สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 18/08/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,724,251
Page Views 12,243,729
 
« August 2017»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก

'

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก

ขอแนะนำไม้ยืนต้นที่มีขนาดพอเหมาะสำหรับปลูกในบ้าน

อาจเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง ไม้พุ่มสูง

แต่สามารถตัดแต่ง โดยการตัดยอดและกิ่งก้านควบคุมทรงต้นไว้ให้สูง ในขนาดที่ต้องการ

หรืออาจเป็นประเภทไม้พุ่มรอเลื้อยก็ทำได้ด้วยวิธีเดียวกัน ต้นไม้ที่พูดถึงตามนี้

กรรณิการ์,กะตังใบ,รัตมา,ข้าวหลาม,บุหรง,บุหรงใบอ่อนสีน้ำตาล,บุหงาปัตตานี,บุหงาเซิง,บุหงาแต่งงาน

ส่าเหล้าปัตตานี,อูน,พวงไข่มุก,มโนรมย์,สราญรมย์,ยี่หุบ,มณฑา,กำแพงเจ็ดชั้น,เทียนกิ่ง

ฝ้ายแดง,หม่อน,รามใหญ่,พิลังกาสา,พิลังกาสาด่าง,ปีบยูนนาน,สร้อยสุวรรณ

ส้านชะวา,ส้านดอกขาว,ม่วงส่าหรี,เกล็ดกระโห้,ไข่ดาว,รวงผึ้ง,คอร์เดีย

แปรงล้างขวด,มะเขือต้น,รักทะเล,โมก,มะตูมแขก,ไคร้ย้อย,มะเดื่อหอม

ลีลาวดีลูกศร,หูกระจงแดง,มะสัง,ปลาไหลเผือก,ส้มกุ้งขน,ทรงบาดาล,พรวด,นมแมว

น้ำใจใคร่,ฝาดขาว,ฝาดแดง, โมกเหลืองหอม,สนทราย,ช้าแป้น, กลุึงกล่อม,หัสคุณ,มันปู

ทองแมว

กรรณิการ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes arbor-tristis.,Linn.
ชื่อสามัญ : Night Flower Jasmine

ชื่อวงศ์: VERBENACEAE    

กรรณิการ์เป็นไม้หอมที่ขึ้นกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในป่าของเมืองไทย  ชื่ออีกชื่อเรียกว่า"สะการะตาหรา" แปลว่า ดอกกรรณิการ์ รากศัพท์เดิมมาจากภาษาชวา สะการะ แปลว่า ผกา หรือดอกไม้ เป็นไม้ยืนต้นดอกหอมที่ออกดอกตลอดปี ทรงต้นสูงได้ประมาณ15เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นเหลี่ยม เปลือกต้นสีขาว บริเวณแนวสันเหลี่ยมของลำต้นจะมีตุ่มเล็กๆประเป็นแนวตามสันเหลี่ยมของต้น หรือกิ่งด้วย ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้ามตามข้อต้น เนื้อใบสีเขียวกระด้าง สากระคายมือ เพราะมีขนละเอียดปกคลุมอยู่ตลอดตามใบและตามยอดกิ่งอ่อน ใบรูปมนรีปลายแหลม ขอบใบเรียบไม่มีจัก ขนาดใบยาว 5-7.5 ซม.ดอกออกเป็นดอกช่อ จะออกตามโคนก้านใบหรือตามปลายกิ่งส่วนยอด ในช่อหนึ่งๆมีแขนงช่อดอกย่อยจำนวนมาก ดอกช่อในช่อดอกย่อยช่อหนึ่งมีดอกได้ ตั้งแต่ 5-8 ดอก แต่ดอกจะผลัดกันบานคืนละดอกเดียวต่อช่อดอกย่อยช่อหนึ่งๆ กลีบดอกกรรณิการ์เป็นสีขาวมีกลีบดอก 6 กลีบ ตอนปลายสุดของกลีบดอกเป็นรูปหยักหางปลา เมื่อบานเต็มที่ทุกๆกลีบจะบิดเวียนตะแคงขวา ลักษณะคล้ายรูปกังหัน วงในสุดของดอกสีส้มแสดหลอดดอกหรือท่อดอกก็เป็นสีส้มแสดเช่นเดียวกันขนาดของดอกเมื่อบานเต็มที่ประมาณ1.5ซม. ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งหรือใช้กิ่งอ่อนปักชำและเพาะเมล็ด

 ความเชื่อของชาวฮินดูเชื่อกันว่าเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้บูชาเทพเจ้า  หากหญิงสาวสวยมาร้องรำทำเพลงที่ต้นกรรณิการ์ ก็จะทำให้ต้นกรรณิการ์ออกดอกมากมายสวยงาม และหากบ้านเรือนใดปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ก็จะนำความสุขความเจริญมาให้กับคนในบ้าน

เขือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Leea indica (Burm.f.)Merr.
ชื่ออื่น : กำลังเลือดค่าง  กะตังใบแดง, กะตังใบ (กรุงเทพมหานคร)

ชื่อวงศ์ : VITACEAE

ถ่ายมาจากสวนมิ่งมงคล สระบุรี มาได้ชวงจังหวะเดี ได้รูปมาหลายรูป

กะตังใบเป็นไม้พุ่มสูงได้ถึง 2เมตร ใบประกอบแบบขนนก 1-2 ชั้น ลักษณะใบ รูปขอบขนานปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือรูปลิ่มขอบใบจักฟันเลื่อย หูใบแนบกับก้านใบ ดอกช่อ แบบช่อกระจุกช่อดอกยาวประมาณ 8-10 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบดอกและเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ปลายกลีบดอกแยกเป็น5กลีบสีแดงเข้มกลางดอกสีขาว

ผลสดมี4-5พู ค่อนข้างกลม สีน้ำตาลแกมเขียว มีหลายเมล็ด   

  ประโยชน์ของต้นไม้ต้นนี้ ใบอ่อนและยอดอ่อนมีรสชาดฝาดมันนำมาลวกจิ้มน้ำพริก ผลสุกก็กินได้   ในตลาดต้นไม้นำมาขายเป็นไม้ประดับหลายปีแล้ว เพราะพุ่มสวยดอกสวย บ้างก็ว่าเป็นไม้มงคล เพราะต้นนี้คนกรุงเทพฯเรียกกันว่า ต้น กะ-ตัง บ้านไหนปลูกต้นนี้... บ้านนั้น" มีกะตัง"

มงคลนามยังขายดีอยู่เสมอ

  รัตมา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Parkinsonia aculeata., Linn.

ชื่อสามัญ :  Verdi-Badhal,Jerusalem Thorn
ชื่ออื่น : รัตมา
วงศ์ : PAPILIONACEAE

รัตมามีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง พุ่มต้นโปร่ง สูงประมาณ3-5เมตรก้านใบเป็นช่อเรียวลู่
ดอก สีเหลืองประแดงขนาดเล็กออกเป็นช่อรวมกันเป็นกลุ่มๆ เมื่อลมพัดดอกและใบจะลู่ตามลมเป็นสายสวยมาก รัตมาจะ ออกดอกระหว่างเดือน มีนาคมถึงเมษายน เป็นไม้กลางแจ้งชอบแดดจัดน้ำปานกลางขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งหรือปักชำหรือเพาะเมล็ดจากฝักแก่

ที่สำคัญรัตมาเป็นต้นไม้เก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลกอีกด้วย เหตุนี้คนที่ชอบของโบราณก็น่าจะมีปลูกไว้

ต้นนี้ไม่เห็นบ่อยนักนะ

      คิดเองเออเองว่าน่าจะเป็นเพราะ ตอนกิ่งมาขาย รูปลักษณ์ไม่น่าซื้อ ชื่อไม่รู้จัก กิ่งตอนที่ได้ก็มีแต่ใบเป็นเส้นๆไม่กี่เส้น ดอกดวงก็ไม่มี พอขายยากแม่ค้าก็ไม่เอาแล้ว ส่วนต้นที่ปลูกลงดินก็ไม่มีสวยงามพอที่จะล้อมมาขายได้  เพราะบอกแล้วว่าเป็นต้นไม้โบราณกว่าความงามจะปรากฏ ทรงต้นจะดราม่าได้ต้องใช้เวลานาน

รูปที่ได้มานี้ ถ่ายมาจากสวนมิ่งมงคล สระบุรี ตรงลานจอดรถมีปลูกไว้เต็ม เห็นแล้วปลื้มจริง


ข้าวหลาม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Goniothalamus marcanii Craib

วงศ์ : ANNONACEAE

ไม้ต้นนี้เป็นไม้วงศ์กระดังงา สูงประมาณ 1-2 เมตร แตกกิ่งน้อย ทรงพุ่มเลยดูโปร่งบาง เปลือกต้นค่อนข้างนิ่ม สีน้ำตาลเกลี้ยงแต่ กิ่งอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนาน ปลายใบเป็นติ่งแหลม ดอกออกที่ซอกใบหรือตามกิ่งใบ กลีบดอกมี 6กลีบเรียงกัน2ชั้น บานทนได้2-3วัน เมื่อบานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง2ซม.ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 8-15 ผล รูปทรงรี เมื่อผลสุกแก่จะเป็นสีแดงเข้ม มีเมล็ด 1 เมล็ด ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน หอมแรงช่วงค่ำ

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดออกดอกติดผลระหว่างเดือน เมษายน-กรกฏาคม

การดูแลเลี้ยงดู ไม่ยุ่งยากอะไร จากภาพ ที่ต้นข้าวหลามติดดอกเป็นรูปที่ถ่ายจากบ้านลูกค้าสภาพปลูกในที่มีแสงแดดปานกลางคือไม่ถึงกับร่มรำไรเกินไปหรือแดดจัดไป ความฃื้นในดินพอสมควรไม่แห้งหรือแฉะ เป็นต้นที่เกิดจากการตอนกิ่งแล้วปลูกลงดิน พอถึงฤดูกาลก็จะออกดอกตามอายุของต้นแม่ที่เคยออกดอกมาแล้ว ต้นนี้ถึงจะดูเล็กก็จะออกดอกตามไปด้วยเหมือนกับต้นแม่ที่ตอนมา

ส่วนต้นด้านล่างเป็นต้นข้าวหลาม ที่ปลูกกลางแจ้งแดดจัด ได้จากการเพาะเมล็ดเลี้ยงลงดินให้โตเร็ว แล้วล้อมมาปลูก ต้นถึงจะสูงใหญ่กว่า แต่ไม่ติดดอกเมื่อถึงฤดูกาล  อายุของต้นเพาะเมล็ดจะอยู่ราว3-4ปีถึงจะออกดอก ต้นนี้รอไปเลย2ปี

บุหรง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dasymaschlon dasymaschalum (Blume) I.M.Turner
วงศ์ : ANNONACEAE

  ต้นไม้วงศ์กระดังงาอีกต้น ที่หอมคล้ายกระดังงาแต่หอมน้อยกว่า ออกดอกราวเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน สูงประมาณ 2-7 เมตร กิ่งอ่อนมีขนสีแดงปกคลุม กิ่งแก่เกลี้ยง และมีรูระบายอากาศตามลักษณะเฉพาะของไม้วงศ์นี้ใบบุหรงออกเป็น ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน กว้างประมาณ4-7ซม.ยาว10-18ซม. โคนใบเว้าปลายใบแหลม แผ่นใบหนาแข็ง เกลี้ยงและมัน ใบด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีขาวอมฟ้า ใบอ่อนสีแดง  ดอกเดี่ยวสี เหลืองนวลหรือสีส้มแดง  มักออกดอกตามปลายกิ่งหรือยอด กิ่งละหลายดอก ดอกห้อยลงกลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมสีม่วงหรือเขียว กลีบดอกมี3กลีบติดกันแน่นทั้ง3กลีบ รูปสามเหลี่ยม เชื่อมติดกันตลอดความยาวและบิดเวียนเป็นเกลียว ยาวประมาณ 4-12ซม. ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย4-9ผล รูปทรงกระบอก ผิวผลเรียบเป็นมัน มีรอยคอดในแต่ละช่วงเมล็ด ผลแก่สีแดงมี2-6เมล็ดขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

ชอบขึ้นใกล้ทะเล เป็นต้นไม้ของภาคใต้โดยเฉพาะ แต่ถ้าบ้านไหนฝน8แดด4ละก็ปลูกเลย

รูปนี้ได้มารูปเดียวแบบงงๆ ไปเจอในร้านต้นไม้แถวบ้าน ได้ไงไม่รู้ รู้แต่ว่าถ่ายทรงต้นไม่ถนัด ต้นอื่นมาพัวพันมากไปเลยได้ดอกมาดอกเดียว


บุหรงใบอ่อนสีน้ำตาล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dasymaschalon blumei Finet & Gagnep. var. wallichii (Hook. f. & Thomson) Ban

วงศ์ : ANNONACEAE

                                              รูปนี้ก็จากร้านต้นไม้เหมือนกัน แบ็คกราวด์ไม่ค่อยสวย ได้รูปดอกต้นนี้มาก็ดีใจจะแย่ บุหรงใบอ่อนสีน้ำตาลนี่พบตามร้านขายต้นไม้พบไม่ได้บ่อยนะ น่าจะเป็นที่หนังสือของอาจารย์ ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น เรื่อง "พรรณไม้วงศ์กระดังงา"ขายดีแน่ๆ ที่ทำให้นักล่าต้นไม้หามาจนได้ ต้นนี้ออกดอกให้ชมได้ระหว่างเดือน มิถุนายน-เดือนกรกฎาคม ไม้ต้นนี้เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูง 2-3 เมตรทำให้นำมาปลูกลงกระถางหรือในพื้นที่จำกัดได้  เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำ มีช่องอากาศสีขาวเป็นจุดๆ เนื้อไม้เหนียว กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม แตกกิ่งจำนวนมาก

ใบ รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 4-6 ซม. ยาว 9-15 ซม. โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบเรียวทู่ ใบด้านบนสีเขียวและมีขนเล็กน้อย  ใบอ่อนสีน้ำตาล ดอกเดี่ยวออกที่ปลายกิ่งหรือใกล้ปลายกิ่ง ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีแดง ม่วงแดง แล้วหลุดร่วงไปทั้งกรวย

  ผลกลุ่มมีผลย่อย 9-12 ผล รูปทรงกระบอกยาว 3-5 ซม.มีเมล็ด 2-4 เมล็ด เปลือกคอดถี่ตามรูปเมล็ด ผลอ่อนสีเขียวอมม่วง เมื่อแก่สีแดง ขึ้นกระจายตามฃายป่าละเมาะและชายทะเลทางภาคใต้ตอนล่าง ที่ระดับความสูง 50-200 เมตร


บุหงาลำเจียก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Goniothalamus tapis Miq.
วงศ์ : ANNONACEAE

มาเรียงๆเลยวงศ์กระดังงา บุหงาลำเจียกเป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็งขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร ในธรรมชาติพบได้ตามป่าดิบชื้นทางภาคใต้ของไทย

ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นคู่ ออกตามซอกใบ ตอนดอกอ่อนจะเป็น สีเขียวเมื่อบานกลีบดอกจะ เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลหรือเหลืองอม ชมพู  ดอกบานทนอยู่ได้ 1-2วัน มีกลิ่นหอมแรงเมื่อดอกใกล้โรย ออกดอกระหว่างเดือนมีนาคม-สิงหาคม แต่จะดอกดกงามเป็นพิเศษในเดือนมีนาคม-เมษายน และจะออกเป็นระยะไปตลอดปี ส่วนผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 6-14 ผล รูปกลมรีขนาด 1-1.2 ซม.เปลือกผลเรียบเป็นมัน เมื่อแก่สีม่วงเข้ม มี1เมล็ด
การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง

เป็นไม้ที่ไม่ชอบแสงแดดจัด และต้องการความชื้นสูง ควรปลูกในที่ร่มรำไรหากแดดจัดและความชื้นน้อยใบจะไหม้ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับสวน ที่ถูกใจคือได้ดูได้ดมเป็นระยะๆไม่ต้องรอช่วงเวลากว่าจะได้ชื่นใจ

บุหงาปัตตานี

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Goniothalamus sp

วงศ์ : ANNONACEAE

 

บุหงาปัตตานีไม้ต้นนี้ก็วงศ์กระดังงา เห็นรูปก็คงรู้ทันว่ามีอยู่รูปเดียว ต้นนี้ออกดอกตลอดปีเหมือนกัน ดอกมีกลิ่นหอมแบบเปรี้ยวๆ หอมในช่วงเย็น เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 3-6 เมตร  ทรงพุ่มทึบ ลำต้น สีขาวอมเทา มีกลิ่นฉุน  ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับสองด้านในระนาบเดียวกันของกิ่ง แผ่นใบเรียบ หน้าใบสีเขียวเข้มเป็นมัน หลังใบสีอ่อน ดอกเป็นดอกเดี่ยว ดอกอ่อนเป็นสีเขียวเมื่อบานเต็มที่จะเป็นสีขาวนวล  มักออกตามลำต้น และกิ่ง กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงเป็นสองชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบชั้นในสั้นและเรียงตัวอัดเป็นรูปสามเหลี่ยม กลีบชั้นนอกรูปรีแกมรูปหอก ปลายแหลม ปลายกลีบดอกไม่บานแยกจากกัน

ชอบน้ำชอบแดดขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด

บุหงาเซิง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Friseodielsia desmoides

ชื่ออื่น : บุหงาแต่งงาน

วงศ์ : ANNONACEAE

               บุหงาเซิงหรือบุหงาแต่งงาน เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดเล็กตัดแต่งเป็นพุ่มได้ สูงอยู่ประมาณ  1-2 เมตรหรือจะให้เลื้อยก็เลื้อยได้ไกล 3-5 เมตร เนื่องจากบุหงาเซิงแตกกิ่งก้านจากโคนต้นเป็นจำนวนมาก และมีใบจำนวนมากด้วย เมื่อนำมาตัดแต่งทรงพุ่มก็จะได้ไม้พุ่มสวย  ระยะเวลออกดอกอยู่ระหว่าง เดือนมกราคม-สิงหาคม ลำต้นบุหงาเซิงเป็นไม้เนื้อแข็งเหนียว เปลือกต้นเป็น สีน้ำตาล ใบสองข้างอยู่ในระนาบเดียวกัน รูปไข่แกมขอบขนาน ยาว 11-15 ซม.ด้านล่างของใบมีนวลสีขาวดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก2ดอก สีเหลือง มี 6 กลีบเรียงเป็น 2 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ เรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม  ดอกบานมีขนาด 2-2.5 ซม.บานทนอยู่ได้ 2-3 วัน ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย 8-12 ผลทรงรียาว 1.5-2 ซม.เมื่อสุกสีแดงมี1เมล็ด
 บุหงาเซิงเป็นพรรณไม้ที่ลำต้น ใบและ ดอกมีกลิ่นหอมแรง ใกล้เคียงกับต้นส่าเหล้ามาก(ซึ่งจะพูดถึงในเรื่องไม้เลื้อย)ชอบดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุมาก มีการระบายน้ำดี และชอบ อยู่ในที่ร่มรำไร อย่าพาไปปลูกกลางแดดจัดใบจะไหม้กรอบไม่สวย ถ้าร่มเกินดอกก็จะน้อย ทรงต้นชะลูดเก้งก้าง

ขยายพันธุ์ด้วยการ ปักชำกิ่ง ทาบกิ่ง ตอนกิ่ง และเพาะเมล็ด

                        ในธรรมชาติพบกระจายพันธุ์อยู่ในป่าดิบชื้นในภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ และปัจจุบันเริ่มมีการกระทบกระเทือนลดจำนวนในถิ่นกำเนิด อาจเป็นเพราะคุณสมบัติเป็นที่ต้องการของตลาดส่วนหนึ่งโดนล้อมมา หรือ การงอกของเมล็ดและการเจริญของต้นอ่อนในถิ่นกำเนิดไม่เป็นไปตามเป้า แต่ยังไงคงไม่สูญหายไปง่ายๆ ตอนนี้คงอยู่ตามบ้านนู้นบ้านนี้ไปทั่วแล้ว

 พวงไข่มุก

ชื่อวิทยาศาสตร์: Sambucus simpsonii Rehder

ชื่อสามัญ: American  elder

ชื่ออื่น : ระป่า,อุน,อุนฝรั่ง

วงศ์: CAPRIFOLIACEAE

                      รูปต้นอูน ดอกอูนนี่ได้มาจาก ตอนไปอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน กะว่าจะไปถ่ายรูปดอกชมพูภูคา ชะหน่อย แต่ช้าไปดอกร่วงหมดเหลือนิดเดียวไม่ได้รูปดอกมาด้วย แต่ก็มีต้นอื่นปลอบใจอยู่ มีทั้งรูปต้น ดอกตูม ดอกอ่อน ดอกบานเต็มที่  ต้นที่ปลอบใจได้อยู่นี้ก็คือ ต้นอูนหรือที่รู้จักกันในชื่อทั่วไปว่าพวงไข่มุก ต้นนี้เป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรงสูง 2-4 เมตร ทรงพุ่มโปร่ง กิ่งแก่กลวง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นออกตรงข้าม ปลายใบแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกสีขาวกลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ช่อใหญ่เป็นพุ่มกว้าง ขนาดประมาณ 10-25 ซม.   ดอกมีน้ำมันหอมระเหยและสารที่มีรสขม  ผลกลม สีม่วงดำเป็นมัน ผลสุก รับประทานได้ นำไปทำแยม  และขนมพาย ในบางประเทศใช้ยอดอ่อนปรุงอาหาร ชงน้ำดื่มทำไวน์   ดอกแห้งเป็นยาชง ช่วยขับเหงื่อ

ขยายพันธุ์ ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง ต้องการน้ำปานกลาง แสงแดดตลอดวัน

มีรูปเยอะมาก แต่ลงแค่นี้พอ จะเกินหน้าเกินตาไป

มโนรมย์

ชื่อวิทยาศาสตร์: Erythrina crita-galli L.

ชื่อสามัญ : Cockspur Coral Tree,Cry Baby Tree

ชื่ออื่น : ทองหลางดอกแดง

วงศ์: LEGUMINOSAE (PAPILIONOIDEAE)

           ถิ่นกำเนิด บราซิล อาร์เจนติน่า อุรุกวัย นำเข้ามาเมืองไทยโดย  ม.ร.ว. พันธุ์ทิพย์ บริพัตร

 ต้นที่เห็นรูปอยู่ด้านบนคือ มโนรมย์ ส่วน3รูปด้านล่างคือสราญรมย์

ลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกันทั้งการเลี้ยงดูที่อยู่อาศัย ต่างกันที่ลักษณะและสีของดอกเท่านั้น ทั้งสองต้นเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 8-10 เมตร ก็สูงเอาการนะ แถมผลัดใบอีกด้วย หมายความว่าช่วงออกดอก คือเดือน ธันวาคม-มกราคม ก็คอยรับมือละกันสำหรับใบและดอกที่ร่วง แต่ก็แค่ปีละครั้ง  มโนรมย์และสราญรมย์เป็นต้นไม้ที่มีเรือนยอดทรงกลม ลำต้นและกิ่งก้านมีหนาม  ใบเป็นใบประกอบแบบ มี 3 ใบย่อย ก้านใบมีหนาม ใบรูปไข่ ปลายใบแหลม สีเขียวเข้มเป็นมัน แผ่นใบเป็นคลื่น ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้ง ดอกรูปดอกถั่ว สีแดงดอกคล้ายทองหลางฮ่องกง แต่กลีบดอกจะกว้างกว่า ดอกทยอยบาน จากโคนไปหาปลายช่อ ถ้าดอกเป็นสีส้มหรือชมพูจะเรียกขื่อว่า สราญรมย์และถ้าปลูกในที่อากาศเย็นจะติดฝัก

สีสันดอกจัดจ้านสวยงามถ้าชอบ เรื่องใบร่วงก็ควรมองข้ามไป เพราะชีวิตไม่มีอะไรได้ดังใจหมด

ยี่หุบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Talauma mutabilis.,Bt

ชื่อสามัญ : Talauma

วงศ์ : MAGNOLIACEAE

ในบรรดาพรรณไม้ดอกหอม ยี่หุบจะถูกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆคู่ไปกับมณฑา ในเรื่องความหอมแล้วไม่แพ้กันเลย และเนื่องจากเป็นไม้วงศ์เดียวกันนิสัยเลยคล้ายกันอยู่ ถ้ายี่หุบจะหาแนวร่วมก็คงเป็นมณฑานี่แหละ ทั้งคู่เป็นไม้ที่ไม่ชอบแดดจัดฃอบอากาศชื้นและเย็น ต้องอิงร่มเงาของไม้ใหญ่

ยี่หุบ เป็นไม้พุ่มเตี้ย มีลำต้นสูงชะลูด แตกกิ่งและใบน้อย มักแตกใบเป็นช่อตรงส่วนยอดและปลายกิ่งเท่านั้น ใบสีเขียวสดและกระด้าง ดอกสีขาวนวล กลีบดอกหนาแข็ง บานวันเดียวแล้วโรย ตื่นมาเช้ามืดจะได้กลิ่นหอม หอม หอม และหอม

ส่วนดีอีกอย่างก็คือเป็นไม้ดอกหอมที่ออกดอกตลอดปี

ข้อควรระวังอย่านำยี่หุบไปปลูกผิดที่ ขืนปลูกไว้กลางแจ้งโดนแดดแรงมากๆ ประท้วงไม่ยอมโตเฉยเลย ออกอาการแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด คือใบจะไหม้ โตช้า ออกดอกให้เห็นนิดๆหน่อยๆ พอไม่ให้โดนว่า

ทั้งยี่หุบและมณฑา ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง

มณฑา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Magnolia liliifera (L.) Baill. var. liliifera

วงศ์ : MAGNOLIACEAE

       

ทีนี้ก็มาพูดถึงต้นมณฑาคู่หูยี่หุบ    มณฑา เป็นต้นไม้พุ่มขนาดเล็กก็จริง แต่ก็สามารถเจริญเติบโตเป็นต้นไม้สูงได้ถึง 6 เมตร มีลักษณะนิสัยคล้ายกันกับยีหุบ ออกดอกตลอดปีเหมือนกัน  ถ้ายื่หุบจะหาแนวร่วมก็คงเป็นมณฑานี่แหละถูกต้อง อยู่ไหนอยู่ด้วย แต่มณฑาจะกวนอารมณ์กว่าตรงที่ เวลาออกดอก กว่าจะถึงเวลาบาน นาาาาน.....มาาาาก

แล้วแถมเวลาบานไม่คลี่เต็มดอก เลยไม่รู้ว่าบานแล้ว เฝ้ารอหลายเพลาเชียว เผลอแพ้บ มาเห็นอีกที ดอกร่วงตุ้บไปซะแล้ว  ได้แต่หยิบกลีบร่วงแล้ว มาดม นึกสงสารตัวเอง อยู่ลึกๆ แต่ขนาดกลีบร่วงนี่ก็ยังหอมนะหอมมากเลยทีเดียว

เทียนกิ่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lawsonia inermis L.

วงศ์ : LYTHRACEAE

ชื่ออื่น : เทียนขาว  เทียนแดง เทียนข้าวเปลือก

ถิ่นกำเนิด:ตอนเหนือของแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย

รูปถ่ายจากสวนสมุนไพร สิรีรุกขชาติ

เทียนกิ่งเป็นไม้พุ่มกึ่งรอเลื้อยขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 3-6 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามากเป็นพุ่มกว้าง ลักษณะของกิ่งก้านเมื่อยังอ่อนจะเป็นสีเขียวนวล กิ่งเมื่อแก่จะมีหนาม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลอมสีเทา ดอกออกเป็นข่อติดกันเป็นกระจุกยาว โดยจะออกตามยอดกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก แบ่งเป็นสองสายพันธุ์คือ พันธุ์ดอกขาวและพันธุ์ดอกแดง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลเป็นรูปทรงกลม คล้ายกับเมล็ดพริกไทย ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกหรือแก่เต็มที่แล้วจะเป็นสีน้ำตาลและแตกได้ ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก อัดกันแน่น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้เร็ว ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิดที่มีความชื้นปานกลางถึงต่ำ ชอบแสงแดดแบบเต็มวัน  ทั้ง พันธุ์ดอกขาว และดอกแดง วงการเครื่องสำอางค์ใช้ผงเทียนกิ่งเป็นยาย้อมผมให้เป็นสีน้ำตาลแดงหรือแดงปนส้ม และจะช่วยปกป้องผมจากแสงแดด ส่วนใครเล็บขบและเป็นหนอง ใช้ใบสดตำพอกเลย

ฝ้ายแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Gossypium arboreum  L.

ชื่อสามัญ :   Ceylon Cotton , Chinese Cotton , Tree Cotton

วงศ์ :   MALVACEAE

ต้นนี้คอยหมั่นตัดแต่งดอกจะออกให้เห็นอยู่ตลอด แต่งกิ่งใหม่ได้ดอกใหม่ยังไงยังงั้น จะปลูกเดี่ยวๆหรือเป็นกลุ่มก็ได้ ฝ้ายแดงเป็นไม้พุ่ม สูงได้2-3 เมตรหรืออาจจะถึง4เมตร ลำต้นสีน้ำตาลแดง หรือม่วง ใบเดี่ยว เวียนสลับ รูปไข่ ขอบหยักลึก 3-7 แฉก ก้านใบและเส้นใบสีแดงคล้ำ ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง สีแดงเข้ม หรือ สีเหลืองอ่อน กลางดอกสีม่วงแดงเกือบดำ ผลกลม หัวท้ายแหลม เมื่อแก่แตกได้ เมล็ดกลม สีเขียว คลุมด้วยปุยขนสีขาวเป็นไม้ชอบแดด น้ำและความชื้นพอดีไม่ค่อยมีโรคภัยอะไรให้ต้องคอยประคบประหงม  อายุก็อยู่ได้นานหลายปี ปุยขนที่ติดกับเมล็ดไม่ได้ทำหน้าที่กระจายพันธุ์ ไม่ฟุ้งกระจายอย่างที่คิด โดนน้ำก็ยุบหุ้มเมล็ด




  หม่อน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morus spp.
ชื่อสามัญ : Mulberry Tree
ชื่ออื่น : หม่อน มอน (อีสาน) ซึมเฮียะ (จีน)
วงศ์ :  MORACEAE

               หม่อนหรือมัลเบอรี่ เป็นไม้ยืนต้นมีความสูงประมาณได้ถึง 10-15 เมตร ไม่ต้องกังวลล่ะ ตัดแต่งได้เนื้อไม้ไม่แข็งมากตัดง่าย คุมไว้แต่เนิ่นๆสม่ำเสมอ เปลือกลำต้นของหม่อนมีสีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยวสีเขียวเข้ม เป็นรูปใบโพธิ์ ขอบใบหยักฟันเลื่อย อาจเว้าในหม่อนบางพันธุ์ ดอกมีขนาดเล็ก ดอกย่อย มี 4 กลีบ ออกตามซอกใบ ผลเป็นผลรวม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีสีม่วงแดงถึงดำกินได้ ใบหม่อนใช้เลี้ยงไหม  ยอดอ่อนและใบหม่อนตากแห้งใช้ทำชาชงกินได้ ชาวญี่ปุ่นดื่มน้ำชาจากผงใบหม่อน และรากหม่อนมาเป็นเวลากว่า60ปีเชื่อกันว่าจะช่วยรักษาสุขภาพ และเพื่อใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง นิยมนำมาปลูกประดับตามบ้าน ด้วยว่าเลี้ยงง่ายมีผลออกให้ดูง่ายๆ 

รามใหญ่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ardisia elliptica Thunb.
ชื่ออื่น : อ้ายรามใบใหญ่  ลังพิสา ทุลังกาสา
วงศ์ : MYRSINACEAE

รูปต้นรามใหญ่ ถ่ายมาจาก สวนสมุนไพร สมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง ตอนกลางเดือนสิงหาคม ปี 59 ที่นั่น ปลูกรามใหญ่ ไว้เป็นกลุ่ม หลายต้น ได้แต่รูป ต้น ใบ และผล ส่วนดอกของรามใหญ่ ได้มาจากที่อื่น รามใหญ่เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 4 เมตร กิ่งแขนงรูปทรงกระบอกหรือเป็นเหลี่ยม สีน้ำตาลแกมเทาใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรีถึงรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3.5-7.5 ซม.ยาว 12.5-25 ซม.ปลายใบแหลมหรือกลม โคนใบรูปลิ่ม เนื้อใบมีจุดโปร่งแสงกระจายทั่วไป

ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวแกมชมพูจางๆ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบ  2  รูปข้างบนไม่ใช่ดอกแต่เป็นรูปการติดผล ผลของรามใหญ่เป็นผลสดผลอ่อนสีเขียว แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อสุกและแก่จัดจะเป็นสีดำหรือม่วงเข้มมีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียวรูปทรงกลมแป้นเล็กน้อย ฃยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง นิสัย ชอบแดด ความชื้นและน้ำปานกลาง

เสียดายตอนที่ไปถึงดอกหมดแล้วได้แต่รูปผลกำลังเจริญยังไม่แก่ดี แต่ดูได้จากต้นพิลังกาสาต้นต่อไปจะคล้ายกัน ลืมบอกไปว่าถ้าจะดูดอกจริงให้ไประหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน หลังจากนั้นรามใหญ่จะเริ่มติดผลถึงเดือนกันยายน

 

พิลังกาสา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ardisia polycephala
วงศ์ :  MYRSINACEAE

รามใหญ่กับพิลังกาสา ลักษณะคล้ายกัน เนื่องจากเป็นไม้ในวงศ์เดียวกัน ยังมีพันธุ์ไม้ในวงศ์พิลังกาสาอีกต้น เรียกว่า มะจ้ำก้อง ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Ardisia sanguinolenta รูปของมะจ้ำก้องไม่มีเลยไม่ได้นำมาลง  ทั้งต้น ดอก ใบ ผล ลักษณะวิสัย รวมถึงสรรพคุณในทางสมุนไพร คล้ายคลึงกันมาก จากการสังเกตุความแตกต่างทั่วไป ลักษณะใบของรามใหญ่ จะใหญ่กว่า โคนใบจะสอบแคบกว่า พิลังกาสา

พิลังกาสาเป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็กสูงได้ถึง 8 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม เกลี้ยงและบาง ใบกว้าง 4-8.5 ซม.ยาว 12-20 ซม.ลักษณะใบรูปไข่ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาแข็งเป็นมันสีเขียวแต่ใบอ่อนจะเป็นสีแดง ดอกเป็นช่อแน่น ดอกย่อยขนาดเล็กเป็นกระจุก สีชมพู ผลสีแดงหรือดำขนาด0.7-0.9ซม. เนื้อบางมีชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง ภายในมี1เมล็ด

รามใหญ่และพิลังกาสา นำมาปลูกประดับเป็นไม้ระดับกลางในบ้านได้ ระยะติดดอกติดผล โชว์อยู่ได้ประมาณ4-5เดือนเลย

 

ปีบยูนนาน

ชื่อวิทยาศาสตร์  Radermachera  Sinica

ชื่อสามัญ  : China  doll, Serpent  tree  

ชื่ออื่น : ปีบไหหนาน

วงศ์  :  BIGNONIACEAE  

ปีบยูนาน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงไม่เกิน5เมตร  ใบสีเขียวเป็นมัน  ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ทยอยบาน ดอกไม่ค่อยทนจะร่วงง่าย แต่ความที่ดอกดกจึงมักไม่ขาดดอกให้ดู 

ไม้ต้นนี้ เขาร่ำลือกันว่าดอกหอมจรุงใจกันนักกันหนา  หอมทั้งวัน แถมว่าเหมือนกลิ่นแป้งร่ำ  กลิ่นโบราณแบบไทยๆ ขัดกับชื่อที่เหมือนเป็นต้นไม้มาจากจีน ปีบยูนนานหรือปีบไหหนานนี้จะออกดอกทั้งปี ชอบแดดจัดกลางแจ้ง น้ำพอดีๆ เลี้ยงง่ายโตเร็ว ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง  เชื่อว่าสรรพคุณดังนี้ไซร้หาไว้ปลูกดีนักแล........


โซ่ทอง โซ่ทองคำ สร้อยสุวรรณ

ชื่อสามัญ :Golden Chain
วงศ์ : MALPIGHIACEAE
ชื่ออื่น : โซ่ทอง, โซ่ทองคำ, สร้อยสุวรรณ   ถิ่นกำเนิด
: บราซิล

                 

          โซ่ทองคำหรือสร้อยสุวรรณไม้ต้นนี้เข้ามาประมาณปี 52 เป็นไม้ต้นหนึ่งที่ยิ่งต้นยิ่งใหญ่ ยิ่งโต ยิ่งสวยเพราะดอกจะออกดกมากขึ้นมันจะเหลืองเต็มต้น ชื่อโซ่ทองคำ นี่ก็ชนะใจแล้ว  ที่เห็นออกดอกมาน้อยนี่อยู่ในเครื่องล้อมในร้านต้นไม้ยังไม่ได้ลงดิน ดอกจึงออกจะดูน้อยไปหน่อย นึกภาพสิว่าถ้าลงดินแผ่กิ่งก้านออกดอกฟูแล้วจะสวยขนาดไหน เห็นแต่รูปแบบนี้ก็ดูงั้นๆโซ่ทองคำนี่เป็นไม้ใหญ่ยืนต้น สูงได้ถึง 3-5 เมตร ใบออกเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบจะออกถี่ที่ปลายยอด ทำให้เกิดร่มเงาดีมาก ลักษณะใบของโซ่ทองคำเป็นใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลม  เนื้อใบค่อนข้างหนาและแข็ง

ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ ห้อยเป็นระย้า ช่อดอกยาวประมาณ 50-80 ซม. ดอกจะทยอยบาน ออกดอกตลอดปี คิดจะขยายพันธุ์ง่ายมาก ตอนกิ่งอย่างเดียว ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง ไม่ชอบแฉะ ไม่ชอบน้ำขัง ถ้าน้ำท่วม ลาก่อน

 

ส้านชวา

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dillenia suffruticosa. Martelli
วงศ์ : DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด :ประเทศมาเลเซีย

ม่มีรูปดอกบานอีกแล้ว หาถ่ายรูปต้นไม้นี่เหนื่อยนะ ไม่ได้ดังใจ ถ้าได้มาครบก็คุ้ม ถ้าไม่ได้ก็รออีกเป็นปี ดอกส้านชวานี่เป็นดอกไม้ประจำชาติของบรูไนนะ ชาวบรูไน เขาเรียกว่าดอก ซิมพอร์ (Sympor)

ต้นส้านชวาเป็น ไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 5-10 เมตรแตกใบตั้งแต่โคน ต้นตอนเล็กดูจะเหมือนเป็นไม้กอเตี้ย เปลือกของลำต้นสีม่วงดำ ลักษณะของใบใหญ่ ยาวประมาณ 25 ซม.สีเขียวสดเป็นมัน ผิวใบสากพอประมาณ ขอบใบจักตื้นโคนใบเปลี่ยนรูปเป็นกาบหุ้มใบ  ดอกออกที่ยอดเป็นช่อ ช่อละ 4-5 ดอก มี 5-6 กลีบสีเหลืองสดใส กลีบนอกเล็กสีเขียว ผลแก่จะแตกมีเมล็ดกระจายออกมา ลักษณะเป็นดาว6แฉกสีแดงเข้ม

ออกดอกตลอดปี เป็นไม้ปลูกขยายพันธุ์ด้วยการตอน ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง

ส้านดอกขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dillenia philippinensis

วงศ์ : DILLENIACEAE

ไม้วงศ์เดียวกันกับส้านชวา แต่ดอกเป็นสีขาว ขนาดของดอกและใบจะใหญ่กว่าส้านฃวา ต้นนี้มีรูปค่อนข้างครบ ดอกตูม  ดอกบานและทรงพุ่ม เห็นหมด ส้านดอกขาวเป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง  7-10 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มหนาแน่นทรงกลมกว้าง เปลือกต้น สีเกือบดำใบคล้ายใบส้านชวา ขนาดของใบ กว้างประมาณ 8-15 ซม.ยาว 15-30 ซม.

ดอกสีขาวขนาดใหญ่ ใจกลางสีม่วงแดง ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกย่อยมีตั้งแต่ 4-5 ดอก หรือมีมากได้ถึง 18 ดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เป็นรูปไข่กลับ กลีบดอก 5 กลีบ เป็นรูปช้อน แต่ละกลีบแยกจากกัน กลีบดอกค่อนข้างหนา เป็นสีขาว

 ดอก บานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9-10 ซม.

ผล รูปกลมแป้น ผลสุกเป็นสีส้มหรือสีแดง แตกเป็น 6 แฉก ภายในมีเมล็ด ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง ชอบดินเหนียวปนทราย แดดจัดเต็ม น้ำปานกลาง


ม่วงส่าหรี
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia sp.
ชื่อสามัญ : crape myrtle, crepe myrtle

วงศ์ : LYTHRACEAE

อีกชื่อที่เรียกคือตะแบกม่วง คงเป็นเพราะ ลักษณะของดอกคล้ายกับดอกยี่เข่งกับดอกตะแบกปนกัน คือกลีบดอกของม่วงสาหรีจะยู่ยี่คล้ายดอกยี่เข่งแต่ดอกจะใหญ่คล้ายดอกตะแบก ม่วงส่าหรีเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3 -4  เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้างกลม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบเกือบมน เนื้อใบค่อนข้างหนา ดูเหมือน ใบอินทนิลน้ำ เป็นสีเขียวสด

ดอก ออกเป็นช่อแน่นขนาดใหญ่ ที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก สีของดอกเป็นสีม่วงเข้ม เวลามีดอกจะออกดอกดกเต็มต้น ขยายพันธุ์ ด้วยการตอนกิ่ง

รูปสีแดงนี่ได้ติดมือมาทีหลัง

  เกล็ดกระโห้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clusia rosea Jacq
ชื่อสามัญ : Copey Clusia,ฺBalsam Apple
วงศ์ : GUTTIFERAE (CLUSISCEAE)

         

เกล็ดกระโห้เป็นไม้วงศ์เดียวกันกับ มังคุด กระทิง และสารภี ดอกใหญ่ดีแต่ไม่หอมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 2-9 เมตร ทรงพุ่มโปร่งเนื้อไม้เหนียว ใบหนาเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ดอกเดี่ยวหรือออกดอกเป็นกระจุก 1-3 ดอก สีชมพูอมม่วง บานอยู่ได้ 2-3 วันแล้วโรย  ผลสีเขียวอมน้ำตาลเมื่อแก่แล้วแตก ภายในมีเยื่อหุ้มเมล็ด ดูผลคล้ายมังคุด แต่รับประทานไม่ได้ ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด

เกล็ดกระโห้ที่เห็นทั่วไปมี2ต้นคือต้นที่มีใบเขียวหมด กับต้นที่มีใบด่าง 3รูปบน คือเกล็ดกระโห้ที่ใบด่างปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ไว้ในที่ร่มรำไร ส่วนรูปล่างที่เป็นรูปผลเป็นต้นเกล็ดกระโห้ใบเขียวหมดที่ปลูกกลางแดดลงดิน

 เกล็ดกระโห้ชอบดินร่วนและความชื้นสูง และการระบายน้ำต้องดี ปลูกแล้วควรมีหลักผูกจับลำต้นให้ตรงและคอยแต่งกิ่งให้โปร่งจะออกดอกดกให้ดูดีตลอดปี

ไข่ดาว

ชื่อสามัญ : fried Egg Tree, Snuffbox Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oncoba spinosa Forssk.
วงศ์ : FLACOURTIACEAE

 

  ต้นไข่ดาวต้นนี้เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กก็จริง แต่ก็ปลูกเลี้ยงลงกระถางขนาดใหญ่ได้ ขนาดรอบวงของลำต้นไม่ใหญ่นักและลำต้นก็ค่อนข้างอ่อน เลี้ยงได้สูงประมาณ2เมตร ถ้าปลูกลงดินจะสูงได้ถึง 5 เมตร ลำต้นที่ค่อนข้างอ่อนนั้น มีหนามเล็กๆตามลำต้นและกิ่งก้าน แตกกิ่งน้อย กิ่ง เหนียวและแตกออกยืดยาว  ใบรูปรี ขอบใบหยักละเอียดโคนใบแหลมและมีหนามแหลม ยาวประมาณ 2-4 ซม.ใบแข็งเป็นมันสีเขียวเข้มดอกเดี่ยวออกที่ปลายยอด ออกดอกทยอยตลอดปี ช่วงต้นฝนจะออกมากหน่อยดอกบานอยู่ 2 วันแล้วร่วง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดจะขยายพันธุ์ไข่ดาวนั้นใฃ้วิธีตอนกิ่ง

 ไข่ดาวไม่ชอบแดดจัด ชอบอยู่ในที่ร่มรำไร สภาพดินชื้น แต่ระบายน้ำได้ดี ถ้าจะปลูกลงดินควรหาหลักมาจับยึดลำต้นและกิ่งหลักไว้ ยึดให้ตรง จะได้ไข่ดาวที่มีทรงพุ่มสวยในอนาคต

รวงผึ้ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Schoutenia glomerata King subsp. peregrina (Craib) Roekm.

ชื่อสามัญ : Yellow Star
วงศ์ : TILIACEAE

          รวง ผึ้งเป็นไม้พื้นเมืองทางภาคเหนือ พบเฉพาะในประเทศไทย

รูปต้นรวงผึ้งต้นนี้ถ่ายเมื่อ ก.ค 59 ถ่ายมาจากไร่The One ของนายกบุญชู จันทร์สุวรรณ นายก อบจ สุพรรณบุรี ปลูกไว้ในไร่ 1 ต้นกำลัง ออกดอกพอดี ต้นนี้สูงกำลังสวย ความสูงของต้นรวงผึ้งโดยทั่วไปสูงอยู่ ประมาณ 5-8 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาเข้ม แตกกิ่งก้านเยอะ ทำให้ดูทรงพุ่มทึบใบขนาดกว้าง ประมาณ 3-5 ซม.ยาว 4-12 ซม.ออกระนาบเดียวกันรูปใบมนรี หรือขอบขนานปลายแหลมฐานป้าน ขอบใบเรียบ ใบแก่ค่อนข้างหนาสีเขียวเข้มและเป็นมันด้านบน ด้านล่างใบสีจะอ่อนกว่า ขนสีน้ำตาลรูปดาวหลุดลอกง่ายดอกสมบูรณ์เพศขนาดบวกลบ1.3ซม.สีเหลืองเข้มออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งข้างตามซอกใบ มักจะบานพร้อมกัน  กลีบรองดอกมี 5 กลีบ ไม่มีกลีบดอกมีเกสรตัวผู้จำนวนมากแต่ ดอกมักไม่ติดผลช่วงออกดอกนานราว1สัปดาห์ ดอกแต่ละดอกบาน2วันแล้วโรยส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน เวลาดอกบานจะมีผึ้งมาตอมเป็นจำนวนมาก ต้นรวงผึ้งจะต้องปลูกกลางแจ้งเพราะชอบแดดจัด ในสภาพดินแห้งต้นรวงผึ้งจะออกดอกเต็มต้น แต่ถ้าได้น้ำมากก็จะออกดอกประปราย ไม่ดกเท่าที่ควร

เนื่องจากดอกมักไม่ติดผล เทียบสัดส่วนกับจำนวนดอกแล้วต่างกันลิบลับ ต้องขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง อย่างเดียว และจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเร่งรากช่วยให้รากงอกเร็ว

  รวงผึ้งจะออกดอกระหว่าง เดือนกรกฏาคม-เดือนสิงหาคม

ระยะเวลา1สัปดาห์/1ปี/1ครั้ง เท่านั้น

คอร์เดีย

ฃื่อสามัญ : Gieger Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Cordia sebestena Poir.
ถิ่นกำเนิด : เวสต์อินดิส
วงศ์ : ETHRETIACEAE

คอร์เดียหรือเรียกอีกชื่อว่าหมันแดงเป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 8-10 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล ใบรูปไข่ปลายใบแหลม ความยาวของใบ 15-20 ซม.กว้าง7.5-10ซม.ใบสากคาย ดอกออกเป็นช่อใหญ่และมักมีช่อย่อยออกมาเบียดกัน ออกที่ปลายกิ่งรูปกรวยปากบาน สีแสดสดใส มีผลสีเขียวเมื่อสุกเป็นสีขาว เนื้อในนุ่ม 

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและปักชำ
เป็นไม้ที่ง่าย โตเร็วชอบแสงแดดจัด ออกดอกตลอดปี 

           นิยมนำมาใช้จัดสวน เนื่องจากพุ่มสวย ดอกมีสีสดใสออกดอกตลอดทั้งปี เลี้ยงง่าย โตเร็ว


แปรงล้างขวด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Callistemon viminallis Solm. Ex Gaertn.) G.Don ex Loud.

ชื่อสามัญ : Weeping Bottle Brush

แปรงล้างขวด  เป็นไม้ที่มีนิยมปลูกกันมากด้วยที่ทรงต้นอ่อนช้อยสวยงามมากมีทั้งเป็นทรงพุ่มและเป็นทรงต้น ความสูงประมาณ 6-7 เมตร เป็นไม้ที่มีเรือนยอดแคบและกิ่งลู่ลงและพริ้วลมอย่างต้นหลิว เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่องลึก กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมทั่วไป ใบก็มีลักษณะคล้ายใบหลิว คือมีใบขนาดเล็กเรียวยาว  รูปหอก ปลายใบแหลม ขนาดกว้างของใบ 0.5 ซม.และยาวประมาณยาว 4 ซม.

         ดอกของแปรงล้างขวดเป็นสีแดงสดออกติดกิ่งเป็นช่อยาว ปลายกิ่งจะโน้มย้อยห้อยลง มีก้านเกสรเป็นเส้นยาวประมาณ2ซม.ออกเป็นพู่เรียงติดกัน สลับช่องระหว่างใบต่อใบ ช่อดอกหนึ่งยาวประมาณ  4 ซม. ในเกสรของดอกไม้นี้มีรสหวานมาก

แปรงล้างขวดเป็นไม้ที่มีดอกหลายสีเช่น ชนิดสีเหลือง สีชมพูและสีขาว แต่ที่นิยมปลูกในเมืองไทยมี2ชนิดคือสีแดงและสีชมพู

ไม้ต้นนี้เป็นไม้กลางแจ้ง ออกดอกเป็นระยะๆเกือบตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการตอนและเพาะเมล็ด ปลูกง่ายในดินเกือบทุกชนิด มีความทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แห้งแล้งได้ดี นิยมปลูกไว้ริมสวนน้ำด้วยทรงต้นที่สวยงามและกิ่งที่โน้มห้อยย้อยลงกับดอกที่มี สีสดใสได้อารมณ์

มะเขือต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum wrightii Benth.
ชื่ออื่น : มะเขือยักษ์  มะเขือดอก
ชื่อสามัญ :Potato Tree , Brazillian Potata Tree

วงศ์ : SOLANACEAE

                  ต้นนี้น่ารักดีนะ แต่ไม่ค่อยเห็นนัก ดอกก็สีสวยขาวม่วงอ่อนหวาน  ทรงต้นก็ตัดแต่งให้สวยได้ด้วย น่าจะเป็นที่ชื่อฟังไม่ค่อยมีราคา ทำให้ไม้ต้นนี้ห่างหายไปจากสวน ถ้าเป็น ต้นมหามงคล รวยอมตะ คนน่าจะสนใจมากกว่ามั๊ย... เข้าเรื่อง มะเขือต้นเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ นำเข้ามาปลูกทางภาคเหนือหลายปีแล้ว มะเขือต้นเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 4-10เมตร ลำต้นมีหนาม เหมือนมะเขือพวง กิ่งก้านเปราะมีขนรูปดาวปกคลุม ใบเดี่ยวรูปไข่เรียงสลับ  ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบใบเว้าลึกเป็นพูผิวใบมีขนสากทั้งสองด้าน ดอกสีม่วงแล้วจางเป็นสีขาว ออกเป็นช่อสั้น แต่ละช่อมี 5-20 ดอก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก 5-7 ซม.แต่ละดอกมีเกสรผู้ 5 อัน ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกแล้วสีน้ำตาลมีเมล็ดจำนวนมาก ออกดอกติดผลตลอด

 การขยายพันธุ์ด้วยการปักชำหรือตอนกิ่งรากจะงอกค่อนข้างช้า การขยายพันธุ์ อีกวิธีคือเพาะจากเมล็ด

รักทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์: Scaevola taccada

ชื่อสามัญ: Sea Lettuce

ชื่ออื่น : บ่งบง,โหรา

วงศ์ GOODENIACEAE

รูปต้นรักทะเลพวกนี้ ถ่ายมาจาก สวนป่าในกรุง ถนน สุขาภิบาล2 อ่อนนุช บริเวณด้านหน้าติดถนน ปลูกเป็นแถวยาวปนกับต้นปอทะเลและต้นโพทะเล รักทะเลเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กชอบขึ้นอยู่ตามหาดทรายชายทะเล แต่จะไม่พบในป่าชายเลน ออกดอกและผลตลอดปี ทำให้นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ความสูงของต้นสูงไม่เกิน 5 เมตร รากแผ่กว้าง แตกต้นใหม่ได้ตามราก เปลือกต้นเรียบ มียางสีขาว กิ่งอ่อนอวบน้ำเป็นสีเขียว กิ่งแก่และลำต้นมีเนื้อไม้ ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับ ดก หนา มันวาว มีใบหนาแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ  ขนาดของใบกว้างประมาณ 5-10 ซม. ยาวประมาณ 12-15 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย โคนใบสอบเรียว ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ เป็นช่อแบบกระจุก ออกตามซอกใบ มีดอกน้อย ดอกย่อยประมาณ 2-3 ดอก สีขาว บานเป็นรูปพัด ผลสดเป็นสีขาวขุ่น เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดแข็งประมาณ 1-2 เมล็ด

  ขยายพันธุ์ด้วย หน่อ การตอนกิ่งและเมล็ด ต้นรักทะเลเป็นวัชพืชในบางประเทศ จึงปลูกเป็นพืชเบิกนำในพื้นที่ใหม่ที่เป็นดินทรายได้ดี   สรรพคุณเด่นในทางเป็นยาที่ไม่อาจไม่กล่าวถึง คือแก้อาการที่เกิดจากอาหารทะเลเป็นพิษ ด้วยการนำรากของรักทะเลต้มน้ำดื่มแก้อาการ

เห็นแล้วสินะว่า เมื่อสิ่งมีชีวิตจากธรรมชาติสิ่งหนึ่งก่อปัญหา ก็จะมีสิ่งมีชีวิตอีกสิ่งหนึ่งจากธรรมชาติมาแก้ปัญหา คู่กันไป มันถูกกำหนดเจาะจงมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

โมก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia religiosa., Benth.
ชื่ออื่น : ปิดจงวา โมกบ้าน  และ หลักป่า (ระยอง)
วงศ์ : APOCYNACEAE


"สามใบเผ็ด เจ็ดใบหวาน"เรื่อง ของคนสมัยก่อนหลอกเด็กให้เคี้ยวใบโมกให้ท่านดูเป็นเรื่องรื่นเริงบันเทิงใจ แสดงความผูกเอาไว้ ใครที่เคยโดนหลอกให้เคี้ยวใบโมกมาแล้วคงจำรสชาติใบโมกได้ดี ว่ากันว่ารสชาติใบโมกนี่ ใครโดนหลอกให้เคี้ยว ไม่ว่าสามใบ เจ็ดใบจะน้ำตาไหลพรากนองอาบหน้า เพราะรสเผ็ดและรสขื่นร้อนลึกๆในคอ ขากรรไกรแข็งขยับปากและกลืนน้ำลายไม่ลงเลยทีเดียวเชียว
                     โมกเป็นไม้ยืนต้น และอายุยืนนานสูงประมาณ 3-5 เมตร ดอกออกเป็นช่อขนาดเล็กมีกลิ่นหอม มีหลายชนิดทั้งอย่างดอกลาดอกซ้อน  โมกลาย ใบเขียวด่างขาว, โมกด่าง ใบด่างเหลือง สำหรับโมกด่างและโมกลายนำมาเสียบยอดโดยใช้โมกป่าเป็นตอ ส่วนตัดช่อก็คือเลือกตัดแต่งเฉพาะปลายกิ่งให้เป็นช่อกำหนดฟอร์มไว้ และ กำหนดความสูงของต้นได้ว่าจะใช้กี่เมตร นิยมนำมาปลูกประดับเป็นไม้จัดสวน นิรันดร์.....ใช้คำนี้ได้ยังไง... ก็เพราะคนไทยนิยมปลูกโมกเป็นไม้ประดับตามบ้านมานานมากแล้ว เพราะสามารถนำมาตัดแต่งเป็นพุ่ม เป็นไม้แถว หรือไม้ดัดก็ได้อย่างสวย เคยเห็นโมกที่เป็นไม้แคระ บอนไซ (Bonzai) สวยมากเพราะมีดอกเต็มต้นให้ดูด้วย ไม้บอนไซที่เป็นโมกยังมีราคาแพงอีกด้วย แล้วก็เลี้ยงง่ายกว่าต้นอื่น
นอกจากนี้รากโมกยังใช้เป็นสมุนไพร เข้าส่วนผสมยาแก้โรคผิวหนังได้อีกด้วยขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดจะเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนนานแต่ถ้าเป็นต้นที่ได้จากการตอน จะมีอายุไม่ถึง 10 ปีก็จะม้วยมรณาลาจากเจ้าของ ไปซะก่อน

คนไทยโบราณเชื่อว่าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัย ควรปลูกต้นโมกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ บ้านใดปลูกต้นโมกไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความสุขความ บริสุทธิ์เพราะโมกหรือโมกข์หมายถึงผู้ที่หลุดพ้นด้วยทุกข์ทั้งปวง  นอกจากนี้ยังช่วยคุ้มครองปกป้องภัยอันตรายเพราะต้นโมกบางคนเรียกว่าต้น พุทธรักษาดังนั้นเชื่อว่าต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยทั้งปวงจากภาย นอกได้เช่นกัน และยังเชื่ออีกว่าส่วนของเปลือกต้นโมกสามารถใช้ป้องกันอิทธิฤทธิ์ของพิษ สัตว์ต่างๆ ได้

มะตูมแขก

ชื่อวิทยาศาสตร์: Schinus terebinthifolius

ชื่อสามัญ: Brazilian Pepper-tree

วงศ์ : ANACARDIACEAE


มะตูมแขกรู้จักกันอีกชื่อว่า มะตูมซาอุ มีถิ่นกำเนิด ในอเมริกาใต้ แถบประเทศบราซิล อาร์เจนตินาและปารากวัย นำเข้ามาปลูกในเมืองไทย สมัยที่แรงงานไทยไปทำงานอยู่แถวตะวันออกกลางและได้นำต้นนี้กลับมาปลูกที่บ้านเจริญงอกงามดี 

มะตูมแขกเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 10 เมตร มีกิ่งก้านมาก  ใบอ่อนสีแดง ขอบใบเป็นหยักคล้ายหนามใบเมื่อนำมาถูขยี้มีกลิ่นหอมแรงคล้ายใบมะกรูด เป็นต้นไม้แยกเพศเป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ต่างคนต่างอยู่คนละต้น

ดอกออกเป็นช่อเล็ก สีขาว ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียลักษณะคล้ายกัน ออกดอกได้ทั้งปี แต่พบมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ผลเมื่ออ่อนมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีแดงสดเมื่อแก่ เนื่องจากผลมีสีสวยสดและออกได้ทั้งปี จึงนิยมนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ ผลเมื่อแก่จัดเปลือกจะแห้งติดเมล็ดคล้ายพริกไทย มีรสเผ็ดร้อน ชาวอเมริกาใต้ใช้ผลมะตูมซาอุแทนพริกไทย ทุก ส่วนของไม้ชนิดนี้มีน้ำมันและน้ำมันหอมระเหย ใบและยอดอ่อนกินเป็นผักสด เคียงลาบ อร่อยหลายๆ เพราะเหตุนี้เราจึงต้องพาต้นนี้กลับบ้านด้วย

รูปนี้ถ่ายมาจาก โครงการป่าในกรุง ของ ปตท. อ่อนนุช เดือนตุลาคม 59

ไคร้ย้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Elaeocarpus grandiflora J.E. Sm.

ชื่ออื่น :  สารภีน้ำ ดอกปีใหม่ แต้วน้ำ
วงศ์ : ELAEOCARPACEAE

ไคร้ย้อยเป็นไม้ต้นขนาดเล็กหรือขนาดกลางไม่ผลัด เริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนเมษายน จากนั้นเป็นระยะติดผลตั้งแต่เดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม  ไม้ต้นนี้ขนาดความสูงถ้าปล่อยให้โตไปเรื่อยๆจะสูงได้ถึง30เมตร แต่ส่วนใหญ่ที่นำมาปลูกประดับและใช้จัดสวนจะสูงประมาณ2-5เมตร  ใช้ปลูกเป็นไม้ชายน้ำกันดินพังได้ดี ในธรรมฃาติจะพบไคร้ย้อยขึ้นอยู่ตามที่ลุ่มใกล้น้ำ  ตามลำห้วย ลำธาร ตามป่าดิบและขึ้นทั่วไปตามป่าโปร่งและป่าเบญจพรรณ

 ลักษณะของต้นไคร้ย้อย ทรงต้น เรือนยอดแผ่กว้างเป็นพุ่มทึบ ผิวเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูป ไข่ โคนใบและปลายใบแหลม หนา ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนประปราย โคนใบสอบปลายใบเว้าเล็กน้อย ขนาดใบกว้าง2-5ซม.ยาว7-19ซม.

      ดอก เป็นดอกช่อแบบช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง ห้อยลง ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบ ที่โคนกลีบดอกด้านในจะมีกลุ่มขนเรียงตัวกันอยู่ ดอกตูมสีน้ำตาลปนส้ม เมื่อบานเป็นช่อ  สีขาวออกดอกเดือน มกราคม- กันยายน
ผล สดสีเขียวมีเนื้อหุ้มบางๆ  ทรงกลมรีหรือรูปกระสวย กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผิวผลบางเรียบ เกลี้ยง แข็งมาก  มีเพียงเมล็ดเดียว ขยายพันธุ์
  ด้วยการ เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง


      


มะเดื่อหอม


(ชื่อเรียกทางการค้า)
       ไม่กล้าเอ่ยชื่อวิทยาศาสตร์และชื่อวงศ์ มีท่านผู้รู้ว่า ไม่ได้อยู่ในวงศ์ไทร MORACEAE มันไม่ใช่มะเดื่อ แต่อยู่ในวงศ์ตำแย URTICACEAE  ซึ่งดูตามลักษณะใบและดอกก็ไม่ใช่ต้นไม้วงศ์ไทรเพราะต้นมะเดื่อหอมต้นจริงดอกใบไม่เหมือนต้นนี้เลย แต่มีรูปของมะเดื่อหอมที่เป็นชื่อทางการค้าอยู่ ก็เลยนำมาลง เขาว่าดอกหอม แต่ก็หอมใครหอมมัน ชอบก็ว่าหอม ไม่ชอบก็ว่าเหม็น
พิสูจน์ด้วยตัวเอง
 ถ้าค้นหาในกูเกิ้ล คำว่า "มะเดื่อหอม ชื่อวิทยาศาสตร์"จะเจอแต่ว่า hirta ficus ซึ่งไม่ใช่ต้นนี้ สำหรับต้นนี้ไม่เจอเลย น่าจะเป็นไม้ที่ชอบแดดจัด น้ำจัด ดูได้จากลักษณะภายนอกโดยรวม คือใบใหญ่ หนาค่อนข้างแข็ง สีเขียวเข้มเป็นมัน ซึ่งเป็นลักษณะของใบที่ลดการคายน้ำ ดอกออกในซอกใบตามกิ่ง ออกรวมเป็นกระจุก ชอบดินที่มีอินทรีย์วัตถุ โตเร็ว ต้นนี้ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งมา

ลีลาวดีลูกศร

ชื่อวิทยาศาสตร์  : Plumeria pudica Jacq. cv. Bridal Bouquet

ชื่อวงศ์  : APOCYNACEAE

ชอบดอกไม้สีขาวก็ไม่ควรลืมต้นนี้ เลี้ยงก็ง่าย ตายก็ยาก ดอกดกสีขาวสะอาดตา พรรณไม้ดอกสีขาวส่วนใหญ่จะหอมเพื่อมีกลิ่นไว้ล่อแมลงแต่ต้นนี้ไม่มีความหอมเอาซะเลย ลีลาวดีลูกศร หรือลีลาวดีใบลูกศร หรือลั่นทมใบศร แล้วแต่จะเรียก แต่ชื่อทั้งหมดบ่งชี้ว่า ต้องมีอะไรสักอย่างหรือหลายอย่างที่เหมือน ลั่นทม  

ลีลาวดีลูกศร เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงประมาณ 3-4 เมตร ได้ชื่อมาตามลักษณะใบซึ่งเป็นลักษณะเด่น คือโคนใบสอบแคบ ปลายใบคล้ายรูปลูกศร ดอกสีขาวสะอาดรูปลักษณะดอกก็ไปคล้ายดอกลั่นทม แถมอยู่ในวงศ์เดียวกันอีก ก็เป็นอันว่าได้ชื่อไปตามนั้น ไม้ต้นนี้ชอบแดดจัดกลางแจ้ง น้ำพอประมาณ ทนทานไม่ต้องการ การเอาใจใส่ดูแล มากมาย ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง หรือให้ทันใจ ขุดล้อมต้นใหญ่ขนาดที่ต้องการมาปลูก จะติดง่าย ถ้าล้อมมาปลูกใหม่ๆไม่ต้องให้น้ำเยอะ ปักหลักจับยึดให้มั่น อย่าให้ต้นไหวด้วยแรงลม วันนึงรดน้ำให้ชุ่มแล้วๆกัน..พอ

บางทีการปลูกต้นไม้สำหรับมือใหม่หัดปลูก ก็มีปัญหานะ ที่ใครว่าง่ายๆ เจอแล้วก็อาจว่าไม่ง่าย น้ำพอประมาณ นี่ก็ไม่รู้ว่าพอ คือพอขนาดไหน

ขนาดไหนที่เรียกว่าน้ำเยอะ ขนาดไหนที่เรียกว่า น้ำน้อย

เอาเป็นว่าจำไว้อย่างหนึ่งก็พอ คือ ปลูกไปแล้วอย่ากังวล คอยสังเกตุห่างๆ กังวลแล้วพลังงานความเครียดถ่ายสู่ต้นไม้ ต้นไม้ก็เครียดไปด้วยนะ

หูกระจงแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : TERMINALIA BENTZOL (L.) L.F.

วงศ์ : COMBERTACEAE

หูกระจงแดง หรือแผ่บารมีสีแดง ในรูปที่เห็นถ่ายมาจากร้านต้นไม้ซอยพระเงิน ปลูกอยู่ในกระถางขนาดใหญ่ ไม่ค่อยพบบ่อยนัก ส่วนใหญ่ที่เห็น จะเป็นต้นเล็กอยู่ในถุงเพาะสีดำ ซึ่งความงามยังไม่ปรากฏ หูกระจงแดง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  สูงได้ประมาณ 5-10เมตร ลำต้นตั้งตรง เรือนยอดรูปไข่ หนาทึบ เปลือกสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง  แตกกิ่งในแนวราบเป็นชั้นๆ ลักษณะใบเรียวยาว ไม่ร่วงง่ายเหมือนหูกระจง ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องมานั่งกวาดใบทุกวัน ระบบรากก็ไม่ทำลายกำแพงเหมือนหูกระจง ปลูกไว้กลางแจ้งแดดจัด เลี้ยงจากต้นเล็กจะได้ทรงต้นสวยกว่าเพราะได้แดดทั่วถึงการแตกกิ่งเวียนจะเป็นระเบียบ จะแผ่บารมีได้ทุกทิศทาง นำมาใช้จัดสวนได้สีสันระดับสายตา ข้อเสียมีอยู่อย่างเดียว...แพง...


ปลาไหลเผือก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eurycoma longifolia Jack

ชื่ออื่น :  ตรึงบาดาล  แฮพันชั้น หยิกบ่อถอง หยิกไม่ถึง

วงศ์ : SIMAROUBACEAE

ปลาไหลเผือก เป็นไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 3-4 เมตร ลำต้นไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน มักเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ถึงจะปลูกอยู่กลางแจ้งก็ตาม เป็นการเอนตามธรรมชาติไม่ใช่ด้วยสภาพแวดล้อม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยมีอยู่20-30คู่ แต่ละใบขนาดกว้าง1.2-3 ซม ยาว 5-12 ซม. ออกเป็นกระจุกบริเวณปลายกิ่ง  สีเขียวเข้มด้านล่างมีนวลสีเงิน ยอดอ่อนและใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ดอกออกที่ซอกใบเป็นแบบดอกช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กขนาด 0.5 ซม. กลีบดอกสีม่วงแดง ผลเป็นผลสดรูปยาวรีขนาด 1.2-2 ซม.รูปขอบขนาน ปลายเป็นจงอยสั้นๆ เมื่อสุกเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง บางครั้งแตกออกได้

ต้นนี้ไม่มีรูปดอกผลให้ดูเลย ถ่ายมาจากสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง หามาปลูกไม่ง่ายบังเอิญไปเจอก็อาจไม่ซื้อ เพราะไม่สวย ไม่รู้จัก ต้นไม้หลายต้นที่หายากสูญเสียโอกาสไปไม่น้อย  หลายต้นที่นำมาลงในหัวข้อ บางทีก็ไม่ได้ลงเพื่อแนะนำให้เพื่อปลูกประดับหรือไว้ใช้จัดสวน แต่ลงไว้เพื่อให้รู้


ส้มกุ้งขน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ardisia helferiana Kurz.

ชื่ออื่น : แม่ฮ้าง ครามกุ้ง จีนจำ พระยาราม พุมมะราชา 

วงศ์ : MYRSINACEAE

รูปนี้ถ่ายมาจาก สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง เหมือนกัน ส้มกุ้งขนเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 3 เมตร กิ่งก้านมีขนปกปุย หนาแน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนาน หลังใบมีขนสั้นๆ ท้องใบมีขนที่ยาวและหนาแน่นกว่าโดยเฉพาะที่เส้นกลางใบ        ดอกออกเป็นช่อกระจะเชิงหลั่น ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยมีจำนวนมาก มีขนปกปุย หนาแน่น กลีบดอกสีม่วงแกมชมพูมีจุดประสีม่วงเข้มกระจายทั่วไป ผลสดรูปทรงกลม สีม่วงเข้ม ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง ดินมีการระบายน้ำดี นำมาใช้จัดสวนโดยปลูกเป็นต้นเดี่ยวๆหรือเป็นกลุ่มใหญ่ได้

ทรงบาดาล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia surattensis.,Burm.f
ชื่อสามัญ : Kalamona , Scrambled egg
ชื่ออื่น : ทรงบาดาล,ตรึงบาดาล
วงศ์ : LEGUMINOSAE

ต้นทรงบาดาลเป็นต้นไม้ที่มีความเป็นมงคลคือเป็นหนึ่งในไม้มงคล 9 ชนิด ทรงต้นสวย ออกดอกตลอดปี ชอบแดดจัด ทนแล้งดูแลง่าย ปลูกง่าย เรื่องไม่เยอะ ถนนหลายสายในกรุงเทพฯ รอบนอกจึงปลูกข้างถนนริมทางเรียงรายอยู่หลายสาย ทำให้เห็นได้อยู่ทั่วไป

ทรงบาดาล เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง7เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกสลับ ใบย่อย5-10คู่ รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน โคนใบและปลายใบมน หลังใบเรียบท้องใบมีขนประปราย

ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อมี 10-15 ดอก ผลอ่อนเป็นฝักแบนเรียบ แก่แล้วจะแตกอ้าออกตามแนวตะเข็บฝัก มีเมล็ด15-20 เมล็ด

ขยายพันธุ์ด้วยการ ตอนกิ่งและเพาะต้นจากเมล็ด

รูปที่มีถ่ายจากถนน 2 ข้างทาง เส้นทางลัด ออเงิน-สายไหม ทรงบาดาล ออกดอกตลอดปีก็จริงแต่จะมีช่วงออกดอกดก ราวเดือนมีนาคม-เมษายน 


พรวด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhodomyrtus tomentosa (Aition) Hassk

ชื่ออื่น : โทะ,พรวดผี, พรวดกินลูก, พรวดใหญ่, ง้าย, ซวด

วงศ์ : MYRTACEAE

       ต้นพรวดหรือต้นโทะรูปถ่าย จากสวนพฤกษศาสตร์ระยอง ช่วงออกดอกระหว่างเดือนกุมภาพันธุ์-มีนาคม ระยะติดผลพฤษภาคม-กรกฏาคม ไปไม่ทันอีกแล้ว รูปที่ถ่ายมานี่มันเดือนสิงหาคมปลายๆเดือน ไปแวดใบหาดูได้รูปผลมา 1 ผล สังเกตุรูปขวามือ พรวดเเป็นไม้พุ่มความสูงอยู่ประมาณ1-3 เมตร กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีขาว เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อนผิวลอกได้เป็นแผ่น ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบรูปรีถึงรูปขอบขนาน หลังใบเกลี้ยงท้องใบมีขนสีขาวเป็นปุย ปลายใบทู่โคนใบสอบ

ดอก ออกตามซอกใบและปลายกิ่งเป็นทั้งดอกเดี่ยวและแตกเป็นกลุ่ม3ดอก กลีบดอก5กลีบสีชมพู ผลแก่สีม่วงคล้ำถึงดำรูปกลม ขนาด1-1.5ซม.มีขนสีขาวปกคลุมรอบผล มีเมล็ดจำนวนมาก ผลสุกกินได้มีรสชาดหวานหอม

หวังไว้ว่าจะไปปีหน้า คงได้รูปดอกและผลมาให้ขมกัน



นมแมว

ชื่อวิทยาศาสตร์: Rauwenhoffia siamensis Scheff.

วงศ์ : ANNONACEAE

 

นมแมวเป็นไม้ดั้งเดิมพันธุ์ไทยแท้ต้นหนึ่งของไทยอยู่คุ๋บ้านแต่โบราณเป็นนานเน กลิ่นความหอมของดอกนมแมวทำเป็นแป้งร่ำน้ำปรุง ขนมอบเทียน คือมันหอมมาก เป็นต้นไม้ต้นโปรดต้นหนึ่งเลยเชียว ลักษณะทางกายภาพของต้นนมแมวโดยรวมแล้ว เป็นไม้รอเลื้อย แต่เลื้อยไปได้ไกล2-3 เมตร เป็นไม้อายุยาวยืนต้น ถ้าตัดแต่งให้เป็นพุ่มก็จะได้ความสูงอยู่ 1-2 เมตร  เปลือกต้น กิ่งก้าน สีน้ำตาลคล้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือแกมรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาชอบแสงแดดปานกลางถึงร่มรำไร ปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ได้ ถ้าแดดจัดใบจะแข็งกรอบ ดอกจะออกน้อย ดอกนมแมวออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 1-3 ดอก ดอกมี 6 กลีบ สีเหลืองอมเขียว ขนาดใหญ่ประมาณ 1-2 เซนติเมตร ออกดอกตลอดทั้งปี ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยประมาณ8-15ผล ผลอ่อนสีเขียวรูปทรงกลมหรือรูปไข่กว้างประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร ยาว 0.6-0.8 เซนติเมตร (ดูรูปที่2ซ้ายมือ) เปลือกนิ่ม เมล็ดเล็กสีดำ ผลสุกสีเหลือง มีรสหวานกินได้ สมัยก่อนขนมกรุบกรอบขบเคี้ยวหายาก เป็นเด็กเจอลูกตะขบ ลูกนมแมว ลูกพิกุล ลูกกระทกรก นี่จับใส่ปาก อร่อยหมด

                    สุดท้ายที่ยังไม่ได้บอก นอกจากต้นนมแมวที่ว่าเป็นไม้โบราณแล้วความน่าปลูกที่สำคัญของต้นนมแมวอยู่ที่ ทนแล้ง ทนน้ำท่วม

ฝาดขาว
ชื่อวิทยาศาสตร์: Lumnitzera racemosa Willd .
ชื่ออื่น : ฝาดดอก ฝาดดอกขาว
วงศ์ COMBRETACEAE

              

รูปต้นฝาดขาวถ่ายมาจาก โครงการป่าในกรุง อ่อนนุช และที่สวนสมุนไพร สิรีรุกขชาติ อุทยานธรรมชาติวิทยา ม.มหิดล ศาลายา ต้นฝาดขาวในธรรมชาติมักขึ้นเป็นกลุ่ม อยู่บนบริเวณดินเลนค่อนข้างแข็งหรือที่ราบหาดเลนในพื้นที่น้ำท่วมถึง ปลูกในที่มีแสงแดดปานกลางหรือร่มรำไร ฝาดขาวเป็นไม้ต้นกึ่งไม้พุ่มขนาดเล็ก - ขนาดกลาง สูง 5 - 10 เมตร ลำต้นตรงผิวเปลือกต้นขรุขระสีน้ำตาลเข้มมีรากแก้ว หยั่งลึกลงดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจแต่ไม่มาก ลำต้นตรง เนื้อแข็ง  ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบเล็ก เนื้อใบหนามันคล้ายแผ่นหนังทั้งสองด้าน อวบน้ำ แผ่นใบแคบ รูปไข่กลับ สีเขียวอ่อน

ดอกออกเป็นช่อคล้ายช่อกระจุกบริเวณปลายกิ่งหรือง่ามใบ
  กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว ผล รูปทรงรี ด้านข้างแบนเล็กน้อย มีเหลี่ยมมน ผิวผลเกลี้ยง

นำมาปลูกเพื่อประดับใช้ในการจัดสวนริมน้ำได้


 ฝาดแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lumnitzera littorea (Jack) Voigt

วงศ์ : COMBRETACEAE

ชื่ออื่น : ตำเสาทะเล

รูปต้นฝาดแดงพวกนี้ถ่ายไว้นานแล้วสมัยหนึ่งแพงมาก ปลูกไว้หน้าร้านค้าคู่กันกับฝาดขาว อย่างแพร่หลาย เชื่อกันว่าเป็นมหานิยมอะไรทำนองนี้ นำมาปลูกใส่กระถางแช่ไว้ในน้ำ  กาลเวลาผ่านไปก็มีต้นไม้มหามงคลต้นอื่นๆมาแทนที่

ฝาดแดงเป็นไม้ ต้นสูง10-20เมตร โดยทั่วไปไม่พบต้นที่มีขนาดใหญ่ ขึ้นตามขอบป่าชายเลนที่เปิดโล่ง และขึ้นเป็นกลุ่มบริเวณปากแม่น้ำที่มีดินเลนแข็ง ฝาดแดงมีรากหายใจคล้ายภูเขา เปลือกนอกแตกเป็นร่องลึกตามยาวสีน้ำตาลคล้ำ เปลือกในสีแดงเข้มหรือส้ม  ใบเดี่ยวเรียงค่อนข้างแน่นที่ปลายกิ่ง รูปขอบขนานขนาดกว้าง 1-3 ซม.ยาว 3-9 ซม.โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบถึงหยักมนเล็กน้อย เนื้อใบอวบน้ำด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างใบสีอ่อนกว่า  ดอกออก เป็นกลุ่มคล้ายช่อเชิงลดไม่มีก้านสีแดง ออกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อย 5-15 ดอก กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น5แฉก ผลมีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียวรูปกระสวยป่องกลางและมีสันตามยาวขนาด0.4-0.5x1.2-1.8 ซม.เปลือกเป็นคอร์กหนาผิวเกลี้ยงผลแก่สีน้ำตาลแดง

เนื้อ ไม้ใช้ได้ทนทานสำหรับงานในน้ำ เช่นทำเสาและพาย

เขตกระจายพันธุ์ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เอเซียเขตร้อน ตอนเหนือของออสเตรเลีย


โมกเหลืองหอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia laevis Hook.f.

วงศ์ : APOCYNACEAE


 เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูง2-4เมตร ตามกิ่งมีช่องหายใจเป็นจุดนูนขาว ใบบางรูปรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง2-5ซม.ยาว4-17ซม.ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก1-8ดอก สีเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยง5กลีบขนาดเ็ล็ก โคนกลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบปลายกลีบม้วนออก กลางกลีบมีกระจังล้อมรอบขนาดดอก2.5-3ซม. ผลเป็นฝักคู่ยาว15-22ซม.

การ กระจายพันธุ์ จีน ไทย ตอนเหนือของออสเตรเลีย ในประเทศไทย พบขึ้นในป่าดิบชื้นระดับต่ำจนถึงระดับความสูง500เมตร ในจ.สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช

สถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์ในถิ่นกำเนิด ขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เพาะเมล็ด เสียบยอด และแบบทาบกิ่งโดยใช้ต้นตอโมกบ้าน เหมาะนำมาปลูกเป็นไม้กระถางและลงแปลงในที่ร่มรำไร

สนทราย

ชื่อวิทยาศาสตร์: Baeckea frutescens L.

ชื่ออื่น : สนดง สนหิน เสียวน้อย (อุบลราชธานี), สนหอม (จันทบุรี), สนขี้ไก่ (กาญจนบุรี), สนเล็ก สนสร้อย (นครศรีธรรมราช), สนนา (สุราษฎร์ธานี), สนเทศ (ปัตตานี)

วงศ์: MYRTACEAE

                ไม้ต้นจำพวกสน แตกกิ่งก้านสาขาเป็นจำนวนมาก มีความสูงของต้นประมาณ 5 เมตร ล้ำต้นเป็นสีเทาอมน้ำตาล เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาล มีความแข็งแรงทนทาน แต่มักมีขนาดไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน กิ่งแตกเป็นเนื้อมีขนสีน้ำตาลแดง ลักษณะของกิ่งมักลู่ลง กิ่งมีสีน้ำตาลอ่อน เรียวยาว เปลือกแตกเป็นขุย

มีเขตการกระจายพันธุ์ในเอเชียและโอเชียเนีย ประเทศอินเดีย พม่า เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จีน เกาะบอร์เนียว สุมาตรา และนิวกินี

ในประเทศไทยพบได้ทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางภาคใต้ ตามป่าไม้ผลัดใบ ป่าหญ้า ป่าชายหาด ป่าเสม็ดที่เป็นทุ่งหญ้า ตามยอดเขาที่เป็นหินทรายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามที่โล่งบนยอดเขาทางภาคใต้ หรือในดินปนทรายตามแนวชายฝั่งทั่วไป ที่ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,800 เมตร


ช้าแป้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Callicarpa arborea Roxb.
ชื่ออื่น : ฝ้าขาว
วงศ์ : LABIATAE

ไม้ ต้นขนาดเล็กผลัดใบ หรือกึ่งผลัดใบ สูง ประมาณ 5-15 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมครีม เรียบหรือมีร่องเล็กๆ ยอดอ่อน กิ่ง ก้านใบ และก้านช่อดอก มีขนรูปดาวหนาแน่น สีน้ำตาลแกมเหลือง

ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบรูปไข่กลับ หรือมนรีถึงขอบขนาน ปลายแหลม ขอบใบเรียบหรือมีซี่แหลมตื้นๆประปราย

ดอก เล็กสีชมพูหรือม่วงอ่อน ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอด ผลเมล็ดเดียวกลมเมื่อสุกสีม่วงอ่อนถึงม่วงแดง มีชั้นกลีบเลี้ยงรองที่ฐาน เนื้อผลบาง ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง 4หน่วยแต่ละหน่วยมี1เมล็ด ออกดอกเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

ไม้แตกง่ายใช้งานไม่ทนในที่โล่งแจ้ง ส่วนมากใช้ทำฟืน ใบใช้เลี้ยงสัตว์เวลาขาดแคลน
เขตกระจายพันธุ์ ปากีสถาน อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้ ฮ่องกง คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา สุลาวาสี

กลึงกล่อม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polyalthia suberosa Z Roxb X Thwaite
วงศ์ : ANNONACEAE
ชื่ออื่น : กระทุ่มกลอง กระทุ่มคลอง กำจาย ไคร้น้ำ จิงกล่อม ช่องกลอง น้ำน้อย ผักจ้ำ

ต้นนี้รูปถ่ายมาจาก สวนสมุนไพร สิรีรุกขชาติ ไม้ ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นรูปรีหรือทรงกระบอก ใบรูปขอบขนานกว้าง 2-4ซม.ยาว5-11ซม. โคนใบสอบเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน

ดอก เป็นดอกเดี่ยว ออกตามกิ่ง หรือตรงข้ามใบใกล้ปลายกิ่งกลีบเลี้ยง 3กลีบ กลีบดอกเรียง2ชั้นๆละ 3กลีบ ดอกมีสีเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอม ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียวออกเป็นผลกลุ่มมีหลายผลอยู่บนแกนตุ้มกลม ก้านช่อผลยาว3-5ซม.มี25-35ผล แต่ละผลกลมขนาด5มิลลิเมตร ผิวเรียบสีเขียวเมื่อแก่สีแดง ดำ มีเมล็ด1เมล็ด ผลสุกกินได้

ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

 ขึ้นตามป่าละเมาะและที่ราบลุ่มทั่วประเทศ มีการปลูกเลี้ยงเป็นพืชสมุนไพร


หัสคุณ

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Micromelum minutum Wight & Arn.

ชื่อสามัญ : Lime Berry

ชื่ออื่น : หมุย สมุย,สมัด, สมัดน้อย, สหัสคุณ, หัสคุณไทย

วงศ์: RUTACEAE

ไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีความสูงได้ถึง 10 เมตร ตามกิ่งอ่อนมีขนสั้นสีเทา ส่วนต้นเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องตื้นตามยาว

ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 7-15 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวอ่อน เนื้อใบบาง มีต่อมน้ำมันเล็ก ๆ จับดูแล้วจะรู้สึกเหนียว หลังใบเกือบเรียบถึงมีขนสั้น ๆ ส่วนท้องใบมีขนบาง ๆ ใบมีกลิ่นหอมเหมือนการบูร มีรสหอมร้อนออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยมีกลีบดอกเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีขาวแกมเหลือง เมื่อดอกบานเต็มที่กลีบดอกจะม้วนไปด้านหลังเล็กน้อยผลเป็นผลสด ออกเป็นพวงโต ลักษณะของผลเป็นรูปกระสวยหรือรูปไข่ขนาดเล็ก ผิวผลเรียบใส ฉ่ำน้ำ ผลเป็นสีเขียวอ่อน มีขนปกคลุม เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง

ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด พบขึ้นตามป่าดงดิบเขา ตามลำธาร ตามป่าโปร่งทุ่งร้างทั่วไป

มันปู

    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Glochidion littorale Hook.F.

    วงศ์ : EUPHORBIACEAE

พบได้ในป่าดิบ ที่ราบเชิงเขา ที่ราบลุ่ม ชาวบ้านนำมาปลูก บริเวณบ้าน หรือบริเวณสวนใกล้บ้าน

เป็นไม้ต้น สูงประมาณ 15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงสลับ รูปไข่ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โคนใบมัน หน้าใบสีเขียว ออกมันเล็กน้อย หลังใบเขียวอ่อนกว่า ใบอ่อนและก้านอ่อนมีสีเขียว หรือสีเขียวอมแดง ดอกออกเป็นช่อ ดอกช่อขนาดเล็ก  

 ยอดอ่อนใช้เป็นผักรับประทาน เป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริก หรือรับประทานกับขนมจีน มันปูยอดสีขาว รสมัน อร่อย ถ้ามันปูที่ยอดสีแดง จะมี รสฝาด

    สรรพคุณทางยา ราก ลำต้น แก้ร้อนใน เป็นยาบำรุง

    ขยายพันธุ์ทำได้โดย ตอนกิ่ง หรือเพาะเมล็ด

ทองแมว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gmelina elliptica Sm.

ชื่อสามัญ : Badhara bush

วงศ์  : LAMIACEAE

ชื่ออื่น : ซ้อแมว ,ทำเมีย ,  กระเบี้ยเหลือง , คางแมว, ซองแมว

รูปต้นทองแมว ต้นนี้ถ่ายมาจาก สวนสมุนไพร สิรีรุกชาติ ทองแมวออกดอกระหว่างเดือน เมษายนถึงเดือนสิงหาคม ไปถึงก็เหลือดอกอยู่แค่นี้ คราวหน้าต้องไปให้ถูกจังหวะจะได้นำรูปดอกมาให้ดูเต็มๆ ทองแมวเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 2-4 เมตร ปลายกิ่งมักห้อยลง ตามกิ่งอ่อนมีขนอุย ลำต้นอ่อนเปลือกต้นจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วเปลือกต้นด้านนอกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีหนามแข็ง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉากรูปไข่หรือรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเกือบกลม แผ่นใบบาง หลังใบด้านบนมีขนขึ้นสั้นนุ่ม  ส่วนท้องใบด้านล่างมีขนอุยแกมขนสั้นขึ้นหนานุ่ม ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงขนาดเล็กสีเหลือง  ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ ฉ่ำน้ำ รูปกระสวย   ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง








 


































































ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view