห้งแล้ง ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ ความชื้นสม่ำเสมอ แต่มีการระบายน้ำที่ดี
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นน้ำมันหอมระเหยและใช้เป็นยาในท้องถิ่น มีการปลูกในเชิงพาณิชย์ในอินเดียและประเทศไทยสำหรับน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในดอกไม้
-ใช้เป็นยา ใบใช้ในการรักษาแผลที่ปาก ดอกไม้ใช้ในการรักษาวัณโรค ใช้กันอย่างแพร่หลายในระบบอายุรเวท ยาต้มของดอกพุทธชาด ใช้ชับปัสสาวะ
-อื่น ๆ ความเชื่อ/พิธีกรรม---ดอกไม้ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทพธิดาแห่งเทวีทุกรูปแบบและใช้เป็นเครื่องสักการบูชาในช่วงพิธีทางศาสนาฮินดูและใช้เพื่อการตกแต่งและใช้สำหรับงานเทศกาลในอินเดีย
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ได้ทั้งวิธี ทับกิ่ง,ตอน,ปักชำ และเพาะเมล็ด เมล็ดของพุทธชาดมีลักษณะกลมดำและแข็งมาก


  พุทธชาดสามสี/Brunfelsia uniflora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Brunfelsia uniflora (Pohl) D.Don
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms    
---Brunfelsia hopeana (Hook.) Benth.
---Brunfelsia hopeana var. pubescens Benth.
---Brunfelsia mutabilis (Jacques) A. Vilm.
---Brunfelsia uniflora var. pubescens (Benth.) Baker
---Brunfelsia uniflora var. uniflora
---Franciscea hopeana Hook.
---Franciscea mutabilis H.Jacq.
---Franciscea mutabilis Regel
---Franciscea uniflora Pohl
---Martia opifera Lacerda
---Martia opifera Lacerda ex J. A. Schmidt
ชื่อสามัญ ---Yesterday , Today, Tomorrow, Morning-noon-and-night, Manaca rain tree, Vegetable mercury.
ชื่ออื่น---พุดสามสี , สามราศี , พุทธชาดสามสี (ทั่วไป) ; [THAI: Put sam si, sam ra si, puthachad sam si (General).];[ASSAMESE: Newali.];[CHINESE: Bi àn sè mòlì.];[PORTUGUESE: Manacá.];[SPANISH: Manaca.];
ชื่อวงศ์---SOLANACEA
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---อเมริกาเขตร้อน-บราซิล ปารากวัย,หมู่เกาะอินดีสตะวันตก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสามัญ Yesterday , Today, Tomorrow (เมื่อวาน, วันนี้, พรุ่งนี้) เนื่องจากการเปลี่ยนสีของดอกไม้   
ถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ พบได้ในแหล่งอาศัยหลายแห่งรวมถึงป่าฝนชื้น ป่าฝนในมหาสมุทรแอตแลนติกที่แห้งแล้ง; ป่าฝนชายฝั่ง และสะวันนา; เติบโตในดินหลากหลายประเภทที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,300 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มขนาดกลางสูง1-1.5ซม.แตกกิ่งจำนวนมาก ทรงพุ่มกลมแน่นทึบกิ่งมีขนาดเล็กและเปราะ ใบเดี่ยวรูปรีออกตรงข้ามขนาด2-3 x 6-8 ซม.ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอก 5 กลีบส่วนปลายกลีบดอกหยักเป็นลอนเล็กน้อย ดอกบานเต็มที่กว้าง 3-4 ซม.มีกลิ่นหอมตลอดวัน ผล แห้งแตกทรงกลมหรือรูปรีขนาด1-2ซม.แต่มักไม่พบ
*เห็นชื่อสามัญ แล้วคิดว่าคนตั้งนี่สุดยอดจริงๆ* เพราะพุดสามสีหรือพุทธชาดสามสีนี้ เวลาดอกบานใหม่ๆจะเป็นสีม่วงเข้ม พอรุ่งขึ้นจึงกลายเป็นสีม่วงอ่อน และรุ่งขึ้นอีกวันดอกจะกลายเป็นสีขาว พอถึงวันที่สี่ดอกจะโรย  ออกดอกดกมากเวลาออกดอกจะมองเห็นดอกสะพรั่งไปทั้งต้นเหมือนเป็นดอกไม้ที่มีสามสีใน ต้นเดียวกัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีร่มเงาบางส่วน -หากเติบโตในที่ที่มีแสงแดดจัดใบอาจไหม้เกรียมและร่วงหล่น ชอบดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรย์วัตถุและชุ่มชื้น ระบบรากตื้นดินต้องมีความชื้นสม่ำเสมอแต่ดินต้องระบายน้ำได้ดี ต้นที่ปลูกกลางแจ้งและมีอากาศเย็นจะออกดอกมากกว่าต้นที่ปลูกในร่ม หากหมั่นตัดแต่งทรงพุ่มให้แต่ละกิ่งได้รับแสงจะช่วยให้ดอกดกขึ้น
ใช้ประโยชน์---พืชดังกล่าวมีประวัติยาวนานในการใช้ประโยชน์ของชนพื้นเมืองในฐานะเป็นพืชสมุนไพรและยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายในสมุนไพรแบบสมัยใหม่ พืชมักจะเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาและยังได้รับการปลูกฝังเป็นไม้ประดับในเขตร้อน
-ใช้เป็นยา Manacá มีประวัติอันยาวนานของการใช้แบบดั้งเดิมใน Amazon การใช้งานจำนวนมากเหล่านี้ถูกนำมาใช้โดยชาวยุโรปเมื่อพวกเขามาถึงอเมริกาใต้และพืชมักจะใช้ในสมุนไพรที่ทันสมัยด้วยอย่างไรก็ตามขอแนะนำให้ใช้ความระมัดระวังดูหมายเหตุเกี่ยวกับความเป็นพิษ รากแสดงคุณสมบัติใช้เป็น ยาแก้ปวด, ต้านการอักเสบ, ต้านเชื้อแบคทีเรีย, ต้านมะเร็ง, ป้องกันมะเร็ง, ต้านเชื้อราและ antispasmodic  ยาต้มของรากใช้ในการรักษาอาการไข้หนาวสั่นในผู้ใหญ่, โรคไขข้อและโรคไขข้ออักเสบ, ปวดหลัง, หวัดทั่วไป, โรคหลอดลมอักเสบ, โรคปอด วัณโรคและงูกัดในขณะที่มันยังใช้เป็นส่วนสำหรับรักษาโรคไต ใบถือว่ามีคุณสมบัติคล้ายกับราก แต่จะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาน้อยกว่า โดยปกติจะใช้เมื่อสดเท่านั้น
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นกลุ่มหรือเป็นแถวลงแปลงและสามารถปลูกเป็นไม้กระถางได้
-อื่น ๆ น้ำมันหอมระเหยที่ใช้ในการทำน้ำหอมได้มาจากดอกไม้
ความเชื่อ/พิธีกรรม---พืชศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณในอะเมซอนที่ใช้โดยหมอผีและ curanderos ใน potion ayahuasca (ยาหลอนประสาทอันศักดิ์สิทธิ์) ในพิธีเริ่มต้นพิเศษและขับไล่ความโชคร้าย
รู้จักอันตราย---พืชทั้งหมดประกอบด้วยอัลคาลอยที่เป็นพิษมากที่เรียกว่า manacine มันคล้ายกับสตริกนิน -สารสกัดจากรากใช้เป็นส่วนประกอบของพิษบนลูกศร
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


มะลิลา-มะลิซ้อน/Jasminum sambac


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Jasminum sambac (L.) Aiton
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms
---Jasminum bicorollatum Noronha
---Jasminum blancoi Hassk.
---Jasminum heyneanum Wall. ex G.Don
---Jasminum odoratum Noronha
---Jasminum quinqueflorum B.Heyne ex G.Don
---Jasminum undulatum (L.) Willd.
---Mogorium gimea Zuccagni
---Mogorium goaense Zuccagni
---Mogorium sambac (L.) Lam.
---Mogorium undulatum (L.) Lam.
---Nyctanthes goa Steud.
---Nyctanthes sambac L.
---Nyctanthes undulata L.
ชื่อสามัญ ---Arabian Jasmine, Sambac jasmine.
ชื่ออื่น---มะลิขี้ไก่ (เชียงใหม่), มะลิหลวง (แม่ฮ่องสอน), มะลิป้อม (ภาคเหนือ), มะลิซ้อน มะลิลา (ภาคกลาง), มะลิ มะลิลา มะลิซ้อน (ทั่วไป), เตียมูน (ละว้า-เชียงใหม่), ข้าวแตก (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ; [THAI: Ma-li, Khao taek; Tiamuun.];[ASSAMESE: Gutimali, Dua-mali, Jutiphul.];[CHINESE: Mo li hua.];[COMBODIA: Molih.];[FRENCH: Jasmin d'Arabie.];[GERMAN: Jasmin, Nachtsblühender.];[HAWAII: pīkake.];[HINDI: Madan Mogra.];[INDONESIA: Putih Melati, Melati, Menur.];[LESSER ANTILLES: Jasmin double.];[MALAYSIA: Melor.];[PHILIPPINES: Sampaguita; Kampupot (Tagalog).];[SAMOA: Pua Samoa, Pua sosola, Pua sosolo.];[SPANISH: Diamela; Jasmin de Arabia; Jazmín de Arabia.];[TAHITIAN: Pitate, Pitate maohi.];[TAMIL: Gundu Malli, Kodi Mulli.];[TELUGU: Malli.];[VIETNAM: Hoa nhafi.];
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด--ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---ตะวันออกกลาง เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เป็นสายพันธุ์ของดอกมะลิ พื้นเมืองเอเชียเขตร้อนจากอนุทวีปอินเดียสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการเพาะปลูกในหลายพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันถูกแปลงเป็นธรรมชาติในสถานที่กระจัดกระจายมากมาย ใน:มอริเชียส ,มาดากัสการ์ ,มัลดีฟส์ ,เกาะคริสต์มาส ,เชียปัส ,อเมริกากลางทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดาที่บาฮามาส , คิวบา , Hispaniola , จาเมกา , เปอร์โตริโกและแอนทิลลิส
มะลิเป็นไม้พุ่มขนาดกลางมีพุ่มต้นสูง 0.5-3 เมตร ใบเป็นรูปไข่ออกตรงข้าม2หรือ3ใบ  ยาว 4-12.5 ซม.กว้าง 2-7.5 ซม.ดอกสีชาวมีกลิ่นหอมแรงออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง 3-12ดอกขนาดดอกเส้นผ่านศูนย์กลาง2-3ซม.ผลสีม่งดำมีเนื้อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม.
ดอกมะลิมีชนิดดอกซ้อนและดอกลา ชนิดดอกซ้อนเรียกว่า มะลิซ้อน ( Jasminum sambac ( L. ) Ait. ' Mali Son') และดอกชั้นเดียว เรียกมะลิลา ดอกลาหรือมะลิลาจะมีกลิ่นหอมกว่าชนิดดอกซ้อน และเป็นดอกไม้ที่นิยมนำมาร้อยมาลัยบุชาพระมากกว่าดอกไม้ชนิดอื่นนอกจากนี้นักเล่นพระสมเด็จฯก็มักนิยม อบพระ(เครื่อง)สมเด็จ โดยเชื่อกันว่าทำให้เนื้อของพระเครื่องดียอดเยี่ยมยิ่งขึ้น มะลิเป็นพืชที่ดอกมีน้ำมันหอมระเหยมาก จึงนิยมนำดอกมะลิไปกลั่นเอาน้ำมันหอมเพื่อทำน้ำหอม  และมีประโยชน์ทางสมุนไพร เช่นนำดอกมะลิที่ตากแห้งเป็นยาต้มรับประทาน หรือป่นเป็นผงเข้ายาต่างๆ หรือใช้ดอกมะลิตำสดๆใส่พิมเสนสุมหัวเด็กแก้ซาง แก้ตัวร้อน แก้หวัด
พิธีกรรม/ความเชื่อ---มะลิยังอยู่ในความเชื่อของคนไทยโบราณที่ปลูกมะลิว่า จะไม่ยอมให้ผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือน เก็บมะลิหรือเฉียดเข้าใกล้ต้นมะลิอย่างเด็ดขาด ด้วยเชื่อกันว่าจะทำให้ดอกมะลิเหี่ยวเฉา หรือเกิดด้วงเกิดแมลงในสวนมะลิของตน ทั้งนี้เพราะเชื่อว่ามะลิคือดอกไม้ที่บริสุทธิ์มากนั่นเอง
สำคัญ---ในคติของคนไทย ถือกันว่าดอกมะลิเป็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ และเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ จึงยกย่องให้ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์ เป็นดอกไม้วันแม่แห่งชาตินอกจากนี้ มะลิยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของฟิลิปปินส์ รู้จักกันทั่วไปในชื่อ sampaguita และเป็น1ใน3ของดอกไม้ประจำชาติของอินโดนีเซียเรียกกันว่า melati putih
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---การตอนกิ่ง หรือปักชำ

มะลิฉัตรดอกบัว/'Mali Chat Dok Bua'


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Jasminum Sambac (L) Aiton 'Mali Chat Dok Bua'
ชื่อสามัญ ---Sambac jasmine.
ชื่ออื่น ---มะลิฉัตร (ทั่วไป) ; [THAI: Mali Chat (General).];
ชื่อวงศ์ ---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด--- ทวีปเอเซีย
เขตดระจายพันธุ์---ประเทศไทย
ไม้ พุ่มกึ่งเลื้อยสูง 0.50-1 เมตร พุ่มกลมแน่นทึบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่ สีเขียวอมเหลือง ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสีขาว ที่ปลายกิ่ง1-4ดอก ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมเย็น ดอกบานได้1-2วัน ออกดอกตลอดปี
ดอกมะลิฉัตรดอกบัว เป็นมะลิที่กลายพันธุ์มา ดอกมีลักษณะเด่น คือ กลีบดอกห่อกันกลมแน่นที่กลางดอก ดูคล้าย "ดอกบัวตูม" และกลีบดอกซ้อนเรียงกันเป็นชั้นๆ คล้าย "ฉัตร"จึงรวมกันเป็นที่มาของชื่อ "มะลิฉัตรดอกบัว"ขนาดของดอกมะลิฉัตรดอกบัว เมื่อดอกบานจะมีขนาดประมาณ 3-4 cm.ถ่ายภาพมาหลังฝน กลีบดอกเลยช้ำ
ขยายพันธุ์---ด้วยการทับกิ่ง ปักชำและตอนกิ่ง


แก้ว/Murraya paniculata

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Murraya paniculata (L.) Jacq.
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms    
---Camunium exoticum (L.) Kuntze
---Chalcas cammuneng Burm.f.
---Chalcas exotica (L.) Millsp.
---Chalcas intermedia M.Roem.
---Chalcas japanensis Lour.
---Chalcas paniculata L.
---Chalcas sumatrana M.Roem.
---Connarus foetens Blanco
---Connarus santaloides Blanco
---Murraya exotica L.
---Murraya omphalocarpa Hayata
ชื่อสามัญ---Andaman Satinwood, China Box Tree, Orange jasmine, Cosmetic Bark Tree
ชื่ออื่น--- จ๊าพริก (ลำปาง), แก้วลาย (สระบุรี), แก้วขี้ไก่ (ยะลา), แก้วพริก ตะไหลแก้ว (ภาคเหนือ), แก้วขาว (ภาคกลาง), กะมูนิง (มลายู-ปัตตานี) ; [THAI: Kaew, , Kaew khao (central); Kaew lai (Saraburi); Kaew khi kai (Yala); Kaew phrik, talai kaew (northern).];[CZECH: Tlustoslupka latnatá, Muraja.];[DANISH: Rosenjasmin.];[FRENCH: Buis de Chine, Bois jasmin, Oranger jasmin, Bois de satin.];[JAPANESE: Gekkitsu, Tsukitachi.];[INDONESIA: Kemuning, Kemuning (Jawa); Kamuning, Jenar (Sunda); Kemoning, Kajeni (Bali); Kamoneng (Madura); Kamunieng (Minangkabau).];[MALAYSIA: Kamuning, Kemuning Lada.];[SPANISH: Jazmín, Naranjo jazmín (Espanol).];
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, ไต้หวัน, อนุทวีปอินเดีย (อินเดีย, เนปาล, ปากีสถาน ศรีลังกา), เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์) และออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์ตอนเหนือและออสเตรเลียตะวันตกตอนเหนือ)

มีถิ่นกำเนิดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เติบโตจากปากีสถานและศรีลังกาไปยังภาคใต้ของจีนไทยและมาเลเซียขยายไปถึงไต้หวันและหมู่เกาะRyukyuของญี่ปุ่น , ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซียและนิวกินี และไปยังตอนเหนือของออสเตรเลียและโอเชียเนียทางตะวันตกเฉียงใต้
แก้ว เป็นไม้ดอกหอมที่เรารู้จักกันดีมานานแล้ว และยังเป็นต้นไม้ในวรรณคดีไทยที่กล่าวถึงอยู่เสมอ ขนาดและความสูงเมื่อโตเต็มที่โดยไม่ตัดแต่งจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่สูงได้ ถึง8-10เมตร วัดรอบต้นได้80เซนติเมตร ในสมัยก่อนแก้วมีเนื้อไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจด้วย นิยมนำมาทำไม้เท้า ด้ามปืน ฝักมีด ด้ามร่ม คันซออู้ ซอด้วง เพราะเนื้อไม้ของแก้วแน่นเหนียว ลวดลายสวยงาม พ่อค้าไม้จะรู้จักแก้วในชื่อ Andaman Satinwood หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "ไม้เนื้อแพรแห่งอันดามัน" ดอก แก้วเวลาบานพร้อมกันจะดูขาวสะพรั่งทั้งต้น ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ดอกบานวันเดียวแล้วร่วง ถ้าสนใจหมั่นแต่งกิ่งแล้วพรวนดินใส่ปุ๋ยอยู่เสมอแก้วจะออกดอกเป็นระยะๆอยู่ ตลอดปี
ความลับเล็กๆ เคี้ยวใบแก้วแล้วตัวจะร้อนรุมเหมือนเป็นไข้ ทั้งที่สบายดี ใช้เป็นมารยาของคนแกล้งป่วย
ลักษณะทั่วไปของต้นแก้ว เปลือกต้นแตกเป็นร่องตามยาวและมักบิดเวียน ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 5 - 9 ใบเรียงสลับจากเล็กไปหาใหญ่ ใบรูปรี แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมันที่ใบเป็นมัน ที่ใบมีต่อมน้ำมัน ดอกเป็นดอกช่อสีขาว ออกเป็นข่อสั้นๆ ตามซอกใบ กลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดเล็กมี 5 แฉก ติดอยู่ทนจนถึงเป็นผล กลีบดอกมี 5กลีบ ปลายกลีบมนหรือเรียวแหลม ผลรูปรี เมื่อแก่เปลือกมีสีแดงอมส้ม แต่ละผลมี 1 - 2 เมล็ด  
ขยายพันธุ์---โดยเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง


แก้วหิมาลัย/Murraya paniculata

นี่ เป็นแก้วหิมาลัย ชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกันกับแก้วขาว หรือเรียกแก้วหิมาลัยอีกชื่อว่าแก้วพวง ลักษณะแตกต่างจากแก้วขาวคือ ใบใหญ่กว่าและปลายใบกลมมนกว่า  ถึงดอกจะเล็กกว่าแต่ก็ออกดอกดกมากๆ กลิ่นก็หอมแรงกว่าด้วย นอกจากนี้ยังมียังมีรูปผลของแก้วแคระ ที่มีใบเล็กและดอกเล็กอีกด้วยรูปล่างนี่ล่ะ

ทิวา/Cestrum diurnum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cestrum diurnum L.
ชื่อพ้อง----Has 10 Synonyms
---Cestrum album Ferrero ex Dun.
---Cestrum diurnum var. marcianum G.R.Proctor
---Cestrum diurnum var. odontospermum (Jacq.) O.E.Schulz
---Cestrum diurnum var. portoricense O.E.Schulz
---Cestrum diurnum var. venenatum (Mill.) O.E.Schulz
---Cestrum fastigiatum Jacq.
---Cestrum odontospermum Jacq.
---Cestrum pallidum Lam.
---Cestrum tinctorium Jacq.
---Cestrum venenatum Mill.
ชื่อสามัญ---Din Ka Raja, Day Cestrum, Day jessamine, Day queen, Chinese Inkberry, Day jessamine, Day-blooming cestrum.
ชื่ออื่น ---ทิวา, ทิวาราตรี (ทั่วไป) ; [THAI: Thiwa, Thiwa-Ratree (general).];[CUBA: Amenoche; Galán de día; Jazmín de día.];[FIJI: Thauthau.];[GUAM: Tintanchina.];[HINDI: Din ka raja.];[INDIA: China berry; Day jasmine.];[MAORI (Cook Island): ariki-va'ine.];[PAKISTAN: Din-ka-raja.];[SPANISH: Dama de día; Galán de día; Rufiana; Saúco tintóreo.];[SWEDISH: Vit juvelbuske.];[TONGA: vaitohi.];[USA/HAWAII: makahala.].
ชื่อวงศ์ ---SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อน และกึ่งเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Cestrum มาจากภาษาะติน Cestron หมายถึงหอก โดยอ้างอิงถึงใบไม้ ; ชื่อสามัญ ในภาษา อุรดูและฮินดี เรียกว่า Din ka Raja แปลว่า King of the day


มีถิ่นกำเนิดในคิวบา จาเมกาและเปอร์โตริโก มันถูกนำมาใช้เป็นไม้ประดับในภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลกและตอนนี้สามารถพบได้ในอินเดียและแอฟริกาใต้บนเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกและทั่วอเมริกาเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เติบโตในพื้นที่ที่ถูกรบกวน ทุ่งหญ้า ริมถนนและในป่าทุติยภูมิ ในฟลอริดา (สหรัฐอเมริกา), C. diurnumมีมากมายในพื้นที่ที่ถูกรบกวน มันถือเป็น“ ภัยคุกคามที่ร้ายแรง” ต่อพื้นที่ธรรมชาติในฟลอริดาตอนใต้และมีการบุกรุกชายฝั่งทะเลซึ่งสามารถก่อตัวขึ้นเป็นดงหนาทึบ
ไม้ พุ่มสูง 2-3 เมตร เป็นไม้วงศ์เดียวกับมะเขือลักษณะเปลือกต้นสีน้ำตาลเป็นปุ่มปมเล็ก ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปหอกใบแคบ กว้าง2-5ซม.ยาว5-10ซม. ขอบใบเป็นคลื่น ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อกระจาย สีขาว มีดอกย่อย15-20ดอกโคนกลีบดอกเป็นหลอดยาว 1ซม.ปลายแยกเป็น5-6กลีบ เมื่อบานขนาด6-8 มม. มีกลิ่นหอมแรงในเวลากลางวัน บานอยู่ได้2-3วันแล้วจึงโรย ผลกลมสีดำ เปลือกนิ่ม ยาว 7 มม.มี 4-14 เมล็ด
ใช้ประโยชน์-ใช้ปลูกประดับสามารถปลูกเป็นไม้กระถาง หรือปลูกลงสนามกลางแจ้ง
-อื่น ๆ มีรายงานว่าใบเป็นแหล่งของวิตามิน D3
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอนกิ่งและปักชำ ช่วงชีวิตอยู่ได้ 5-10ปี


ราตรี/Cestrum Nocturnum

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Cestrum nocturnum Linn
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms
---Cestrum graciliflorum Dunal
---Cestrum leucocarpum Dunal
---Cestrum multiflorum Roem & Schult
---Cestrum nocturnum var. mexicanum OESchulz
---Cestrum propinquum M.Martens & Galeotti
---Cestrum scandens Thibaud ex Dunal
---Cestrum spicatum Mill.
---Cestrum suberosum Jacq
ชื่อสามัญ---Night Cestrum , Night-Blooming Jasmine, Queen Of The Night, Night-blooming cestrum, Raatrani
ชื่ออื่น---ราตรี (ทั่วไป), หอมดึก ; {THAI: Ratree (general), hom duek.];[BENGALI: Hasnahana.];[BURMESE: Nya-hmwe-pan, Saung-taw-ku.];[CHINESE: Ye xiang mu, Ye xiang shu.];[COSTA RICA: Zomillo.];[CUBA: Galan de noche, Fedora, Jasmin de noche.];[DOMINICAN REPUBLIC: Rufiana, Jazmin de noche.];[EL SALVADOR: Palo hediondo.];[FRENCH: Jasmin de nuit, Galant de nuit.];[GERMAN: Nacht jasmin, Nacht-hammerstrauch.];[GUATEMALA: Galan de noche, Reina de la noche.];[HAITI: Lilas de nuit, Jasmin de nuit.];[HAWAIIAN: 'Alaaumoe, Kupaoa, Onaonalapana.];[HINDI: Raat ki rani.];[KONGO: Dondoko.];[MALAY: Sedap malam.];[MARATHI: Raatraani.];[PHILIPPINES: Dama de noche (Tag., Span.).];[PORTUGUESE: Jasmin da noita, Dama de noite.];[SPANISH: Huelo do noche, Heirba hedionda, Galan de tarde.];[SWEDISH: Vitnattjasmin.].
ชื่อวงศ์ ---SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้-เวสต์อินดิส
นิรุกติศาสตร์:---ชื่อสายพันธุ์ " nocturnum " หมายถึงการเปิดตัวของดอกไม้หอมในเวลากลางคืน
ราตรี เป็นไม้พุ่มยืนต้น มีขนาดต้นสูง 2-4 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก พุ่มใบหนา ต้นและใบมีกลิ่นเหม็นเขียว  เปลือกต้นสีเทาอ่อนปนขาว ใบเดี่ยวออกเวียนสลับรูปรี กว้าง 4-6 ซม.ยาว 8-15ซม.  ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ  ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อสีขาวอมเขียว ตามยอดและตามข้อต้นโคนก้านใบ  ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะแยกแขนงตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 8-15 ซม.มีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบเลี้ยงสีเขียว รูปถ้วย โคนเกลีบดอกเชื่อมติดกัน เป็นหลอดแคบๆ  ยาว 2-2.5ซม.  ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกย่อยบานไม่พร้อมกันดอกบานเต็มที่กว้าง 0.8-1.3 ซม. ผลค่อนข้างกลม สีขาวขุ่น ฉ่ำน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1ซม. ดอกราตรีจะมีกลิ่นหอมจัดและหอมไกลในเวลากลางคืน พอเช้าดอกที่บานจะร่วงหมด และดอกตูมจะบานใหม่ในคืนต่อๆไปกลิ่นของดอกราตรีจะส่งกลิ่นรุนแรงมากถ้าได้ กลิ่นหรือสูดดมใกล้ๆ อาจทำให้วิงเวียนและไม่สบายได้ ควรปลูกให้ห่างที่พักพอประมาณ ไม่อย่างนั้นในช่วงออกดอกเต็มต้นจะส่งกลิ่นแรงมากในตอนกลางคืน อาจทำให้ปวดศรีาะ ไม่สบายกันทั้งบ้าน
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปลูกในภูมิภาคกึ่งเขตร้อนเพื่อเป็นไม้ประดับสำหรับดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมในตอนกลางคืน ในแถบเขตร้อนของแอฟริกาตะวันตกและอเมริกาตะวันออกรวมถึงหมู่เกาะแคริบเบียนต้นไม้จะถูกใช้เป็นยาและในพิธีกรรมทางศาสนา
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ใบ,ผล ใช้ในการรักษาโรคลมชัก, ฮิสทีเรีย, หงุดหงิดและอาการกระตุก-ในเม็กซิโกสารสกัดจากพืชใช้เป็น antispasmodic และการรักษาโรคลมชัก ใน Antiles ผล ใช้สำหรับรักษาโรคลมชัก - ในอินเดียคน Malasar ใช้น้ำผลไม้สำหรับต้อกระจก
-อืน ๆ ดอกไม้มีกลิ่นหอมใช้สำหรับทำน้ำหอม-น้ำมัน:ใช้เป็นยาขับไล่ยุง
ความเชื่อ/พิธีกรรม---หากนำเอาต้นและดอกราตรีเข้าไปให้คนในท้องถิ่นของอำเภอกุดชุม หรือ ในเขตลุ่มน้ำลำห้วยแกว (ลำห้วยแบ่งเขตอุบลราชธานีกับร้อยเอ็ด)คนเฒ่าคนแก่แถบนั้นจะบอกทันทีว่า ต้นไม้ต้นนี้ชื่อ "หอมดึก" เป็นพันธุ์ไม้ป่าในท้องถิ่นและหาง่าย ชาวบ้านแถวนั้น นิยมใช้เป็นดอกไม้ในประเพณี " แห่ดอกไม้"เป็นประจำอยู่ทุกปีนานแล้ว
-ในอินเดีย ดอกไม้ใช้เป็นเครื่องถวายแด่พระอิศวรและพระพิฆเนศ ใน Kathmandu หมอชาว Napalese ใช้ใบไม้และดอกไม้เป็นเครื่องประกอบพิธีกรรม ดอกไม้สดใช้กินและดอกไม้ทอดรมควันเพื่อรักษาพลังจิตวิญญาณ- ในเวสต์อินดีสพืชใช้เป็นยาเสน่ห์
รู้จักอันตราย---รายงานความไวต่อการหายใจหรือโรคหอบหืดที่มีการระคายเคืองของจมูกและลำคอปวดศีรษะและคลื่นไส้หลังจากสัมผัสกับกลิ่นอันรุนแรงของดอกไม้ -การกลืนกินชิ้นส่วนพืชโดยเฉพาะผลไม้มีรายงานว่าทำให้เกิดไข้, ชีพจรเต้นเร็ว, น้ำลายไหล, โรคกระเพาะ, อาการประสาทหลอน, อัมพาต
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีตอนกิ่งและปักชำ


ราตรีสีทอง/Cestrum aurantiacum.


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cestrum aurantiacum., Lindl.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms    
---Cestrum auriculatum Ruiz & Pav.
---Cestrum chaculanum Loes.
---Cestrum paucinervium Francey
---Cestrum pedunculare Pav. ex Dunal
---Cestrum regelii Planch.
---Cestrum warszewiczii Klotzsch
---Habrothamnus aurantiacus Regel
ชื่อสามัญ---Yellow Jasmine, Orange Cestrum, Orange jessamine.
ชื่ออื่น---ราตรีสีทอง (ทั่วไป) ; [THAI: Ratree si thong (general).]; [AFRIKAANS: Oranjesestrum.]; [BRAZIL: Coerana.]; [CHINESE: Huánghuā yèxiāng shù, Huánghuā yáng sùxīn.]; [JAPANESE: Kichouji.]; [SWEDISH: Gul juvelbuske.]
ชื่อวงศ์---SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาเหนือ: เม็กซิโก, อเมริกากลาง: คอสตาริกา, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, นิการากัว หมู่เกาะอินดิส


ราตรีสีทองเป็นไม้จำพวกเดียวกับราตรีและอยู่ในวงศ์เดียวกันกับมะเขือเทศ ชื่อของไม้วงศ์นี้นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ เรียกอีกแบบหนึ่งว่า The Nightshade Family
เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 2เมตร เปลือกต้นสีเทาอมขาว แตกกิ่งก้านเล็กๆจำนวนมาก กิ่งก้านเป็นเหลี่ยม ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปขอบขนานแกมใบหอก ยาว8-12ซม.ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเรียบเป็นมัน สีเขียวอ่อน ดอก ออกเป็นช่อตามยอดหรือง่ามใบเรียงติดกันเป็นกลุ่มหนาแน่นตามก้าน ช่อดอกสีเหลืองทองเป็นกรวยยาว 8-15ซม. มีดอกย่อยจำนวนมาก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายดอกแตกออกเป็นปากแตร5กลีบ ขนาดดอกเมื่อบาน 0.6-1 ซม.มีกลิ่นหอม
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้ชอบอยู่กลางแจ้ง แต่ต้องอยู่ในสภาพดินที่ชุ่มชื้นพอประมาณ ไม่แฉะและไม่แล้งจนเกินไปเพราะรากของราตรีสีทองบอบบางไม่แข็งแรงเหมือนราก ต้นไม้อื่น ถ้าแฉะนานเกินควร รากจะเน่าและถ้าแล้งนานเกินไปรากก็จะแห้งตาย เหมือนกัน
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับลงแปลงกลางแจ้งหรือร่มรำไรและปลูกเป็นไม้กระถาง
รู้จักอันตราย---เป็นพิษต่อปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ระยะออกดอก---เป็นระยะตลอดปี
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง ปักชำ


ราตรีสวรรค์/Clerodendrum calamitosum

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Clerodendrum calamitosum L.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms    
---Volkameria alternifolia Burm.f.
ชื่อสามัญ---White Butterfly
ชื่ออื่น---ราตรีสวรรค์ (ทั่วไป); [THAI: Ratree sa wan (general).]; [CHINESE: Huàshí shù.]; [INDONESIA: Kembang bugang, keci beling, keji beling (Jawa); Kayu gambir (Sumatera).]; [VIETNAM: Ngọc nữ Cúc Phương.].
ชื่อวงศ์  ---LABITAE (LAMIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามัน, เกาะบอร์เนียว, กัมพูชา, ชวา, หมู่เกาะซุนดาน้อย, มาลายา, มาลูกุ, เกาะนิโคบาร์, ฟิลิปปินส์, สุลาเวสี, สุมาตรา
 ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร แตกกิ่งมากทรงพุ่มแน่น เปลือกต้นสีเทาอมม่วง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามแต่ละคู่ตั้งฉากกัน รูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อยซ้อน ดอกสีขาวออกเป็นกระจุกแยกแขนงที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก มีกลิ่นหอม โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน สีเขียว ปลายแยก5แฉก สีแดงคล้ำ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบยาว ปลายแยก5แฉก ผลกลมประมาณ 0.8 ซม. มีเมล็ดเดียวแข็ง รูปขอบขนานแกมรี สีดำ  ดอกบาน 1-2 วันแล้วโรยมีกลิ่นหอมอ่อนๆในช่วงกลางวัน และหอมแรงขึ้นช่วงพลบค่ำ
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ใบและราก ในอินโดนีเซีย ใช้ใบต้มรักษา โรคบิด เป็นไข้ ริดสีดวงทวาร ปัสสาวะขัด นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ซิฟิลิส ใช้ภายนอกสำหรับรักษา: ท้องอืด (meteorismus), แผลไหม้, ฝี, คุดทะราด, ไตอักเสบ- พืชนี้มีคุณสมบัติทางเคมีและผลกระทบทางเภสัชวิทยา: หยุดเลือด, ทำลายนิ่วในไต ยาต้มใบมีผลทางคลินิกที่ดีในผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตหรือกระเพาะปัสสาวะ
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับกลางแจ้ง เวลาปลูกควรปลูกเป็นกลุ่มจะออกดอกพร้อมกันสวยงาม ควรตัดแต่งทรงพุ่มให้สม่ำเสมอหากต้นเริ่มโทรมหรือเริ่่มออกดอกน้อยลงให้ พรวนดินและใส่ปุ๋ยคอก
ระยะออกดอก---ตลอดปี
การขยายพันธุ์--- เมล็ด ปักชำ โน้มกิ่ง ตอนกิ่ง


นางแย้ม/Clerodendrum chinense

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Clerodendrum chinense (Osbeck) Mabb
ชื่อพ้อง ---Has 11 Synonyms   
---Agricolaea fragrans (Vent.) Schrank
---Clerodendrum fragrans (Vent.) R.Br.
---Clerodendrum fragransเทพ
---Clerodendrum lasiocephalum CBClarke
---Clerodendrum macradenium Miq
---Clerodendrum philippinum Schauer
---Clerodendrum roseum Poit
---Cryptanthus chinensis Osbeck
---Ovieda fragrans (Vent.) Hitchc
---Volkameria Fragrans Vent
---Volkmannia japonica Jacq
ชื่อสามัญ---Glory- bower, Burma Conehead, White-Rose Clerodendron, Lady Nugent's Rose, Stickbush, Hazari Mogra, Chinese Glory Bower, Honolulu rose, Glory tree.
ชื่ออื่น---นางแย้ม ปิ้งชะมด ปิ้งช้อน ปิ้งสมุทร (เหนือ) ส้วนใหญ่ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ; [THAI: Naang yaem, Ping chamot, Ping son, Ping samut (Northern); San yai (North easthern).]; [CHINESE:  chong ban xiu mo li.]; [GERMAN: Lauben-Losstrauch.]; [HAWAII: Pīkake hohono, Pīkake pilau, Pīkake wauke.]; [MAORI (COOK ISLAND):  Pitate mama,Tiare tūpāpaku.]; [MARATHI: Hazari Mogra.]; [SAMAO: Losa Honolulu, Losa fiti.]; [PHILIPPINES: Pelegrina (Bik., Tag.); Higantong (Bis.); Sabuka (Ig.).]; [PORTUGUESE: Clerodendron-branco-perfumado.]; [SPANISH: Mil flores, Pelegrino.]; [SWEDISH: Doftklerodendrum.]; [TAMIL: Madras Malli, Mysore mallige.]; [VIETNAMESE: Vay trang, Mo trang, Ban trang.].
ชื่อวงศ์---LABIATAE (LAMIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, เนปาล, อินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ, พม่า, ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์

 

มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเซียได้รับการปลูกฝังอย่างกว้างขวางเพื่อใช้เป็นไม้ประดับต้นไม้มีความก้าวร้าวและแพร่กระจายอย่างอิสระโดยใช้หน่อ มันมีแนวโน้มที่จะหลบหนีจากการเพาะปลูกได้อย่างง่ายดายกลายเป็นวัชพืชในภูมิอากาศที่เหมาะสม มันกลายเป็นที่แพร่หลายไปทั่วเขตร้อน พบได้ในทุ่งหญ้าริมถนนริมตลิ่งแม่น้ำและป่าทึบ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,200 เมตรบางครั้งถึง 2,000 เมตร
ไม้ พุ่มเนื้ออ่อนสูงประมาณ 1-1.5 เมตร แตกลำต้นใกล้ผิวดินจำนวนมาก แยกไปปลูกได้ เป็นวิธีขยายพันธุ์วิธีหนึ่ง นอกจากปักชำและตอนกิ่ง กิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม มีขนตามลำต้นและก้านใบ มีช่องอากาศประปราย ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่กว้างปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่มหรือรูปหัวใจ มีขนนุ่มสั้นๆปกคลุมทั้งสองด้าน หลังใบสีเขียวหม่น ท้องใบสีเขียวอ่อน  ขอบใบหยักเป็นซี่ฟันห่างๆ ขนาดใบกว้าง 5-8ซม.ยาว10-15ซม.ดอก ของนางแย้มสีขาวจะออกเป็นช่อกระจุกแน่นตาม ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมากเรียงอัดกันแน่น กลีบเลี้ยงสีม่วงแดงกลีบดอกซ้อนกัน 3-5ชั้น แต่ละชั้นมี5-8กลีบ รูปไข่กลับปลายกลม อัดซ้อนกันลักษณะคล้ายมะลิซ้อน  เกสรเพศผู้และเพศเมียไม่สมบูรณ์ ไม่ติดผล ดอกทนบานอยู่ได้หลายวัน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆช่วงกลางวันและหอมแรงขึ้นช่วงพลบค่ำ
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้ที่ต้องการแสงค่อนข้างมาก ต้องปลูกกลางแจ้งและต้องตัดแต่งทรงพุ่มเสมอเพื่อไม่ให้ใหญ่เกินไปจนรกทึบ
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา และมักจะใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นยา ใบใช้ประคบรักษาไขข้ออักเสบ รักษาโรคผิวหนัง รากใช้แก้ไข้ บำรุงประสาท ใช้รากฝนกับน้ำปูนใส ทารักษาเริมหรืองูสวัด รากต้มกินแก้ฝีภายใน ขับปัสสาวะ ไตพิการ-ว่ากันว่ามีการใช้อย่างประสบความสำเร็จในการรักษาโรคดีซ่าน มันถูกใช้สำหรับรักษาความหลากหลายของความผิดปกติของผู้หญิง, โรคผิวหนัง, โรคปวดเอว, ความดันโลหิตสูงและโรคดีซ่าน ยาต้มใช้ภายนอกเป็นยาฆ่าเชื้อ-ในประเทศจีนรากแห้งปรุงด้วยเนื้อหมูเพื่อรักษาผู้สูงอายุให้แข็งแรงและบรรเทาอาการปวดและตึงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ
-ใช้ปลูกประดับ ดอกมีกลิ่นหอมแรง เหมาะกับพื้นที่ที่มีความชื้นในดินสูงที่ปลูกพันธุ์ไม้หอมชนิดอื่นไม่ค่อยได้ผล สามารถปลูกเป็นไม้ดอกหอมในกระถางได้ หากตัดแต่งอยู่เสมอจะมีอายุยืนอยู่ได้ 2-3ปี
ระยะออกดอก---ตลอดปี แต่ออกดอกมากช่วงฤดูฝน
ขยายพันธุ์---การตอน และปักชำ แยกต้นอ่อนที่เกิดใหม่


พุดตาน/Hibiscus mutabilis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hibiscus mutabilis Linn.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Abelmoschus mutabilis (Linn.) Wall. ex Hassk.
---Hibiscus sinensis Mill.
ชื่อสามัญ ---Confederate rose,Cotton Rose, Changeable Rose, Dixie rosemallow, The cotton rosemallow
ชื่ออื่น --- ดอกสามสี สามผิว (ภาคเหนือ) ; [THAI: Phuttan.]; [ASSAMESE: Sthalpadmo,Gula-joba.]; [AYURVEDA: Sthala-Padam, Sthal-Kamal.]; [BENGALI: Sthal padma, Thul padma.]; [CHINESE: Mu fu rong, Fu rong hua, Shan fu rong.]; [CREOLE: Shoubak.]; [INDONESIAN: Ngali-ngali.]; [HINDI: Sthalkamal.]; [JAPANESE: Fuyoo, Fuyou.]; [KOREAN: Bu yong.]; [MALAYALAM: Chinappratti.]; [PHILIPPINES: Amapola, Mapula (Tagalog).]; [SANSKRIT: Padmacharini,Sthalapadma.]; [SIDDHA/TAMIL:Irratai-vellaichembarattam, Sembarattai.]; [SPANISH: Rosa algodon, Palo de la reina]; [TAMIL: Sembarattai.];[TELUGU: Evening Rose.].
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ประเทศจีน เขตร้อน

 

มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน (ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, หูหนาน, ไต้หวันและยูนนาน) ตอนนี้มันได้รับการปลูกฝังไปทั่วโลกและบางครั้งก็กลายเป็นธรรมชาติที่อื่นเช่นในญี่ปุ่น
ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 1-3เมตรมีขนปกคลุมตามกิ่งก้านและใบ ใบคล้ายกับใบฝ้าย ขอบใบหยัก ขนาดใบกว้าง12.5ยาว15ซม.ดอกมีรูปร่างคล้ายชบาซ้อนแต่มีขนาดใหญ่กว่าคือ ขนาด12.5-15ซม. ออก ดอก ตามกิ่งข้างหรือกระจุกยอด กลีบรองดอกสีเขียว มีขน ดอกขนาด 7-10 ซม. ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดประมาณ 2 ซม. เมื่อผลแก่จะแตกออกเป็น 5 แฉก ในผลมีเมล็ด ลักษณะคล้ายรูปไต มีขนยาว
พุดตานมีทั้งดอกลาและดอกซ้อนเมื่อเริ่มบานเป็นสีขาวเปลี่ยนเป็นสีชมพูและ ชมพูเข้มภายใน1วัน ถึงเวลาเย็นดอกพุดตานก็จะเริ่มเหี่ยว เป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกขึ้นง่าย ชอบอยู่บนที่ดอนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีในแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วนและชอบดินที่อุดมสมบูรณ์และมีการระบายน้ำดี ไม่ชอบดินแฉะมีน้ำขัง ถ้าถูกน้ำท่วมราก จะตายทันที
ใช้ประโยชน์-ใช้กินในประเทศจีนมีรายงานว่าใช้ใบต้มด้วยน้ำมันและเกลือเป็นอาหารความอดอยาก
-ใช้เป็นยา ในการแพทย์แผนจีนให้ทิ้งส่วนประกอบหนึ่งในยาที่ใช้รักษาโรคต่อมน้ำเหลืองวัณโรค ดอกไม้สำหรับรักษาโรคมะเร็งโพรงหลังจมูก -ใบและดอกนำไปใช้กับการบวมและการติดเชื้อที่ผิวหนัง ใบเป็นยาแก้พิษลดพิษล้างเสมหะและทำให้เย็น-ใน Guiana พืชที่ใช้เป็นยาทำให้ผิวนวล
-อื่น ๆ ไฟเบอร์จากเปลือกไม้ใช้ทำเชือก
ความเชื่อ/พิธีกรรม---*ชาวจีนเชื่อว่าต้นพุดตานเป็นไม้มงคล เพราะดอกพุดตานสามารถเปลี่ยนสีได้ถึง 3 สีภายในวันเดียว เปรียบเสมือนของชีวิตคนที่เริ่มต้นเหมือนเด็กที่เป็นผ้าขาว แล้วค่อย ๆ เจริญเติบโตพร้อมกับสีสันที่แต่งแต้มขึ้นมา เมื่ออายุมากขึ้นก็พร้อมที่จะเปลี่ยนสีเป็นสีเข้มจนกระทั่งได้ร่วงโรยลงไป (จากข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย(Medthai)*
ระยะออกดอก/ ติดผล---กรกฎาคม-กันยายน/ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำและ ตอนกิ่ง


แย้มปีนัง/Strophanthus gratus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Strophanthus gratus (Wall. & Hook.) Baill.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms    
---Roupellia grata Wall. & Hook.
---Roupalia grata (Wall. & Hook.) T.Moore & Ayres
---Strophanthus stanleyanus Hook.
---Strophanthus glaber Cornu ex Holmes
---Nerium guineense Brongn. ex Perrot & Vogt
---Strophanthus chopraie M.R.Almeida
ชื่อสามัญ---Petals-Tips Flower, Climbing Oleander, Rose Allamanda, Cream Fruit, Poison Arrowvine, Spider-Tresses.
ชื่ออื่---บานทน หอมปีนัง (กรุงเทพฯ) แย้มปีนัง (ทั่วไป) ; [THAI: Ban thon, Hom pi nang (Bangkok); Yaem pi nang (general).]; [CHINESE: Xuan hua yang jiao niu.]; [CZECH: Krutikvět, Krutikvět cenný.]; [FRENSH: Strophanthus glabre du Gabon.]; [PORTUGUESE: Estrofanto.];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---แอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย เปอร์เซีย และศรีลังกา


มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของแอฟริกาตะวันออก (แคเมอรูน, สาธารณรัฐอัฟริกากลาง, คองโก, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, อิเควทอเรียลกินี, กาบอง)และในแอฟริกาตะวันตกเขตร้อน: โกตดิวัวร์, กานา, กินี, บิสเซา, ไลบีเรีย, ไนจีเรีย, เซเนกัล, เซียร์ราลีโอน ถูกนำเข้าสู่เขตร้อนของโลกที่เหลือเป็นพืชประดับและสมุนไพร ปัจจุบันมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อเมริกากลางและออสเตรเลีย
เห็นชื่อคงจะทำให้ไขว้เขว เข้าใจได้ว่าเป็นพันธุ์ไม้ของเกาะปีนัง แต่ความเป็นจริงเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา และแพร่พันธุ์อยู่เฉพาะท้องที่เพียงบางแห่งเท่านั้นเช่นที่เทือกเขาคีรีมัน จาโร, ภูเขาตูมโม่และภูเขาติเบสตี้ เพียงเท่านั้น ไม่เห็นเกี่ยวกับปีนังตรงไหน

       

ต้นไม้ต้นนี้เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 2-3 เมตร เป็นไม้ต้นกึ่งเลื้อยแบบชมนาด หากตัดแต่งเป็นพุ่มจะได้ทรงพุ่มกลมทึบ มีน้ำยางสีขาวทุกส่วน ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่จนถึงรูปรี ยาว7-10ซม. แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อย5-8ดอก รูปแตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น5กลีบ ขอบกลีบเป็นรอยจีบและหยักเว้า ดอกบานมีขนาด4-5ซม. ผลแห้งเป็นฝักคู่ติดกัน ลักษณะของผลเป็นรูปเรียวยาว มีความยาวประมาณ 40-45 ซม. เมื่อผลแก่จะแตกออกเป็นแนวเดียว ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลจำนวนมาก แต่ละเมล็ดจะมีขนกระจุกขาวมีความยาวสูงสุด 2 ซม.ติดอยู่ตรงส่วนปลายเมล็ดด้านหนึ่ง
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เมล็ดมีสารที่ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจชื่อว่า ouabainในบางประเทศในยุโรปจะนำไปทำเป็นยาฉีดรักษาโรคหัวใจ ตำรายาพื้นบ้านจะใช้เมล็ดเป็นยารักษาโรคหนองใน หัวมีสรรพคุณเป็นยาขับลม แก้อาการจุกเสียด ภูมิแพ้ ลดความดันโลหิตสูง
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกบานอยู่หลายวัน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน ดอกสีม่วงเข้มตอนเป็นดอกตูม และตอนเป็นดอกบานจะเป็นสีม่วงอ่อนสวย ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและที่ร่มรำไร
-อื่น ๆ ชาวพื้นเมืองในแอฟริกาจะใช้หัวลูกศรจุ่มยางพิษของต้นแย้มปีนังแล้วนำไปใช้ยิงสัตว์หรือคน
รู้จักอันตราย---เมล็ดมีความเป็นพิษสูง (ต้องนำมาสกัดก่อนนำไปใช้) ห้ามนำมารับประทาน หากได้รับพิษจะมีอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย หัวใจเต้นเร็วและแรง ต้องรีบทำให้อาเจียน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลในทันที
ระยะออกดอก---เป็นระยะตลอดปี แต่ที่ออกดอกเยอะมากตอนใกล้หน้าหนาว
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีปักชำ หรือตอนกิ่ง 


กุหลาบเมาะลำเลิง/Pereskia grandiflora

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Pereskia grandiflora Haw.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms   
---Cactus grandifolius (Haw.) Link
---Pereskia ochnocarpa Miq.
---Pereskia rosea hort. ex A.Dietr.
---Pereskia tampicana F.A.C.Weber
---Rhodocactus grandifolius (Haw.) F.M.Knuth
---Rhodocactus tampicanus (F.A.C.Weber) Backeb
ชื่อสามัญ ---Pereskia, Rose Cactus, Pray-For-Us
ชื่ออื่น ---กุหลาบเมาะลำเลิง, กุหลาบเทียม กุหลาบแก้ว ชมพูแก้ว ; [THAI: Kuh̄lāb mor lameng, Kuh̄lāb kaew, Kuh̄lāb tieam (general).];[CHINESE: Yè xiān rén zhǎng, mù qílín.];[ITALIAN: Cactus foglia, Cacuts rosa.];[JAPANESE: Oobakirin.];[KOREA: Namus-ipseon-injangsog.];[PORTUGUESE:  Entrada-do-baile, Sem-vergonha, Groselheira-das-antilhas, Groselha-dos-barbado, Groselha-da-américa. ];[RUSSIA: Pereskiya, Peyreskiya.];[SPANISH: Guamacho morado, Quiabento, Sabonete, Rosa-madeira.];[SWEDISH: Skär trädkaktus.];[UKRAIN: Piejrieskija.].
ชื่อวงศ์ ---CACTACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้ บราซิล
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Pereskiaเป็นเกียรติแก่ Nicolas-Claude Fabri de Peiresc นักพฤกษศาสตร์ ชาวฝรั่งเศสของศตวรรษที่16โดยที่เขายังตั้งชื่ออนุวงศ์ Pereskioideae ; ชื่อสายพันธุ์ grandifolia :ฉายาละติน สำหรับ grandis = "large" และ folius = "leaf" หมายถึงใบไม้ขนาดใหญ่

 

เป็นไม้พื้นเมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลและแพร่หลายไปทั่วเขตร้อนของทวีปอเมริกา พบในป่าแห้งและสะวันนาที่ระดับความสูง 60 - 150 เมตร
ชื่อเหมือนมาจากเมืองมอญแต่จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกันเลย กุหลาบเมาะลำเลิงของจริงก็คือกุหลาบมอญ ที่ชาวมอญนำพาเข้าเมืองไทยมาจากเมืองมะละแหม่งฝรั่งเรียก Moulmein หรือที่ชาวมอญเขาเรียกเมาะลำเลิง ซึ่งปัจจุบันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหภาพพม่า กุหลาบเมาะลำเลิงเป็นพืชในวงศ์กระบองเพชร ที่แปลกสามารถออกใบได้อย่างใบไม้ธรรมดา
ต้นเป็นพุ่มอาจสูงได้ถึง 4 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 20 ซม.มีหนามแข็งสีน้ำตาลแดงตามลำต้นโคนต้นมีเนื้อไม้ กิ่งก้านอวบน้ำ ใบหนาแข็งรูปใบทรงป้อมก้านใบสั้นติดกิ่งออกใบเวียนกันรอบต้น ขนาดใบยาว10-20ซม. ดอกออกเป็นช่อหนาแน่นตามปลายกิ่งดอกสีชมพู โดยปกติจะมี 10-15 ดอก แต่บางครั้งก็มี 30 หรือมากกว่า ดอกไม้มีลักษณะที่เด่นชัดและมีลักษณะคล้ายกุหลาบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 - 4 ซม. ผลรูป สามเหลี่ยมสี แดง เขียวถึงสีเหลือง สะดือแคบและจมขนาดยาว 4-10 ซม. เมล็ดมีความยาว 6 มม. และหนา 5 มม. บีบอัดด้านข้าง
ช้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งดวงอาทิตย์เต็มหรือร่มเงาบางส่วน ดินชื้ยสม่ำเสมอ มีการระบายน้ำดี ค่า pH ในช่วง 6 - 7.5
ใช้ประโยชน์---ใช้กินบางครั้งใบไม้ที่กินได้จะถูกเก็บมาจากป่าปรุงและกินเป็นผัก
-วนเกษตรใช้เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงและปลูกทั่วไปเป็นไม้ประดับในสวน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ


กุหลาบพุกาม/Pereskia bleo


ชื่อวิทยาศาสตร์---Pereskia bleo (Kunth) DC.
ชื่อพ้อง ---   Has 5 Synonyms
---Cactus bleo Kunth
---Pereskia corrugata Cutak
---Pereskia panamensis F.A.C.Weber
---Rhodocactus bleo (Kunth) F.M.Knuth
---Rhodocactus corrugatus (Cutak) Backeb
ชื่อสามัญ---Rose cactus, Wax rose, Bleo pereskia, Rose-coloured Pereskia
ชื่ออื่น---กุหลาบพุกาม, กุหลาบเทียม (ทั่วไป); [THAI: Kuhlab phu kam (general).]; [CHINESE: Cak Sing Cam.]; [FRENCH: Péreskia bleo.]; [MALAYSIA: Jarum tujuh bilah.];[NICARAGUA:  Auguja de arra.]; [PANAMA: ñajú de Culebra.]; [SPANISH: Bleo, Bleo de chupa, Clarol, Chupa, Chupa melón, Najii, Najú de culebra, Najú de esoubas, Najú de espinas, Pipchuelo.];
ชื่อวงศ์---CACTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---บราซิล เม็กซิโก อเมริกากลาง-โคลัมเบีย ปานามา


มีถิ่นกำเนิดใน โคลัมเบีย ปานามาในอเมริกากลาง เติบโตบนฝั่งทรายของแม่น้ำในป่าดิบชื้นและในป่าทุรกันดาร
พันธุ์ นี้จะมีกลีบดอกสีเฉดแดงส้ม ทรงพุ่มสูง2-8 เมตร มักแตกหน่อเป็นกอ  ออกใบดกเนื้อใบบางใบสีเขียวเข้ม ขนาดใบยาวได้ตั้งแต่8-30ซม. ดอกเป็นดอกเดี่ยวกลีบซ้อนกัน2ชั้นขนาดดอกบานเต็มที่กว้าง4-6ซม. ผลมีเนื้อตัดปลาย ยาว 4-6 ซม.สีเหลืองเมื่อสุก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดหรือร่มเงาบางส่วน ใช้ดินที่ชื้น แต่มีการระบายน้ำที่ดี pH ในช่วง 6 - 7.5
ใช้ประโยชน์---ใช้กินบางครั้งใบไม้ที่กินได้จะเก็บมาจากป่าและใช้กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ในประเทศมาเลเซียใบใช้รักษาโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง เบาหวานและโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคไขข้ออักเสบและการอักเสบ ใช้ยาต้มจากใบในอ่างน้ำอุ่นเพื่อรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ใบสามารถกินดิบเป็นสลัดหรือนำมาเป็นส่วนผสมที่ต้มจากพืชสด เป็นที่เชื่อกันว่าจะมีคุณสมบัติต้านมะเร็งและยังเป็นยาสำหรับบรรเทาอาการปวดกระเพาะอาหารได้ สารสกัดจากเมทานอลิกของ P. bleo ถูกค้นพบเพื่อกระตุ้นการตายของเซลล์ในเซลล์มะเร็งเต้านม
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในสวนซึ่งมีค่าสำหรับดอกไม้และผลไม้ตกแต่ง พืชชนิดนี้ยังอาจใช้เป็นรั้ว**สมัย ก่อนนิยมปลูกกันมากเพราะดอกสวยและออกดอกดก แต่ตอนหลังคงถอดใจกันเพราะหนามแหลมที่โดนเข้าไปเจ็บจริงๆ แต่ถ้านำไปปลูกบริเวณที่กว้างริมรั้วก็กันคนได้นะกว่าจะลอดรั้วฝ่าดงหนาม น้ำตาคงรินหลายหยด**
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ


กุหลาบมอญ/Rosa x damascena

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Rosa x damascena Mill.
ชื่อพ้อง ---This name is unresolved.
ชื่อสามัญ --- Damask rose, Rose of Castile
ชื่ออื่น---กุหลาบมอญ (ทั่วไป); [THAI: Kuhlab mon (general),];[CHINESE: Tūjué qiángwēi.];[CZECH: Růže damašská, růže damascénská.];[IRAN: Gole Mohammadi.];
ชื่อวงศ์---ROSACEAE
ถิ่นกำเนิด---ตะวันออกกลาง
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสายพันธุ์ damascena หมายถึง เมืองดามัสกัสในซีเรียที่รู้จักกันในชื่อเหล็ก ( เหล็กสีแดงเข้ม ), ผ้า ( สีดามาส ) และดอกกุหลาบ


นี่ล่ะกุหลาบเมาะลำเลิงของสาวมอญแม่เม้ยเจิง ตัวจริง แต่ชื่อสามัญกับชื่อวิทยาศาสตร์มันกลับบอกว่าเป็นกุหลาบแขกมากกว่ากุหลาบมอญ ซึ่งพันธุ์แท้ดั้งเดิมมีด้วยกันสองสีเท่านั้นคือสีแดงกับสีชมพูมีกลิ่นหอมแรงตลอดวัน ชาวอินเดียโบราณได้สกัดเอาไปทำน้ำหอมกลิ่นกุหลาบได้ก่อนใครๆในโลก หัวน้ำหอมชนิดนี้สกัดมาจากกุหลาบมอญมีชื่อทางการค้าว่า Otto of Rose Bulgarian สำหรับอีกชื่อหนึ่งที่เราเคยได้ยินกันก็ คือยี่สุ่น แต่อาจไม่รู้ว่าต้นไหน ที่จริงแล้วยี่สุ่นก็เป็นกุหลาบจำพวกหนึ่งที่เรียกกันว่า กุหลาบมอญ นี่เอง
Rosa × damascenaเป็นลูกผสมที่ได้มาจากRosa gallica และRosa moschata ส่วนลูกผสม (Hybrid) มี2วาไรตี้คือ Summer Damasks (R. × damascena nothovar. damascena)ซึ่งจะมีอายุสั้นอยู่แค่ช่วงฤดูร้อนและ Autumn Damasks ( R. × damascena nothovar. semperflorens (Duhamel) Rowley) จะมีอายุยาวนานกว่าซึ่งจะอยู่ได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจนถึงฤดูหนาว
Rosa x damascena เป็นสายพันธุ์ลูกผสมในสมัยโบราณในตะวันออกกลาง (ส่วนใหญ่ที่กล่าวถึงในเอเชียไมเนอร์หรือเปอร์เซีย) หรือแม้กระทั่งบางแห่งในเอเชียกลางที่รู้จักกันในกรีซโบราณและโรม มันอาจถูกนำไปยังยุโรปกลางและยุโรปตะวันตก ครั้งแรกในศตวรรษที่ 12 ในช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 2 และ ครั้งที่สองในศตวรรษที่ 16 ในช่วงสงครามกับพวกเติร์ก
ไม้ พุ่มผลัดใบ สูงได้ถึง 2.2 เมตร  ลำต้นมีหนามแหลมและขนแปรงแข็ง ใบประกอบแบบขนนก 5-7ใบ ดอกขนาดใหญ่ ฉูดฉาดและมีสีสัน มีสีชมพู ,สีแดงเข้ม ผลกลมหรือรูปไข่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 มม
ใช้ประโยชน์---เป็นพันธุ์ลูกผสมสายพันธุ์จากพันธุ์ที่กว้างขวางของดอกกุหลาบและเป็นหนึ่งในดอกกุหลาบในวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดที่มีการใช้อย่างกว้างขวางในพืชสวนประดับ เครื่องสำอาง อาหารและยา
-ใช้กิน ดอกกุหลาบสีแดงใช้ในการปรุงอาหารเป็นส่วนผสมเครื่องปรุงหรือเครื่องเทศ ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องเทศโมร็อกโก " ras el hanout " น้ำกุหลาบและกุหลาบป่นใช้ในอาหารเปอร์เซียอินเดียและตะวันออกกลาง ทั้งดอกไม้หรือกลีบดอกยังใช้ในชาสมุนไพร "zuhurat" การใช้งานที่นิยมมากที่สุดอยู่ในเครื่องปรุงของขนม เช่น ไอศครีม , แยม , Turkish delights , พุดดิ้งข้าว , โยเกิร์ตฯลฯ เมล็ดเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินอีมันสามารถบดเป็นผงและผสมกับแป้งหรือเพิ่มอาหารอื่น ๆ เป็นอาหารเสริม (หลังจากแน่ใจว่าได้ลบขนออกจากเมล็ด)
-ใช้เป็นยา ใช้ในการแพทย์แผนโบราณ ได้แก่ การรักษาอาการปวดท้องและหน้าอกเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจ การรักษาอาการเลือดออกประจำเดือนและปัญหาการย่อยอาหาร การลดการอักเสบโดยเฉพาะคอ- ชนเผ่าอินเดียนในอเมริกาเหนือใช้ยาต้มจากรากเป็นยาแก้ไอเพื่อบรรเทาอาการไอของเด็ก น้ำมันกุหลาบรักษาภาวะซึมเศร้าความเศร้าโศกความเครียด ประสาทลดความตึงเครียด ช่วยในการรักษาบาดแผลและรักษาสุขภาพผิวของผู้หญิง การบำบัดด้วยไอของน้ำมันดอกกุหลาบมีประโยชน์สำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้, ปวดหัว, และไมเกรน  น้ำมันหอมระเหยยังใช้ในการบำบัดด้วยกลิ่นหอมและยารักษาโรคเพื่อบรรเทาผลกระทบต้านเชื้อแบคทีเรี ต้านการอักเสบและยากันชัก
-ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ประดับในสวนสาธารณะสวนทั่วไปและตามบ้านเรือนที่พักอาศัย เป็นไม้ประดับที่มีชื่อเสียงและได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งดอกไม้
-อื่น ๆ ในเวลาปัจจุบันพืชชนิดนี้ได้รับการปลูกฝังในอิหร่าน (โดยเฉพาะใน Kashan) สำหรับการเตรียมน้ำกุหลาบและน้ำมันหอมระเหย เนื่องจากปริมาณน้ำมันต่ำในR. damascenaและการขาดสารทดแทนตามธรรมชาติและสังเคราะห์ น้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบของพืชนี้จึงเป็นหนึ่งในน้ำมันที่แพงที่สุดในตลาดโลก
-เป็นเวลาหลายศตวรรษกุหลาบสีแดงเข้มที่เป็นสัญลักษณ์ของความงามและความรักและความบริสุทธิ์และยังใช้ในการทำสมาธิและสวดมนต์ กลิ่นหอมของดอกกุหลาบได้รับการบันทึกและเก็บรักษาไว้ในรูปแบบของน้ำกุหลาบโดยวิธีการที่สามารถสืบย้อนไปถึงสมัยโบราณในตะวันออกกลางและต่อมาถึงอนุทวีปอินเดีย
รู้จักอันตราย---มีขนรอบ ๆ เมล็ดอยู่ใต้เนื้อของผลไม้ ขนเหล่านี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อปากและทางเดินอาหารหากกลืนกิน
ขยายพันธุ์---เมล็ด (ใช้เวลาสองปีในการงอก) ปักชำ ตอนกิ่ง


เข็มหลวง/Ixora spectabilis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ixora spectabilis Wall. ex G.Don
ชื่อพ้อง ---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ---None (No recorded)
ชื่ออื่น---เข็มหลวง (ทั่วไป) ; [THAI: Khem Hlueng (general),];
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา อินโจีน พม่า ไทย

  

ไม้ พุ่มเตี้ย ขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นกลมเส้นรอบวงลำต้นประมาณ 4-10 ซมเปลือกผิวสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงสลับกันเป็นคู่รอบกิ่งและต้น ใบแคบยาวรูปรีแกมขอบขนาน สีเขียวเป็นมัน เนื้อใบแข็งและเปราะ โคนใบมน ปลายใบแหลม ด้านล่างของใบจะมีสีอ่อนกว่าด้านบนเล็กน้อย ดอกจะออกเป็นช่อใหญ่ๆ ที่ปลายกิ่ง ดอกเป็นหลอดยาวโค้ง กลีบดอกเล็กแหลมจำนวน 4 กลีบ ดอกจะมีสีชมพูเมื่อยังตูม เมื่อเริ่มแย้มบานเปลี่ยนเป็นขาว และกลายเป็นสีเหลืองและม้วนออกเมื่อดอกบานแล้ว มีกลิ่นหอมอ่อนๆคล้ายกลิ่นลั่นทม
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่ ตินร่วนอุดมสมบูรณ์ ดินชื้นสม่ำเสมอมีการระบายน้ำดี
-ใช้กิน ดอกเข็มทั้งดอกที่มีรสเปรี้ยว หวาน มีงานวิจัยออกมาว่ามีสารต้านอนุมุลอิสระอยู่อย่างมากมาย จึงมักนำไปประกอบอาหารในรูปแบบต่างๆเช่นไอศครีม น้ำหวาน หรือใช้ปรุงอาหารประเภทยำก็ได้
-ใช้ปลูกประดับ ลงแปลงหรือเป็นไม้กระถาง ต้องมีการควบคุมทรงพุ่มโดยการตัดแต่งบ้างจึงจะได้ทรงพุ่มตามต้องการและออกดอกดก
ระยะออกดอก --- ตลอดปี แต่จะดกมากเป็นพิเศษช่วง  เดือน พฤษภาคม-เดือนสิงหาคม
ขยายพันธฺุ์---ตอนกิ่ง เสียบยอด


เข็มอุณากรรณ/Kopsia fruticosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Kopsia fruticosa A.DC
ชื่อพ้อง ---Has 7 Synonyms   
---Calpicarpum roxburghii G.Don
---Cerbera fruticosa Ker Gawl.
---Cerbera fruticosa Roxb.
---Kopsia roxburghii (G.Don) Pharm. ex Wehmer
---Kopsia vinciflora Blume
---Tabernaemontana longiflora Rusby
---Tabernaemontana rosea Ten.
ชื่อสามัญ---Pink Kopsia, Shrub Vinca, Kopsia Merah, Pink Gardenia, Chabai Hutan
ชื่ออื่น---พุดชมพู, ตึ่งตาใส, เข็มอุณากรรณ, อุณากรรณ ; [THAI: Put chompoo, tung ta sai, khem u-na-kan.]; [BENGALI: Dakur, Dabur.]; [CHINESE: Hóng huā ruǐ mù.]; [INDONESIA: Chabai Hutan.]; [JAPANESE: Momoirocobsia.]; [MALAYSIA:  Kopsia Merah, Bunga Kopsia.]; [PORTUGUESE: Vinca-arbustiva, Copsia.]; [VIETNAM: Trang tây.];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นดำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- พม่า อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย จีนตอนใต้ ศรีลังกาและฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลKopsiaอุทิศให้กับนักการเมืองและนักพฤกษศาสตร์ Jans Kops (1765-1849) ; ชื่อสายพันธุ์ละติน "fruticosa"= รวยในหน่อหมายถึงขนาดของมันเป็นพุ่ม

 

สายพันธุ์มาจากอินโดจีนสันนิษฐานว่าประเทศต้นกำเนิดคือพม่า มีการปลูกในอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย จีนตอนใต้ ศรีลังกาและฟิลิปปินส์ ในสภาพธรรมชาติพบในป่าดิบหรือป่าที่กำลังคืนสภาพบนภูเขาหินปูนที่ระดับความ สูงถึง 500 เมตร
ไม้ พุ่มสูงได้ถึง 3 เมตร ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีแกมรูปขอบขนานกว้าง3.3-8 ซม.ยาว7.5-18 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนรูปลิ่ม ก้านใบยาวประมาณ 1 ซม. ดอกสีชมพูหรือสีขาวออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบและปลายกิ่ง ยาว7-12 ซม.มีขนสั้น ดอกบานเต็มที่ขนาด5.5-6 ซม.กลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นปลายแยก เป็น 5 แฉกกลีบดอกเป็นหลอดยาว 4 ซม.ปลายแผ่เป็น 5 กลีบรูปไข่กลับปลายมน เกสรผู้ 5 อันติดอยู่ใกล้ปลายหลอดกลีบดอก รังไข่เกลี้ยงหรือมีขน ผลสีดำแดงยาว1.5-1.7 ซม.ปลายผลเป็นจงอยเด่น มีเมล็ดเดียว
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและใช้เป็นยาในการรักษาแบบดั้งเดิม ใบตำรักษาฝีและหิด
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอนกิ่ง


เข็มพวงขาว/Ixora finlaysoniana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Ixora finlaysoniana Wall. ex G.Don
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms    
---Ixora denticulata Pierre
---Ixora denticulata Pierre ex Pit.
---Ixora findlayana B.S.Williams
---Ixora merguensis var. parvifolia F.N.Williams
ชื่อสามัญ---Siamese White Ixora, Bride's bouquet, Fragrant ixora, White ixora.
ชื่ออื่น ---เข็มพวงขาว, เข็มขาว, เข็มหอม (ทั่วไป) ; [THAI: Khem poueng khao, Khem khao, Khen hom (general).];[CHINESE: Bao ye long chuan hua.];[SPANISH: Ramo de novia.];[PHILIPPINES: Santan-puti (Tag.).];[PORTUGUESE: Ixora branca, Buque de noiva.];[TELUGU: Tella nūruvarahālu.];
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด--ทวีปเอเซีย
การกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


มีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย (อัสสัม), ภาคใต้ของจีน ( กวางตุ้ง, ไหหลำ, ยูนนาน) ไทย อินโดจีนและฟิลิปปินส์ และปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตร้อนทั่วโลก เติบโตในป่าโปร่งที่ระดับความสูงต่ำ 100-1100 เมตร
**เห็นรูปแล้วอย่าแปลกใจ อย่าคิดว่าลงรูปผิด ทำไมต้นเข็มมันใหญ่โตได้ขนาดนี้ (รูปซ้าย) ต้นเข็มพวงขาวโดยทั่วไปแล้วจะสูงอยู่ประมาณ1-3เมตร (ขวา) แต่ต้นนี้(ซ้ายมือ)สูงประมาณ 4-5เมตรได้ อายุไม่ต่ำกว่า30ปี คุณปู่ของลูกปลูกไว้ ตอนย้ายมาอยู่บางสะพานน้อย**
ลักษณะของเข็มพวงขาว ลำต้นจะเกลี้ยง แตกกิ่งใกล้ผิวดินเป็นพุ่มแน่นทึบ ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่รูปรี ขอบขนาน กว้าง3-5ซม.ยาว6-10ซม. มีหูใบระหว่างก้านใบ ผิวใบค่อนข้างหนาสีเขียวสด โคนใบแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ เข็มพวงขาว เป็นดอกไม้ดอกช่อออกเป็นช่อกลมแน่นที่ปลายยอด ขนาด10-15ซม. ดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยขนาด1ซม และ เป็นต้นเข็มพันธุ์เดียวที่ดอกมีกลิ่นหอมจัด รากก็มีกลิ่นหอมและรสหวาน  ผลเข็มเป็นเม็ดกลม อ่อนเป็นสีเขียว ห่ามเป็นสีแดงและแก่เป็นสีดำขนาดเส้นผ่านศูน์กลาง 8 มม. เมล็ดข้างในแข็งใช้เพาะพันธุ์ได้ แต่มีโอกาสติดเมล็ดได้น้อย
ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดจัด
ใช้ประโชน์--- ใช้ปลูกประดับในสวนและสวนสาธารณะ ควรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งจะช่วยให้แตกใบอ่อนและยอดใหญ่ออกช่อดอกที่ปลายยอดอย่างสวยงาม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยาแพทย์แผนโบราณใช้รากเข็มพวงขาว ต้มกินแก้โรคตา และกินเป็นยาเจริญอาหาร แก้ริดสีดวงจมูก แก้เสมหะ แก้กำเดา บำรุงธาตุไฟ ใบใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง แยกต้นอ่อน


เข็มบุษบา/Kopsia arborea

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Kopsia arborea Blume
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms    
---Kopsia jasminiflora Pit.
---Kopsia lancibracteolata Merr.
---Kopsia laxinervia Merr.
---Kopsia longiflora Merr.
---Kopsia officinalis Tsiang & P.T.Li
---Kopsia pitardii Merr.
---Kopsia pruniformis Rchb.f. & Zoll. ex Bakh.f.
---Kopsia scortechinii King & Gamble
ชื่อสามัญ---Shrub Vinca, Penang Sloe, White Kopsia.
ชื่ออื่น---เข็มบุษบา, หนำเลี๊ยบเทียม, พุดดง,  มะดีควาย; [THAI: Khem bussaba, Hnam liab dong, put dong, Ma di kwaj.];[CHINESE: Báizhǐ, Ruǐ mù.];[INDONESIA: Purnajiwa.];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด----ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย จีนตอนใต้ ไทย เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ถึง ออสเตรเลีย 

มีถิ่นกำเนิดจากอินเดีย (อันดามัน) ถึงจีนตอนใต้ (กวางจง กวางสี ไหหลำ ยูนนาน) ,พม่า ,ไทย ,มาเลเซีย ,เวียดนาม ,อินโดนีเซีย ( สุมาตรา บอร์เนียว ชวา), ฟิลิปปินส์และออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์) พบในแหล่งอาศัยที่หลากหลายจากระดับน้ำทะเลถึงระดับความสูง 1,500 เมตร ในประเทศไทย พบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ในป่าดงดิบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 600-1,000เมตร
ไม้พุ่มสูง 1.5-2เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ทุกส่วนมีน้ำยางขาว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นถึง 10 ซม.ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปใบหอก กว้าง 8-10 ซม. ยาว 10-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยักเป็นคลื่น ดอกสีขาว ออกเป็นช่อกระจุกเชิงซ้อนที่ซอกใบและปลายกิ่ง ใบประดับ1คู่ ออกตรงข้ามรูปแถบยาว แต่ละช่อย่อยมี3ดอก ดอกกลางบานก่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกบานเต็มที่กว้าง 2.5-4ซม.โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบมีขนาดไม่เท่ากัน สีขาว ปลายแยกเป็น5แฉก รูปขอบขนานปลายกลม บริเวณรอบปากดอกสีแดงแกมชมพู มีขน ผลสดมีเนื้อรูปกระสวย ยาวสูงสุด 4.2 ซม.มักออกเป็นคู่ สุกสีม่วงดำ
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใช้ในท้องถิ่น ใบและผล ใช้รักษาอาการเจ็บคอและต่อมทอนซิลอักเสบ
-ใช้ปลูกปรดับ เป็นไม้กลางแจ้ง
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-กันยายน/กรกฏาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


พุดผา/Gardenia saxatilis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Gardenia saxatilis Geddes
ชื่อพ้อง ---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ-----None (Not recorded)
ชื่ออื่น---พุดผา ข่อยโคก ข่อยหิน ปัดหิน ข่อยด่าน; [THAI: Put pha, Khoi khok, Khoi hin, Khoi dan.]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--ไทย-ลาว กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ของประเทศไทย
ดอกพุดที่เรียกกันว่า"พุดผา"ในไทยจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ พุดผา (พุดสีดาดง) Gardenia collinsiae Craib และ พุดผา (ปัดหิน) Gardenia saxatilis Geddes ซึ่งทั้งสองชนิดนี้มีลักษณะดอกคล้ายกันมาก ความแตกต่างอยู่ที่ ต้นพุดผา (พุดสีดาดง) G. collinsiae เป็นไม้ยืนต้น มีความสูงได้ถึง 3-5 เมตร ใบรูปรีแกมสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน แต่ต้นพุดผา (ปัดหิน) G. saxatilis เป็นไม้พุ่มโปร่ง มีความสูงเพียง 1-3 เมตร และ ใบรูปไข่กลับ ปลายใบโค้งมนกลม

 

พุดผา G. saxatilisเป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย พบครั้งแรกที่จังหวัดมุกดาหาร ที่ระดับความสูง 100 เมตร โดยหมอคาร์ ชาวไอริช เป็นพรรณไม้สกุลพุด ชอบขึ้นบนที่โล่งตาม ซอกหินของลานภูเขาหิน ทนแล้ง โตช้า มีเนื้อไม้แกร่ง ทรงพุ่มโปร่ง ดอกดกมีกลิ่นหอม และมีการนำมาพัฒนาเป็นไม้แคระหรือบอนไซ มีการตัดแต่งให้สวยงาม
พุดผา (ปัดหิน) G. saxatilis ไม้พุ่ม ผลัดใบ สูง 1-3 เมตร แตกกิ่งก้านไม่เป็นระเบียบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบรูปไข่กลับ กว้าง 1.8–2 ซม. ยาว 1.5–3 ซม. ปลายใบโค้งมนกลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ผิวใบมีขน คายสากมือ ดอกออกเดี่ยว ตามปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีขนขนาดเล็กปกคลุม โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ส่วนบนผายออกแยกเป็น6 กลีบ แผ่ออกเกยกันคล้ายกังหัน ดอกบานมีขนาด 3-4 ซม. มีกลิ่นหอม ส่วนผลเป็น ผลสด สีเขียว รูปกลมขนาด2-2.5ซม.เมื่อ่สุกสีส้ม ปลายผลมีแฉกของกลีบเลี้ยงติดทน มีเมล็ดจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เนื้อไม้ ราก ต้มน้ำดื่ม แก้เบื่อเมา แก้พิษ ช่วยถอนพิษเห็ดเมา เปลือกต้น แก้อัมพาต ปวด ชา ตามแขนขา ลำต้น ต้มน้ำดื่มแก้เบื่อเมา
ระยะออกดอก---มกราคม-มีนาคม
**รูป ที่ถ่ายมานี้ดอกเหมือนมี7กลีบ แต่จริงๆมี6กลีบ ดอกนี้กลีบดอกฉีกตั้งแต่ยังเป็นดอกตูม ตอนนั้นมีเหลืออยู่ติดต้นแค่ดอกเดียว เลยได้รูปออกมาแบบนี้

เมื่อก่อนหน้านี้ไม่กี่ปียังมีให้เห็นอยู่เต็มบริเวณนี้ ออกดอกส่งกลิ่นหอมไปทั้งป่า ต้นที่เห็นนี่ เหลืออยู่ต้นเดียวที่ใหญ่หน่อยคงขุดยากเพราะขึ้นอยู่ในซอกหิน นอกนั้นโดนแงะเอาไปหมด เหลือแต่ต้นเล็กๆสูงไม่ถึงครึ่งเมตร ตอนเขียนเรื่องนี้ (พุดผา) ตอนนั้นปี2008 รูปถ่ายมาจากสถานที่ หล้งวัดเขาพระ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรีมาถึงตอนนี้ (2017) Up date ให้เป็นปัจจุบันสถานภาพของต้นไม้ต้นนี้จากไม้ถิ่นเดียวรวมสถานภาพใหม่เข้าไปด้วยกลายเป็นไม้หายากไปเรียบร้อย ต้นเล็กต้นน้อยในถิ่นก็ไม่เหลือ
ส่วนพุดผา (พุดสีดาดง) Gardenia collinsiae Craib พบครั้งแรกที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีโดย D.J. Collins ชื่อสปีชีส์ตั้งเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ ประเทศไทยพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เติบโตบนลานหินทราย ในป่าเต็งรังที่ระดับความสูง 50–590 เมตร
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์ – มีนาคม
ชยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


สาวสันทราย/Clerodendrum quadriloculare

ชื่อวิทยาศาสตร์---Clerodendrum quadriloculare Merr.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms   
---Basionym: Ligustrum quadriloculare Blanco
---Clerodendrum blancoanum Fern.-Vill.
---Clerodendrum navesianum Vidal
ชื่อสามัญ--Quezonla,Bronze-leaved clerodendrum,Fire works,Philippine glorybower,Shooting star,Starburst bush
ชื่ออื่น---สาวสันทราย, เกษร, จรกา (ภาคเหนือ); ราชินีสันทราย (ภาคกลาง) [THAI: Sao san sai, ket sa ra. Chor ra ka (North); Ra shi ni san sai (Central).];[CZECH: Blahokeř.];[MARSHALLESE: Tirooj in belle.];[PALAUAN: Kleuang.];[PHILIPPINES: Bagauak, Bagauak- morado, Bagauak-na-pula, Baligtorin, Baliktaran, Salinguak (Tag.); Uak-uak (Bis.).];[POHNPEIAN: Risiel, Tuhkehn Palau.];[PORTUGUESE: Clerodendro-de-folhas-roxa.].
ชื่อวงศ์---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---นิวกินี และฟิลิปปินส์


มีถิ่นกำเนิดในนิวกินีและฟิลิปปินส์ ปัจจุบันปลูกในเขตร้อนทั่วโลกในฐานะต้นไม้ประดับในสวนสาธารณะและสวน มันแพร่กระจายอย่างไม่สามารถควบคุมได้ในหมู่เกาะแปซิฟิก รวมถึงฮาวาย, อเมริกันซามัว, ไมโครนีเซีย, หมู่เกาะมาเรียนาเหนือ, เฟรนช์โปลินีเซีย, ปาเลาและซามัวตะวันตก ซึ่งบางครั้งมันถูกพิจารณาว่าเป็นสายพันธุ์ที่รุกราน
ไม้พุ่มสูง2-5เมตร ลำต้นอ่อนมีขนละเอียด ใบรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ด้านบนใบสีเขียว ด้านล่างใบสีม่วงเข้ม เห็นเส้นใบหลักและรองชัดเจน ดอกออกเป็นช่อแบบซี่ร่มสีขาวอมม่วงจัดกลุ่มในช่อดอกที่ยอดของลำต้น ดอกมีลักษณะเป็นท่อยาวสีชมพู 7 ซม. มีหลอดยาวประมาณ 5 ซม. ปลายกลีบรูปรีแกมขาว ผลรูปไข่ยาว 1 - 1.5 ซม.สีม่วง กลีบเลี้ยงถาวร สีแดง ยาว 1-1.5ซม.
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งร่มเงาบางส่วน ไม่ควรปลูกในที่มีแดดจัดตลอดวัน ดินมีความชื้นสูงสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำที่ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปลูกกันทั่วไปเป็นไม้ประดับสำหรับใบไม้และดอกไม้ที่สวยงาม
-ใช้เป็นยา ราก ใช้เป็นยาขับลม เปลือก แก้บิด แก้ท้องร่วง ดอก แก้ไข้  ในฟิลิปปินส์ใช้ใบทาสำหรับการรักษาแผล ยาต้มใบใช้ภายนอกสำหรับอาการท้องอืด
สำคัญ---เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
**ตอนแรกๆรู้จักไม้ต้นนี้ เรียกกันว่า"เกษรา" ก็เข้าใจเอาเองว่าคงจะมาจาก" เกซอนลา"ซึ่งเป็นชื่อสามัญ ฟังแล้วมันคล้ายๆกัน กับ เกซอนซิตี้เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ ทีนี้ต้นไม้ต้นนี้คงชอบอากาศเย็นทางเหนือปลูกแล้วสวยงามมากนิยมปลูกเป็นไม้ ประดับกันทั่ว ชื่อที่ตามมาคือ"สาวสันทราย"ก็เข้าใจอยู่ แต่ตอนนี้กลายเป็น"ราชินีสันทราย"ไปเรียบร้อย  สำหรับชื่อจรกานี่ไม่รู้มายังไงนะ น่าจะเพราะ เวลาไม่ออกดอกนี่ คงขี้เหร่มั๊ง (เดาเอานะ) เพราะต้นนี้เวลาไม่มีดอกนี่ เอาไปปลูกให้ใครโดนหาว่าเอาต้นไม้ไม่สวยไปปลูกให้ เพราะต้นแตกกิ่งเยอะ ไม่ค่อยมีใบ ลำต้นสีเทาๆสีใบด้านบนสีเขียวด้านล่างสีม่วงมองดู ธรรมดาๆ กว่าจะรู้ว่าต้นนี่มันสวยยังไงก็โน่น เดือนธันวา-มกรา นั่นแหละ ถึงยิ้มได้ เพราะออกดอกสวยคลาสสิคเชียว**
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่งก็จะออกดอกให้ดูเร็วหน่อย แยกต้นอ่อน


นมสวรรค์/Clerodendrum paniculatum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Clerodendrum paniculatum Linn.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms    
---Caprifolium paniculatum Noronha
---Cleianthus coccineus Lour. ex B.A.Gomes
---Clerodendrum pyramidale Andrews
---Clerodendrum diversifolium Vahl
---Clerodendrum splendidum Wall. ex Griff.
---Volkameria angulata Lour.
---Volkameria diversifolia Vahl
ชื่อสามัญ---Pagoda Flower, Bagflower, Bleeding heart, Dragon boat flower, Glorybower.
ชื่ออื่น---สาวสวรรค์ พนมสวรรค์ เข็มฉัตร (นครพนม), ฉัตรฟ้า สาวสวรรค์ (นครราชสีมา), น้ำนมสวรรค์ (ระนอง), พวงพีเหลือง (เลย), หัวลิง (สระบุรี), ปิ้งแดง (ภาคเหนือ), นมหวัน (ภาคใต้), ปรางมาลี (ภาคกลาง) ; [THAI: Sao sawan, Phanom sawan, Khem chat, Chat fa, Prang Mali.]; [CHINESE: Yuan chi da qing, Bao da lung chuan hua, Ken ding ku lin pan.]; [MICRONESIA:Tuhkehn sousou (Pohnpei).]; [PHILIPPINES: Kasopangil, Kalalauan, Laroan-anito, Tapag-asuwang (Tag.); Aloksok, Asuangai, Balantana, Kolokolog, Pakapis (Bis).]; [TAMIL: Krishna Kireedam.];[VIETNAM: Ngọc nữ đỏ.].
ชื่อวงศ์---VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด--ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์----เอเชียตะวันออกเฉียงใต้; จีนตอนใต้ ไต้หวัน อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา บอร์เนียว สุลาเวสี สุมาตรา ฟิลิปปินส์ ฟิจิ, อเมริกากลาง;  

 

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อนและ Papuasia (ภาคใต้ของจีนรวมถึงไต้หวัน ,อินโดจีน ,บังคลาเทศ ,ศรีลังกา ,อันดามันและหมู่เกาะนิโคบาร์ ,บอร์เนียว ,สุลาเวสี ,สุมาตรา ,ฟิลิปปินส์, บิสมาร์ค) กระจายที่ระดับความสูงระหว่าง 100 - 500 เมตร
ไม้ พุ่มสูง 1-2 เมตร เป็นพืชใบเดี่ยวออกใบเป็นคู่ๆสลับทิศทางกันตามข้อต้นใบเป็น5แฉกสากระคายมือ ปลายแฉกแหลม ใบเป็นมันสีเขียวเข้มช่อดอกออกที่ปลายยอดและปลายกิ่งยาวประมาณ 30ซมหรือมากกว่านั้ถ้าต้นสมบูรณ์เต็มที่มีดอกดกและดอกออกตลอดปี.มีดอก2สีคือ ชนิด(variety)สีเหลืองหรือว่าขาวก็ได้เพราะมันออกนวลๆและสีแดงสดเป็นรูปทรง แบบช่อฉัตร เมื่อดอกแก่จะติดเมล็ดเป็นช่อฉัตรเหมือนรูปทรงช่อดอกเดิมกลีบทั้งห้ากลีบจะ เติบโตทำหน้าที่คล้ายกาบรองดอกเพราะกลีบดอกที่ติดเมล็ดจะโตขึ้นและกลายเป็น สีแดงเข้มพร้อมกับบานแอ่นลงล่างเข้าหาก้านดอกทั้ง5กลีบ ส่วนเมล็ดที่มีลักษณะกลมเหมือนสาคูเม็ดใหญ่ จะวางเด่นอยู่บนแท่นเหนือกลีบสีแดงเข้ม เมื่ออ่อนเมล็ดจะเป็นสีเขียวพอห่ามจะเป็นสีม่วงและเป็นสีดำสนิทเมื่อแก่เต็ม ที่จึงทำให้ดูคล้ายดอกไม้ช่อหนึ่งที่มีกลีบสีแดงเข้มและเกสร (ที่จริงเป็น เมล็ด) สีดำ สวยงามมาก
เป็นช่อดอกสวยยังไม่ พอเป็นช่อเมล็ดก็ยังอุตส่าห์สวยอยู่  มีรูปดอกนมสวรรค์สีเหลืองมาให้ดูด้วยเห็นว่าหายาก
นมสวรรค์ ปลูกได้ในสภาพดินเกือบทุกชนิดเป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้ทั้งกลาง แดดและร่มรำไร
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบและยอดอ่อนปรุงและกินเป็นอาหารได้
-ใช้เป็นยา ในอายุรเวทพืชทำให้สงบ pitta vitiated, การอักเสบ, แผล, บาดแผลและโรคผิวหนัง -ราก, ดอก, ต้น ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยแก้ฝีภายใน แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย รากใช้ฝนกับน้ำดื่มแก้ไข้ ช่วยแก้ไข้มาลาเรีย แก้ไข้เหนือ แก้วัณโรค -รากช่วยขับเสมหะ แก้โลหิตในท้อง ใช้เป็นยาถ่าย-รากใช้ฝนกับน้ำดื่ม แก้อาการปวดท้อง รากใช้ต้มกับน้ำดื่ม ช่วยขับน้ำคาวปลาของสตรี-ใบนมสวรรค์นำมาตำแล้วพอกแก้ไข่ดันบวม พอกแก้ลูกหนูใต้รักแร้บวม ใบสดนำมาตำเป็นยารักษาอาการปวดข้อและปวดประสาท-ดอก ช่วยแก้อาการตกเลือด แก้โลหิตในท้อง
-อื่น ๆ ผลให้สีม่วงแดงสามารถนำมาเป็นสีย้อมผ้าได้  
ขยายพันธุ์---ด้วยการตัดกิ่งปักชำหรือแยกจากต้นที่ขึ้นจากไหลไปปลูกจะได้ผลเร็วกว่าเพาะเมล็ด


หมวกจีน/Holmskioldia sanguinea.

ชื่อวิทยาศาสตร์---Holmskioldia sanguinea Retz.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms    
---Hastingia coccinea Sm.
---Hastingia scandens Roxb.
---Holmskioldia rubra Pers.
---Holmskioldia sanguinea f. aurantiaca
---Holmskioldia sanguinea f. aurantiaca
---Holmskioldia sanguinea f. citrina Moldenke
---Holmskioldia scandens Sweet
---Platunum rubrum A.Juss
ชื่อสามัญ---Cup & Saucer Plant, Mandarin's Hat, Chinese-Hat Plant, Parasol Flower, Long-i-arong.
ชื่ออื่น---เรด้าร์, หมวกเจ๊ก (ทั่วไป) ; [THAI: Re da, Muak chin, Muak chek (general).]; [ASSAMESE: Chatra-puspa,Manu-kata-phul,Hurmuli.]; [CHINESE: Yángsǎn huā, Dōng hóng, Dōng hónghuā, Bēi pán huā, Màozi huā.]; [FRENCH: Chapeau chinois.]; [HINDI: Kapni.]; [ITALIAN: Cappello cinese.]; [PORTUGUESE: Chapeu-chines, Chapeu-chines- amarelo, Chapeu-chines-vernelho, Chapeu-de-mandarin.]; [REUNJON: Coupe ou saucière.]; [SPANISH: Bonete chino, Paraguita chino, Sombrilla china.]; [SWEDISH: Mandarinhatt.];
ชื่อวงศ์ ---LABIATAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซีย : อินเดีย จีน เนปาล ภูฏาน บังคลาเทศ พม่า มาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์, ออสเตรเลีย, หมู่เกาะแปซิฟิก, แอฟริกา อเมริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Holmskioldia เพื่อเป็นเกียรติแก่นักพฤกษศาสตร์และแพทย์ชาวเดนมาร์ก Johan Theodor Holmskjold (1731-93) ; ชื่อสปีซี่ส์เป็นคำคุณศัพท์ภาษาละติน sanguineus, a, um=สีของเลือด อ้างอิงถึงสีแดงของดอกไม้
สกุลเป็น monotypic มี1สายพันธุ์คือ Holmskioldia sanguinea Retz.

 

มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย (จากรัฐอินเดียใต้ของรัฐทมิฬนาฑูไปจนถึงอินเดียตะวันออกมณีปุระ) ในเอเชียเกิดขึ้นในเนปาล ภูฏาน บังคลาเทศ พม่า มาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์และยังเกิดขึ้นในออสเตรเลียตอนเหนือ และในหมู่เกาะแปซิฟิก ในภูมิภาคเขตร้อนชื้นของแอฟริกา (เช่นกานา, มาลาวี) และอเมริกา (จากฟลอริดาและเม็กซิโกไปจนถึงบราซิลตอนกลาง) พบเติบโตตามพุ่มไม้รอบการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 1,500 เมตร
เป็น ไม้พุ่มรอเลื้อย สูง2-5เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นลำสี่เหลี่ยม ยาวโค้ง ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงเป็นคู่ตามข้อลำค้น ลักษณะใบเป็นรูปรีหรือรูปใบพลูขนาดกว้าง1.5–8.5 ซม ยาว 3–12 ซม..ขอบใบจักเล็กน้อย แผ่นใบบางและสากมือ ดอกสมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อตามข้อลำต้นโคน ก้านใบและปลายกิ่ง ช่อละ5-20ดอก กลีบเลี้ยงรูปจานค่อนข้างกลม มีหลายสี มีเหลือง แดง  ส้ม  ดอกรูปกรวย โคนเชื่อมเป็นหลอดแคบยาวปลายแยก5แฉก ขนาดดอก2-2.5ซม.ผลเป็น4แฉก ยาว0.5-0.8ซม.แข็งสีน้ำตาล มีกลีบเลี้ยงถาวรติดอยู่
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดจัด อากาศเย็นดินค่อนข้างแห้งระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในสวนเขตร้อน กึ่งเขตร้อนและเขตมรสุม สามารถใช้ปลูกเป็นไม้กระถางได้
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์
ฃยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


ประยงค์/Aglalia odorata


ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Aglalia odorata Lour.
ชื่อพ้อง ---Aglaia odorata var. microphyllina C. DC
ชื่อสามัญ ---Chinese perfume plant, Chinese Rice Flower, Mock Lemon
ชื่ออื่น ---ขะยง ขะยม พะยงค์ ยม (ภาคเหนือ), ประยงค์บ้าน ประยงค์ใบใหญ่ (ภาคกลาง), หอมไกล (ภาคใต้) [THAI: Homklai, Khyong, Prayong.]; [CHINESE: Mǐ lán huā, Mi zi lan, Shu lan, Xiang huo lua.]; [INDONESIA: Pacar cina, Sawo manila (Sunda); Sabu manila (Madura); Sabo Java (Bali).]; [KHMER: Trayang.]; [LAOS: Khai pou.]; [PORTUGUESE-BRAZIL: Murta-do-campo, Aglaia.]; [SWEDISH: Aglaia.]; [VIETNAM: Ngau tau, Boa ngu.].
ชื่อวงศ์ ---MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---จีน ไต้หวัน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม อินโดนีเซีย 

 

มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ
ประยงค์เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ เดียวกับลางสาด ลองกอง คอแลน ฯลฯ มีอยู่3ชนิดคือ ประยงค์ (A. odorata), ประยงค์ป่า ((A. odoratissima)และประยงค์ใบใหญ่ (A.chaudocensis)
เป็นไม้พุ่มขนาดย่อมถึงขนาดใหญ่ สูง2-3เมตร แตกกิ่งก้านตั้งแต่โคนต้น เปลือกต้นเรียบ สีเทา ใบสีเขียวเข้มหนาเป็นมันคล้ายใบแก้วเป็นแบบใบรวม กลุ่มใบหนึ่งๆจะประกอบด้วยใบย่อย5ใบรูปรี ปลายใบมน โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียวเป็นมัน ก้านใบแผ่ออกเป็นปีก ดอกออกเป็นเม็ดกลมๆไม่บาน ก้านดอกแตกสาขาหลายแขนงดอกสีเหลืองมีเกสรสีขาวเล็กๆอยู่ ภายใน มีกลิ่นหอมเย็นและหอมไปได้ไกล ผล รูปทรงกลมรี ผิวเรียบเป็นมัน ผลอ่อนสีเหลืองอ่อน ผลสุกสีแดง เมล็ดเดี่ยว สีน้ำตาล
ประยงค์ เป็นพรรณไม้ของประเทศไทย มักพบตามป่าเบญจพรรณทั่วไป และนิยมปลูกเป็นไม้ประดับบ้านเหมือนต้นแก้ว ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอน ขึ้นได้ดีในสภาพดินฟ้าอากาศเกือบทุกชนิด มีความอดทนต่อความแห้งแล้งได้ดีมาก
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้และน้ำมันหอมระเหย
-ใช้กิน ใบอ่อน - สุกและกินเป็นผัก ดอกไม้แห้งใช้สำหรับชงเป็นชาหอม
-ใช้เป็นยา รากใบดอกและกิ่ง - สามารถใช้เป็นยาได้ ในประเทศจีนกิ่งและใบไม้แห้งจะถูกต้มในน้ำและใช้เพื่อลดอาการปวดจากข้อต่อรูมาติก การบาดเจ็บจากการตกการติดเชื้อผิวเผินและการบวมเป็นพิษ-การแช่ใบจะใช้เป็นยาชูกำลังในการรักษาประจำเดือนที่มากเกินไปและโรคกามโรค-การแช่น้ำของรากและใบถูกใช้เป็นสารกระตุ้นหัวใจและยาแก้ไข้ รากต้มกับน้ำเพื่อทำเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความอยากอาหาร ในฟิลิปปินส์รากและใบใช้เป็นยาชูกำลัง ดอกไม้แห้งใช้ในการรักษาแผลในปากและลดไข้
-วนเกษตรใช้ ปลูกเป็นพืชป้องกันความเสี่ยง เนื่องจากโตช้าแต่หนาแน่นตัดแต่งเป็นแนวได้เรียบร้อย
- อื่น ๆ ดอกไม้แห้งสามารถใช้ผลิตน้ำหอมสำหรับเสื้อผ้าและผสมกับบุหรี่มวนสูบ-ใช้เป็นสารกำจัดวัชพืชอินทรีย์เพื่อควบคุมหญ้าและวัชพืชในทุ่งนาเช่นนาข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


แก้วมุกดา/Fagraea ceilanica


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Fagraea ceilanica Thunb.
ชื่อพ้อง ---Has 9 Synonyms   
---Fagraea birmanica Gand.
---Fagraea chinensis Merr.
---Fagraea gardneri Thwaites
---Fagraea khasiana Benth.
---Fagraea malabarica Blume
---Fagraea obovata Wall.
---Fagraea prainii Gand.
---Fagraea rostrata Blume
---Fagraea sasakii Hayata
ชื่อสามัญ ---Perfume Flower Tree.
ชื่ออื่น ---ฝ่ามือผี (มหาสารคาม, เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), คันโซ่ (อุบลราชธานี), ตังติดนก (หนองคาย), โกงกางเขา (จันทบุรี), โพดา (ปัตตานี), เทียนฤาษี (ภาคเหนือ), นางสวรรค์ นิ้วนางสวรรค์ (ภาคใต้) ; [THAI: pha mue phi, khan so, tang tit nok, Kong kang khao.]; [CHINESE: Hui li, Huili Xing.]; [MALAYALAM: Vallerei, Vellarimodakam, Kompal, Modakam, Modakakkodi, Marunthankamaram,Omal.]; [SRI LANKA: Etamburu.]; [VIETNAM: Trai xoan, Trai Xri Lanca, Lậu bình, Dây gia.].
ชื่อวงศ์ ---GENTIANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์ --- จีนตอนใต้ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และทางตอนใต้ของหมู่เกาะไต้หวัน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Fagraea เพื่อเป็นเกียรติแก่นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดน JT Fagraeus (Wheatley 1992) ; ชื่อสายพันธุ์ ceilanica ตั้งชื่อตาม 'ศรีลังกา'

 

มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย แถบประเทศจีนตอนใต้ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และทางตอนใต้ของหมู่เกาะไต้หวัน ขึ้นตามป่าทึบ ป่าไม้บนหินปูน ที่ระดับความสูง 500 - 1,800 เมตรในภาคใต้ของจีน ในประเทศไทยพบขึ้นอยู่ตามซอกหินริมหน้าผา ป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้งทั่วทุกภาค
ไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น อิงอาศัยอยู่บนต้นไม้อื่น หรือขึ้นบนพื้นดิน หรือเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 3-15 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กลับถึงรูปขอบขนาน กว้าง4-7ซม.ยาว10-25ซม. โคนใบมนปลายใบแหลม เนื้อใบค่อนข้างหนา เส้นแขนงใบเห็นไม่ชัดทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 2.5 ซม.ช่อดอกออกใกล้ปลายยอด ดอกรูประฆัง โคนติดกันรูปกรวย ยาว2-5ซม.ปลายแยกเป็น5กลีบ หยักเว้าลึก เมื่อบานสีขาวอมเหลือง ขนาดดอกบาน 6-8 ซม. ผลรูปทรงกลมหรือรี ขนาดประมาณ 2-4 x 1.5–3  ซม. เปลือกผลเรียบเป็นมัน มีสีเขียวหม่น เหนียว ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงหุ้มอยู่ ปลายผลแหลม เมื่อผลสุกจะกลายเป็นสีม่วงเข้มหรือสีดำ เนื้อภายในผลมีสีขาว ฉ่ำน้ำ มีเมล็ดรูปไข่สีน้ำตาลขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัด ดินที่อุดมสมบูรณ์และต้องการน้ำในปริมาณมาก
ใช้ประโยชน์---พืชมีบทบาทสำคัญในชีวิตของมนุษย์และเข้าสู่ตำนานของโพลินีเซีย พืช Fagraea ถูกนำมาใช้โดยวัฒนธรรมเอเชีย,ออสเตรเลีย,Malesian, Melanesian, Micronesian และ Polynesian สำหรับไม้, อาวุธ, งานฝีมือ, ยาและเครื่องประดับ
-มักนำมาใช้ประกอบการจัดสวน ปลูกเป็นไม้ประดับ มีดอกขนาดใหญ่ ดอกมีกลิ่นหอมเย็นๆ ทรงพุ่มสวยตามธรรมชาติไม่ต้องกังวลเรื่องการตัดแต่งกิ่งก้าน ใบใหญ่สวยสีเขียวเข้ม ไม่ค่อยมีการผลัดใบ
-ใช้เป็นยา ราก เปลือกต้น กิ่ง-ใช้เป็นยาบำรุงโลหิต หรือต้มน้ำอาบแก้อาการลมพิษ และผื่นคันที่เกิดจากยางของต้นรักได้ ในประเทศจีนใบใช้รักษาบาดแผลที่ติดเชื้อ ในกัมพูชาใช้ลำต้นต้มน้ำดื้มลดไข้
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อนคล้ำเมื่อสัมผัส ไม้มันเงา มีความทนทาน ในการสัมผัสพื้นและทนต่อการโจมตีของปลวกได้ดี มีกลิ่นหอมที่แตกต่างและค่อนข้างเป็นกรดเมื่อตัดสดใหม่ในนิวกินีใช้ไม้สำหรับวัตถุประสงค์ เช่น การก่อสร้างหนัก, พื้น, กลึง, แกะสลัก, การก่อสร้างเรือ
ระนะออกดอก---สิงหาคม - พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


หอมเจ็ดชั้น/Tarenna wallichii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Tarenna wallichii (Hook.f.) Ridl.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms    
---Ixora wallichii (Hook.f. ) Kuntze
---Webera wallichii Hook.f.
ชื่อสามัญ ---Scent Pin Flower
ชื่ออื่น---หอมเจ็ดชั้น,จันทนาใบเล็ก (ทั่วไป) ; [THAI: Hom chet chan, Chanthana bai lek (general).].
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ไทย กัมพูชา มลายู อันดามัน บอร์เนียว

 

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอินโดจีนถึงแหลมมลายูและบอร์เนียว
เป็น ไม้พุ่มขนาดเล็กสุงได้ถึง 2-5 เมตร กิ่งเปราะ เปลือกสีเทาอมดำ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน  กว้าง 2 – 3 ซม. ยาว 6 – 10 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบหนาสีเขียวเป็นมัน ดอกสีขาวนวลหรือขาวปนเหลือง ออกเป็นช่อกระจุก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงรูปถ้วยสีเขียว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกบานอยู่ได้ 2-3 วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดเต็มหรือแสงแดดครึ่งวันหรือปลูกในที่ร่มรำไรได้ ดินร่วนซุย, ดินร่วนปนทราย ต้องการน้ำปานกลาง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกประดับตามสถานที่ต่างๆ ปลูกลงแปลงหรือปลูกให้ออกดอกในกระถางได้
ระยะเวลาออกดอก----ตุลาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์----เพาะเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


หอมหมื่นลี้/Osmanthus fragrans


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Osmanthus fragrans Lour.
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Notelaea posua D.Don -Osmanthus acuminatus (Wall. ex G.Don) Nakai
-Olea acuminata Wall. ex G.Don -Osmanthus asiaticus Nakai
-Olea buchananii Lamb. ex D.Don -Osmanthus aurantiacus (Makino) Nakai
-Olea fragrans Thunb. -Osmanthus intermedius Nakai
-Olea ovalis Miq. -Osmanthus latifolius (Makino) Koidz.
-Olea posua Buch.-Ham. ex D.Don [Invalid] -Osmanthus longibracteatus H.T.Chang
-Osmanthus macrocarpus P.Y.Pai

ชื่อสามัญ---Fragrant Olive, Sweet Olive, Sweet osmanthus, Tea Olive.
ชื่ออื่น---หอมหมื่นลี้, สารภีฝรั่ง, สารภีอ่างกา (ทั่วไป) ; [THAI: Hom muen li, Saraphi farang, Saraphi angka (general).]; [CHINESE: Guìhuā, Mùxī.]; [FRENCH: Olivier odorant.]; [GERMAN: Duftblute.]; [HINDI: Silang.]; [ITALIAN: Osmanto.]; [JAPANESE: Gin Mokusei, Kiu Mokusei.]; [PORTUGUESE: Flor-do-imperador.].
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด----ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--เอเซียตะวันออก-เทือกเขาหิมาลัย จีน ญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลOsmanthusคือคำรวมกันของคำกรีก''osme'' = กลิ่นและ ''anthos''= ดอกไม้ ; ชื่อสปีซี่ส์ เป็นคำภาษาละติน ''fragrans''= หอม


มีถิ่นกำเนิดแถบเทือกเขาหิมาลัยและจีน(กุ้ยโจว, มณฑลเสฉวนและยูนนาน)ไปไต้หวัน กระจายพันธุ์ไปทางใต้ของญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทย กัมพูชา) พบที่ระดับความสูง 1,200 - 2,100 เมตรในเทือกเขาหิมาลัย ที่ระดับความสูง 1,300 - 3,000 เมตรในประเทศเนปาล ในประเทศไทยพบในดอยสูงทางภาคเหนือ
หอมหมื่นลี้เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงไม้พุ่ม ไม่ผลัดใบ สูง 1-7 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปหอกหรือแกมรีขอบขนาน กว้าง 1.5-5 ซม.ยาว 5-15 ซม. ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ดอกสีขาว เหลืองหรือเหลืองส้ม ออกเป็นกลุ่มตามซอกใบ มีกลิ่นหอม กลีบรองดอก 4 กลีบ รูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก กลีบดอก 4 กลีบ เชื่อมติดกันที่ฐานเป็นหลอด ยาว 3-5 มิลลิเมตร ปลายกลีบแผ่มนกลม เกสรเพศผู้ 2 อัน ติดอยู่ด้านในกลีบดอก เกสรเพศเมีย 1 อัน ปลายแยกเป็น 2 แฉก ผลเป็นผลสดรูปรี ยาว 1-2 ซม. เมื่อแก่มีสีม่วงดำ ดอกจะบานพร้อมกันทั้งช่อหากดอกออกเต็มต้นจะสวยงามมากส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ชอบอากาศเย็น แต่ก็สามารถปลูกเป็นไม้กระถางได้ หรือในที่ที่มีอากาศร้อนได้ แต่ดอกจะน้อยและช่อดอกเล็ก
-ใช้กิน ผลไม้สุกจะถูกเก็บรักษาในน้ำเกลือเหมือนมะกอก ในประเทศจีนใช้ดอกหอมหมื่นลี้ผสมในชาเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและใช้ทำแยม เค้กและไวน์
-ใช้เป็นยา ในยาจีนโบราณใช้เป็นชาสมุนไพรสำหรับการรักษาของประจำเดือนผิดปกติ
-นิยมปลูกเป็นไม้ประดับลงแปลงหรือปลูกเป็นไม้กระถาง สามารถออกดอกในกระถางได้
-อื่น ๆ ดอกไม้ใช้ในเครื่องสำอางสำหรับผมและผิวหนัง-ในรัฐอุตตราขัณฑ์ ประเทศอินเดีย ดอกไม้ถูกใช้เป็นยาขับไล่แมลงสำหรับเสื้อผ้า
ระยะออกดอก---ตุลาคม-กุมภาพันธ์
 การขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

 จำปีแขก/Magnolia figo


ชื่อวิทยาศาสตร์---Magnolia figo (Lour.) DC.
ชื่อพ้อง ---Has 2 Synonyms   
---Basionym: Liriodendron figo Lour
---Michelia figo (Lour.) Spreng
ชื่อสามัญ---Banana Shrub, Portwine Magnolia, Dwarf Chempaka, Brown-stalked Magnolia, Chinese Tulip Tree, Chempaka Ambon, Chenille copperleaf
ชื่ออื่น---จำปีแขก, จำปาแขก (ทั่วไป) ; [THAI: Cham pi khak, cmampa khak (general).]; [CHINESE: Hánxiào huā, Hánxiào méi, Xiào méi, Xiāngjiāo huā.]; [FRENCH: Foula figo.]; [INDONESIA: Cempaka ambon, Cempaka Mulya, Pisang-pisang.]; [MALAYSIA: Kaum Chempaka (Malay).].
ชื่อวงศ์ ---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ 

มีถิ่นกำเนิดในตะวันออกเฉียงใต้ของจีน และเกาหลี (เชจู-โด)เกิดขึ้นตามป่าดิบแล้งและริมฝั่งแม่น้ำ
เป็น ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-3 เมตร บริเวณกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงคลุมแน่น แตกกิ่งจำนวนมาก ทรงพุ่มกลมแน่น ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับกันตามกิ่งก้านและปลายยอด รูปขอบขนานแกมรูปวงรี ใบกว้าง2-5 ซม. ยาว 3-10 ซม. แผ่นใบเรียบ หนา เหนียว มีสีเขียวเข้มเป็นมัน ขอบใบเรียบ โคนและปลายใบแหลม มองเห็นหูใบได้ชัดเจน ดอกออกเดี่ยว ๆที่ซอกใบ ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4 ซม.มี 6 กลีบ สีขาวนวลหรือสีเหลืองนวล กาบหุ้มดอกจะปกคลุมไปด้วยขนสีน้ำตาลนุ่มคล้ายกำมะหยี่ ผลเป็นผลกลุ่มที่ประกอบด้วยผลย่อยจำนวนมาก เมื่อแก่จะแตกออกได้ตามความยาวของผล มักไม่ติดผลและเมล็ด  
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---จำปีแขกชอบอยู่กลางแจ้งหรือในที่ร่มรำไร ชอบดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ

 

ใช้ประโยชน์---พืชได้รับการปลูกเป็นไม้ประดับและพืชสมุนไพรในหลาย ๆ ประเทศในเขตร้อน
-ใช้กิน ใบใช้สำหรับชงชา
-ใช้เป็นยา รากใช้เป็นยาแก้โรคกะบังลมเคลื่อน เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้ไข้ แก่นใช้เป็นยาทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ใบมีสารอัลคาลอยด์ซึ่งมีสรรพคุณในการต้านเชื้อมาลาเรีย มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่จากหัวใจส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ดอกมีน้ำมันหอมระเหย สกัดเป็นน้ำมันใช้ทาแก้ปวดหัว และตาบวม ดอกปรุงเป็นยาแก้ไข้ ขับปัสสาวะ และบำรุงหัวใจ
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับที่มีกลิ่นหอม ดอกส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงใกล้พลบค่ำ และ มีกลิ่นหอมแรงตลอดวัน หมั่นแต่งกิ่งให้ออกกิ่งใหม่จะออกดอกได้ทุกกิ่ง ถ้าปลูกในกระถางต้องใช้กระถางขนาดใหญ่และหมั่นแต่งกิ่งควบคุมทรงพุ่ม
-อื่น ๆ เปลือกราก-ใช้เป็นยาเบื่อปลา
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
การขยายพันธุ์ ---เมล็ด ใช้วิธีตอนกิ่งหรือทาบกิ่ง โดยใช้จำปาเป็นต้นตอ บ้างเลยเรียกว่า จำปาแขก


มุจรินท์/Ravenia spectabilis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ravenia spectabilis (Lindl.) Engl.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Lemonia spectabilis Lindl.
ชื่อสามัญ---Ravenia Pink, Lemonia, Limonia.
ชื่ออื่น---มุจรินท์ (ทั่งไป) ; [THAI: Mutcharin (general) ; [PORTUGUESE: Limao do mato, Rosa ravena.];[SPANISH: Rosita.];
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ประเทศคิวบา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง แคริบเบียน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสปีซี่ส์คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน ''spectabilis, e'' = โดดเด่นน่าชื่นชม


ต้นที่มีใบด่างมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าRavenia spectabilis Planch. ex Griseb.
มุจลินท์เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ตั้งแต่ 2-4 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเกลี้ยงเป็นสีน้ำตาลอมเทา ใบรูปยาวรี โคนปลายใบมน ด้านบนสีเข้มกว่าด้านล่าง มุจลินท์ใบเขียวดอกสีแดง ส่วนมุจลินท์ใบด่าง ดอกสีชมพูเข้ม ออกเป็นช่อตามง่ามใบหรือตามยอด ออกเป็นช่อ ช่อหนึ่ง ๆ มีประมาณ 2-5 ดอก  ดอกมีกลิ่นหอม ออกดอกได้ตลอดทั้งปี
แสงแดดเต็มวันหรืออยู่ในร่มรำไร ชอบดินร่วนต้องการดินที่ระบายน้ำดี การให้น้ำพอประมาณ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นอยมปลูกเป็นไม้ประดับกลางแจ้งหรือปลูกในกระถาง แสงแดดเต็มวันหรืออยู่ในร่มรำไร เป็นต้นไม้เขตร้อนที่แข็งแกร่งและสามารถปลูกเป็นพืชบอนไซในร่มได้
ระยะออกดอก----ตลอดปี
ขยายพันธุ์----เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


ประทัดใหญ่/Quassia amara

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Quassia amara  L.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Quassia alatifolia Stokes
---Quassia amara f. paniculata (Engl.) Cronq.
---Quassia amara var. grandiflora Hemsl.
---Quassia amara var. paniculata Engl.
---Quassia crocea Vahl.
---Quassia officinalis Rich.
ชื่อสามัญ---Stave-wood, Suriname wood, Amargo, Bitter-ash, Bitter-wood, Hombre grande
ชื่ออื่น---ปิง, ประทัด (ภาคกลาง), อมรา, ประทัดจีน,, ประทัดใหญ่ [THAI: Ping, Pra-that (central); Pra-that-Yai,[; [CZECH: Kvasie hořká.]; [FRENCH: Bois amer, Bois de quassia, Quassia de Cayenne, Quassia de Surinam.]; [GERMAN: Bitterholzbaum, Bitterquassia, Quassiaholzbaum, Quassie.]; [PHILIPPINES: Kuasia (Tag.); Corales (Span., Tag.); [PORTUGUESE : Amargo, Leno de quássia, Marauba, Marupá, Murupa, Pau-amarelo, Pau-quássia, Quássia-de-Caiena, Quina, Quina de Caiena, Quinarana.]; [SPANISH: Crucete, Cuasia amarga, Cuasia surinamense, Guabo, Guavito, Guavito amargo, Guavo, Hombre grande, Hombrón, Leño amargo, Leño de cuasia, Palo amargo, Palo de cuasia, Palo muñeco, Quassia amara, Quina de Cayena, Suña de Cayeno.]; [SWEDISH : Kvassia amara Surinam, Surinamkvassia.]; [TURKISH : Kassia ağaçı.].
ชื่อวงศ์---SIMAROUBACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้-บราซิล เปรู เวเนซูเอล่า โคลัมเบีย อาร์เจนติน่า กีอาน่า และสุรินัม ประเทศในเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ ''amara '' หมายถึง "ขม" ในภาษาสเปนและอธิบายถึงรสขมมาก

 

มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของอเมริกาใต้ ในแคริบเบียน ( ตรินิแดดและโตเบโก ), อเมริกากลาง ( คอสตาริกา , นิการากัว , ปานามา ), อเมริกาใต้ตอนเหนือ ( เฟรนช์เกียนา , กายอานา , ซูรินาเม , เวเนซุเอลา , บราซิล , เปรู ) และตะวันตกเฉียงใต้อเมริกา (โคลอมเบีย , อาร์เจนตินา ) พบได้ในป่าฝนอเมซอนที่ระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึง 900 เมตร
The name amargo means "bitter" in Spanish and describes its very bitter taste.
**ภาษานี่ก็ไม่แปลล่ะนะท่าน จะเฉลยตอนจบ ไม้ต้นนี้นิยมปลูกประดับทั่วไป มักพบปลูกตามสวนพฤกษศาสตร์ รูปต้นนี้ก็ได้มาจากสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระเทพฯ ที่จ.ระยอง**
ประทัดใหญ่เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 1.5-3 เมตร แตกกิ่งก้านมากเป็นพุ่มเตี้ย เปลือกต้นเรียบ  สีน้ำตาล ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ ใบย่อยมี 5-7 ใบ รูปรีหรือรูปไข่กลับ  ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3ซม.ยาวประมาณ 3-5 ซม.แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก้านใบรวมสีแดงมีครีบแผ่ออกทั้งสองข้าง ใบอ่อนสีแดง ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งยาวประมาณ 10-20ซม.ก้านช่อดอกเป็นสีแดง กลีบเลี้ยงดอกมีขนาดเล็กมาก มี 5 แฉกเป็นสีแดง ส่วนกลีบดอกเป็นสีแดงสด มี 5 กลีบ ยาวประมาณ 2-3ซม.โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบดอกไม่บานจะหุ้มเกสรอยู่เป็นรูปกรวยคว่ำ ง ผล เป็นผลกลุ่ม ผลย่อยรูปไข่กลับยาว 0.8-1.5 ซม. สีแดงคล้ำ
ข้อกำหนออ้านสิ่งแวดล้อม---พืชสำหรับเขตร้อนชื้น ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ชื้น แต่เนื้อดีอยู่ในตำแหน่งที่มีร่มเงา
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืขถูกเก็บเกี่ยวแบบดั้งเดิมจากป่า และในการเพาะปลูกเพื่อใช้เป็นส่วนผสมเครื่องปรุงอาหารและยา
-ใช้กิน เปลือกและไม้ใช้เป็นสารเติมแต่งในอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องปรุงในเครื่องดื่ม น้ำอัดลม, โทนิคย่อยอาหารและในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเหล้า สามารถใช้แทนฮ็อพในการผลิตเบียร์ หรือสามารถเพิ่มลงในขนมอบ
-ใช้เป็นยา ตำรายาไทยใช้รากประทัดใหญ่เป็นยาขมเจริญอาหาร รากใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ เนื้อไม้ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย เนื้อไม้นำมาสกัดเป็นยาขับพยาธิเส้นด้ายสำหรับเด็ก ใบใช้เป็นยาทาผิวหนังแก้อาการคัน เปลือกต้นและเนื้อไม้ มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงน้ำย่อยทำให้อยากอาหาร-ใช้เป็นยาในอินเดียโบราณในอายุรเวทยาเพื่อรักษาโรคไขข้อ โรคพิษสุราเรื้อรัง รังแคปัญหาในกระเพาะอาหารและหนอนลำไส้ - ในเฟรนช์เกียน่าใบชาเป็นยาแก้มาลาเรียที่ใช้บ่อยที่สุด- ในเม็กซิโกยาต้มใช้รักษาโรคเบาหวาน - ชาวอเมริกันในNW Guyanaใช้ยาต้มจากเปลือกและใบไม้เพื่อฆ่าเหา
-อื่น ๆ ทุกส่วนของพืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกและต้นอ่อนสามารถใช้เป็นยาฆ่าแมลง ซึ่งสารที่พบได้แก่สารที่มีรสขมจัด ชื่อว่า Amaroid และ Quassia ซึ่งอธิบายความหมายของประโยคภาษาอังกฤษที่ไม่ได้แปล
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน-มีนาคม ปีต่อไป
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


สำมะงา/Volkameria inermis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Volkameria inermis L.
ชื่อ--Has 19 Synonyms

-Clerodendrum buxifolium (Willd.) Spreng. -Clerodendrum javanicum Spreng.
-Clerodendrum capsulare Blanco -Clerodendrum neriifolium (Roxb.) Wall. ex Steud.
-Clerodendrum commersonii (Poir.) Spreng. -Clerodendrum ovalifolium (A.Juss.) Bakh.
-Clerodendrum coriaceum Poir. -Clerodendrum ovatum Poir.
-Clerodendrum coromandelianum Spreng. -Ovieda inermis (L.) Burm.f.
-Clerodendrum emarginatum Briq. -Ovieda ovalifolia A.Juss.
-Clerodendrum inerme (L.) Gaertn. -Volkameria buxifolia Willd.
-Clerodendrum inerme var. macrocarpum-  -Volkameria commersonii Poir.
(Wall. ex C.B.Clarke) Moldenke -Volkameria neriifolia Roxb.
-Clerodendrum inerme f. parvifolium Moldenke -Catesbaea javanica Osbeck

ชื่อสามัญ--Bower Glory, Embrert, Indian privet, Seaside clerodendrum, Smooth volkameria, Sorcerer's bush, Wild jasmine.
ชื่ออื่น---สำมะลิงา (ชัยภมูิ), เขี้ยวงู (ประจวบคีรีขันธ์), สัมเนรา (ระนอง), สักขรีย่าน (ชุมพร), สำปันงา (สตูล), สาบแร้งสาบกา (ภูเก็ต), สำลีงา ลำมะลีงา สำมะนา (ภาคกลาง, ภาคตะวันออก), คากี (ภาคใต้) ; [THAI: Sak khree yaan, sammanga, som nera.]; [BENGALI: Banajai.]; [CHINESE: Shui hu man, Ku lang shu.]; [HINDI: Sankuppi.]; [HONG KONG: Foo-long-shu.]; [INDONESIA: Gambir laut, Kembang bungang, Wiri solo ; Kembang bugang (Sunda).]; [JAPANESE: Ibota-kusagi, Manka-hôgi.]; [KANNADA: Kumdali.]; [MALAYSIA: Tulang tulang, Bunga pawang, Langa langa, Pawan, Terong gambol.]; [MARATHI: Kadu koyanel, Vanajai.]; [PALAU: Umbreret.]; [PHILIPPINES: Akar kerujo (Borneo).]; [SAMOA: Aloalo tai.]; [SANSKRIT: Kundali.]; [TAMIL: Cankan-kuppi, Cankini, Carpparacci.]; [TELUGU: Pisingi.]; [TONGA: Tutuhina.].
ชื่อวงศ์---VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---ออสเตรเลีย เอเซีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก


พบใน  จีน, ญี่ปุ่น, อนุทวีปอินเดีย, พม่า, ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกินีไปยังออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิก เติบโตตามพื้นที่ชายฝั่งทะเลเช่นตามชายหาดในป่าโกงกาง นอกจากนี้ยังพบตามริมแม่น้ำและหนองน้ำ ที่ระดับความสูงถึง 100 เมตร
ไม้ พุ่ม แต่รอเลื้อย สูงได้ถึง 2 เมตร มีขนนุ่มคลุมทั่วไป ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีกว้าง1.5-2วม.ยาว3-4.5ซม.ปลายใบทู่ ผิวใบเกลี้ยงหรืออาจมีขนประปรายทางด้านใต้ใบ
ดอก สีขาวออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อย 3 ดอก ก้านช่อดอกยาว2-5ซม. ดอกย่อยรูปแจกันทรงสูง สีขาวอมชมพู ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 1 ซม. กลีบรองดอกรูปถ้วย มีกลีบดอก5กลีบโคนเชื่อมกันเป็นหลอดยาว2-3ซม.เกสรผู้4อัน และเกสรเมีย 1 อัน มีก้านเกสรเรียวยาวสีม่วงแดงยื่นพ้นปากหลอดกลีบดอกเด่นชัด ผลสดรูปกลมหรือไข่กลับ มี4พู ขนาด1.2-1.8ซม.ผิวเกลี้ยง มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่ขั้วผล ผลอ่อนสีเขียว สุกสีดำ เมล็ดแข็งมากส่วนใหญ่มี1-4เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดดจัด บนชายหาดทนต่อไอน้ำเค็ม เป็นสายพันธุ์ที่มีความต้านทานสูงต่อความผันผวนของความเค็ม


 ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา บางครั้งได้รับการปลูกเป็นพืชสมุนไพรโดยเฉพาะในอินเดียและปลูกกันทั่วไปเป็นไม้ประดับและพืชป้องกันความเสี่ยงในพื้นที่เขตร้อน
-ใช้เป็นยา รากมีรสขม ใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด รากมีรสขมเป็นยาเย็น มีพิษและมีกลิ่นเหม็น มีสรรพคุณเป็นยาขับลมชื้น แก้อาการปวดกระเพาะ แก้ตับอักเสบ แก้ตับและม้ามโต-ใบมีรสขมเย็น แต่มีพิษ ใช้รักษาโรคมาลาเรีย ใช้ใบตากแห้ง นำมาบดให้เป็นผงแล้วนำไปโรยบนแผล ช่วยห้ามเลือดและสมานแผลสด ทั้งต้นสดหรือต้นแห้ง ต้มกับน้ำอาบหรือใช้ชะล้างแผล ใช้รักษาโรคผิวหนังพุพอง และน้ำเหลืองเสีย ตำรายาไทย ใช้ใบเป็นยาภายนอก โดยนำมาพอก ต้มกับน้ำอาบใช้ชะล้างตามร่างกาย หรือใช้ไอน้ำอบร่างกายเป็นยารักษาโรคผิวหนังกลากเกลื้อน แก้ฝี ประดง แก้หัด อีสุกอีใส ผดผื่นคันตามตัว และผื่นคันมีน้ำเหลือง -มีรายงานว่าเมล็ดนี้ใช้เป็นยาแก้ปวดท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดจากอาหารทะเลที่มีพิษ การรักษานี้มักจะรวมกับยาต้มของใบใช้อาบและดื่มพร้อมกัน
รู้จักอันตราย---ชนิดนี้พบพิษที่ใบและก้าน ซึ่งใบจะมีพิษมากกว่าราก (รากมีพิษและมีกลิ่นเหม็น) ห้ามนำมารับประทาน และควรใช้อย่างระมัดระวัง
-วนเกษตร พืชมักใช้ปลูกบนชายหาดเพื่อควบคุมการกัดเซาะ และนิยมปลูกเป็นไม้หุ่มประดับ
ระะออกดอก/ผล---เกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

เขี้ยวกระแต/Psilanthus bengalensis


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Psilanthus bengalensis (Roxb. ex Schult.) J.-F.Leroy
ชื่อพ้อง---Coffea benghalensis B. Heyne ex Schult.
ชื่อสามัญ---Bengal coffee, Paracoffeaใ
ชื่ออื่น---เขี้ยวกระแต เขี้ยวกระแตหอม (ทั่วไป) ; [THAI: Kieow kra tae, Kieow kra tae (general).]; [ASSAMESE: Akajiphul, Dewamali, Bon-kathanda.]
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย ภูฏาน เนปาล บังคลาเทศ พม่า ไทย เวียตนาม ชวา
ไม้พุ่มขนาดเล็กสูงประมาณ0.5-3 เมตร ทรงพุ่มแผ่กว้าง กิ่งเปราะ ใบเดี่ยวขนาด 3-6 (-13) x 5-7 ซม.ออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรี ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน เส้นใบเห็นไม่ชัด ก้านใบยาว 0.8 ซม.ดอกเดี่ยวสีขาว ออกตามซอกใบ โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีขาวยาว 1-2 ซม. ปลายแยกเป็น5กลีบ บิดเวียนและซ้อนเกยกัน เมื่อบานขนาด3-3.5 ซม.ผลกลมขนาด7มม.สีดำ ดอกบานวันเดียวร่วงส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวันและหอมแรงช่วงหัวค่ำถึงกลางคืน ปลูกในที่มีแสงแดดรำไรได้ดีหมั่นตัดแต่งให้ทรงพุ่มโปร่งไม่ทึบเกินไปจะออกดอกดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับมีกลิ่นหอม
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


อ้างอิง, แหล่งที่มา

---อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/index.php?page=search
---หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
---เอื้อมพร วีสมหมาย และคณะ. 2551. พรรณไม้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ เอช เอ็น กรุ๊ป จำกัด.
---ศูนย์รวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตในประเทศไทย.  http://www.thaibiodiversity.org/Life/LifeDetail.aspx?LifeID=38763
---สารานุกรมไม้ประดับในประเทศไทย(เล่ม1)โดยคณะบรรณาธิการสำนักพิมพ์บ้านและสวน บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน)
---หนังสือ ไม้ประดับเพื่อการตกแต่ง(Ornamental Plants for Decoration) ศาศตราจารย์(พิเศษ)ดร.ประชิด วามานนท์         ---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden Organization http://www.qsbg.org/database/
---สำนักงานหอพรรณไม้. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย  เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช http://www.dnp.go.th/botany/mplant/index.aspx
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                       
---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                    
---Plants of the World Online Kew Science.www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org
---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/
REFERENCES ---General Bibliography
REFERENCES ---Specific & complementary


Check for more information on the species:


Plants Database    ---Names, synonymy and distribution    The Garden.org Plants Database    https://garden.org/plants/
Global Plant Initiative    ---Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos    ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
IPNI    ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL    ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA       ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude    ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images        
            

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
รูปภาพ--ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com

2008-20017

update---20/4/2018---21/7/2020

 

 

 

 


 

 

 


 


                 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view