สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 27/06/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,634,094
Page Views 12,141,014
 
« June 2017»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก

'

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก

กรรณิการ์,กะตังใบ,รัตมา,ข้าวหลาม,บุหรง,บุหรงใบอ่อนสีน้ำตาล,บุหงาปัตตานี,บุหงาเซิง,บุหงาแต่งงาน

ส่าเหล้าปัตตานี,อูน,พวงไข่มุก,มโนรมย์,สราญรมย์,ยี่หุบ,มณฑา,กำแพงเจ็ดชั้น,เทียนกิ่ง

ฝ้ายแดง,หม่อน,รามใหญ่,พิลังกาสา,พิลังกาสาด่าง,ปีบยูนนาน,สร้อยสุวรรณ

ส้านชะวา,ส้านดอกขาว,ม่วงส่าหรี,เกล็ดกระโห้,ไข่ดาว,รวงผึ้ง,คอร์เดีย

แปรงล้างขวด,มะเขือต้น,รักทะเล,โมก,มะตูมแขก,ไคร้ย้อย,มะเดื่อหอม

ลีลาวดีลูกศร,หูกระจงแดง,มะสัง,ปลาไหลเผือก,ส้มกุ้งขน,ทรงบาดาล,พรวด,นมแมว

น้ำใจใคร่,ฝาดขาว,ฝาดแดง, โมกเหลืองหอม,สนทราย,ช้าแป้น, กลุึงกล่อม,หัสคุณ,มันปู

ทองแมว

กรรณิการ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes arbor-tristis.,Linn.
ชื่อวงศ์: VERBENACEAE
ชื่อสามัญ : Night Flower Jasmine
ชื่ออื่น : กรรณิการ์ , สะการะตาหรา    

ถิ่นกำเนิด :  เอเชียเขตร้อน เช่น อินเดีย,ศรีลังกา ,ไทย

 "สะการะตาหรา" แปลว่า ดอกกรรณิการ์ รากศัพท์เดิมมาจากภาษาชวา สะการะ แปลว่า ผกา หรือดอกไม้ พอผสมคำเป็นสะการะตาหราจึงแปลได้ว่า ดอกกรรณิการ์

เป็นไม้หอมที่ขึ้นกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในป่าของเมืองไทย  และมีขึ้นอยู่ทั่วไปในทวีปเอเซียเขตร้อน         

กรรณิการ์เป็นพืชในวงศ์ที่มีศักดิ์สูง คืออยู่ร่วมวงศ์เดียวกับไม้สัก คือวงศ์ VERBENACEAEเป็น ไม้ยืนต้นดอกหอมที่ทรงต้นสูงได้ประมาณ15เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมักเป็นเหลี่ยม เปลือกของลำต้นสีขาว บริเวณแนวสันเหลี่ยมของลำต้นจะมีตุ่มเล็กๆประเป็นแนวตามสันเหลี่ยมของต้น หรือกิ่งอีกด้วย

ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้ามตามข้อต้น ใบสีเขียวเนื้อใบกระด้าง สากระคายมือ เพราะมีขนละเอียดปกคลุมอยู่ตลอดตามใบและตามยอดกิ่งอ่อน ใบรูปมนรีปลายแหลม ขอบใบเรียบไม่มีจัก ขนาดใบยาว 5-7.5 ซม.

ดอกเป็นดอกช่อ ช่อดอกจะออกตามโคนก้านใบหรือตามปลายกิ่งส่วนยอด ในช่อหนึ่งๆมีแขนงช่อดอกย่อยจำนวนมาก ดอกช่อในช่อดอกย่อยช่อหนึ่งมีดอกได้ ตั้งแต่ 5-8 ดอก แต่ดอกจะผลัดกันบานคืนละดอกเดียวต่อช่อดอกย่อยช่อหนึ่งๆ
   ดอก มีขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาวมี 6 กลีบ ตอนปลายสุดของกลีบดอกเป็นรูปหยักหางปลา เมื่อบานเต็มที่ทุกๆกลีบจะบิดเวียนตะแคงขวา ลักษณะคล้ายรูปกังหัน วงในสุดของดอกสีส้มแสดหรือสีชาด หลอดดอกหรือท่อดอกก็เป็นสีส้มแสดเช่นเดียวกันขนาดดอกบานเต็มที่กว้าง ประมาณ1.5ซม.กลิ่นหอมแรงออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งหรือใช้กิ่งอ่อนปักชำ หรือเพาะเมล็ดขึ้นเป็นต้นใหม่ได้ทุกวิธี

ความ เป็นมงคลของกรรณิการ์ ชาวฮินดูเชื่อกันว่าเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้บูชาเทพเจ้า อีกความเชื่อก็คือ หากหญิงสาวสวยมาร้องรำทำเพลงที่ต้นกรรณิการ์ ก็จะทำให้ต้นกรรณิการ์ออกดอกสวยงาม

หากบ้านเรือนใดปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ก็จะนำความสุขความเจริญมาให้กับคนในบ้าน

เขือง,กำลังเลือดค่าง ( กะตังใบ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Leea rubra Blume ex Spreng

ชื่ออื่น : กำลังเลือดค่าง (ยโสธร) กะตังใบแดง, กะตังใบ (กรุงเทพมหานคร)

ไม้ พุ่มสูงได้ถึง 2เมตร ใบประกอบแบบขนนก 1-2 ชั้น  รูปขอบขนาน กว้าง2.5-4ซม.ยาว5-12.5ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือรูปลิ่มขอบใบจักฟันเลื่อย หูใบแนบกับก้านใบ

ดอก ช่อ แบบช่อกระจุก ออกที่ปลายยอด ช่อดอกยาว   ประมาณ10ซม. ดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบดอกและเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ปลายกลีบดอกแยกเป็น5กลีบสีแดงเข้มกลางดอกสีขาว

ผลสดมี4-5พู ค่อนข้างกลม สีน้ำตาลแกมเขียว มีหลายเมล็ด 


              ตอนนี้เห็นในตลาดต้นไม้นำมาขายเป็นไม้ประดับ กันเพราะพุ่มสวยดอกสวย บ้างก็ว่าเป็นไม้มงคล  ต้นนี้คนกรุงเทพฯเรียกต้น กะ-ตัง บ้านไหนปลูกต้นนี้ บ้านนั้น" มีกะตัง" คงเพราะเหตุนี้ถึงว่าจัดเป็นต้นไม้มงคลนามนี่เอง

  รัตมา

ชื่อสามัญ : Jerusalem Thorn, Vedi-Babhal
ชื่ออื่น : รัตมา
ชื่อพฤกษศาสตร์ : Parkinsonia aculeata., Linn.
วงศ์ : Papilionaceae
ถิ่นกำเนิด : อเมริกาใต้

รัตมา เป็นต้นไม้เก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลก เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง พุ่มต้นโปร่ง สูงประมาณ3-5เมตรก้านใบเป็นช่อเรียวลู่ระหง ช่อใบหนึ่งๆยาวประมาณ 8"-16 "
ดอก สีเหลืองประแดงขนาดเล็กมีกลิ่นหอมด้วยออกเป็นช่อรวมกันเป็นกลุ่มๆ เมื่อลมพัดดอกจะลู่ตามลมเป็นสายสวยมากทีเดียว ออกดอกระหว่างเดือน มีนาคมถึงเมษายน เป็นต้นไม้กลางแจ้งขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดจากฝักแก่ หรือจะใช้วิธีตอนกิ่งหรือปักชำก็ได้

ข้าวหลาม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Goniothalamus marcanii Craib

วงศ์ : ANNONACEAE

ไม้ พุ่มสูง 1-2เมตร แตกกิ่งน้อย เปลือกค่อนข้างนิ่ม สีน้ำตาล กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล

ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนาน ปลายใบเป็นติ่งแหลม ดอกออกที่ซอกหรือตามกิ่งใบ กลีบดอก6กลีบเรียงกัน2ชั้น บานได้2-3วัน เมื่อบานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง2ซม.

ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย8-15ผล รูปรี เมื่อแก่สีแดงเข้ม มีเมล็ด 1เมล็ด

ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน หอมแรงช่วงค่ำขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

บุหรง

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Dasymaschlon dasymaschalum (Blume) I.M.Turner
วงศ์ : ANNONACEAE

บุหรง เป็นไม้ขนาดย่อมสูง2-7 เมตร กิ่งอ่อนมีขนสีแดงปกคลุม กิ่งแก่เกลี้ยง และมีรูระบายอากาศ ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง4-7ซม.ยาว10-18ซม. โคนใบเว้าปลายใบแหลม แผ่นใบหนาแข็ง เกลี้ยงและมัน ใบด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีขาวอมฟ้า ใบอ่อนสีแดง เป็นไม้อยู่ในวงศ์เดียวกับกระดังงา

ดอกเดี่ยวสี เหลืองนวลหรือสีส้มแดง  มักออกดอกตามปลายกิ่งหรือยอด ดอกห้อยลงกลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมสีม่วงหรือเขียว กลีบดอกมี3กลีบติดกันแน่นทั้ง3กลีบ รูปสามเหลี่ยม เชื่อมติดกันตลอดความยาวและบิดเวียนเป็นเกลียว ยาวประมาณ 4-12ซม.

ออก ดอกติดอยู่ที่โคนก้านใบตามปลายกิ่ง กิ่งละหลายดอก  ความหอมคล้ายกระดังงาแต่หอมน้อยกว่า  เมื่อโรยกลีบดอกจะหลุดร่วงพร้อมกันทั้งสามกลีบ บุหรงออกดอกระหว่างเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน   

ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย4-9ผล รูปทรงกระบอก ผิวผลเรียบเป็นมัน มีรอยคอดในแต่ละช่วงเมล็ด ผลแก่สีแดงมี2-6เมล็ดขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง ชอบขึ้นใกล้ทะเล เป็นต้นไม้ของภาคใต้โดยเฉพาะ


บุหรงใบอ่อนสีน้ำตาล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dasymaschalon blumei Finet & Gagnep. var. wallichii (Hook. f. & Thomson) Ban

วงศ์ : ANNONACEAE

ไม้ พุ่มขนาดเล็กสูง 2-3เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำ มีช่องอากาศสีขาวเป็นจุดๆ เนื้อไม้เหนียว กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม แตกกิ่งจำนวนมาก

ใบ รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง4-6ซม. ยาว9-15ซม. โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบเรียวทู่ ใบด้านบนสีเขียวและมีขนเล็กน้อย ใบด้านล่างสีฟ้าเข้มหรืออมขาว และมีจุดสีม่วงเล็กๆ ใบอ่อนสีน้ำตาล

ดอกเดี่ยวออกที่ปลายกิ่งหรือใกล้ปลายกิ่ง ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีแดง ม่วงแดง

แล้วหลุดร่วงไปทั้งกรวย

  ผลกลุ่มมีผลย่อย 9-12ผลรูปทรงกระบอกยาว3-5ซม.มีเมล็ด2-4เมล็ด เปลือกคอดถี่ตามรูปเมล็ด ผลอ่อนสีเขียวอมม่วง เมื่อแก่สีแดง

ออกดอกเดือน มิถุนายนถึงกรกฏาคม ปลูกเป็นไม้ประดับในกระถางได้

ขึ้นกระจายตามป่าละเมาะและชายทะเลทางภาคใต้ตอนล่าง ที่ระดับความสูง 50-200เมตร

บุหงาลำเจียก

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Goniothalamus tapis Miq.
วงศ์ : ANNONACEAE

ไม้ ยืนต้นเนื้อแข็งขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตรนิยมปลูกเป็นไม้ประดับสวน ในธรรมชาติพบได้ตามป่าดิบชื้นภาคใต้ของไทย

ดอก เป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ ออกตามซอกใบดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานกลีบดอกเปลี่ยนเป็นสีขาวนวลหรือเหลืองอม ชมพู  ดอกบานทนอยู่ได้ 1-2วัน มีกลิ่นหอมแรงเมื่อดอกใกล้โรย ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย6-14ผลรูปกลมรีขนาด1-1.2ซม.เปลือกผลเรียบเป็นมัน เมื่อแก่สีม่วงเข้ม มี1เมล็ด

ออกดอกเป็นระยะตลอดปี แต่จะดกและงามเป็นพิเศษในเดือน มีนาคม-เมษายน
การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง ต้นที่เพาะด้วยเมล็ดจะมีทรงพุ่มที่สวยงามและอายุจะยืนกว่าต้นที่ได้จากกิ่ง ตอน

ป็นไม้ที่ไม่ชอบแสงแดดจัด ต้องการความชื้นสูง ควรปลูกในที่ร่มรำไรหากแดดจัดและความชื้นน้อยใบจะไหม้

บุหงาปัตตานี

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Goniothalamus sp

วงศ์ : ANNONACEAE

 เป็น ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 3-6 เมตร  ทรงพุ่มทึบ ลำต้น สีขาวอมเทา มีกลิ่นฉุน  ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับสองด้านในระนาบเดียวกันของกิ่ง แผ่นใบเรียบ หน้าใบสีเขียวเข้มเป็นมัน หลังใบสีอ่อน

ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีขาวนวล  ออกตามลำต้น กิ่ง กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงเป็นสองชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบชั้นในสั้นและเรียงตัวอัดเป็นรูปสามเหลี่ยม กลีบชั้นนอกรูปรีแกมรูปหอก ปลายแหลม ปลายกลีบดอกไม่บานแยกจากกัน

ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานเต็มที่สีขาวนวล มีกลิ่นหอมแบบเปรี้ยวๆ ดอกหอมในช่วงเย็น ออกดอกตลอดปี


บุหงาเซิง,บุหงาแต่งงาน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Friseodielsia desmoides

วงศ์ : ANNONACEAE

 ถิ่นกำเนิด : กระจาย อยู่ทั่วไป ในภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ รวมทั้งในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

 บุหงาเซิงเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดเล็กสูง 1-2 เมตรหรือเลื้อยได้ไกล3-5เมตร แตกกิ่งจากโคนต้นเป็นจำนวนมาก และมีใบจำนวนมาก  ลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็งเหนียว มีเปลือกสีน้ำตาล มีใบออกสองข้างในระนาบเดียวกัน ใบรูปไข่แกมขอบขนาน ยาว11-15ซม.ด้านล่างของใบมีนวลสีขาว

ดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก2ดอก สีเหลือง มี 6 กลีบเรียงเป็น 2 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ เรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม  ดอกบานมีขนาด2-2.5ซม.บานอยู่ได้2-3วัน

ผลกลุ่มมีผลย่อย8-12ผลทรงรียาว1.5-2ซม.เมื่อสุกสีแดงมี1เมล็ด ออกดอกเดือนมกราคม-สิงหาคม
 บุหงา เซิงเป็นพรรณไม้ที่ลำต้น ใบ ดอกมีกลิ่นหอมแรง ใกล้เคียงกับต้นส่าเหล้ามากชอบดินร่วนมีอินทรียวัตถุมาก และระบายน้ำดี และชอบ อยู่ในที่ร่มรำไร

ออกดอกเดือน มกราคม-สิงหาคม

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ทาบกิ่ง และตอนกิ่ง

กระจาย พันธุ์อยู่ในป่าดิบแล้งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และป่าดิบชื้นในภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้

ปัจจุบันเริ่มมีการกระทบกระเทือนลดจำนวนในถิ่นกำเนิด

ส่าเหล้าปัตตานี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Desmos cochinchinensis Lour.

วงศ์ : ANNONACEAE

รูปภาพ : สวนสวรส

ไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ไกล5-10เมตร แตกกิ่งน้อย เปลือกเรียบ สีน้ำตาล มีช่องอากาศเป็นจุดสีขาว เนื้อไม้เหนียว

ใบรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง5-8ซม.ยาว12-20ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลมใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอมเทา   

    ดอกเดี่ยวออกนอกซอกใบ ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก้านดอกเรียวสีม่วง ยาว10-16ซม. มีใบประดับขนาดเล็ก อยู่ค่อนมาทางโคนก้านดอก กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมแผ่กางออก กลีบดอกเรียงเป็น2ชั้น กลีบชั้นนอกรูปหอก ปลายกลีบงอโค้งเข้า กลีบชั้นในมีขนาดเล็กและสั้นกว่า

ผลกลุ่มมีผลย่อย12-20ผลรูปทรงกระบอกกว้าง5-8 มม.ยาว4-9ซม. ก้านช่อผลยาว10-16ซม.

ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่สีดำ มีเมล็ด2-6เมล็ด

ออกดอกเป็นระยะตลอดปีแต่มีมากช่วงหน้าฝน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วประเทศ ที่ระดับความสูง100-600เมตร

ดอกอูน พวงไข่มุก

ชื่อวิทยาศาสตร์: Sambucus simpsonii Rehder

ชื่อสามัญ: American  elder

ชื่ออื่น : ระป่า (ปราจีนบุรี), อุน, อุนฝรั่ง (แพร่)

วงศ์: CAPRIFOLIACEAE

มีถิ่นกำเนิดทางทวีปอเมริกาเหนือ

ไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรงสูง 2-4 เมตร แตกกิ่งก้านจำนวนมาก พุ่มโปร่ง กิ่งแก่กลวง ใบประกอบแบบขนนกสองชั้นออกตรงข้าม ปลายใบแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกสีขาวกลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ช่อใหญ่เป็นพุ่มกว้าง 10-25 ซม.   ดอก มีน้ำมันหอมระเหยและสารที่มีรสขม  ผลกลม สีม่วงดำเป็นมัน ผลสุก รับประทานได้ ทำแยม  และขนมพาย

ในบางประเทศใช้ยอดอ่อนปรุงอาหาร ชงน้ำดื่มทำไวน์   ดอกแห้งเป็นยาชง ช่วยขับเหงื่อ

  ขยายพันธุ์ ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง ต้องการน้ำปานกลาง แสงแดดตลอดวันจะทำให้ต้นมีความแข็งแรง มักขึ้นตามชายป่าทั่วไปที่มีความชุ่มชื้น


มโนรมย์ - สราญรมย์

ชื่อวิทยาศาสตร์: Erythrina crita-galli L.

ชื่ออื่น :ทองหลางดอกแดง

ชื่อสามัญ: Cockspur Coral Tree, Common Coral Tree, Cry-baby Tree

วงศ์: LEGUMINOSAE (PAPILIONOIDEAE)

ถิ่นกำเนิด บราซิล อุรุกวัย และอาร์เจนตินา

นำเข้ามาเมืองไทย ม.ร.ว. พันธุ์ทิพย์ บริพัตร

ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 8-10 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดทรงกลม ลำต้นและกิ่งก้านมีหนาม  ใบประกอบ มี 3 ใบย่อย ก้านใบมีหนาม ใบรูปไข่ ปลายใบแหลม สีเขียวเข้มเป็นมัน แผ่นใบเป็นคลื่น
ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้ง ดอกรูปดอกถั่ว สีแดงดอกคล้ายทองหลางฮ่องกง แต่กลีบดอกจะกว้างกว่า ดอกทยอยบาน จากโคนไปหาปลายช่อ ถ้าดอกเป็นสีส้มหรือชมพูจะเรียกขื่อว่า สราญรมย์

  ถ้าปลูกในที่อากาศเย็นจะติดฝัก

ออกดอกเดือนธันวาคม-มกราคม

ยี่หุบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Talauma mutabilis.,Bt

ชื่อสามัญ : Talauma

วงศ์ : MAGNOLIACEAE

ยี่หุบ เป็นพันธุ์ไม้ป่าชนิดหนึ่งของไทย เป็นไม้พุ่มเตี้ย มีลำต้นสูงชะลูด แตกกิ่งและใบน้อย มักแตกใบเป็นช่อตรงส่วนยอดและปลายกิ่งเท่านั้น

ใบสีเขียวสดและกระด้าง ดอกสีขาวนวล กลีบดอกหนาแข็ง หอม..หอม..หอม  บานวันเดียวแล้วโรย ออกดอกตลอดปี

ยี่หุบ เป็นไม้ที่ไม่ชอบแดดจัด ชอบอากาศชื้นและเย็นต้องอิงร่มเงาไม้ใหญ่ ถ้าไปปลูกผิดที่โดนแดดแรงมากๆ ประท้วงไม่ยอมโตเฉยเลย ออกอาการแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด คือใบจะไหม้ โตช้า ออกดอกให้เห็นนิดๆหน่อยๆ

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง

มณฑา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Magnolia liliifera (L.) Baill. var. liliifera

วงศ์ : MAGNOLIACEAE

            มณฑา เป็นต้นไม้พุ่มขนาดเล็ก แต่สามารถเจริญเติบโตเป็นต้นไม้สูงได้ถึง 6 เมตร มีลักษณะนิสัยคล้ายกันกับยี่หุบ ถ้ายื่หุบจะหาแนวร่วมก็คงเป็นมณฑานี่แหละ อยู่ไหนอยู่ด้วย แต่มณฑาจะกวนอารมณ์กว่าตรงที่ เวลาออกดอก กว่าจะถึงเวลาบานนานมาก แล้วแถมเวลาบานไม่คลี่เต็มดอก เลยไม่รู้ว่าบานแล้ว เฝ้ารอหลายเพลาเชียว มาเห็นอีกที ดอกร่วงตุ้บไปซะแล้ว  ได้แต่หยิบกลีบร่วงแล้ว มาดม

กำแพงเจ็ดชั้น

ชื่อวิทยาศาสตร์  Salacia cochinchinensis   L.
ชื่ออื่น   - หลุ่มนก ,   ตะลุ่มนก ,  น้ำนอง มะต่อมไก่
วงศ์ : CELASTRACEAE

กำแพงเจ็ดชั้น เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย แต่ไดัภาพนี้มาจากสวนสมุนไพรกองทัพอากาศ ปลูกไว้นานหลายปีแล้วคงรอเลื้อยจนเบื่อเพราะคงโดนห้ามเลื้อยเอาไว้  ต้นไม้รอเลื้อยถ้าไม่อยากให้เลื้อยก็ต้องคุมให้ดี กิ่งยอดยื่นยาวก็ตัดแต่งให้เป็นพุ่มไว้ต้นนี้สูงได้ประมาณ 2-6 ม. ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี หรือรูปไข่กลับ ปลายแหลมหรือมน โคนสอบ ขอบหยักหยาบๆ   ดอก ดอกออกเป็นกลุ่มหรือเป็นช่อสั้นๆ ที่ง่ามใบ ดอกเล็ก สีเขียวอมเหลืองหรือเหลือง กลีบเลี้ยงเล็กมาก  กลีบดอก 5 กลีบ
     ผลค่อนข้างกลมหรือรี เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 ซม. ผลสุกสีแดงหรือแดงอมส้ม มี 1 เมล็ด เมล็ดค่อนข้างกลม
   ผลของกำแพงเจ็ดชั้น เนื้อในสีขาว กินได้
ถ้าตัดต้นต้นกำแพงเจ็ดชั้น ตาม ขวางจะเห็นวงกลมซ้อนกัน ในเนื้อไม้ นับได้5ชั้นรวมเปลือกกับเนื้อเยื่ออีก2ชั้นจะได้เจ็ดชั้นตามชื่อทันที

มักพบในป่าลึกแถวบริเวณที่มีจอมปลวกขึ้น 

เทียนกิ่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lawsonia inermis L.

วงศ์ : LYTHRACEAE

ชื่ออื่น : เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนแดง เทียนไม้

ถิ่นกำเนิดและเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทางตอนเหนือของแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย

เป็นพรรณไม้จากต่างประเทศ แหล่งปลูกต้นเทียนกิ่งที่สำคัญของโลกคือที่ ประเทศอินเดีย อียิปต์ และซูดาน โดยจัดเป็นไม้พุ่มกึ่งรอเลื้อยขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 3-6 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามากเป็นพุ่มกว้าง ลักษณะของกิ่งก้านเมื่อยังอ่อนจะเป็นสีเขียวนวล กิ่งเมื่อแก่จะมีหนาม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลอมสีเทา ดอกออกเป็นข่อติดกันเป็นกระจุกยาว โดยจะออกตามยอดกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก แบ่งเป็นสองสายพันธุ์คือ พันธุ์ดอกขาวและพันธุ์ดอกแดง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ

ผลเป็นรูปทรงกลม คล้ายกับเมล็ดพริกไทย ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกหรือแก่เต็มที่แล้วจะเป็นสีน้ำตาลและแตกได้ ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก อัดกันแน่น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้เร็ว ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิดที่มีความชื้นปานกลางถึงต่ำ ชอบแสงแดดแบบเต็มวัน

ทั้ง พันธุ์ดอกขาว และดอกแดง ใช้ใบสด แก้เล็บขบหรือเป็นหนอง วงการเครื่องสำอางค์ใช้ผงใบเทียนกิ่งเป็นยาย้อมผมให้เป็นสีน้ำตาลแดงหรือแดง ปนส้ม และช่วยป้องกันผมจากแสงแดดด้วย

ฝ้ายแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Gossypium arboreum  L.

ชื่อสามัญ :   Ceylon Cotton , Chinese Cotton , Tree Cotton

วงศ์ :   Malvaceae

ไม้พุ่ม สูง 2.5-3.5 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลแดง ใบเดี่ยว เวียนสลับ รูปไข่ขอบหยักลึก 3-7 แฉก ก้านใบและเส้นใบสีแดงคล้ำ 

  ดอก เดี่ยว ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง สีแดงเข้ม หรือ สีเหลืองอ่อน กลางดอกสีม่วงแดง

ผล กลม หัวท้ายแหลม เมื่อแก่แตกได้ เมล็ดค่อนข้างกลม สีเขียว คลุมด้วยขนยาวสีขาว 


  หม่อน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morus spp.
ชื่อสามัญ : Mulberry Tree
ชื่ออื่น : หม่อน มอน (อีสาน) ซึมเฮียะ (จีน)
วงศ์ :  MORACEAE


หม่อนเป็นไม้ยืนต้นมีความสูงประมาณ 10-15 เมตร เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยวสีเขียวเข้ม เป็นรูปใบโพธิ์ ขอบใบหยักฟันเลื่อย อาจเว้าในหม่อนบางพันธุ์ ดอกมีขนาดเล็ก ดอกย่อย มี 4 กลีบ ออกตามซอกใบ ผลเป็นผลรวม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีสีม่วงแดงถึงดำกินได้

ยอด อ่อนและใบหม่อนใช้ทำชาชงกินได้ ชาวญี่ปุ่นดื่มน้ำำชาจากผงใบหม่อน และรากหม่อนมาเป็นเวลากว่า60ปีเชื่อกันว่าจะช่วยรักษาสุขภาพ เพื่อใ้ช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง

รามใหญ่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ardisia elliptica Thunb.
ชื่ออื่น : กระดูกไก่ ก้างปลา ก้างปลาเขา อ้ายรามใบใหญ่ เหมือด ลังพิสา ทุลังกาสา ผักจ้ำ ตาไก่
วงศ์ : MYRSINACEAE

เป็น ไม้พุ่ม สูง1-4 เมตร กิ่งแขนงรูปทรงกระบอกหรือเป็นเหลี่ยม สีน้ำตาลแกมเทาใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรีถึงรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3.8-7.5ซม.ยาว12.5-25ซม.ปลายใบแหลมหรือกลม โคนใบรูปลิ่ม เนื้อใบมีจุดโปร่งแสงกระจายทั่วไป

ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวแกมชมพูจางๆ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบ ผลเป็นผลสดเมื่อสุกสีดำหรือม่วงเข้มมีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียวรูปทรงกลมแป้นเล็กน้อย

 

พิลังกาสา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ardisia polycephala
วงศ์ :  MYRSINACEAE

เป็น ไม้ยืนต้น ขนาดเล็กสูงถึง8เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม เกลี้ยงและบาง ใบกว้าง4-8.5ซม.ยาว12-20ซม.รูปไข่ปลายแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาแข็งเป็นมันสีเขียวแต่ใบอ่อนจะเป็นสีแดง ดอกเป็นช่อแน่น

ดอกย่อยขนาดเล็กเป็นกระจุก สีชมพู ผลสีแดงหรือดำขนาด0.7-0.9ซม. เนื้อบางมีชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง ภายในมี1เมล็ด



 

พิลังกาสาด่าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : ardisia elliptica thumb
วงศ์ : MYRSINACEAE

เป็นไม้ยืนต้นพุ่มเตี้ย สูงประมาณ 2 เมตร ใบเป็นมัน ชอบน้ำปานกลาง เป็นพืชสมุนไพรทั้งต้น ใบ ดอกและผล ปัจจุบันค่อนข้างหายากที่จะได้ต้นด่างครบทั้ง 3 แบบ เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้กระถางหรือเป็นไม้ประดับ ต้นที่ด่างได้สมบูรณ์แบบใบจะมีสีสลับเขียวกับเหลืองและใบอ่อนสีชมพูอมส้มสวย งามมาก
ดอกออกเป็นช่ออยู่ตามปลายกิ่ง หรือตามส่วนยอด ดอกมีสีชมพูอมขาว
ผลโตเท่าขนาดเม็ดนุ่น เมื่อยังอ่อนเป็นสีแดง ผลแก่จะเป็นสีม่วงดำ

พิลังกาสาด่างมีลักษณะด่างถึง 3 แบบที่สวยงามแตกต่างกัน ดังนี้
แบบ 1 ใบสีเขียว สลับสีเหลืองใบอ่อนสีชมพูเป็นด่างขอบนอก

แบบ 2 ใบสีเขียวสลับสีเหลืองที่มีลักษณะด่างทั่วทั้งใบ

แบบ 3 ใบสีเขียวสลับสีเขียวอ่อน เป็นลักษณะด่างข้างใน

ชอบแสงแดดครึ่งวันถึงเต็มวัน

ขยายพันธุ์ด้วยการ เสียบยอดหรือชำกิ่ง

ปีบยูนนาน

ชื่อวิทยาศาสตร์  Radermachera  Sinica

ชื่อสามัญ  : China  doll, Serpent  tree   ชื่ออื่น : ปีปไหหนาน

วงศ์  :  BIGNONIACEAE  

c

ปีบยูนาน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  ใบสีเขียวเป็นมัน  ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ทยอยบาน ดอกไม่ค่อยทนจะร่วงง่าย แต่ความที่ดอกดกจึงมักไม่ขาดดอกให้ดู 

ไม้ต้นนี้ ร่ำลือกันว่าหอมจรุงใจนักหนา  ดอกหอมมาก  หอมทั้งวัน แถมว่าเหมือนกลิ่นแป้งร่ำ  กลิ่นโบราณแบบไทยๆขัดกับชื่อที่เหมือนเป็นต้นไม้มาจากจีน ปีบยูนนานหรือปีปไหหนานนี้จะ  ออกดอกทั้งปี ชอบแดดจัดกลางแจ้ง เลี้ยงง่ายโตเร็ว ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง  สรรพคุณดังนี้ไซร้หาไว้ปลูกดีนักแล


โซ่ทอง โซ่ทองคำ สร้อยสุวรรณ

ชื่อสามัญ :Golden Chain
วงศ์ : MALPIGHIACEAE
ชื่ออื่น : โซ่ทอง, โซ่ทองคำ, สร้อยสุวรรณ   ถิ่นกำเนิด
: บราซิล



                   

ไม้พุ่มใหญ่ยืนต้น สูง 3.5-5 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มแน่น ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับถี่ปลายยอด ใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายและโคนใบแหลม ใบมีขนาดใหญ่ เนื้อใบค่อนข้างหนาและแข็ง สีเขียวสด  ใบดกให้ร่มเงาดีมาก

ดอก ออกเป็นช่อขนาดใหญ่ ตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อดอกยาวประมาณ 50-80 ซม. แต่ละช่อ ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมากเรียงเบียดกันเป็นระเบียบตั้งแต่โคนช่อไปจนจดปลาย ช่อ ดอกจะทยอยบาน ดอกและเกสรตัวผู้เป็นสีเหลืองทอง ช่อดอกห้อยเป็นระย้า ดอกออกดกตลอดปีเป็นระยะๆ

ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง

 

ส้านชวา

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dillenia suffruticosa. Martelli
วงศ์ : DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด :ประเทศมาเลเซีย

ไม้ สูง 5-10 เมตรแตกเป็นกอเตี้ย เปลือกสีม่วงดำ

ใบใหญ่ยาว25ซม.สีเขียวเป็นมัน ขอบใบจักตื้นโคนใบเปลี่ยนรูปเป็นกาบหุ้มใบ

ดอกออกที่ยอดตรงข้ามโคนก้านใบเป็นช่อ ช่อละ4-5 ดอกมี5-6กลีบสีเหลืองสดใส กลีบนอกเล็กสีเขียว

ผลแก่จะแตกมีเมล็ดกระจายออกมา ลักษณะเป็นดาว6แฉกสีแดงเข้ม

ออกดอกตลอดปี เป็นไม้ปลูกขยายพันธุ์ด้วยการตอน

ส้านดอกขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dillenia philippinensis

วงศ์ : DILLENIACEAE

ไม้ยืนต้น สูง 7-10 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มหนาแน่นทรงกลมกว้าง เปลือกต้น สีเกือบดำ

ใบเดี่ยวสีเขียวสด ออกเรียงสลับ รูปรีจนถึงรูปไข่ ขนาดของใบกว้างประมาณ 8-15 ซม. ยาว 15-30 ซม. ปลายใบมีทั้งเกือบมนและแหลมเล็กน้อย โคนมน มีครีบและยกตั้งขึ้น ขอบใบหยักชัดเจน ผิวใบสากมือเล็กน้อย

ดอกสีขาวขนาดใหญ่ ใจกลางสีม่วงแดง ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกย่อยมีตั้งแต่ 4-5 ดอก หรือบางครั้งมีได้ถึง 18 ดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เป็นรูปไข่กลับ กลีบดอก 5 กลีบ เป็นรูปช้อน แต่ละกลีบแยกจากกัน กลีบดอกค่อนข้างหนา เป็นสีขาวสดใส ใจกลางดอกมีเกสรจำนวนมาก สีม่วงแดง

 ดอก บานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9-10 ซม. มีขนาดใหญ่กว่าดอกของ ส้านใหญ่ และ ส้านชวา มาก

ผล รูปกลมแป้น ผลสุกเป็นสีส้มหรือสีแดง แตกเป็น 6 แฉก ภายในมีเมล็ดออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง

                                                                             ม่วงส่าหรี, ตะแบกม่วง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia sp.
ชื่อสามัญ : crape myrtle, crepe myrtle

วงศ์ : LYTHRACEAE

ไม้ยืนต้น สูงประมาณ 3.5-4 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง ทรงกลม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบเกือบมน เนื้อใบค่อนข้างหนา ดูเหมือน ใบอินทนิลน้ำ เป็นสีเขียวสด

ดอก ออกเป็นช่อแน่นขนาดใหญ่ ที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ลักษณะดอกคล้ายกับดอกยี่เข่ง และดอกตะแบกมาก สีของดอกเป็นสีม่วงเข้ม หรือ สีน้ำเงินเข้ม เวลามีดอกจะดกเต็มต้น

ขยายพันธุ์ ด้วยการตอนกิ่ง

สีแดงนี่ได้ติดมือมา

  เกล็ดกระโห้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clusia rosea Jacq
ชื่อสามัญ : Copey Clusia,ฺBalsam Apple
วงศ์ : GUTTIFERAE (CLUSISCEAE)

ไม้ ต้น สูง 2-9 เมตร ทรงพุ่มโปร่งเนื้อไม้เหนียว ใบหนาเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ดอกเดี่ยวหรืออกกระจุก 1-3 ดอกสีชมพูอมม่วง  ผลสีเขียวอมน้ำตาลเมื่อแก่แล้วแตก ภายในมีเยื่อหุ้มเมล็ด รับประทานไม่ได้

ออกดอกตลอดปีดอกเริ่มแย้มบานอยู่ได้2-3วันแล้วโรย ขยายโดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง ปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ได้

ต้น ที่มีใบด่างควรปลูกในที่แสงแดดรำไร ชอบดินร่วนความชื้นสูง และระบายน้ำดี ปลูกแล้วควรมีหลักผูกมัดลำต้นให้ตรงและคอยแต่งกิ่งให้โปร่งจะออกดอกดกดี

ไข่ดาว

ชื่อสามัญ : fried Egg Tree, Snuffbox Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oncoba spinosa Forssk.
วงศ์ : FLACOURTIACEAE

 

เป็น ไม้ต้นขนาดเล็กสูงขนาด2-5เมตร ลำต้นค่อนข้างอ่อน มีหนามเล็กๆตามลำต้นและกิ่งก้าน แตกกิ่งน้อย กิ่ง เหนียวและแตกออกยืดยาว  ใบรูปรี ขอบใบหยักละเอียดโคนใบแหลมและมีหนามแหลม ยาวประมาณ 2 - 4 ซม.ใบแข็งเป็นมันสีเขียวเข้ม

ดอกเดี่ยวออกที่ปลายยอด ออกดอกทยอยตลอดปี ช่วงต้นฝนจะออกมากหน่อยดอกบานอยู่ 2 วันแล้วร่วง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆเย็นๆตลอดวัน

             ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง สามารถปลูกเลี้ยงในกระถางขนาดใหญ่ได้

  ชอบที่ร่มรำไร ดินชื้น แต่ระบายน้ำได้ดี

รวงผึ้ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Schoutenia glomerata King subsp. peregrina (Craib) Roekm.

ชื่อสามัญ : Yellow Star
วงศ์ : TILIACEAE

รวง ผึ้งเป็นไม้พื้นเมืองทางภาคเหนือ พบเฉพาะในประเทศไทย ขนาดความสูงประมาณ 5-8เมตรเปลือกต้นสีเทาเข้ม แตกกิ่งก้านเยอะ ทำให้ดูทรงพุ่มทึบใบขนาดกว้าง3.5-5ซม.ยาว4-12ซม.ออกระนาบเดียวกันรูปใบมนรี หรือขอบขนานปลายแหลมฐานป้าน ขอบใบเรียบ ใบแก่ค่อนข้างหนาสีเขียวเข้มและเป็นมันด้านบน ด้านล่างใบสีจะอ่อนกว่า ขนสีน้ำตาลออกครีม รูปคล้ายดาว ซึ่งหลุดลอกง่าย

ดอกขนาดบวกลบ1.3ซม.สี เหลืองเข้มออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งข้างตามซอกใบและมัก จะบานพร้อมกัน สมบูรณ์เพศ กลีบรองดอกมี5กลีบเหมือนรูปดาว ไม่มีกลีบดอกมีเกสรตัวผู้จำนวนมากแต่ ดอกมักไม่ติดผลออกดอกราวเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมผลิดอกเต็มต้นนานราว1สัปดาห์ ดอกบาน2วันแล้วโรยส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน เวลาดอกบานจะมีผึ้งมาตอมเป็นจำนวนมากปลูกกลางแจ้งชอบแดดจัด น้ำไม่มากขยายพันธุ์ด้วยการตอน

คอร์เดีย -หมันแดง

ฃื่อสามัญ : Gieger Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Cordia sebestena Poir.
ถิ่นกำเนิด : เวสต์อินดิส
วงศ์ : ETHRETIACEAE

ไม้ พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 8-10 เมตร ใบรูปไข่ปลายแหลม ยาว15-20ซม.กว้าง7.5-10ซม.ใบสากคาย ดอกออกเป็นช่อใหญ่และมักมีช่อย่อยออกมาเบียดกัน ออกที่ปลายกิ่งรูปกรวยปากบาน สีแสดสดใส มีผลสีเขียวเมื่อสุกเป็นสีขาว เนื้อในนุ่ม 

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและปักชำ
เป็นไม้ที่ง่าย โตเร็วชอบแสงแดดจัด ออกดอกตลอดปี 

           นิยมนำมาใช้จัดสวน เนื่องจากพุ่มสวย ดอกมีสีสดใสออกดอกตลอดทั้งปี เลี้ยงง่าย โตเร็ว


แปรงล้างขวด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Callistemon viminallis Solm. Ex Gaertn.) G.Don ex Loud.

ชื่อสามัญ : Weeping Bottle Brush
ชื่ออื่น : หลิวดอก

ถิ่นกำเนิด : ประเทศออสเตรเลีย

แปรงล้างขวด  เป็นไม้ที่มีทรงต้นอ่อนช้อยสวยงามมาก ต้นสูง 6-7 เมตร เรือนยอดแคบและกิ่งลู่ลงและพริ้วลมอย่างต้นหลิว เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่องลึก กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมทั่วไป ใบก็มีลักษณะคล้ายใบหลิว คือมีใบขนาดเล็กเรียวยาว  รูปหอก ปลายใบแหลม กว้าง0.5ซม.ยาว4ซม.

                    ดอกสีแดงสดออกติดกิ่งเป็นช่อยาว ปลายกิ่งจะโน้มย้อยห้อยลง มีก้านเกสรเป็นเส้นยาวประมาณ2ซม.ออกเป็นพู่เรียงติดกัน สลับช่องระหว่างใบต่อใบ ช่อดอกหนึ่งยาวประมาณ4ซม. ในเกสรของดอกไม้นี้มีรสหวานมาก

แปรงล้างขวดเป็นไม้ที่มีดอก(หรือก้านเกสร)หลายสีเช่น ชนิดสีเหลือง สีชมพูและสีขาว แต่ที่นิยมปลูกในเมืองไทยมี2ชนิดคือสีแดงและสีชมพู

ไม้ต้นนี้เป็นไม้กลางแจ้ง ออกดอกเป็นระยะๆเกือบตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการตอนและเพาะเมล็ด ปลูก ง่ายในดินเกือบทุกชนิด มีความทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แห้งแล้งได้ดี นิยมปลูกไว้ริมน้ำด้วยทรงต้นที่สวยงามและกิ่งที่โน้มห้อยย้อยลงกับดอกที่มี สีสดใสได้อารมณ์

มะเขือต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum wrightii Benth.
ชื่ออื่น : มะเขือยักษ์  มะเขือดอก
ชื่อสามัญ :Potato Tree , Brazillian Potata Tree

วงศ์ : SOLANACEAE

ถิ่นกำเนิด : ประเทศเปรู อเมริกาใต้

ไม้ ต้นสูง 4-10เมตร ลำต้นมีหนาม เหมือนมะเขือพวง กิ่งก้านเปราะมีขนรูปดาวปกคลุม ใบเดี่ยวรูปไข่เรียงสลับ  ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบใบเว้าลึกเป็นพูผิวใบมีขนสากทั้งสองด้าน ดอกสีม่วงแล้วจางเป็นสีขาว ออกเป็นช่อสั้นจากกิ่ง ใกล้ปลายยอด แต่ละช่อมี5-20ดอก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก5-7ซม.แต่ละดอกมีเกสรเพศผู้5อัน ผลสุกแล้วสีน้ำตาลมีเมล็ดจำนวนมาก

ออกดอกติดผลตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและการปักชำกิ่ง ซึ่งรากจะงอกค่อนข้างช้า

รักทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์: Scaevola taccada

ชื่อสามัญ: Sea Lettuce

ชื่ออื่น : บ่งบง,โหรา

วงศ์ GOODENIACEAE

ไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็กความสูงของต้นประมาณ 2-5 เมตร ขึ้นตามชายหาด  รากแผ่กว้าง เปลือกต้นเรียบ ลำต้นมีไส้ไม้ และมียางสีขาวข้น กิ่งอ่อนอวบน้ำเป็นสีเขียว ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับ ใบดก หนา มันวาว ป้องกันการสูญเสียน้ำ มีใบหนาแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน กว้าง 5-10 ซม. ยาว 12-15 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย โคนใบสอบเรียว ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ

ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ เป็นช่อแบบกระจุก ออกตามซอกใบ มีดอกจำนวนน้อย มีดอกย่อยประมาณ 2-3 ดอก ดอกสีขาว บานเป็นรูปพัดครึ่งวงกลม ใบประดับมีขนาดเล็กเป็นรูปสามเหลี่ยม  ผลสดเป็นสีขาวขุ่น เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน มีขนาดประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดแข็งประมาณ 1-2 เมล็ด ลอยน้ำได้

 ต้นรักทะเลจะพบมากตามชายฝังทะเลที่เป็นทราย หรือ หิน ยกเว้นตามป่าชายเลน สามารถเป็นพืชบุกเบิกในพื้นที่ใหม่ได้

โมก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia religiosa., Benth.
ชื่ออื่น : ปิดจงวา (เขมร สุรินทร์) โมกซ้อน (กลาง) โมกบ้าน (กลาง) และ หลักป่า (ระยอง)
วงศ์ : APOCYNACEAE

20/5/2008 up date 20/8/2016

เรื่อง ของคนสมัยก่อนหลอกเด็กให้เคี้ยวใบโมกให้ท่านดูเป็นเรื่องรื่นเริงบันเทิงใจ แสดงความผูกเป็นบทกลอนเอาไว้ ใครที่เคยโดนหลอกให้เคี้ยวใบโมกมาแล้วคงจำรสชาติใบโมกได้ดี ใครไม่เคย ก็ลองซะเป็นไรไป ลองเองจะได้ไม่โดนหลอกไง
      ว่ากันว่ารสชาติใบโมกนี่ ใครโดนหลอกให้เคี้ยว ไม่ว่าสามใบ เจ็ดใบจะน้ำตาไหลพรากๆ นองอาบหน้า เพราะรสเผ็ดและรสขื่นร้อนลึกๆในคอ ขากรรไกรแข็งขยับปากและกลืนน้ำลายไม่ลงทีเดียว
                     โมกเป็นไม้ยืนต้น และอายุยืนนานสูงประมาณ 3-5 เมตร ดอกออกเป็นช่อขนาดเล็กมีกลิ่นหอม มีทั้งอย่างดอกลาและดอกซ้อน (เหมือน มะลิ ที่มี มะลิลา และมะลิซ้อน)    ดอกจะเริ่มบาน ตั้งแต่ก่อนตะวันตกดินไปถึงตอนค่ำ และร่วงหมดในตอนเช้าถึงสาย จะมีกลิ่นหอมแรงในเวลาเย็นถึงค่ำ ออกดอกตลอดปี
                 คน ไทยนิยมปลูกโมกเป็นไม้ประดับมานานมากแล้ว เพระสามารถนำมาตัดแต่งเป็นพุ่ม เป็นไม้แถว หรือไม้ดัดก็ได้อย่างสวย เคยเห็นโมกที่เป็นไม้แคระ(Bonzai)  สวยมากเพราะมีดอกเต็มต้นให้ดูด้วย ไม้บอนไซที่เป็นโมกจะมีราคาแพงอีกด้วย แล้วก็เลี้ยงง่ายกว่าต้นอื่น
นอกจากนี้รากโมกยังใช้เป็นสมุนไพร เข้าส่วนผสมยาแก้โรคผิวหนังได้อีกด้วยขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดจะเป็น ต้นไม้ที่มีอายุยืนนานแต่ถ้าเป็นต้นที่ได้จากการตอน จะมีอายุไม่ถึง 10 ปีก็จะม้วยมรณาลาจากเจ้าของ ไปซะก่อน

สำหรับผู้มีสุนทรียภาพ

ต้นโมกในวรรณกรรมเรื่อง รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1

นางนวลจับต้นอินทนิล
นกกระทาจับกระถินขันก้อง
เค้าโมงจับโมกเมียงมอง
แก้วจับเกดร้องริมทาง

ความเชื่อ

คน ไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นโมกไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความสุขความ บริสุทธิ์เพราะโมกหรือโมกข์หมายถึงผู้ที่หลุดพ้นด้วยทุกข์ทั้งปวง  นอกจากนี้ยังช่วยคุ้มครองปกป้องภัยอันตรายเพราะต้นโมกบางคนเรียกว่าต้น พุทธรักษาดังนั้นเชื่อว่าต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยทั้งปวงจากภาย นอกได้เช่นกัน และยังเชื่ออีกว่าส่วนของเปลือกต้นโมกสามารถใช้ป้องกันอิทธิฤทธิ์ของพิษ สัตว์ต่างๆ ได้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นโมกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์

โมกชนิดอื่นๆ

โมกด่าง

นิยมปลูกเป็นไม้พุ่มเตี้ยและตัดแต่งเป็นรูปทรงต่างๆ ด้วยการเสียบยอดโดยใช้โมกมันเป็นต้นตอ โดยกำหนดความสูงของต้นตอไว้ประมาณ1.5 - 2 เมตร  มีใบด่างเหลืองสลับเขียว และด่างเขียวสลับขาว ดอกที่มีกลิ่นหอม

การ ขยายพันธุ์ไม่นิยมตอนกิ่งเพราะธรรมชาติของโมกด่างมักมีระบบราำที่ไม่ดีนัก การใช้กิ่งตอนนำมาปลูกการเจริญเติบโตจึงไม่ค่อยด นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอดโดยใช้โมกมันเป็นต้นตอ

โมกด่างชอบแสงแดดจัดกลางแจ้ง ถ้าหากแสงแดดไม่เพียงพอจะทำให้ต้นสูงชะลูด และทำให้เสียรูปทรง ทรงพุ่มไม่แน่นไม่สวย

มะตูมแขก(มะตูมซาอุ)

ชื่อวิทยาศาสตร์: Schinus terebinthifolius

ชื่อสามัญ: Brazilian Pepper-tree

วงศ์ : ANACARDIACEAE


ถิ่นกำเนิด : อเมริกาใต้ แถบประเทศบราซิล อาร์เจนตินาและปารากวัย

ไม้ต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 10 เมตร มีกิ่งก้านมาก  ใบอ่อนสีแดง ขอบใบเป็นหยักคล้ายหนามใบเมื่อนำมาถูขยี้มีกลิ่นหอมแรงคล้ายใบมะกรูด เป็นต้นไม้แยกเพศเป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ต่างคนต่างอยู่คนละต้น

ดอกออกเป็นช่อเล็ก สีขาว ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียลักษณะคล้ายกัน ออกดอกได้ทั้งปี แต่พบมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ผลเมื่ออ่อนมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีแดงสดเมื่อแก่ เนื่องจากผลมีสีสวยสดและออกได้ทั้งปี

นิยมนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ ผลเมื่อแก่จัดเปลือกจะแห้งติดเมล็ดคล้ายพริกไทย มีรสเผ็ดร้อน ชาวอเมริกาใต้ใช้ผลมะตูมซาอุแทนพริกไทย ทุก ส่วนของไม้ชนิดนี้มีน้ำมันและน้ำมันหอมระเหย ใบและยอดอ่อนกินเป็นผักสด เคียงลาบ อร่อยหลายๆ



ไคร้ย้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Elaeocarpus grandiflora J.E. Sm.

ชื่ออื่น :  สารภีน้ำ (เชียงใหม่) จิก ดอกปีใหม่ (กาญจนบุรี) แต้วน้ำ (บุรีรัมย์) ปูมปา (เลย) คล้ายสองหู ผีหน่าย (สุราษฎร์ธานี) มุ่นน้ำ (เพชรบุรี)  อะโน (ปัตตานี)
วงศ์ : ELAEOCARPACEAE

ไคร้ย้อยเป็นไม้ต้นขนาดเล็กหรือขนาดกลางไม่ผลัดใบ ต้น สูงประมาณ 5-30 เมตร ชอบขึ้นตามที่ลุ่มใกล้น้ำ  ตามลำห้วย ลำธาร ตามป่าดิบและขึ้นทั่วไปตามป่าโปร่งและป่าเบญจพรรณ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 50-800เมตร

   เรือนยอดแผ่กว้างเป็นพุ่มทึบ ผิวเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูป ไข่ โคนใบและปลายใบแหลม หนา ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนประปราย โคนใบสอบปลายใบเว้าเล็กน้อย ขนาดใบกว้าง2-5ซม.ยาว7-19ซม.

      ดอก เป็นดอกช่อแบบช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง ห้อยลง ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบ ที่โคนกลีบดอกด้านในจะมีกลุ่มขนเรียงตัวกันอยู่ ดอกตูมสีน้ำตาลปนส้ม เมื่อบานเป็นช่อ  สีขาวออกดอกเดือน มกราคม- กันยายน
ผล สดสีเขียวมีเนื้อหุ้มบางๆ  ทรงกลมรีหรือรูปกระสวย กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผิวผลบางเรียบ เกลี้ยง แข็งมาก  มีเพียงเมล็ดเดียว ขยายพันธุ์
  ด้วยการ เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

          ออกดอกเดือน มกราคม-เมษายน ติดผล เดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ไม้เนื้ออ่อน ผุง่าย ปลูกเป็นไม้กันดินพังทลายตามชายน้ำ

การกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า คาบสมุทรมาเลย์ สิงคโปร์


มะเดื่อหอม


(ชื่อเรียกทางการค้า)
       ไม่กล้าเอ่ยชื่อวิทยาศาสตร์และชื่อวงศ์ มีท่านผู้รู้ว่า ไม่ได้อยู่ในวงศ์ไทร MORACEAE มันไม่ใช่มะเดื่อ แต่อยู่ในวงศ์ตำแย URTICACEAE  ซึ่งดูตามลักษณะใบและดอกจะคล้ายกับต้นขมันหรือย่านงด ซึ่งก็เห็นด้วย เพราะต้นมะเดื่อหอมต้นจริงดอกใบไม่เหมือนต้นนี้เลย แต่มีรูปอยู่ ก็เลยนำมาลง เขาว่าดอกหอม แต่ก็หอมใครหอมมัน ชอบก็ว่าหอม ไม่ชอบก็ว่าเหม็น
พิสูจน์ด้วยตัวเอง

ลีลาวดีลูกศร

ชื่อสามัญ :  White Frangipani, Bridal Bouquet

ชื่อวิทยาศาสตร์  : Plumeria pudica Jacq. cv. Bridal Bouquet

ชื่อวงศ์  : APOCYNACEAE




ไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงประมาณ 3-4 เมตร ได้ชื่อมาตามลักษณะใบซึ่งเป็นลักษณะเด่น คือโคนใบสอบแคบ ปลายใบคล้ายรูป ลูกศร ดอกสีขาวสะอาดรูปลักษณะดอกก็ไปคล้ายดอกลั่นทม แถมอยู่ในวงศ์เดียวกันอีก จึงได้ชื่อตามนั้น

 เป็นต้นไม้ที่ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง ผลัดใบหน้าหนาว ออกดอกตลอดปี

หูกระจงแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : TERMINALIA BENTZOL (L.) L.F.

วงศ์ : COMBERTACEAE


ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูง5-10เมตร ลำต้นตั้งตรง เรือนยอดรูปไข่ หนาทึบ เปลือกสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง
สีน้ำตาลอมเหลือง แตกกิ่งในแนวราบเป็นชั้นๆคล้ายฉัตร ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ที่ปลายกิ่ง ใบรูปไข่กลับ กว้าง1-1.5 เซนติเมตร ยาว1.5-3 เซนติเมตร
ปลายใบเป็นติ่งแหลมอ่อน   โคนใบสอบแคบ เว้า  มีต่อม 1 คู่  ขอบใบเรียบ  แผ่นใบหนา  ผิวใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน

ดอกสีขาวออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงตามซอกใบที่ปลายกิ่ง  ดอกสมบูรณ์เพศ  มีขนาดเล็ก ผลสดรูปไข่ขนาดเล็กมีเมล็ดเดียว มีปีก2-5ปีก


มะสัง

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Feroniella lucida (Scheff.) Swingle.

วงศ์ : RUTACEAE

ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง5-15เมตร กิ่งแตกตั้งฉากกับลำต้น กิ่งและลำต้นมีหนามยาวแข็ง ลำต้นเปลาตรงเมื่อมีอายุมากลำต้นจะมีเปลือกขรุขระ สีน้ำตาลอ่อนปนเหลือง มีช่องระบายอากาศเป็นแนวยาว มีหนามทั่วไป เปลือกในสีขาว 

     ใบเป็นใบประกอบขนนกปลายคี่ เรียงตรงข้าม มีใบย่อย1-4คู่ ใบย่อยรูปไข่กลับ หรือรูปรี กว้าง1-1.5ซม.ยาว1-3ซม.ปลายใบมนสอบทู่ โคนใบรูปลิ่มหลังใบเกลี้ยงสีเขียวเป็นมัน ท้องใบสีจางกว่ามีขนนุ่มขึ้นประปราย แผ่นใบหนามีต่อมน้ำมันกระจายทั่วไปลักษณะคล้ายใบมะขวิด แต่มีขนาดเล็กกว่า ใบดก

ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งมี5-10ดอกต่อช่อมีทั้งดอกเพศผู้และดอกสมบูรณ์เพศในช่อเดียวดัน ดอก บานขนาด1-3ซม.เมื่อออกดอกจะส่งกลิ่นหอมไปไกล ดอกดกมากออกเป็นกลุ่มๆที่ปลายกิ่งนิยมปลูกเป็นบอนไซและไม้ดัด ออกดอกเดือน พฤศจิกายน-มกราคม

ผล สดแบบมีเนื้อหลายเมล็ด รูปทรงกลมหรือแป้นเล็กน้อย สีเขียวอมเหลือง ขนาด4-12ซม.ผิวขรุขระเล็กน้อย เปลือกผลหนามีกลิ่นหอมเมื่อแก่ ผลมีรสเปรี้ยวรับประทาน
ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด 

พบในป่าเบญจพรรณ ในภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนื

ปลาไหลเผือก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eurycoma longifolia Jack

ชื่ออื่น : กรุงบาดาล ตรึงบาดาล คะนาง แฮพันชั้น หยิกบ่อถอง หยิกไม่ถึง

วงศ์ : SIMAROUBACEAE

ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูง 3-4 เมตร ลำต้นตรงไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย20-30คู่ แต่ละใบขนาดกว้าง1.2-3 ซม ยาว 5-12 ซม. ออกเป็นกระจุกบริเวณปลายกิ่ง  สีเขียวเข้มด้านล่างมีนวลสีเงินปกคลุม ยอดอ่อนและใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ดอกออกที่ซอกใบเป็นแบบดอกช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กขนาด0.5ซม. กลีบดอกสีม่วงแดง

ผลเป็นผลสดรูปยาวรีขนาด1.2-2ซม.รูปขอบขนาน ปลายเป็นจงอยสั้นๆ เมื่อสุกเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง บางครั้งแตกออกได้

การกระจายพันธุ์ พม่า กัมพูชา ลาว เวียตนามคาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว


ส้มกุ้งขน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ardisia helferiana Kurz.

ชื่ออื่น : แม่ฮ้าง คราม ครามกุ้ง จีนจำ  พระยาราม   พุมมะราชา ตาปลา ก้างปลา  แม่ห้าง   ตาไก่

วงศ์ : MYRSINACEAE

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 3 เมตร กิ่งก้านมีขนปกปุย หนาแน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนาน หลังใบมีขนสั้นๆ ท้องใบมีขนที่ยาวและหนาแน่นกว่าโดยเฉพาะที่เส้นกลางใบ     

           ดอกออกเป็นช่อกระจะแกมซี่ร่ม หรือเชิงหลั่น ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยจำนวนมาก มีขนปกปุย หนาแน่น กลีบดอกสีม่วงแกมชมพูมีจุดประสีม่วงเข้มกระจายทั่วไป ผลสดรูปทรงกลม สีม่วงเข้ม

ทรงบาดาล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia surattensis.,Burm.f
ชื่อสามัญ : Kalamona , Scrambled egg
ชื่ออื่น : ทรงบาดาล,ตรึงบาดาล
วงศ์ : LEGUMINOSAE

ถิ่นกำเนิด : เอเชียเขตร้อน

ไม้ พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง7เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกสลับ ใบย่อย5-10คู่ รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง1.2ซม.ยาว2.5-4ซม. โคนใบและปลายใบมน หลังใบเรียบท้องใบมีขนประปราย ก้านใบสั้น

ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อมี10-15ดอก ดอกย่อยขนาด2.5-3ซม. ผลเป็นฝักแบน เรียบขนาดกว้าง1-1.5ซม.ยาว7-20ซมงเมื่อแก่จะแตกตามตะเข็บ มีเมล็ด 15-25ซม.เมล็ดผิวมันเป็นเงา

ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

พบทั่วไปในแถบเอเซียเขตร้อน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เหนือจากนี้ทรงบาดาลยังเป็น๑ในไม้มงคล ๙ ชนิด

ทรงบาดาลจะออกดอกตลอดปี ชอบแดดจัด ทนแล้งได้ดี


พรวด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhodomyrtus tomentosa (Aition) Hassk

ชื่ออื่น : พรวดผี, พรวดกินลูก, พรวดใหญ่, ง้าย, ซวด

วงศ์ : MYRTACEAE

ไม้ พุ่มสูง1-3เมตรกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีขาว กิ่งแตกจากจุดเดียวกันรอบต้นเหมือนหูกวาง เป็นไม้พุ่มเล็กเหมือนวัชพืช เปลือกนอกสีน้ำตาลบาง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรีถึงรูปขอบขนาน กว้าง3-5ซม.ยาว5-10ซม. หลังใบเกลี้ยงท้องใบมีขนสีขาวเป็นปุย ปลายใบทู่โคนใบสอบ

ดอก ออกตามซอกใบและปลายกิ่งเป็นทั้งดอกเดี่ยวและแตกเป็นกลุ่ม3ดอก กลีบดอก5กลีบสีชมพูผลแก่สีม่วงคล้ำถึงดำรูปกลม ขนาด1-1.5ซม.มีขนสีขาวปกคลุมรอบผล มีเมล็ดจำนวนมาก

ผลกินได้เด็กๆชอบกินมาก เป็นผลไม้ป่าละเมาะที่ได้รับความนิยมมายาวนานมีรสหวานหอม

นมแมว

ชื่อวิทยาศาสตร์: Rauwenhoffia siamensis Scheff.

วงศ์ : ANNONACEAE

 

เป็นไม้ยืนต้น สูง 1-2 เมตร หรือไม้พุ่มรอเลื้อย แต่เลื้อยไปไม่ได้ไกลประมาณ3-5เมตร ลำต้นมีขนาดย่อม เปลือกต้น กิ่งก้าน สีน้ำตาลคล้ำ

ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือแกมรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาและเรียบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกเป็นกล่ม กลุ่มละ 1-3 ดอก ดอกมี 6 กลีบ สีเหลืองอมเขียว ขนาดใหญ่ประมาณ 1-2 เซนติเมตร ออกดอกตลอดทั้งปี ผลกลุ่ม ผลย่อยรูปทรงกลมหรือรูปไข่กว้าง 0.5-0.8 เซนติเมตร ยาว 0.6-0.8 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่หรือสุกสีเหลือง  เปลือกนิ่ม เมล็ดขนาดเล็กสีดำ

เนื้อไม้แข็ง และเหนียว ทนความแห้งแล้งและน้ำท่วมได้ดี เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีแสงรำไรหรือร่มเงาไม้ใหญ่และที่ที่มีแสงแดดจัดได้ ทรงพุ่มแน่นทึบ  ดอกหอม ผลเนื้อมีรสหวาน รับประทานได้

น้ำใจใคร่
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Olax psittacorum (Lam.) Vahl
ชื่อวงศ์ : OLACACEAE
ชื่ออื่น: กระดอกอก(สุพรรณบุรี)กระเดาะ (สงขลา), กระทอก ชักกระทอก (ประจวบคีรีขันธ์), น้ำใจใคร่ (ราชบุรี, กาญจนบุรี), นางจุม นางชม (ภาคเหนือ), เยี่ยวงัว (อุดรธานี

ไม้พุ่มรอเลื้อย กิ่งก้านมาก กิ่งแก่มีหนามใหญ่โค้งเล็กน้อย ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปขอบขนานแกมรี ปลายมน โคนแหลมหรือมน ขอบเรียบ ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามง่ามใบ ดอกเล็ก กลิ่นหอม ก้านดอกสั้น กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปถ้วยปลายตัด กลีบดอกสีขาว มี 3-6 กลีบ รูปแถบ ปลายแหลม โคนติดกันเล็กน้อย ปลายแยกเป็น 2 แฉก ผลออกตามกิ่ง รูปกลมหรือรูปไข่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม. มีวงกลีบเลี้ยงที่ขยายใหญ่ หุ้มประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของผล ผลสุกสีเหลืองหรือส้ม เมล็ดแข็ง

สรรพคุณทางสมุนไพร
ลำต้น ใช้ทำยาต้มแก้โรคไตพิการและโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
   เปลือก ใช้เป็นยา
แก้ไข้  เนื้อของผล เป็นยารักษาโรคตาแดง




ฝาดขาว
ชื่อวิทยาศาสตร์: Lumnitzera racemosa Willd .
ชื่ออื่น : ฝาดดอก ฝาดดอกขาว
วงศ์ COMBRETACEAE

               ไม้ต้นกึ่งไม้พุ่มขนาดเล็ก - ขนาดกลาง สูง 5 - 10 เมตร รากแก้ว หยั่งลึกลงดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจ ลำต้นตรง เนื้อแข็ง เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบเล็ก เนื้อใบหนามันคล้ายแผ่นหนังทั้งสองด้าน อวบน้ำ แผ่นใบแคบ รูปไข่กลับ ปลายใบกลมเว้าตื้น ฐานใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ หรือ หยักมนถี่ แผ่นใบสีเขียวอ่อน ก้านใบสั้นมาก

ดอก สมบูรณ์เพศ ออกปลายกิ่งหรือง่ามใบ ช่อคล้ายช่อกระจุก   กลีบดอก 5 กลีบ รูปรีแคบถึงรูปใบหอก สีขาว ผล เป็นกระจุก รูปทรงรี แบนด้านข้าง มีเหลี่ยมมน ผิวผลเกลี้ยง


ขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่ พบมากในบริเวณดินเลนค่อนข้างแข็ง  หรือที่ราบหาดเลนในพื้นที่น้ำท่วมถึง
ประโยชน์ ลำต้นที่มีขนาดใหญ่เนื้อไม้ใช้สร้างบ้านเรือน ทำฟืน ทำถ่าน เปลือกนำมาทุบแช่น้ำ ให้ สีฝาด ใช้ย้อมผ้า ย้อมจีวรพระสงฆ์

 ฝาดแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lumnitzera littorea (Jack) Voigt

วงศ์ : COMBRETACEAE

ชื่ออื่น : ตำเสาทะเล

ไม้ ต้นสูง10-20เมตร มีรากหายใจคล้ายภูเขา เปลือกนอกแตกเป็นร่องลึกตามยาวสีน้ำตาลคล้ำ เปลือกในสีแดงเข้มหรือส้ม กิ่งอ่อนสีแดงเรื่อกิ่งอ่อนเกลี้ยง ใบเดี่ยวเรียงค่อนข้างแน่นที่ปลายกิ่ง รูปขอบขนานขนาดกว้าง1-3ซม.ยาว3-9ซม.โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบถึงหยักมนเล็กน้อย เนื้อใบอวบน้ำด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างใบสีอ่อนกว่า 

ดอก เป็นพุ่มคล้ายช่อเชิงลดไม่มีก้านสี แดง ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อย5-15ดอก สมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น5แฉก กลีบดอกรูปขอบขนานแกมรี ผิวเรียบและมักมีสันตื้นๆตามยาว

ผลมีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียวรูปกระสวยป่องกลางและมีสันตามยาวขนาด0.4-0.5x1.2-1.8 ซม.เปลือกเป็นคอร์กหนาผิวเกลี้ยงผลแก่สีน้ำตาลแดง

ออกดอกและผลระหว่างเดือนสิงหาคม-มีนาคม

เนื้อ ไม้ใช้ได้ทนทานสำหรับงานในน้ำ เช่นทำเสาและพาย โดยทั่วไปไม่พบต้นที่มีขนาดใหญ่พบขึ้นตามขอบป่าชายเลนที่เปิดโล่งมักขึ้น เป็นกลุ่มบริเวณปากแม่น้ำที่มีดินเลนแข็ง

เขตกระจายพันธุ์ เอเซียเขตร้อน ตอนเหนือของออสเตรเลีย

หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

โมกเหลืองหอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia laevis Hook.f.

วงศ์ : APOCYNACEAE


 เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูง2-4เมตร ตามกิ่งมีช่องหายใจเป็นจุดนูนขาว ใบบางรูปรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง2-5ซม.ยาว4-17ซม.ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก1-8ดอก สีเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยง5กลีบขนาดเ็ล็ก โคนกลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบปลายกลีบม้วนออก กลางกลีบมีกระจังล้อมรอบขนาดดอก2.5-3ซม. ผลเป็นฝักคู่ยาว15-22ซม.

การ กระจายพันธุ์ จีน ไทย ตอนเหนือของออสเตรเลีย ในประเทศไทย พบขึ้นในป่าดิบชื้นระดับต่ำจนถึงระดับความสูง500เมตร ในจ.สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช

สถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์ในถิ่นกำเนิด ขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เพาะเมล็ด เสียบยอด และแบบทาบกิ่งโดยใช้ต้นตอโมกบ้าน เหมาะนำมาปลูกเป็นไม้กระถางและลงแปลงในที่ร่มรำไร

สนทราย

ชื่อวิทยาศาสตร์: Baeckea frutescens L.

ชื่ออื่น : สนดง สนหิน เสียวน้อย (อุบลราชธานี), สนหอม (จันทบุรี), สนขี้ไก่ (กาญจนบุรี), สนเล็ก สนสร้อย (นครศรีธรรมราช), สนนา (สุราษฎร์ธานี), สนเทศ (ปัตตานี)

วงศ์: MYRTACEAE

                ไม้ต้นจำพวกสน แตกกิ่งก้านสาขาเป็นจำนวนมาก มีความสูงของต้นประมาณ 5 เมตร ล้ำต้นเป็นสีเทาอมน้ำตาล เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาล มีความแข็งแรงทนทาน แต่มักมีขนาดไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน กิ่งแตกเป็นเนื้อมีขนสีน้ำตาลแดง ลักษณะของกิ่งมักลู่ลง กิ่งมีสีน้ำตาลอ่อน เรียวยาว เปลือกแตกเป็นขุย

มีเขตการกระจายพันธุ์ในเอเชียและโอเชียเนีย ประเทศอินเดีย พม่า เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จีน เกาะบอร์เนียว สุมาตรา และนิวกินี

ในประเทศไทยพบได้ทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางภาคใต้ ตามป่าไม้ผลัดใบ ป่าหญ้า ป่าชายหาด ป่าเสม็ดที่เป็นทุ่งหญ้า ตามยอดเขาที่เป็นหินทรายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามที่โล่งบนยอดเขาทางภาคใต้ หรือในดินปนทรายตามแนวชายฝั่งทั่วไป ที่ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,800 เมตร


ช้าแป้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Callicarpa arborea Roxb.
ชื่ออื่น : ฝ้าขาว
วงศ์ : LABIATAE

ไม้ ต้นขนาดเล็กผลัดใบ หรือกึ่งผลัดใบ สูง ประมาณ 5-15 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมครีม เรียบหรือมีร่องเล็กๆ ยอดอ่อน กิ่ง ก้านใบ และก้านช่อดอก มีขนรูปดาวหนาแน่น สีน้ำตาลแกมเหลือง

ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบรูปไข่กลับ หรือมนรีถึงขอบขนาน ปลายแหลม ขอบใบเรียบหรือมีซี่แหลมตื้นๆประปราย

ดอก เล็กสีชมพูหรือม่วงอ่อน ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอด ผลเมล็ดเดียวกลมเมื่อสุกสีม่วงอ่อนถึงม่วงแดง มีชั้นกลีบเลี้ยงรองที่ฐาน เนื้อผลบาง ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง 4หน่วยแต่ละหน่วยมี1เมล็ด ออกดอกเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

ไม้แตกง่ายใช้งานไม่ทนในที่โล่งแจ้ง ส่วนมากใช้ทำฟืน ใบใช้เลี้ยงสัตว์เวลาขาดแคลน
เขตกระจายพันธุ์ ปากีสถาน อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้ ฮ่องกง คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา สุลาวาสี

กลึงกล่อม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polyalthia suberosa Z Roxb X Thwaite
วงศ์ : ANNONACEAE
ชื่ออื่น : กระทุ่มกลอง กระทุ่มคลอง กำจาย ไคร้น้ำ จิงกล่อม ช่องกลอง น้ำน้อย ผักจ้ำ

ไม้ ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นรูปรีหรือทรงกระบอก ใบรูปขอบขนานกว้าง 2-4ซม.ยาว5-11ซม. โคนใบสอบเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน

ดอก เป็นดอกเดี่ยว ออกตามกิ่ง หรือตรงข้ามใบใกล้ปลายกิ่งกลีบเลี้ยง 3กลีบ กลีบดอกเรียง2ชั้นๆละ 3กลีบ ดอกมีสีเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอม ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียวออกเป็นผลกลุ่มมีหลายผลอยู่บนแกนตุ้มกลม ก้านช่อผลยาว3-5ซม.มี25-35ผล แต่ละผลกลมขนาด5มิลลิเมตร ผิวเรียบสีเขียวเมื่อแก่สีแดง ดำ มีเมล็ด1เมล็ด ผลสุกกินได้

ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

 ขึ้นตามป่าละเมาะและที่ราบลุ่มทั่วประเทศ มีการปลูกเลี้ยงเป็นพืชสมุนไพร


หัสคุณ

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Micromelum minutum Wight & Arn.

ชื่อสามัญ : Lime Berry

ชื่ออื่น : หมุย สมุย,สมัด, สมัดน้อย, สหัสคุณ, หัสคุณไทย

วงศ์: RUTACEAE

ไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีความสูงได้ถึง 10 เมตร ตามกิ่งอ่อนมีขนสั้นสีเทา ส่วนต้นเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องตื้นตามยาว

ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 7-15 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวอ่อน เนื้อใบบาง มีต่อมน้ำมันเล็ก ๆ จับดูแล้วจะรู้สึกเหนียว หลังใบเกือบเรียบถึงมีขนสั้น ๆ ส่วนท้องใบมีขนบาง ๆ ใบมีกลิ่นหอมเหมือนการบูร มีรสหอมร้อนออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยมีกลีบดอกเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีขาวแกมเหลือง เมื่อดอกบานเต็มที่กลีบดอกจะม้วนไปด้านหลังเล็กน้อยผลเป็นผลสด ออกเป็นพวงโต ลักษณะของผลเป็นรูปกระสวยหรือรูปไข่ขนาดเล็ก ผิวผลเรียบใส ฉ่ำน้ำ ผลเป็นสีเขียวอ่อน มีขนปกคลุม เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง

ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด พบขึ้นตามป่าดงดิบเขา ตามลำธาร ตามป่าโปร่งทุ่งร้างทั่วไป

มันปู

    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Glochidion littorale Hook.F.

    วงศ์ : EUPHORBIACEAE

พบได้ในป่าดิบ ที่ราบเชิงเขา ที่ราบลุ่ม ชาวบ้านนำมาปลูก บริเวณบ้าน หรือบริเวณสวนใกล้บ้าน

เป็นไม้ต้น สูงประมาณ 15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงสลับ รูปไข่ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โคนใบมัน หน้าใบสีเขียว ออกมันเล็กน้อย หลังใบเขียวอ่อนกว่า ใบอ่อนและก้านอ่อนมีสีเขียว หรือสีเขียวอมแดง ดอกออกเป็นช่อ ดอกช่อขนาดเล็ก  

 ยอดอ่อนใช้เป็นผักรับประทาน เป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริก หรือรับประทานกับขนมจีน มันปูยอดสีขาว รสมัน อร่อย ถ้ามันปูที่ยอดสีแดง จะมี รสฝาด

    สรรพคุณทางยา ราก ลำต้น แก้ร้อนใน เป็นยาบำรุง

    ขยายพันธุ์ทำได้โดย ตอนกิ่ง หรือเพาะเมล็ด

ทองแมว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gmelina elliptica Sm.

ชื่อสามัญ : Badhara bush

วงศ์  : LAMIACEAE

ชื่ออื่น :ซ้อแมว ,ทองแมว ,ทำเมีย , ส้มแมว ,  กระเบี้ยเหลือง , คางแมว, ซองแมว

ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 2-4 เมตร ปลายกิ่งมักห้อยลง ตามกิ่งอ่อนมีขนอุย ลำต้นอ่อนเปลือกต้นจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วเปลือกต้นด้านนอกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีหนามแข็ง

ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉากรูปไข่หรือรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเกือบกลม แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ หลังใบด้านบนมีขนขึ้นสั้นนุ่ม เมื่อแก่จะเกลี้ยง ส่วนท้องใบด้านล่างมีขนอุยแกมขนสั้นขึ้นหนานุ่ม

ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงขนาดเล็กสีเหลือง  ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ ฉ่ำน้ำ รูปกระสวยแกมรูปไข่กลับ ผลผนังชั้นในแข็ง  ผิวผลเกลี้ยง ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

พบขึ้นกระจายทั่วไปในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ มีเขตการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ออกดอกและติดผลในช่วงประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม







 


































































ความคิดเห็น

  1. 1
    คุณไก่
    คุณไก่ nangpaya@hotmail.com 04/03/2017 13:18

    จำหน่ายกล้าพันธุ์ สักทอง ยางนา พะยูง ประดู่ มะค่า ตะเคียน แดง ชิงชัน กันเกรา แคนา


    และกล้าพันธุ์ไม้ป่าทุกชนิดสายพันธุ์ดี จากทีมงานเพาะพันธุ์กล้าไม้ป่ามืออาชีพที่มีประสพการณ์สูง 


    ราคาไม่แพง จำหน่ายทั้งปลีกและส่งทั่วประเทศ   ผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั่วประเทศกว่ายี่สิบปี


    สนใจติดต่อคุณไก่ 095-4654546   


    ID line kai54654546


    Email nangpaya@hotmail.com


    ชมผลงานและคุณภาพกล้าพันธุ์ไม้ได้ที่ www.takuyak.com 


    หรือที่แฟนเพจ  คุณไก่กล้าพันธุ์ไม้  


    หรือชมคลิปที่ www.youtube.com ช่อง ชัยชนะ เสือเพ็ง


    หรือที่แฟนเพจ  ชมรมเกษตรกรผู้ปลูกไม้พะยูงแห่งประเทศไทย


แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view