สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

สวนสไตล์ต่างๆ

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 26/06/2022
สถิติผู้เข้าชม 11,472,402
Page Views 17,165,798
 
« June 2022»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก1

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก1


ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-1

For information only-the plant is not for sale.

1 กรรณิการ์/Nyctanthes arbor-tristis 29 ไข่ดาว/Oncoba spinosa 
2 กะตังใบ/Leea indica 30 รวงผึ้ง/Schoutenia glomerata
3 กาหลง/Bauhinia acuminata 31 คอร์เดีย/Cordia sebestina
4 ชงโค/Bauhinia purpurea 32 แปรงล้างขวด/Callistemon viminalis
5 โยทะกา-พญากาหลง/Bauhinia tomentosa. 33 รักทะเล/Scaevola taccada
6 รัตมา/Parkinsonia aculeata 34 โมกบ้าน/Wrightia religiosa.
7 ข้าวหลาม/Goniothalamus marcanii  35 มะตูมแขก/Schinus terebinthifolius 
8 บุหรง/Dasymaschlon dasymaschalum 36 มะเดื่อหอม
9 บุหรงใบอ่อนสีน้ำตาล/Dasymaschalon blumei 37 ลีลาวดีลูกศร/Plumeria pudica
10 บุหงาลำเจียก/Goniothalamus tapis 38 หูกระจงแดง/Terminalia benzoe
11 บุหงาปัตตานี/Goniothalamus sp 39 ทรงบาดาล/Senna surattensis
12 บุหงาเซิง/Friesodielsia desmoides 40 พรวด/Rhodomyrtus tomentosa
13 พวงไข่มุก/Sambucus canadensis 41 พังแหรใหญ่/Trema orientalis
14 มโนรมย์/ Erythrina crista-galli 42 นมแมว/Melodorum siamense
15 เทียนกิ่ง/Lawsonia inermis 43 ฝาดขาว/Lumnitzera racemosa
16 ฝ้ายแดง/Gossypium arboreum  44 ฝาดแดง/Lumnitzera littorea
17 หม่อน/Morus alba 45 สนทราย/Baeckea frutescens
18 รามใหญ่/Ardisia elliptica 46 ช้าแป้น/Callicarpa arborea
19 พิลังกาสา/Ardisia polycephala 47 ดับยาง/Solanum erianthum
20 ส้มกุ้งขน/Ardisia helferiana 48 กลึงกล่อม/Polyalthia suberosa
21 ปลาไหลเผือก/TONGKAT ALI 49 หัสคุณ/Micromelum minutum
22 ไคร้ย้อย/Elaeocarpus grandiflora 50 มันปู/Glochidion wallichianum 
23 ปีบยูนนาน/ Radermachera  Sinica 51 ทองแมว/Gmelina elliptica
24 สร้อยสุวรรณ/Lophanthera lactescens 52 รง/Garcinia lateriflora
25 ส้านชวา/Dillenia suffruticosa 53 คำไทย/Bixa orellana
26 ส้านดอกขาว/Dillenia philippinensis 54 ต่อไส้/Allophylus cobbe
27 ม่วงส่าหรี/Lagerstroemia sp. 55 ระย่อมตีนเป็ด/Rauvolfia sumatrana
28 เกล็ดกระโห้/Clusia rose 56 คำขาว/Rhododendron moulmeinense
57

กุหลาบแดง/Rhododendron simsii

EPPO code---รหัส EPPO คือรหัสคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นสำหรับพืช แมลงศัตรูพืช (รวมถึงเชื้อโรค) ซึ่งมีความสำคัญในการเกษตรและการปกป้องพืช รหัสEPPOเป็นระบบการเข้ารหัสที่กลมกลืนกันซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการชื่อพืชและศัตรูพืชในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบไอที
EPPO (2021) EPPO Global Database (พร้อมใช้งานออนไลน์) https://gd.eppo.in

พืชถิ่นเดียวหรือพืชเฉพาะถิ่น (endemic plants)  คือ พืชชนิดที่พบขึ้นและแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติในบริเวณเขตภูมิศาสตร์เขตใดเขตหนึ่งของโลก และเป็นพืชที่มีเขตกระจายพันธุ์ทางภูมิศาสตร์ค่อนข้างจำกัด ไม่กว้างขวางนัก มักจะพบพืชถิ่นเดียวบนพื้นที่ที่มีลักษณะจำกัดทางระบบนิเวศ เช่น บนเกาะ ยอดเขา หน้าผาของภูเขาหินปูน แอ่งพรุ ฯลฯ

กรรณิการ์/Nyctanthes arbor-tristis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Nyctanthes arbor-tristis Linn.(1753)
ชื่อพ้อง---  Has 6 Synonyms.See https://www.gbif.org/species/3683008
---Bruschia macrocarpa Bertol.(1857)
---Nyctanthes dentata Blume.(1851)
---Nyctanthes tristis Salisb.(1796)
---Parilium arbor-tristis (L.) Gaertn.(1788)
---Scabrita scabra L.(1767)
---Scabrita triflora L.(1767)
ชื่อสามัญ---Night Flower Jasmine, Night Blooming Jasmine, Night Jasmine, Coral Jasmine, Tree-of-Sorrow, Tree of Sadness, Queen Of The Night, Indian night jasmine.
ชื่ออื่น---กณิการ์, กรณิการ์, กรรณิการ์ (ภาคกลาง) สะการะตาหรา ;[AYURVEDA: Paarijaata, Shephaali, Shephaalikaa, Mandaara.];[BENGALI: Sephali, Sheoli, Singhar, Shephalika.];[DUTCH: Harshingar, Nachtjasmijn.];[FRENCH: Jasmin de nuit.];[GERMAN: Nachtjasmin, Trauerbaum.];[HINDI: Paarijat, Harsingar, Shefali];[ITALIAN: Parijata.];[MALAYALAM: Paarijatam]; [MARATHI: Partak, Khurasali, Parijatak.];[MYANMAR: Hseik hpalu, Seik-palu.];[PAKISTAN: Harsingar, Kuri.];[PERSIAN: Gulkamah.];[PORTUGUESE: Açafrão-da-terra.];[SANSKRIT: Parijataka, Parijata, Sephalika, Rajanikasa.];[SIDDHA/TAMIL: Pavazha mattigai.];[SPANISH: Parijatha.];[THAI: Ka nika, Kara nika, Kannika (Central).];[UNANI: Harasingaar.];   
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
EPPO Code---NCYAT (Preferred name: Nyctanthes arbor-tristis.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้-อินเดีย เนปาล ปากีสถาน ไทย อินโดนีเซีย-สุมาตรา และชวา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'arbor-tristis' หมายถึง "ต้นไม้เศร้า"
กรรณิการ์เป็นไม้หอมที่ขึ้นกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในป่าของเมืองไทย ชื่ออีกชื่อเรียกว่า"สะการะตาหรา" แปลว่า ดอกกรรณิการ์ รากศัพท์เดิมมาจากภาษาชวา สะการะ แปลว่า ผกา หรือดอกไม้
Nyctanthes arbor-tristis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะลิ (Oleaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปีพ.ศ.2296

 

ที่อยู่อาศัย เป็นพืชในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนซึ่งพบได้ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นดอกหอม ทรงต้นสูงได้ประมาณ15เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นเหลี่ยม เปลือกต้นสีขาว บริเวณแนวสันเหลี่ยมของลำต้นจะมีตุ่มเล็กๆประเป็นแนวตามสันเหลี่ยมของต้น หรือกิ่งด้วย ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้ามตามข้อต้น เนื้อใบสีเขียวกระด้าง สากระคายมือ เพราะมีขนละเอียดปกคลุมอยู่ตลอดตามใบและตามยอดกิ่งอ่อน ใบรูปมนรีปลายแหลม ขอบใบเรียบไม่มีจัก ขนาดใบยาว 5-7.5 ซม.ดอกออกเป็นดอกช่อ จะออกตามโคนก้านใบหรือตามปลายกิ่งส่วนยอด ในช่อหนึ่งๆมีแขนงช่อดอกย่อยจำนวนมาก ดอกช่อในช่อดอกย่อยช่อหนึ่งมีดอกได้ ตั้งแต่ 5-8 ดอก แต่ดอกจะผลัดกันบานคืนละดอกเดียวต่อช่อดอกย่อยช่อหนึ่งๆ กลีบดอกกรรณิการ์เป็นสีขาวมีกลีบดอก 6 กลีบ ตอนปลายสุดของกลีบดอกเป็นรูปหยักหางปลา  เมื่อบานเต็มที่ทุกๆกลีบจะบิดเวียนตะแคงขวา ลักษณะคล้ายรูปกังหัน วงในสุดของดอกสีส้มแสดหลอดดอกหรือท่อดอกก็เป็นสีส้มแสดเช่นเดียวกันขนาดของดอกเมื่อบานเต็มที่ประมาณ 1.5 ซม.ดอกบานวันเดียวร่วง
ใช้ประโยชน์---กรรณิการ์เป็นพืชที่มีประโยชน์และมีค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในการแพทย์แผนโบราณ
-ใช้เป็นยา เปลือกต้นใช้แก้โรคท้องร่วง ใบ แก้ไข้ เป็นยาระบาย แก้โรคปวดข้อ และยาเจริญอาหาร นํ้าคั้นใบกรรณิการ์ผสมน้ำตาลเชื่อว่าให้เด็กกินเป็นยาแก้ตานขโมย
-ใช้ปลูกประดับ ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมมาก มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายเป็นไม้ประดับในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก  มักจะปลูกใกล้วัดฮินดูในอินเดียและศรีลังกาเช่นเดียวกับในมาเลเซียและอินโดนีเซีย
-อื่น ๆดอกกรรณิการ์ ส่วนที่เป็นหลอดสีส้ม ใช้แต่งสีอาหารที่ปลอดกัยและใช้เป็นสีย้อมผ้าไหม ดอกเป็นแหล่งที่มาของน้ำมันหอม
ความเชื่อ/พิธีกรรม---สำหรับความเชื่อของชาวฮินดูนั้นเชื่อกันว่ากรรณิการ์เป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้บูชาเทพเจ้า หากหญิงสาวสวยมาร้องรำทำเพลงที่ต้นกรรณิการ์ ก็จะทำให้ต้นกรรณิการ์ออกดอกมากมายสวยงาม และหากบ้านเรือนใดปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ก็จะนำความสุขความเจริญมาให้กับคนในบ้าน
ระยะออกดอก/ผลแก่ ---กันยายน - ตุลาคม/กุมภาพันธ์ - มีนาคม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด ตอนกิ่ง กิ่งอ่อนปักชำ
**ส่วนตัว-กลิ่นหอมของดอกกรรณิการ์ทำให้คิดถึงสมัยเป็นเด็ก ที่บ้านเดิม อยู่แถวคูเมือง อ.อู่ทอง ปลูกต้นกรรณิการ์อยู่ตรงหัวบันไดบ้าน ตื่นเช้าขึ้นมาต้องไปช่วยคุณยายเก็บดอกกรรณิการ์ที่ร่วงอยู่โคนต้น นำมาตากแดดบนชานบ้านพอแห้งก็เก็บใส่ปี๊บไว้เป็นกระสายยาหรือเข้ายาทำให้หัวใจชุ่มชื่น ก้านดอกสีส้มก็นำมาขยี้แล้วทาริมฝีปากเด็กหญิงแรกเกิด นัยว่าเป็นสาวขึ้นมาจะได้มีริมฝีปากสีสวยเหมือนก้านดอกกรรณการ์ สมัยก่อนบ้านไหนมีหญิงตั้งท้องนี่วิ่งกันวุ่น  เตรียม อัญชัน กรรณิการ์ ไว้วาดคิ้ววาดปาก หาหนามสะ ปลูกคัดเค้าเป็นรั้วกันกระสือ ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้มีใครเตรียมทำแบบนั้นคงโดนค้อนตาขาว นี่นับเป็นความทรงจำที่ทำให้ไม่เคยลืมเลยว่ากรรณิการ์หอมแบบไหน สำคัญยังไง*

 

กะตังใบ/Leea indica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Leea indica (Burm.f.) Merr.(1919)
ชื่อพ้อง---Has 31  Synonyms
---Aquilicia sambucina L.(1771)
---Leea arborea Sieber ex Miq.(1863)
---Leea sambucina Willd.(1798)
---Leea umbraculifera C. B. Clarke.(1881)
---Staphylea indica Burm. f.(1768)
---More.See all https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:870443-1#synonyms
ชื่อสามัญ---Common Tree-Vine, Bandicoot Berry
ชื่ออื่น---กะตังใบ (ทั่วไป); คะนางใบ (ตราด); ช้างเขิง (เงี้ยว); ดังหวาย (นราธิวาส); ตองจ้วม, ตองต้อม (ภาคเหนือ); บังบายต้น (ตรัง);[ASSAMESE: Ahina,Kukura-thengia];[BENGALI: Kurkur, Kukur jhiwa, Achila gach, Arengi.];[CHINESE: Huǒ tǒng shù, Yan tuo.];[HINDI: Kikur jihwa.];[INDONESIA: Ki tuwa (Sundanese), Kayu tuwa (Javanese).];[MALAYALAM: Chorianthali];[MALAYSIA: Mali-mali, Merbati padang, Jolok-jolok.];[PAPUA NEW GUINEA: Paikoro, Dadoro, Warawa.];[PHILIPPINES: Mali (Tag.).];[SANSKRIT: Chatri.];[SRI LANKA: Burulla, Gurulla.];[SWEDISH: asiatisk leea.];[THAI: Katang bai (General); Kha nang bai (Trat); Chang khoeng (Shan); Dang wai (Narathiwat); Tong chuam, Tong tom (Northern); Bang bai ton (Trang).];[VIETNAM: C[ur] r[oos]i den.].
ชื่อวงศ์--VITACEAE
EPPO Code---LEEIN (Preferred name: Leea indica.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล,บังคลาเทศ,อินเดีย,ภูมิภาคอินโดจีน, ออสเตรเลีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
Leea indica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์องุ่น (Vitaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nicolaas Laurens Burman (1733–1793) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Elmer Drew Merrill (1876–1956) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปีพ.ศ.2462

 

สถานที่ถ่ายภาพ---สวนมิ่งมงคล จ.สระบุรี
ที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นในอินเดีย เนปาล บังคลาเทศ จีนตอนใต้ อินโดจีน คาบสมุทรมลายู ชวา สุมาตรา บอร์เนียว ออสเตรเลียและ แปซิฟิก พบอยู่ในแหล่งลุ่มน้ำ  ตามแม่น้ำและลำธาร ในป่าเต็งรังผสมป่าพรุและป่าดิบเขา ขึ้นไปที่ระดับความสูงถึง 1,200 เมตร
ประเทศไทย พบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าเต็งรังและป่าดิบ พบใน ทุกภาคของประเทศ
ลักษณะ กะตังใบเป็นไม้ต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่มสูงได้ถึง 3 เมตร ชอบอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่มีแสงแดดรำไร ลักษณะลำต้น กลมเกลี้ยงอวบน้ำมีขนสั้นๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 1-2 ชั้น ลักษณะใบ รูปขอบขนานปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือรูป ลิ่มขอบใบจักฟันเลื่อย หูใบแนบกับก้านใบ ดอกช่อ แบบช่อกระจุกช่อดอกยาวประมาณ 8-10 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบดอกและเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ปลายกลีบดอกแยกเป็น5กลีบสีแดงเข้มกลางดอกสีขาว ผลสดมี4-5พู ค่อนข้างกลม สีม่วง ดำเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 - 10 มม. บางครั้งถึง 15 มม. มี 6 เมล็ด


ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ดินอุดมสมบูรณ์และชื้นสม่ำเสมอ
ใช้ประโยชน์--- พืชที่รวบรวมจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยา มันได้รับการปลูก ในประเทศอินเดียและจีนเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค  มักปลูกเป็นไม้ประดับและปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดเช่นกัน
-ใช้เป็นอาหาร ใบอ่อนและยอดอ่อนมีรสชาดฝาดมันนำมาลวกจิ้มน้ำพริก ผลสุกกินได้
-ใช้เป็นยาในอายุรเวทใช้ในการรักษากลาก, แผล, แผล, หูด, โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ท้องร่วง, โรคบิด, การเผาไหม้, โรคฟันผุ, โรคริดสีดวงทวารและไข้- ในประเทศไทยมีการใช้ยาต้มรากและลำต้นเป็นยาแก้ท้องร่วงโรคริดสีดวงทวารและแผลในกระเพาะอาหาร
-วนเกษตรใช้เป็นปุ๋ยพืชสด
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง
**ส่วนตัว-ในตลาดต้นไม้นำมาขายเป็นไม้ประดับหลายปีแล้ว เพราะพุ่มสวยดอกสวย บ้างก็ว่าเป็นไม้มงคล เพราะต้นนี้คนกรุงเทพฯเรียกกันว่า ต้น กะ-ตัง บ้านไหนปลูกต้นนี้... บ้านนั้น" มีกะตัง" มงคลนามยังขายดีอยู่เสมอ**
ระยะออกดอก---มีนาคม-สิงหาคม

กาหลง/Bauhinia acuminata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia acuminata L.(1753)
ชื่อพ้อง ---Has 4 Synonyms.See https://www.gbif.org/species/2953747
---Bauhinia linnaei Ali.(1966)
---Casparia acuminata (L.) Heynh.(1846)
---Mandarus acuminata (L.) Raf.(1838)
---Pauletia acuminata (L.) A.Schmitz.(1973)
ชื่อสามัญ---Bell Bauhinia, Dwarf white bauhinia, Dwarf white orchid-tree, Snowy orchid-tree, White mountain ebony
ชื่ออื่น---กาแจ๊ะกูโด (มาเลย์-นราธิวาส); กาหลง (ภาคกลาง); โยธิกา (นครศรีธรรมราช); ส้มเสี้ยว (ภาคกลาง); เสี้ยวน้อย (เชียงใหม่); ;[AYURVEDA: Kaanchnaara, Kovidaara .];[BENGALI: Swet kanchan.];[CHINESE: Bai hua yang ti jia.];[DUTCH: Witte orchideënboom.];[FRENCH: Ebénier de montagne.];[GERMAN: Bergbauhinie.];[INDIA: Kaanchanaara, Kovidaara];[INDONESIA: Panawar saribu, Kupu-kupu.];[ITALIAN: Bauhinia, Ebano montano.];[JAPANESE: Moku-wan-ju.];[MALAYSIA: Bunga perak.];[MYANMAR: Mahahlega-phyu, Maha-hlega-byu, Palan, Swe-daw.];[PHILIPPINES: Bambang (Tag.).];[SIDDHA/TAMIL: Vellaimandarai.];[SRI LANKA: Sudu kobalila.];[THAI: Ka-chae-ku-do (Malay-Narathiwat); Ka long, Som siao (Central); Yo thi ka (Nakhon Si Thammarat); Siao noi (Chiang Mai).];[TURKISH: Bohinia, Dagh abanoz.];[UNANI: Kachnaal.].
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
EPPO Code---BAUAC (Preferred name: Bauhinia acuminata.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
Bauhinia acuminata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae หรือ Leguminosae) วงศ์ย่อยราขพฤกษ์ (Caesalpinoideae หรือ Caesalpiniaceae) สกุลชงโค (Bauhinia) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปีพ.ศ.2296
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในป่าเมืองร้อนของหลายประเทศ ในประเทศไทยพบขึ้นตามธรรมชาติในป่าเบญจพรรณทุกภาคของประเทศ
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 2-4 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่เกือบกลม โคนใบรูปหัวใจปลายใบเว้าเข้าตามเส้นกลางใบลึกเกือบครึ่งแผ่นใบ ทำให้มองดูคล้ายใบแฝด ขอบใบเรียบ ท้องใบมีขนละเอียดปกคลุม ขนาดกว้าง 9-13 ซม.ยาว10-14 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามส่วนยอด  ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกกาหลงช่อหนึ่งจะมีประมาณ 5-8 ดอก แต่จะผลัดกันบานทีละ 2-3 ดอก  ดอกมีกลีบสีขาว 5 กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมกัน เกสรเพศผู้สีขาวมี5อัน เกสรเพศเมียสีเขียวอยู่กลางดอก ขนาดใหญ่และยาวกว่าเกสรเพศผู้ ขนาดดอกกว้างราว 5 ซม. ฝักแบนยาวราว 10 ซม.เมล็ดอยู่เรียงกันตามช่อง มีฝักละประมาณ10เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---กาหลง เป็นไม้กลางแจ้งแดดจัด ปลูกง่าย ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี แต่ให้ความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ ต้องการค่า pH ในช่วง 5.6 - 6.5 แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้ดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ดอกกาหลงเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ใช้ดอกรับประทานแก้ปวดศีรษะ ลดความดัน ในประเทศอินเดียมีการใช้เปลือกต้นและยาต้มในการใช้ลดความรุนแรงและโรคหอบหืด เปลือกและใบใช้ในการรักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะ กามโรคและโรคเรื้อน ใช้ใบแปะรักษาโรคผิวหนังในท้องถิ่น ในมาเลเซียและอินโดนีเซียใช้เป็นยาแก้ไอและเป็นหวัด
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทรงพุ่มกระทัดรัด ปลูกประดับตามที่พักอาศัย อาคาร ร้านค้าทั่วไป
ความเชื่อ/พิธีกรรม คนไทยจีนโบราณนิยมปลูกกาหลงไว้เป็นต้นไม้ประจำบ้าน เชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่ให้คุณกับเจ้าของมาก ในด้านเมตตามหานิยม พ่อค้าแม่ค้าคนเก่าคนแก่ปลูกกาหลงไว้ที่หน้าร้านบ้าง หน้าบ้านบ้างปลูกกันแทบทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ก็ยังคงความนิยมอยู่
ภัยคุกคาม--เนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง ประชากรจึงมีขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพ ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2017)
ระยะออกดอก---ออกดอกเป็นระยะตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

ชงโค/Bauhinia purpurea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia purpurea L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms.
---Phanera purpurea (L.) Benth.(1852)
---Bauhinia castrata Blanco.(1837)
---More.See all https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:481605-1#synonyms
ชื่อสามัญ---Purple Orchid Tree, Hong Kong Orchid Tree, Butterfly tree; Camel's foot tree, Pink butterfly tree, Purple butterfly tree, Purple camel's foot.
ชื่ออื่น--- กะเฮอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ชงโค (ภาคกลาง); สะเปซี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); เสี้ยวดอกแดง (ภาคเหนือ); เสี้ยวหวาน (แม่ฮ่องสอน) ;[ASSAMESE: Ronga Kanchan, Tenga-kotora, Kurial, Ronga-kanchan, Og-yok.];[BENGALI: Koiral, Rakta kanchana.];[CHINESE: Yang ti jia.];[CUBA: Bauhinia, Orquídea silvestre, Puente de mono.];[FRENCH: arbre à orchidées, fleurs pourpres.];[HINDI: Kaniar.];[INDIA: Baswanpada, Chambali, Devakanchan, Kachan.];[KANNADA: Basavanpada, Devakanchan.];[MALAYALAM: Chovanna-mandaru, Suvannamandaram.];[MALAYSIA: Tapak kuda.];[MARATHI: Rakta Chandan.];[MYANMAR: Maha-hlega-ni, Maha-hlega-byu, Swe-daw, Swedaw-ni.];[NEPALI: Tanki.];[PAKISTAN: Kachan, Karar, Khairwal.];[PHILIPPINES: Alibangbang.];[SANSKRIT: Devakanchan, Raktakanchan, Raktakovidara.];[SPANISH: Bauhinia roja, Gorro de Napoleón, Mariposa, Palo de orquídeas, Pie de cabra, Pata de vaca.];[TAMIL: Nilattiruvatti.];[THAI: Ka-hoe (Karen-Mae Hong Son); Chongkho (Central); Sa-pe-si (Karen-Mae Hong Son); Siao dok daeng (Northern); Siao wan (Mae Hong Son).];[TRADE NAME: Kachan, Karar, Khairwal.].
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
EPPO Code---BAUPU (Preferred name: Bauhinia purpurea.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จากอินเดียถึงจีน มาเลเซีย พม่า กัมพูชา สิงคโปร์และไทย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Bauhinia'ได้รับการตั้งชื่อโดย Linnaeus เพื่อเป็นเกียรติแก่ Jean (1541-1613) และ Gaspard (2103-2166) Bauhin ซึ่งเป็นพี่น้องนักพฤกษศาสตร์ชาวสวิส กลีบของใบไม้สองใบเป็นตัวอย่างของพี่น้องสองคน ; ชื่อเฉพาะ 'purpurea' หมายถึงสีม่วงของดอกไม้
Bauhinia purpurea เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae หรือ Leguminosae) วงศ์ย่อยราขพฤกษ์ (Caesalpinoideae หรือ Caesalpiniaceae) สกุลชงโค (Bauhinia) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปีพ.ศ.2296
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน และประเทศอินเดีย และแพร่กระจายในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ขึ้นปะปนกับไม้ชนิดอื่นๆในป่าโปร่งผสม ป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา ป่าสะวันนา ป่าชายเลน ป่าเต็งรังและป่าพรุ พบปลูกเป็นไม้ประดับในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลกและตอนนี้ สามารถพบได้ในอเมริกาเหนือ, อเมริกากลาง, หมู่เกาะอินเดียตะวันตก, แอฟริกาและบนเกาะในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นพืชกึ่งเขตร้อนถึงเขตร้อนชื้นซึ่งมักพบได้ในระดับความสูง500 ถึง 2,000 (-3,000) เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบช่วงสั้นๆ ขนาดเล็ก สูงประมาณ 5-10 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-20 ซม. ลำต้นมีลีลางดงาม ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหัวใจ ปลายใบเว้าลึกมาก ปลายลอนของใบทู่ มองดูคล้ายใบแฝดติดกัน ขนาดของใบกว้าง8-15ซม.ยาว10-14ซม. ขอบใบเรียบ ผลัดใบในฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคมจะแตกใบใหม่เดือน เมษายน-เดือนพฤษภาคม ดอกออกเป็นช่อจากด้านข้างหรือปลายกิ่ง ช่อโปร่งมีจำนวน6-10ดอกต่อช่อ ดอกขนาดใหญ่ มี5กลีบเมื่อดอกบานเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-8ซม. ผลเป็นฝักยาว20-25ซม.เมื่อแก่แตกเป็น2ซีก ภายในผลมี10เมล็ด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12-15 มม.ชงโค มีดอกดกสวยงาม  ดอกสีชมพูปนม่วง และดอกติดต้นทนนานถึง45วัน  
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---เป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้งขึ้นได้ในดินทั่วไป ขึ้นอยู่กับความหลากหลายของดินแต่ต้องมีการระบายน้ำที่ดี
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้มีการใช้งานในท้องถิ่นอย่างกว้างขวางเป็นอาหารยารักษาโรคและสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นสายพันธุ์บุกเบิกที่ยอดเยี่ยมและได้รับการปลูก เป็นไม้ประดับผ่านเขตร้อนเป็นจำนวนมาก
-ใช้เป็นอาหาร ใบ ดอกตูมและดอกไม้- ปรุงและกินเป็นผัก ดอกตูมมักจะดองหรือใช้ในแกง ต้นอ่อนฝักอ่อน - สุก กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา  ดอกเป็นยาระบาย รากขับลม แก้ไขและยังใช้เป็นยาสมานแผล
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ใช้จัดสวนและใช้ในงานภูมิทัศน์ ปลูกตามอาคาร บ้านเรือน ที่พักอาศัย สวนสาธารณะ ริมถนน ให้ร่มเงาและดอกสวยงาม การปลูกชงโคไม่ต้องเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่มากเลือกต้นอ่อน ศ.กเพียง 3-4" กำลังดี เพราะถ้าต้นแก่เกินไปดอกจะน้อยและเล็ก อายุขัยของชงโคก็ไม่เหมือนต้นไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆอยู่ได้แค่ 25-30 ปีก็ไปแล้ว
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้มีสีขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อสัมผัสกับบรรยากาศ เนื้อไม้ละเอียดและทนทาน ใช้สำหรับทำอุปกรณ์การเกษตรและเป็นเชื้อเพลิง เปลือกใช้สำหรับย้อมและฟอก  ใช้ใบไม้และดอกไม้เป็นอาหารสัตว์
ความเชื่อ/พิธีกรรม --- ชาวอินเดียถือว่าเป็นไม้สวรรค์ ขึ้นอยู่ในเทวโลก และถือว่าเป็นต้นไม้ของพระลักษมี
ภัยคุกคาม--เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2012)
ระยะออกดอก---ออกดอกเป็นระยะตลอดปี แต่จะดกมากในเดือนกุมภาพันธุ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ (จะออกดอกเมื่อมีอายุ 3-5 ปีจากเมล็ด)

โยทะกา-พญากาหลง/Bauhinia tomentosa.


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia tomentosa L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms.
---Alvesia bauhinioides Welw.(1859)
---Bauhinia pubescens DC.(1827)
---More.See all https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:30193-2#synonyms
ชื่อสามัญ---Bell bauhinia, Yellow bauhinia, Yellow tree bauhinia, St. Thomas tree.
ชื่ออื่น---ว่านพญากาหลง, โยทะกา, เสี้ยวดอกเหลือง, ชงโคดอกเหลือง (กรุงเทพฯ) ;[AFRICAANS: Bosbeesklou.];[CHINESE: Huang hua yang ti jia.];[CUBA: Bauhinia, Gorro de Napoleón, Guacamaya americana.];[FRENCH: Fleur du sacré-coeur.];[GERMAN: Gelbe Bauhinie.];[HINDI: Kachnar.];[INDIA: Asundro, Kanjani, Mandarai, Petan, Phalgu, Pita, Kovidaara, Usamaduga.];[SINHALESE: Kaha-petan, Petan.];[SRI LANKA: Kaha pethan, Kat-atti, Triviat putrum.];[SOUTH AFRICA: Geelbeesklou, IsiThibathibana.];[SPANISH: Arbol de Santo Tomás, Cauhinia amarilla, Flor de azufre, Guacamaya americana, Mariposa, Petán.];[THAI: Yo tha ka, Chongkho dok lueang (Bangkok).];[UGANDA: Ogal.];[ZAMBIA: Bush neat's foot (Eng).].
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
EPPO Code---BAUTO (Preferred name: Bauhinia tomentosa.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกาตะวันออกและใต้ -  เอเซีย-อนุทวีปอินเดีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Bauhinia' ได้รับเกียรติจากพี่น้องชาวสมุนไพรจากศตวรรษที่ 16 โยฮันน์และสปาร์โบวชิน ( Johann and Caspar Bauhin) พวกเขาเป็นพี่น้องฝาแฝดเหมือนกันจึงทำให้เป็นชื่อที่ฉลาดมากเนื่องจากใบแฝดทั้งสองของใบเมื่อพับเข้าหากันจะเหมือนกัน ; ชื่อของสายพันธุ์ 'tomentosa' นั้นได้มาจากความหมายของ tomentosa ขนหนาแน่น (ฝัก)
Bauhinia tomentosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae หรือ Leguminosae) วงศ์ย่อยราขพฤกษ์ (Caesalpinoideae หรือ Caesalpiniaceae) สกุลชงโค (Bauhinia) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปีพ.ศ.2296


ที่อยู่อาศัย ถิ่นกำเนิดไม่แน่ชัด เกิดขึ้นตามธรรมชาติใน แอฟริกา-โมซัมบิก แองโกลา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, เอธิโอเปีย, เคนยา, โซมาเลีย, แอฟริกาใต้, แทนซาเนียและซิมบับเว : เอเซีย-บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา พบที่ระดับความสูง0-1,000เมตร ในประเทศไทยพบโยทะกาขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วประเทศ
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูงประมาณ 4-5 เมตร เป็นไม้ใบแฝดออกสลับตามข้อต้น ใบสีเขียว ผิวใบมีขนละเอียดสั้นๆ เมื่อจับใบจะรู้สึกหยาบระคายมือ รูปใบมองคล้ายปีกแมลง ปกติใบมักพับงอเข้าหากัน ขนาดใบกว้างประมาณ 6-8 ซม. ดอกออกเป็นช่อสั้นตามโคนก้านใบบริเวณส่วนยอด กลีบดอกสีเหลืองอ่อน มีกลีบดอก 6 กลีบ เรียงซ้อนเหลื่อมกัน ขนาดดอกเมื่อบานเต็มที่กว้างประมาณ 4-5 ซม. ช่อหนึ่งๆมีดอกประมาณ 8-12 ดอกจะผลัดกันบานคราวละ 2-3 ดอก ผลแคปซูลแบนตรง  7-15 × 1.2-1.5 ซม เมล็ดสีน้ำตาล 6-12 เมล็ด เส้นผ่านศูนย์กลาง 6-8 มม.
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี ดินชื้นสม่ำเสมอ แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเป็นแหล่งอาหารยาและสีย้อม บางครั้งปลูกเป็นรั้วป้องกันความเสี่ยงและเป็นไม้ประดับ เนื่องจากระบบรากไม่ก้าวร้าวจึงสามารถปลูกไว้ใกล้กับสระว่ายน้ำท่อระบายน้ำได้
-ใช้กิน ใบอ่อน - ปรุง รสเปรี้ยวสามารถรับประทานเป็นผักใส่ข้าวเพิ่มซุปหรือใช้เป็นเครื่องปรุงกับอาหารอื่น ๆ
-ใช้เป็นยา ดอกไม้ใช้เป็นยาแก้บิดและท้องร่วง ผลไม้เป็นยาขับปัสสาวะ เมล็ดกินเป็นยาชูกำลังและยาโป๊ว
-ใช้ปลูกประดับ ทรงพุ่มกระทัดรัด ปลูกประดับตามที่พักอาศัย อาคาร ร้านค้าทั่วไป เป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้ง ไม่ชอบที่ลุ่มน้ำขัง เวลาปลูกโยทะกาต้องไว้โคน คือพูนโคนเสียหน่อยเพราะรากเน่าง่าย เฉาตายง่ายมาก
-อื่น ๆ ใบไม้ให้สีย้อมสีเหลือง ไฟเบอร์ที่ได้จากเปลือกสามารถนำไปใช้ทำตะกร้าได้ แก่นไม้เกือบดำ ไม้เนื้อละเอียดหนักและแข็งแรง ใช้ทำจันทันสำหรับกระท่อมโบราณ                                                                                                                      ความเชื่อ/พิธีกรรม---ปลูก3 ต้นด้วยกันตามโบราณท่านว่า บ้านไหนปลูก กาหลง ชงโค โยทะกา ทั้งสามต้นไว้ในบ้านแล้วไซร้ ท่านว่าจะอุดมด้วยทรัพย์มิรู้หมด ฉะนี้ แล ส่วนต้นที่มีดอกสีม่วงติดมาด้วย คือดอกจะมี 2 สี คือสีเหลืองกับสีม่วงเรียกว่า พญากาหลง มีชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกันกับโยทะกาลักษณะทั่วไปนิสัยใจคอเหมือนกันหมดยกเว้นดอกมีสีม่วงเพิ่มเข้ามาดังกล่าวนั้น ท่านว่าปลูกไว้คุม กาหลง ชงโค โยทะกา เพื่อให้สร้างอานุภาพแห่งความมั่งมีศรีสุขอีกชั้น
ภัยคุกคาม--เนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง ประชากรจึงมีขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพ ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2019)
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล้ด ตอนกิ่ง

รัตตมา/Parkinsonia aculeata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Parkinsonia aculeata L.(1753)
ชื่อพ้อง ---Has 3 Synonyms. See https://powo.science.kew.org/taxon/512242-1   
---Parkinsonia thornberi MEJones.(1908)
---Parkinsonia inermis Spreng.(1825)
---Parkinsonia spinosa Kunth.(1824)
ชื่อสามัญ --Verdi-Badhal, Jerusalem Thorn, Barbados flower-fence, Mexican Palo Verde, Horse-bean, Jelly bean tree, Parkinsonia, Retaima, Sessaban.
ชื่ออื่น--- รัตตแน (ตาก), รัตตมา (เชียงใหม่) ;[ARGENTINA: Cina cina, Retamo rojo, Sina sina.];[BARBADOS: Holy thorn, Royal cashiaw.];[BOLIVIA: Azote de Cristo, Palo de burro, Palo verde.];[BRAZIL: Cina-cina, Espinho de Jerusalem, Rosa da turquia.];[CHINESE: Biǎn zhóu, Bian zhou mu];[COSTA RICA: Sulphato.];[CUBA: Espinillo, Junco marino, Palo de rayo, Pararrayo.];[DOMINICAN REPUBLIC: Cambrón.];[EL SALVADOR: Sulphato.];[FRENCH: Epine de Jerusalem, Genet epineux, Parkinsonie épineuse.];[GERMAN: Jerusalemdorn, Stacheliger Ginsterbaum.];[GHANA: Zugu-bai-tia.];[HINDI: Vilayti Kikar, Ram Babul];[INDIA: Adanti, Bawal, Kikar, Pardeshi baval, Ram baval, Rombawal, Sima tumma, Sima-tumma, Vedi-badhal, Vilayati babul, Vilayati kikar.];[ITALIAN: Ginestra spinosa, Parchinsonia, Spina di Jerusalem.];[MARATHI: Vilaiti-kikkar];[MEXICO: Bacapore, Bagote, Cacaporo, Cahuinga.];[NICARAGUA: Espino negro, Sauce del playa.];[NIGER: Sassabaanii.];[PAKISTAN: Kabuli kikar, Vilayati kikar.];[PORTUGUESE: Espinheiro-de-jerusalém.];[SENEGAL: Barkasoñé, Barkasonyo, Parkasonu.];[SOMALIA: Geed walaayo.];[SPANISH: Cina-cina, Cují extrangero, Flor de Mayo, Palo verde, Retama de Jerusalén, Espanillo, Espina de Jerusalem, Espinillo, Palo de rayo];[SRI LANKA: Belaiti kikar.];[TAMIL: Sinia Tumana.];[TELUGU: Seemathumma.];[THAI: Rattanae (Tak); Rattama (Chiang Mai).];[TURKISH: Sülünağacı.];[USA: Horsebean.].
ชื่อวงศ์ ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
EPPO Code---PAKAC (Preferred name: Parkinsonia aculeata.)
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---เม็กซิโก อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย บางส่วนของ ทวีปแอฟริกา เขตร้อน ฮาวายและหมู่เกาะใ มหาสมุทรแปซิฟิก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Parkinsonia' ให้เกียรติแก่เภสัชกรและนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ John Parkinson (1567-1650) ; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ 'aculeata' จากภาษาละติน พหูพจน์ของ aculeātus = "มีเหล็กในหรือหนาม"
---ชื่อสามัญ 'Jerusalem Thorn' ไม่ได้อ้างถึงเมืองตะวันออกกลาง แต่เป็นคำภาษาสเปนและโปรตุเกสหมายถึงหันไปทางดวงอาทิตย์
Parkinsonia aculeata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae หรือ Leguminosae) วงศ์ย่อยประดู่ (Papilionoideae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปีพ.ศ.2296

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในสหรัฐอเมริกาตอนใต้ เม็กซิโกตอนเหนือ หมู่เกาะกาลาปากอสและอเมริกาใต้ตอนเหนือ (โบลิเวีย เปรู ปารากวัย อุรุกวัยและอาร์เจนตินาตอนเหนือ)ที่อื่นที่ได้รับการแปลงสภาพเป็นธรรมชาติได้แก่เขตร้อนและแอฟริกาตอนใต้, ปากีสถานและโอเชียเนีย (เช่นฮาวายและนิวแคลิโดเนีย) ส่วนใหญ่พบอยู่ในหุบเขาทะเลทรายและเขตทุ่งหญ้าทะเลทรายที่ระดับความสูงถึง 1,300 เมตร และในเขตร้อนชื้นที่ระดับความสูงถึง 2,400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทรงต้นเป็นพุ่มโปร่ง ความสูงของต้นประมาณ 3-5 เมตร แต่ถ้าดินอุดมสมบูรณ์อาจสูงได้ถึง 8 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นสูงสุด 30 ซม เปลือกต้นแตก สีน้ำตาลดำ ก้านใบเป็นช่อเรียวลู่ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น (bi-pinnate) ก้านใบและกิ่งก้านลดขนาดลง ยาว 10-30 มม.และมีหนามแข็งแรง ดอกสีเหลืองประแดงขนาดเล็กยาว 2-3 ซม ออกเป็นช่อที่ซอกใบ รวมกันเป็นกลุ่มๆยาว 5-20 ซม เมื่อลมพัดดอกและใบจะลู่ตามลมเป็นสายสวยมาก ผลเป็นฝักเกลี้ยงสีน้ำตาลส้ม ฝักแบนยาว 3-13 ซม.และกว้าง 5-10 มม เมล็ดอยู่เรียงกันตามช่องบวมรอบเมล็ด มีฝักละประมาณ 1-6 (8) เมล็ด เมล็ดที่ค่อนข้างใหญ่ ยาว 9-15 มม.และกว้าง 3-6 มม.มีสีเขียวมะกอกถึงสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้มหรือสีเทาลายจุด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---รัตมาเป็นไม้กลางแจ้งชอบแดดจัดน้ำปานกลาง ทนทานต่อดินหลากหลายชนิดรวมถึงดินที่ขาดธาตุอาหารดินเหนียว หรือ ทรายค่า pH ในช่วง 6.5 - 7.5 ซึ่งทนได้ 6 - 8.5 ทนทานต่อดินเป็นกรดมาก สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้นานถึง 9 เดือน เจริญเติบโตเร็ว สามารถเข้าถึงความสูง 2.5 เมตรภายใน 2 ปีจากเมล็ด


ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ ผลไม้ - ดิบ เนื้อเยื่อในเมล็ดมีรสหวานมีน้ำตาลถึง 60% เมล็ดอุดมไปด้วยโปรตีนมีศักยภาพในการใช้เป็นอาหารของมนุษย์
-ใช้เป็นยา ใบ ผล และก้าน ใช้ภายในและภายนอก แก้ไข้ และมาลาเรีย ยาต้มทำให้แท้ง ใช้สารสกัดจากดอกไม้และใบไม้ในแอลกอฮอล์เป็นยาพอกรักษาโรคไขข้ออักเสบ
-วนเกษตร ใช้สำหรับการควบคุมการกัดเซาะและการปลูกป่าในพื้นที่ทรายและแห้งแล้ง มีประโยชน์สำหรับการฟื้นฟูดินแดนรกร้างบริเวณที่เป็นลำห้วยและซากเหมืองแร่
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับที่มีมูลค่าดอกไม้จะออกดอกมากมายและยาวนาน
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอ่อน  เนื้อไม้มีลักษณะค่อนข้างหยาบหนักปานกลาง และมีความทนทานสูง ขนาดลำต้นไม่เพียงพอที่จะใช้ทำอะไร นอกจากทำเสาแล้วก็ทำฟืน
ภัยคุกคาม--เนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง ประชากรจึงมีขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพ ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2019)
ระยะออกดอก---สิงหาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด, ตอนกิ่ง ปักชำ
**ส่วนตัว-ที่สำคัญรัตมาเป็นต้นไม้เก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลกอีกด้วย เหตุนี้คนที่ชอบของโบราณก็น่าจะมีปลูกไว้ ต้นนี้ไม่เห็นบ่อยนัก คิดเองเออเองว่าน่าจะเป็นเพราะ ตอนกิ่งมาขาย รูปลักษณ์ไม่น่าซื้อ ชื่อไม่รู้จัก กิ่งตอนที่ได้ก็มีแต่ใบเป็นเส้นๆไม่กี่เส้น ดอกดวงก็ไม่มี พอขายยากแม่ค้าก็ไม่เอาแล้ว ส่วนต้นที่ปลูกลงดินก็ไม่มีสวยงามพอที่จะล้อมมาขายได้  เพราะบอกแล้วว่าเป็นต้นไม้โบราณกว่าความงามจะปรากฏ ทรงต้นจะดราม่าได้ต้องใช้เวลานาน รูปที่ได้มานี้ ถ่ายมาจากสวนมิ่งมงคล สระบุรี ตรงลานจอดรถมีปลูกไว้หลายต้น ** 

ข้าวหลาม/Goniothalamus marcanii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Goniothalamus tamirensis Pierre ex Finet & Gagnep.(1906)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:73260-1#synonyms
---Goniothalamus marcanii Craib.(1922)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ข้าวหลาม (หนองคาย), จำปีหิน (ชุมพร), นมงัว (ปราจีนบุรี) ;[JAPAN: Kaorāmu don];[THAI: Khao lam (Nong Khai); Champi hin (Chumphon); Nom ngua (Prachin Buri).];[VIETNAM: Giác đế miên].
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
EPPO Code---GJOSS (Preferred name: Goniothalamus sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระขายพันธุ์---กัมพูชา ลาว คาบสมุทรมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'tamirensis' ตั้งชื่อตามภูมิภาคในกัมพูชา ซึ่งพวกเขาบันทึกว่า “monts Tamir”
Goniothalamus tamirensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae) สกุลปาหนันช้าง (Goniothalamus)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยJean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส จากอดีต Achille Eugene Finet.(1863 -1913) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และ Francois Gagnepain (1866-1952 ) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในปีพ.ศ.2449

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศกัมพูชา ลาว คาบสมุทรมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม พบในป่าดิบแล้งที่ระดับความสูง 10-500 เมตร เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของประเทศไทย (endemic plants)
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3-4 เมตร แตกกิ่งน้อย ทรงพุ่มเลยดูโปร่งบาง เปลือกต้นค่อนข้างนิ่ม สีน้ำตาลเกลี้ยงแต่ กิ่งอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่นและอ่อนนุ่ม กิ่งแก่มีสีดำ ก้านใบมีขนหนาแน่น ยาว 7-8 มม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนาน ขนาด 12-17 x 3.7-4.7 ซม.ผิวใบด้านบนไม่มีขน ด้านล่างมีขนสีแดง ปลายใบเป็นติ่งแหลม ดอกมีสองเพศทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite) ดอกออกที่ซอกใบหรือตามกิ่งใบ กลีบดอกมี 6 กลีบเรียงกัน 2 ชั้น บานทนได้ 2-3 วัน เมื่อบานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ซม.ผลเป็นผลกลุ่มขนาด 3 ซม.มีผลย่อย 8-15 ผล รูปทรงรี เมื่อผลสุกแก่จะเป็นสีแดงเข้ม มีเมล็ด 1 เมล็ด ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆตลอดวัน หอมแรงช่วงค่ำ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---การดูแลเลี้ยงดู ไม่ยุ่งยากอะไร จากภาพนี้ ต้นข้าวหลามที่ติดดอกเป็นรูปที่ถ่ายจากบ้านลูกค้าสภาพปลูกในที่มีแสงแดดปานกลางคือไม่ถึงกับร่มรำไรเกินไปหรือแดดจัดไป ความฃื้นในดินพอสมควรไม่แห้งหรือแฉะ เป็นต้นที่เกิดจากการตอนกิ่งแล้วปลูกลงดิน พอถึงฤดูกาลก็จะออกดอกตามอายุของต้นแม่ที่เคยออกดอกมาแล้ว ต้นนี้ถึงจะดูเล็กก็จะออกดอกตามไปด้วยเหมือนกับต้นแม่ที่ตอนกิ่งมา ส่วนอีกต้นที่อยู่ข้างๆเป็นต้นข้าวหลาม ที่ปลูกกลางแจ้งแดดจัด ได้จากการเพาะเมล็ดเลี้ยงลงดินให้โตเร็ว แล้วล้อมมาปลูก ต้นถึงจะสูงใหญ่กว่า แต่ไม่ติดดอกเมื่อถึงฤดูกาล อายุของต้นเพาะเมล็ดจะอยู่ราว 3-4 ปีถึงจะออกดอก **ส่วนตัว-ต้นนี้รอไปเลย2ปี**
ใช้ประโยชน์---มีรายงานว่าโมเลกุลที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สกัดจากใบของมันมีฤทธิ์ ในการกลายพันธุ์ในการทดสอบด้วยเซลล์สร้างกระดูกของหนูที่เพาะเลี้ยง
ระยะออกดอกติดผล --- ระหว่างเดือน เมษายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์--- ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


บุหรง/Dasymaschalon dasymaschalum

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dasymaschalon dasymaschalum (Blume) I.M.Turner.(2007)
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms.
---Basionym: Unona dasymaschala Blume.(1830)
---Dasymaschalon blumei Finet & Gagnap.(1906)
---See all https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:72727-1
ชื่อสามัญ---Malayan Annona
ชื่ออื่น---บุหรงใบอ่อนสีน้ำตาล,  กระดังงาเขา (สุราษฎร์ธานี), บุหรง (กรุงเทพฯ);[THAI: Kradang nga khao (Surat Thani); Burong (Bangkok).].
ชื่อวงศ์--- ANNONACEAE
EPPO Code---DZWDA (Preferred name: Dasymaschalon dasymaschalum.)
ถิ่นกำเนิด--- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า คาบสมุทรมลายูถึงอินโดนีเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Dasymaschalon' มาจากภาษากรีก "dasys" = ขนหนา และ "maschale" = ซอกหรือรูกลวง อ้างอิงถึงกลีบดอกเชื่อมติดกัน มีช่องกลวง มีขนประปรายหรือหนาแน่น
Dasymaschalon dasymaschalum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae) สกุลบุหรง (dasymaschalum)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยCarl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์  และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Ian Mark Turner (born 1963) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ.2550
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอันดามัน, บอร์เนียว, ชวา, มาลายา, นิโคบาร์, สุมาตรา
ในประเทศไทยพบขึ้นกระจายตามป่าดิบชื้น ฃายป่าละเมาะและชายทะเลทางภาคใต้ตอนล่าง ที่ระดับความสูง 50-200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มหรือไม้รอเลื้อยขนาดเล็กสูง 2-3 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำ มีช่องอากาศสีขาวเป็นจุดๆ เนื้อไม้เหนียว กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม แตกกิ่งจำนวนมาก ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 4-6 ซม. ยาว 9-15 ซม. โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบเรียวทู่ ใบด้านบนสีเขียวและมีขนเล็กน้อย ใบอ่อนสีน้ำตาล ดอกออกเดี่ยว ๆที่ปลายกิ่งหรือใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีสองเพศทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite) ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีแดง-ม่วงแดง แล้วหลุดร่วงไปทั้งกรวยมีกลิ่นหอม ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย 9-12 ผล รูปทรงกระบอกยาว 3-5 ซม.มีเมล็ด 1-6 เมล็ด เปลือกคอดถี่ตามรูปเมล็ด ผลอ่อนสีเขียวอมม่วง เมื่อแก่สีแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดรำไรหรือร่มเงาบางส่วน ดินโปร่งร่วนซุยเก็บความชื้นระบายน้ำและอากาศได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นำมาปลูกเป็นไม้กระถางหรือปลูกในบริเวณพื้นที่จำกัดได้
ภัยคุกคาม---เนื่องจากต้นไม้ชนิดนี้มีการกระจายอย่างกว้างขวาง มีประชากรมาก ปัจจุบันไม่พบภัยคุกคามที่สำคัญใดๆ และไม่มีการระบุถึงภัยคุกคามที่สำคัญในอนาคต ถูกประเมินไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'กังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2018)
ระยะออกดอก--- มิถุนายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

บุหงาลำเจียก/Goniothalamus tapis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Goniothalamus tapis Miq.(1861)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:73259-1
---Goniothalamus sumatranus Miq.(1861)
---Goniothalamus umbrosus J.Sinclair.(1955)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---บุหงาลำเจียก; [MALAYSIA: Kenarak, Galai (Peninsular), Gertimang (Kelabit, Sarawak), Tongkat bumi (Limbang, Sarawak).];[THAI: Naara (Peninsular), Bu ngaa lam chiak (Bangkok).].
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
EPPO Code---GJOSS (Preferred name: Goniothalamus sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย สุมาตรา อินโดนีเซีย บอร์เนียว
Goniothalamus tapis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae) สกุลปาหนันช้าง (Goniothalamus)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Friedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ในปีพ.ศ.
ที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นในคาบสมุทรมาเลเซียสุมาตราและบอร์เนียว ในธรรมชาติพบได้ตามป่าดิบชื้นทางภาคใต้ของไทย
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็งขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร ใบเดี่ยวรูปขอบขนานถึงรูปไข่ ขนาด  15-27 ซม. x 6-12 ซมโคนใบโค้งมนหรือมีรูปร่างคล้ายลิ่มเล็กน้อยปลายยอดแหลมก้านใบยาว 0.5-0.7 ซม.ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นคู่ ออกตามซอกใบ ตอนดอกอ่อนจะเป็น สีเขียวเมื่อบานกลีบดอกจะ เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลหรือเหลืองอม ชมพู  ดอกบานทนอยู่ได้ 1-2วัน มีกลิ่นหอมแรงเมื่อดอกใกล้โรย ส่วนผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 6-14 ผล รูปกลมรีขนาด 1-1.2 ซม.เปลือกผลเรียบเป็นมัน เมื่อแก่สีม่วงเข้ม มี1เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้ที่ไม่ชอบแสงแดดจัด และต้องการความชื้นสูง ควรปลูกในที่ร่มรำไรหากแดดจัดและความชื้นน้อยใบจะไหม้
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามที่พักอาศัยและสวนทั่วไป
พิธีกรรม/ความเชื่อ---ชาวอีบัน (Iban เผ่า Dayak บนเกาะบอร์เนียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เชื่อกันว่าเมื่อถูกเผาจะขับไล่ยุงเพราะกลิ่นแรงและควันหนาที่สร้างขึ้น เชื่อกันว่าสามารถขับไล่วิญญาณชั่วร้ายได้ ส่วนใหญ่จะเผาในตอนกลางคืนและในวันที่อากาศร้อนและฝนตก
ระยะออกดอก---มีนาคม-สิงหาคม แต่จะดอกดกมากในเดือนมีนาคม-เมษายน และจะออกเป็นระยะไปตลอดปี
การขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง


บุหงาเซิง/Friesodielsia desmoides

ชื่อวิทยาศาสตร์---Friesodielsia desmoides (Craib) Steenis.(1964)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all https://www.gbif.org/species/3156676
---Basionym: Goniothalamus desmoides Craib.(1922)
---Oxymitra desmoides Craib.(1925)
ชื่อสามัญ---Wedding Cananga
ชื่ออื่น---เครือติดต่อ (สุราษฎร์ธานี); บุหงาเซิง, บุหงาแต่งงาน (กรุงเทพฯ); สายหยุด (ชุมพร); ส่าเหล้า (สุราษฎร์ธานี)
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
EPPO Code---FRDSS (Preferred name: Friesodielsia sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชา ไทย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Friesodielsia' ตั้งตาม Elias Magnus Fries (1794–1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน และ Friedrich Ludwig Emil Diels (1874–1945) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน  
Friesodielsia desmoides เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae) สกุล ทุเรียนเทศ (Friesodelsia)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Cornelis Gijsbert Gerrit Jan van Steenis (1901–1986) นักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ในปีพ.ศ.2507
ที่อยู่อาศัย พบที่กัมพูชา ในประเทศไทยกระจายห่าง ๆ ทุกภาค ขึ้นใต้ร่มเงาหรือริมลำธารในป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ความสูงไม่เกิน 350 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดเล็กตัดแต่งเป็นพุ่มได้ สูงอยู่ประมาณ  1-2 เมตรหรือจะให้เลื้อยก็เลื้อยได้ไกล 3-5 เมตร เนื่องจากบุหงาเซิงแตกกิ่งก้านจากโคนต้นเป็นจำนวนมาก และมีใบจำนวนมากด้วย เมื่อนำมาตัดแต่งทรงพุ่มก็จะได้ไม้พุ่มสวย ลำต้นบุหงาเซิงเป็นไม้เนื้อแข็งเหนียว เปลือกต้นเป็น สีน้ำตาล ใบสองข้างอยู่ในระนาบเดียวกัน รูปไข่แกมขอบขนาน ยาว 11-15 ซม.ด้านล่างของใบมีนวลสีขาว ดอกvvdตรงข้ามใบหรือซอกใบ ออกเดี่ยว ๆหรือเป็นกระจุก2ดอก สีเหลือง มี 6 กลีบเรียงเป็น 2 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ เรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม ดอกบานมีขนาด 2-2.5 ซม.บานทนอยู่ได้ 2-3 วัน ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย 8-12 ผลทรงรียาว 1.5-2 ซม.เมื่อสุกสีแดงมี 1-2 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- บุหงาเซิงเป็นพรรณไม้ที่ลำต้น ใบและ ดอกมีกลิ่นหอมแรง ใกล้เคียงกับต้นส่าเหล้ามาก(ซึ่งจะพูดถึงในเรื่องไม้เลื้อย) ชอบดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุมาก มีการระบายน้ำดี และชอบ อยู่ในที่ร่มรำไร อย่าพาไปปลูกกลางแดดจัดใบจะไหม้กรอบไม่สวย ถ้าร่มเกินดอกก็จะน้อย ทรงต้นชะลูดเก้งก้าง
ภัยคุกคาม---ในธรรมชาติพบกระจายพันธุ์อยู่ในป่าดิบชื้นในภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ และปัจจุบันเริ่มมีการกระทบกระเทือนลดจำนวนในถิ่นกำเนิด อาจเป็นเพราะคุณสมบัติเป็นที่ต้องการของตลาดส่วนหนึ่งโดนล้อมมา หรือ การงอกของเมล็ดและการเจริญของต้นอ่อนในถิ่นกำเนิดไม่เป็นไปตามเป้า แต่ยังไงคงไม่สูญหายไปง่ายๆ ตอนนี้คงอยู่ตามบ้านนู้นบ้านนี้ไปทั่วแล้ว
ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ดปักชำกิ่ง ทาบกิ่ง ตอนกิ่ง


 พวงไข่มุก/Sambucus canadensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Sambucus canadensis L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 55 Synonyms.
---Aralia sololensis Donn.Sm.(1913)
---Sambucus mexicana C.Presl ex DC.(1830)
---Sambucus nigra subsp. canadensis (L.) Bolli.(1994)
---Sambucus oreopola Donn.Sm.(1898)
---Sambucus simpsonii Rehder.(1911)
---More.See all https://www.gbif.org/species/6369819
ชือสามัญ---American elder, American Elderberry, American black elderberry, Canada elderberry, Common elderberry
ชื่ออื่น---พวงไข่มุก (กรุงเทพฯ),ระป่า (ปราจีนบุรี), อูน, อุนฝรั่ง (แพร่);[DUTCH: Amerikaanse vlier.];[FRENCH: Sirop blanc, Sureau blanc, Sureau d'Amérique, Sureau du Canada.];[GERMAN: Kanadischer Holunder, Nordamerikanischer Holunder.];[NETHERLAND: Amerikaanse vlier.];[SOUTH AFRICA: Kanadese vlier.];[SPANISH: Flor sauco, Sauco blanco, Sauco del Canada.];[THAI: phuang khai muk (Bangkok); rapa (Prachin Buri); un, un farang (Phrae).].
ชื่อวงศ์---ADOXACEAE
EPPO Code---SAMCN (Preferred name: Sambucus canadensis.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาเหนือ และอเมริกากลาง  
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Sambucus' อาจมาจาก 'sambuco' คำภาษาอิตาลีที่ แปลว่า 'ไม้แก่' ; ชื่อเฉพาะสายพันธฺุ์ 'canadensis' หมายถึง คานาดา
Sambucus canadensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Adoxaceae หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ Moschatel familyได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยCarl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2296


ที่อยู่อาศัย เป็นพืชพื้นเมืองไปทางทิศตะวันออกและภาคกลางของอเมริกาเหนือ(แคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก) และอเมริกากลาง จากโนวาสโกเชียและแมนิโทบาใต้ ไปฟลอริดาและเท็กซัส ได้รับการแนะนำในอเมริกาใต้ แคริบเบียน เอเชียเขตร้อน และแอฟริกา และออสเตรเลีย ขึ้นอยู่ตามลำธาร รืมแม่น้ำ ชายป่าไม้ พบได้ที่ระดับความสูงประมาณ 200-1,300 เมตร
ลักษณะ ต้นอูนหรือที่รู้จักกันในชื่อทั่วไปว่าพวงไข่มุก เป็นไม้พุ่มผลัดใบแผ่กิ่งก้านสาขา ลำต้นตั้งตรงสูง 2-4 เมตร ทรงพุ่มโปร่ง กิ่งแก่กลวง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นออกตรงข้าม ก้านใบยาว 3-7 ซม ใบย่อย (5-)7-9 แผ่นต่อใบ ยาว 5-12(-14) ซม. กว้าง 2-6(-9) ซม.รูปใบหอกถึงรูปรีหรือรูปไข่แคบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย ผิวด้านบนเกลี้ยงเกลา ด้านล่างมักจะมีขนเล็กน้อยตามเส้นใบ ดอกสีขาวกลิ่นหอมจาง ๆ ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ช่อใหญ่เป็นพุ่มกว้าง ขนาดประมาณ 10-25 ซม. ดอกไม้สีขาว (เกสรเพศผู้สีเหลือง) ดอกมีน้ำมันหอมระเหยและสารที่มีรสขม ผลกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มม. สีม่วงดำเป็นมัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดหรือร่มเงาบางส่วน ขึ้นได้ในดินหลายชนิด ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ ดินชื้นสม่ำเสมอและเป็นกรดเล็กน้อย มีการระบายน้ำดี พืชจะแพร่กระจายโดยการแตกหน่อ (root sucker) และจะเกิดเป็นพุ่มหนาหากไม่ได้เอาหน่อออก มันสามารถเป็นวัชพืช  
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ ผลสุก นำไปทำแยมและขนมพาย แพนเค้ก และเยลลี่ได้ ในบางประเทศใช้ยอดอ่อนปรุงอาหาร ชงน้ำดื่มและทำไวน์  
-ใช้เป็นยา เป็นสมุนไพรที่ใช้โดยชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกาเหนือ ดอกแห้งเป็นยาชง ช่วยขับเหงื่อ เปลือกต้นรากเป็นยาขับปัสสาวะ ผลมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะและช่วยลดไข้ ดอกไม้จะถูกทำเป็นชาเพื่อลดไข้และสำหรับอาการเจ็บคอและปวดท้อง เปลือกและใบใช้ภายนอกเป็นยารักษาโรคผิวหนังและบรรเทาอาการปวด
-ใช้อื่น ๆ ใบและเปลือกด้านในของหน่ออ่อนถูกใช้เป็นยาขับไล่แมลง ดอกแห้งใช้เพื่อขับไล่แมลงและสัตว์ฟันแทะ ยาต้มของใบสามารถใช้เป็นยาฆ่าแมลง                                                                                                                                     ศัตรูพืช/โรคพืช---มีความไวต่อโรคแคงเกอร์ โรคราแป้ง จุดใบ หนอนเจาะ ไรเดอร์ และเพลี้ยอ่อน กิ่งก้านของมันไวต่อความเสียหายจากลมแรง
รู้จักอันตราย--- ผลไม้มีสารอัลคาลอยด์และไซยาโนเจนไกลโคไซด์ ที่เป็นพิษ สารพิษในผลไม้อาจมีความเป็นพิษต่ำมากและถูกทำลายเมื่อผลไม้สุก
ระยะออกดอก/ติดผล ---มิถุนายน-สิงหาคม/กรกฎาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

สราญรมย์/ Erythrina crista-galli

ชื่อวิทยาศาสตร์---Erythrina crista-galli L.(1767)
ชื่อพ้อง---Has 17 Synonyms
---Corallodendron crista-galli (L.) Kuntze.(1891)
---Erythrina compacta W.Bull.(1871)
---Micropteryx crista-galli (L.) Walp.(1851)
---More.See all https://www.gbif.org/species/5349719
ชื่อสามัญ---Brazilian coral tree, Cock's comb coral tree, Cockspur coral tree, Common coral tree, Coral tree, Cry baby, Cry-baby tree, Crybaby tree, Crybabytree, Fireman's cap, Fireman's cap tree
ชื่ออื่น---มโนรมย์, สราญรมย์, ทองหลางดอกแดง, ทองหลางฮ่องกง (กรุงเทพฯ);[AFRIKAANS: Koraalboom.];[ARGENTINA: Ceibo, Seíbo.];[BRAZIL: Corticeira-do-banhado, Mulungu, Samandu.];[CHINESE: Jī guān cì tóng];[FRENCH: Erythrine crête-de-coq.];[GERMAN: Hahnenkammkorallenstrauch, Korallenstrauch.];[ITALIAN: Albero di corallo, Eritrina cresta di gallo.];[JAPANESE: Amerika-deigo.];[PORTUGUESE: Corticeira, Coralina-cristada, Eritrina, Feijoeiro-da-Índia.];[RUSSIA: Eritrina petushinyy greben'.];[SPANISH: Arbol del coral, Eritrina, Gallito, Picos de gallo.];[SWEDISH: Korallbuske.];[THAI: Thong lang hong kong (Bangkok).];[VIETNAMESE: Vông mồng gà (Tiếng Việt).];
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
EPPO Code---ERZCG (Preferred name: Erythrina crista-galli.)
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้-บราซิล อาร์เจนติน่า อุรุกวัย เอเซีย ออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Erythrina มาจากภาษากรีก “erythros”= สีแดง ตามสีของดอกไม้
Erythrina crista-galli เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae หรือ Leguminosae) วงศ์ย่อย ประดู่ (Papilionoideae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2310

 

ที่อยู่อาศัย พบใน อเมริกาใต้-บราซิล อาร์เจนติน่า อุรุกวัย เอเซีย ออสเตรเลีย ในพื้นที่ป่าเปิด ป่าทุติยภูมิ ดินชื้นตามหนองน้ำ ทุ่งหญ้าริมแม่น้ำ ปากแม่น้ำ ในประเทศไทยนำเข้ามาเมืองไทยโดย  ม.ร.ว. พันธุ์ทิพย์ บริพัตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กผลัดใบ สูงได้ถึง 8-10 เมตร  เรือนยอดกลม ลำต้นและกิ่งก้านมีหนาม  ใบเป็นใบประกอบแบบ มี 3 ใบย่อย ก้านใบมีหนาม ใบรูปไข่ ปลายใบแหลม สีเขียวเข้มเป็นมัน แผ่นใบเป็นคลื่น ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้ง ดอกรูปดอกถั่ว สีแดงดอกคล้ายทองหลางฮ่องกง แต่กลีบดอกจะกว้างกว่า ดอกทยอยบาน จากโคนไปหาปลายช่อ ถ้าดอกเป็นสีส้มหรือชมพูจะเรียกขื่อว่า สราญรมย์และถ้าปลูกในที่อากาศเย็นจะติดฝัก
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---เติบโตได้ดีในภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ดินชื้นสม่ำเสมอและระบายน้ำดี สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น มักจะได้รับการปลูกเป็นไม้ประดับในเขตอบอุ่นและในเขตร้อนชื้น
-ใช้เป็นยา ยาต้มเปลือกใช้เพื่อรักษาโรคไขข้อและโรคตับอักเสบ การแช่เปลือกใช้น้ำเป็นยาบ้วนปาก รักษาอาการเจ็บคอและใช้ภายนอกสำหรับล้างแผล
-อื่น ๆ ไม้มีน้ำหนักเบา เรียบ มีรูพรุน ความทนทานต่ำ ใช้ในการผลิตพื้นและส้นรองเท้า แกะสลัก ฯลฯ
รู้จักอันตราย--- สปีชีส์ของ Erythrina ทุกชนิดมีอัลคาลอยด์พิษจำนวนมากขึ้นหรือน้อยลงแล้วแต่ชนิด สามารถพบได้ในทุกส่วนของพืช แต่จะมีความเข้มข้นมากที่สุดในเมล็ด ควรใช้ความระมัดระวังในการใช้งานของพืชที่เกี่ยวข้องกับการกลืนกิน อัลคาลอยด์เหล่านี้มีลักษณะคล้าย Curare (ที่ได้จาก Strychnos) และอาจทำให้เกิดอัมพาตและเสียชีวิตจากการหายใจล้มเหลว
สำคัญ---สายพันธุ์นี้เป็นต้นไม้ประจำชาติของอาร์เจนตินาและอุรุกวัย
ภัยคุกคาม---เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกประเมินไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'กังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2019)
ระยะออกดอก --- ธันวาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด ตอนกิ่ง

เทียนกิ่ง/Lawsonia inermis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lawsonia inermis L.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Alcanna spinosa (L.) Gaertn.
---Casearia multiflora Spreng.
---Lawsonia alba Lam. nom. illeg.
---Lawsonia speciosa L.
---Lawsonia spinosa L.
---Rotantha combretoides Baker
ชื่อสามัญ-Henna tree,Mignonette tree,The Egyptian privet,Jamaica-mignonette,Camphire,Henna,Cypress shrub
ชื่ออื่น---เทียนแดง (ภาคกลาง,เลย),เทียนไม้, เทียนกิ่ง, เทียนข้าวเปลือก (ภาคกลาง), เทียนขาว (ภาคกลาง,พิษณุโลก) ; [THAI: thian daeng (Central, Loei); thian mai, thian king,  thian khao plueak (Central);  thian khao (Central, Phitsanulok).]; [ARABIC: hinná; yoranna; Enah, fagia, henna.];[ASSAMESE: Jetuka.];[CAMBODIA: krâpéén.]; [FRENCH: henne; henné.];[GERMAN: Hennastrauch.];[HINDI: Mehendi.]; [INDIA: hena, marithoni, maruthani, mehedi, mendhi, mendi.]; [INDONESIA: Inai, inai parasi, parasi (Sumatran); pachar kuku (Sundanese); pacar kuku (Javanese); Inai (General).]; [LAOS: kaaw.]; [MALAYALAM: Mailanji.];[MALAYSIA: hinna, inai, pacar kuku.]; [MYANMAR: dan.]; [NIGERIA: Calle, iyalomo, laali, laali funfun, lali, lalle, lalli.];[PAKISTAN: hena, mendhi.]; [PHILIPPINES: Cinamomo (Tagalog).]; [PORTUGUESE: alfeneiro, hena, hésia.]; [SPANISH: alcana, alhena, jenna, reseda.];[TAMIL: Marudani.];[TANZANIA: Mhina.];[TRADE NAME: henna, mendhi.];[VIETNAM: lá mòn, nhuôm móng, nhuôm móng tay.].
ชื่อวงศ์---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด--- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย  ตอนเหนือของแอฟริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ Inermis นั้นหมายถึงไม่มีอาวุธหรือไม่มีกระดูกสันหลัง


เกิดขึ้นจากอิหร่านไปจนถึงอินเดียตะวันตก จากนั้นกระจายไปทางตะวันออกสู่ส่วนที่เหลือของอินเดียและอินโดนีเซียและทางตะวันตกสู่ตะวันออกกลาง-จากอาระเบียไปถึงสเปน, มาดากัสการ์, Moluccas, อินโดจีนและญี่ปุ่น ปัจจุบันสายพันธุ์นี้สามารถพบได้ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนมักจะปลูกในสวนภายในบ้านและการผลิตเชิงพาณิชย์ ที่จำกัดอยู่เพียงไม่กี่แห่งในอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน อียิปต์ ลิเบีย ไนเจอร์และซูดาน เติบโตได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 2,000 เมตรส่วนต้นไม้ที่พบเห็นตามธรรมชาติมักพบตามริมลำธาร ริมแม่น้ำที่น้ำท่วมถึงชั่วคราว หรือบนเนินเขาและในซอกหินที่ระดับความสูงถึง 1,350 เมตร
เทียนกิ่งเป็นไม้พุ่มกึ่งรอเลื้อยขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 3-6 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามากเป็นพุ่มกว้าง ลักษณะของกิ่งก้านเมื่อยังอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยม สีเขียวนวล กิ่งเมื่อแก่จะมีหนาม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลอมสีเทา ใบออกตรงข้าม รูปไข่รูปรีถึงรูปใบหอกกว้าง 1.5-5 ซม. x 0.5-2 ซม. ดอกออกเป็นข่อติดกันเป็นกระจุกยาว โดยจะออกตามยอดกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก แบ่งเป็นสองสายพันธุ์คือ พันธุ์ดอกขาวและพันธุ์ดอกแดง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-8 มม คล้ายกับเมล็ดพริกไทย ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกหรือแก่เต็มที่แล้วจะเป็นสีน้ำตาลและแตกได้ ภายในผลมีเมล็ดเมล็ดยาว 3 มม สีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก อัดกันแน่น
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---เจริญเติบโตได้เร็ว ต้องการแสงแดดเต็มวัน ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิดที่มีความชื้นปานกลางถึงต่ำ สามารถเติบโตได้ในดินที่ไม่ดีเต็มไปด้วยหินและเป็นทราย ดินมีค่า pH 5-7 ทนได้ 4.3 - 8 เทียนกิ่งมีอายุยืนยาวอยู่ได้ถึง 12-25 (40) ปี


ใช้ประโยชน์---ปลูกกันอย่างแพร่หลายเป็นไม้ประดับและต้นไม้ป้องกันความเสี่ยงและปลูกเพื่อผลิตเฮนน่าสีย้อมที่สกัดได้จากใบ- ในยุคกรีกโบราณเฮนน่าเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพืชสมุนไพรและเครื่องสำอาง
-ใช้เป็นยา ใช้ในการแพทย์แผนโบราณเพื่อการรักษาโรคเกือบทุกชนิด เป็นสมุนไพรฝาดที่มีกลิ่นหอมคล้ายชาที่ควบคุมเลือดและต้านเชื้อแบคทีเรีย ถือได้ว่าเป็นยาชูกำลังที่เปลี่ยนแปลงเส้นประสาทในยาอายุรเวท -การย้อมผมด้วยเฮนน่าจะฆ่าเหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใบถูกนำมาใช้ภายในในการรักษาโรคบิด โรคท้องร่วงและเพื่อส่งเสริมการไหลของประจำเดือน ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากเพื่อรักษาอาการเจ็บคอ สารสกัดจากใบมีผลต่อการสมานผิวบนผิวหนัง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา รักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ (รวมถึงโรคเรื้อน) ใช้ใบสดตำพอก เล็บขบและเป็นหนอง
-อื่น ๆ ใช้ในวงการเครื่องสำอางค์ใช้ผงเทียนกิ่งเป็นยาย้อมผมให้เป็นสีน้ำตาลแดงหรือแดงปนส้ม และจะช่วยปกป้องผมจากแสงแดด ใช้น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากดอกไม้ในการทำน้ำหอมกลิ่นของไลแลค ไม้เนื้อละเอียดและแข็ง มันถูกใช้สำหรับการทำวัตถุขนาดเล็กเช่นหมุดเต็นท์และเครื่องมือจับและใช้เป็นเชื้อเพลิง
-ความเขื่อ/พิธีกรรม เฮนน่าถูกใช้มานานนับพันปีโดยเฉพาะในอินเดียในฐานะเครื่องสำอางและสีย้อมผม มันเป็นหนึ่งในเครื่องสำอางที่เก่าแก่ที่สุดในโลก บันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรของวันที่ใช้งานมานานกว่า 2,500 ปี มันมีความสำคัญอย่างยิ่งในศาสนาอิสลามซึ่งมีการใช้ในพิธีต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีแต่งงาน เฮนน่าจะถูกใช้ในการวาดลวดลายที่ซับซ้อนบนผิวหนังโดยเฉพาะที่มือและเท้าของเจ้าสาวและแขกรับเชิญในงาน
ระยะออกดอก ออกผล--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

ฝ้ายแดง/Gossypium arboreum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gossypium arboreum L.
ชื่อพ้อง---Has 32 Synonyms
---Gossypium nanking Meyen.
---Gossypium obtusifolium Roxb. ex G.Don
---(More)
ชื่อสามัญ---Ceylon Cotton , Chinese Cotton , Tree Cotton, Asiatic cotton, Oriental Cotton, Red-Flowered Cotton Tree,
ชื่ออื่น---ฝ้ายแดง(ทั่วไป) ; [THAI: Fai Daeng (General).];[Chinese: shù mián.]; [HINDI: Diyokapaas, Kaarpaas, Kapaas, Kapaas Kaa Per.];[ITALIAN: Albero Del Cotone, Cotone a Fibra Corta, Cotone Arborescent.];[Japanese: Kotton, Wata.]; [KANNADA: Bangaali Hathhi.];[MALAYALAM: Cemparutti, Kaattuparutti.];[MEXICO: algodón de mata.];[Portuguese: algodoeiro-arbóreo.]; [SANSKRIT: Raksatika.];[Spanish: Algodón Asiático, Algodonero Arbóreo, Arbol Del Algodón.]; [French: cotonnier en arbre.];[German: asiatische Baumwolle.];[Swedish: Trädbomull.].[TAMIL: Parutthi, Semparutti.];[TELUGU: Karpasamu, Paminda Pratti.].
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย  
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา


ไม่พบในธรรมชาติ สามารถปลูกได้ในเขตร้อน และเขตร้อนชื้น พบเพาะปลูกเป็นหลักในเอเซียใต้ ซึ่งพบได้ในระดับความสูงถึง 1,600 เมตร
 ฝ้ายแดงเป็นไม้พุ่ม สูงได้2-3 เมตรหรืออาจจะถึง4เมตร ลำต้นสีน้ำตาลแดง หรือม่วง ใบเดี่ยว  2-5 × 2–4.5 ซม.เวียนสลับ รูปไข่ ขอบหยักลึก 3-7 แฉก ก้านใบยาว1.5-10 ซม. ก้านใบและเส้นใบสีแดงคล้ำ ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง สีแดงเข้ม หรือ สีเหลืองอ่อน กลางดอกสีม่วงแดงเกือบดำ ผลกลม หัวท้ายแหลม เมื่อแก่แตกได้ เมล็ดกลม สีเขียว คลุมด้วยปุยขนสีขาว ปุยขนที่ติดกับเมล็ดนี้ไม่ได้ทำหน้าที่กระจายพันธุ์ ไม่ฟุ้งกระจายโดนน้ำก็จะยุบหุ้มเมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด  ดินที่ อุดมสมบูรณ์และมีการระบายน้ำดี ค่า pH ในช่วง 6 - 7.2 ซึ่งทนได้ 5.3 - 8.5 น้ำและความชื้นพอดี ไม่ค่อยมีโรค อายุอยู่ได้นานหลายปี
ใช้ประโยชน์--- พืชได้รับการเพาะปลูกเพื่อต้องการเส้นใยโดยเฉพาะในอินเดียและแอฟริกา
-ใช้กินได้ เมล็ดมีน้ำมันจำนวนมากซึ่งสามารถใช้แทนน้ำมันมะกอก
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ คอยหมั่นตัดแต่งดอกจะออกให้เห็นอยู่ตลอด แต่งกิ่งใหม่ได้ดอกใหม่ จะปลูกเดี่ยวๆหรือเป็นกลุ่มก็ได้
-ใช้เป็นยา น้ำผลไม้ของรากใช้ในการรักษาไข้
-อื่น ๆเส้นใยฝ้ายมีการใช้อย่างกว้างขวางรวมถึงการทำเสื้อผ้า วัสดุสำหรับบรรจุหมอน หมอนอิง ทำเกลียวเชือก  พรม ฯลฯ
ระยะออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ตอนกิ่ง

  หม่อน/Morus alba

ชื่อวิทยาศาสตร์---Morus alba Linn.
ชื่อพ้อง---Has 25 Synonyms
---Morus atropurpurea Roxb.
---Morus chinensis Lodd. ex Loudon
---Morus intermedia Perr.
---Morus latifolia Poir.
---Morus multicaulis (Perr.) Perr.
---Morus tatarica L
---(More)
ชื่อสามัญ---White Mulberry, Black-fruited mulberry, Mulberry bush, Mulberry tree, Silkworm mulberry, Silkworm tree
ชื่ออื่น---หม่อน (ทั่วไป) มอน (อีสาน) ซึมเฮียะ (จีน); [THAI: mon (General).];[ARABIC: El ttuut, Tuth.];[ASSAMESE: Nuni,Kiskuri,Misturi-goch.];[BENGALI: Tut.];[BULGARIAN: Chernitsia biala.];[CHINESE: Bai sang, Sang shu, Jia sang, Nu sang, Hu sang, Sang Chih.];[DANISH: Morbær (fruit), Morbær (plant).];[DUTCH: Moerbei (fruit), Moerbezie (plant).]; [FRENCH: Mûre de murier (fruit), Mûrier (plant) , Mûrier blanc.];[GERMAN: Maulbeere (fruit), Maulbeerbaum (plant), Weiße Maulbeere.];[HINDI: Shahtoot,Chinni,Tutri,Shatooth.]; [ITALIAN: Gelso bianco, Gelso comune, Mora di gelso (fruit).]; [JAPANESE: Guwa, Kara guwa, Ma guwa, Kara yama guwa.]; [KANNADA: Resh-may-gida.];[KOREAN: Ppong, Ppong na mu.]; [MALAYALAM: Pattunoolpuzhuchedi,Mulbari.];[MALAYSIA: Bebesaran (Indonesia), Bebesaran lampung (Indonesia, Java), Murbei (Indonesia).]; [NEPALESE: Kimbu.]; [PHILIPPINES: Moras (Tag.); Morera (Span.); Amingit (Ig.); Moraya (Ibn.).];[PORTUGUESE: Amora da amoreira (fruit), Amoreira (plant), Amoreira branca.];[SANSKRIT: Tula.]; [SPANISH: Mora (fruit), Mora blanca, Mora de árbol.]; [SWAHILI: Mforsadi, Mfurusadi.];[SWEDISH: Vitt mullbär.];[TAMIL:  Kambli Chedi,Kamblichedi.];[VIETNAMESE: Tằm tang, Dâu-tàm.]
ชื่อวงศ์---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---แถบเทือกเขาหิมาลัย อินเดียและจีนตอนใต้ ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์


พืชเขตร้อนและเขตอบอุ่นสามารถปลูกได้ที่ระดับความสูงระหว่าง 300 - 3,300 เมตร ในประเทศไทยปลูกกันมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เป็นไม้ยืนต้นมีความสูงประมาณได้ถึง 3-7 เมตร เปลือกลำต้นของหม่อนมีสีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยวสีเขียวเข้ม เป็นรูปใบโพธิ์ ขอบใบหยักฟันเลื่อย อาจเว้าในหม่อนบางพันธุ์ ดอกมีขนาดเล็ก ดอกย่อย มี 4 กลีบ ออกตามซอกใบ ผลเป็นผลรวม ยาว 1–1.5 ซม. เมื่ออ่อนสีเขียวสุกสีม่วงดำ
ข้อกหนดสภาพแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดด เติบโตได้ในดินที่หลากหลายตั้งแต่ดินร่วนปนทรายไปจนถึงดินเหนียว ที่มีความชื้นพอเพียง ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 7.5 ซึ่งทนได้ 4.3 - 8.3
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้มีประโยชน์หลายอย่างให้คุณค่าโดยเฉพาะผลไม้ที่กินได้และใช้เป็นยา มันได้รับการปลูก ในสวนบ้านสำหรับผลไม้ที่กินได้ และมักจะเปลูกเป็นไม้ประดับ  
-ใช้กินได้  ผลสุกรับประทานได้มีรสหวานอมเปรี้ยว ใบอ่อนกินเป็นผัก ใช้ใบที่บดเป็นผงชงเป็นชาดื่ม - ในประเทศอินเดียนิยมทำขนมปัง flatbread, Paratha ซึ่งทำจากส่วนผสมของใบหม่อนแห้งและแป้งสาลี
-ใช้เป็นยา ยอดอ่อนและใบหม่อนตากแห้งใช้ทำชาชงกิน ชาวญี่ปุ่นดื่มน้ำชาจากผงใบหม่อน และรากหม่อนมาเป็นเวลากว่า 60 ปีเชื่อกันว่าจะช่วยรักษาสุขภาพ และเพื่อใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง ต้นหม่อนมีประวัติยาวนานในการใช้ยาในการแพทย์แผนจีน เกือบทุกส่วนของพืชถูกนำมาใช้ ใบมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย, เป็นยาสมานแผล ถูกนำมาใช้ภายในในการรักษาหวัด, ไข้หวัดใหญ่, การติดเชื้อที่ตาและเลือดกำเดาไหล  -สารสกัดจากใบสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคเท้าช้าง ลำต้นเป็นยาขับปัสสาวะ ปวดไขข้อ ความดันต่ำ ผลไม้มีฤทธิ์บำรุงไต ใช้ในการรักษาปัสสาวะเล็ด, วิงเวียน, หูอื้อ, นอนไม่หลับเนื่องจากโรคโลหิตจาง โรคประสาทอ่อน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผมหงอกก่อนวัยและอาการท้องผูกในผู้สูงอายุ เปลือกของรากนั้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ, ขับเหงื่อ, ขับปัสสาวะ, เสมหะ ใช้ภายในในการรักษาโรคหอบหืด, ไอ, โรคหลอดลมอักเสบ, บวม, ความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน เปลือกไม้เป็นยาถ่ายพยาธิตัวตืด -ในบราซิลใช้เป็นไข้ลดโคเลสเตอรอลและความดันโลหิตและป้องกันตับ ·ในกัมพูชามีการใช้ใบเพื่อรักษาโรคตาแดง
-นิยมนำมาปลูกประดับตามบ้าน เลี้ยงง่ายมีผลออกให้ดูง่าย
-อื่น ๆ นิยมปลูกตามหมู่บ้านเพื่อใช้ใบเป็นอาหารเลี้ยงตัวไหม ในหลายประเทศใบหม่อนเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง เปลือกไม้ใช้ในประเทศจีนเพื่อทำกระดาษ ในอนุทวีปอินเดียไม้ใช้สำหรับงานฝีมืองานตู้และอุปกรณ์กีฬาเช่นไม้ฮอกกี้และไม้เทนนิส -สารสกัดจากรากใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผลิตภัณฑ์ปลูกผม-ผลไม้อุดมไปด้วยแอนโธไซยานินและมีศักยภาพในการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมของสีธรรมชาติเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร มันให้ไซยานินซึ่งมีส่วนช่วยให้สีแดงหรือสีม่วง
ระยะออกดอกออกผล--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด ปักชำ

รามใหญ่/Ardisia elliptica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ardisia elliptica Thunb.
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Ardisia kotoensis Hayata -Bladhia squamulosa (C.Presl) Nakai
-Ardisia littoralis Andrews -Climacandra littoralis (Andrews) Kurz
-Ardisia sorsogonensis Elmer ex Merr. -Icacorea humilis Britton
-Ardisia squamulosa C.Presl -Icacorea solanacea Britton
-Ardisia umbellata Roxb. -Icacorea zeylanica Lam. ex Schult.
-Bladhia elliptica (Thunb.) Nakai -Tinus squamulosa (C.Presl) Kuntze
-Bladhia kotoensis (Hayata) Nakai

ชื่อสามัญ---Shoebutton ardisia, Duck's eye, Coralberry, Seashore ardisia, China shrub, Jet berry.
ชื่ออื่น--- ตาไก่ (ภาคใต้); ทุลังกาสา (ชุมพร); ปือนา (มาเลย์-นราธิวาส); ผักจ้ำ, มะจ้ำ (ภาคใต้); รามใหญ่ (ชุมพร); ลังพิสา (ตราด); [THAI: ta kai (Peninsular); thu langkasa (Chumphon); pue-na (Malay-Narathiwat);  phak cham (Peninsular); ma cham (Peninsular); ram yai (Chumphon); langphisa (Trat).];[AUSTRALIA: China shrub; duck's eye; jet berry.]; [BENGALI: bonjam.]; [CHINESE: Lán yǔ shù qǐ, dong fang zi jin niu]; [CUBA: ardisia.]; [FRENCH: ardisie elliptique.]; [HINDI: dhan-priya.]; [INDONESIA: Lempeni]; [JAMAICA: blackberry.]; [JAPANESE: Seironmanryou]; [KANNADA: bodinagida.];[MALAYALAM:  kakkanjara,kolarakku, kulimundan, molakka.]; [MALAYSIA-SINGAPORE: Mata pelandok, Mata ayam, Mata itek, penar; rempenai];[MARATHI: bugadi, dikna.]; [NEPALI: damaai phal.]; [PHILIPPINES: bahagion; katagpo; kolen];[PUERTO RICO: mameyuelo]; [SAMOA: togo vao];[TAMIL: kolurucci, narikandam.]; [TELUGU: adavi mayuri, kaashi neredu.]; [USA: inkberry; jet berry].
ชื่อวงศ์---MYRSINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดียตอนใต้, ศรีลังกาไปยังหมู่เกาะนิโคบาร์, ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกินี
ชื่อพื้นถิ่นที่พบบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษคือ shoebutton ardisia

ช่วงพื้นเมืองที่แน่นอนจะถูกถกเถียงกันถึงแม้ว่ามันจะได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ USDA-ARS (2009) รายงานช่วงกำเนิดจากไต้หวันและหมู่เกาะริวกิวของญี่ปุ่นทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงปาปัวนิวกินีทางตะวันตกเฉียงใต้ถึงอินเดียทางตะวันตกรวมถึงอินโดนีเซียมาเลเซียฟิลิปปินส์ ไทย ศรีลังกา และเวียดนาม อย่างไรก็ตามมีความไม่แน่นอนอาจจะเป็นทางใต้ของจีนชายฝั่งทะเลพม่าและกัมพูชา พบเกิดขึ้นตามหาดทรายที่อยู่ใกล้ชายฝั่งในสถานที่ต่าง ๆ เช่นตามชายหาด ขอบป่าชายเลน ริมแม่น้ำที่ระดับความสูงไม่เกิน 30 เมตร มันเติบโตในสวนเป็นไม้ประดับและหลบหนีการเพาะปลูกได้กลายเป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในเปอร์โตริโก, เขตร้อนของออสเตรเลีย ( ควีนส์แลนด์ , ดินแดนทางเหนือ), ฟลอริดาตอนใต้ในสหรัฐอเมริกา, แคริบเบียน , หมู่เกาะ Mascarene , เซเชลส์ , และในหมู่เกาะแปซิฟิกหลายแห่งเช่นฮาวาย
ประเทศไทยพบได้ทางภาคใต้ รามใหญ่เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 4 เมตร กิ่งแขนงรูปทรงกระบอกหรือเป็นเหลี่ยม สีน้ำตาลแกมเทาใบเดี่ยวเรียงสลับ  รูปรีถึงรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3.5-7.5 ซม.ยาว 12.5-25 ซม.ปลายใบแหลมหรือกลม โคนใบรูปลิ่ม เนื้อใบมีจุดโปร่งแสงกระจายทั่วไป ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวแกมชมพูจางๆ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบ  2  รูปซ้ายข้างบนไม่ใช่ดอกแต่เป็นรูปการติดผล ผลไม้รูปกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 - 11 มม.ผลอ่อนสีเขียว แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อสุกและแก่จัดจะเป็นสีดำหรือม่วงเข้มมีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียวรูปทรงกลมแป้นเล็กน้อย
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินที่ชื้นหรือเปียกชื้นที่อุดมสมบูรณ์และสามารถปลูกได้ในดินเหนียว อายุการใช้งานอยู่ได้10-25(-40) ปี

 

ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค มันมักจะเติบโตเป็นไม้ประดับมีค่า
-ใช้กินได้ ผลไม้ - ดิบรสเปรี้ยวเล็กน้อย มีแป้งเล็กน้อย แต่ไม่มีรสชาด หน่ออ่อน - ดิบหรือสุกดอกไม้และผลไม้ใช้ปรุงเป็นเครื่องปรุง
-ใช้เป็นยา รากใช้เป็นยาเมื่อคลอด ยาต้มของใบช่วยบรรเทาปวด ใบถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาและรักษาแผล ชาวมาเลย์ใช้ยาต้มจากใบเพื่อรักษาอาการปวดหัวใจ การใช้งานด้านเภสัชกรรมจากสารสกัดจากพืชที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศจีนเพื่อวัตถุประสงค์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย และมีผลในเชิงบวกต่อการลดลงของเซลล์มะเร็งเต้านม
-อื่น ๆ ไม้สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก/ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด
**ส่วนตัว-รูปต้นรามใหญ่ ถ่ายมาจาก สวนสมุนไพร สมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง ตอนกลางเดือนสิงหาคม ปี 59 ที่นั่น ปลูกรามใหญ่ ไว้เป็นกลุ่ม หลายต้น ได้แต่รูป ต้น ใบ และผล ส่วนดอกของรามใหญ่ ได้มาจากที่อื่น**


พิลังกาสา/Ardisia polycephala

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Ardisia polycephala Wall. ex A.DC.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Tinus polycephala (Wall. ex A.DC.) Kuntze
ชื่อสามัญ---shoebutton, shoebutton ardisia, shoe-button ardisia
ชื่ออื่น---พิลังกาสา(ทั่วไป), ตีนจำ(เลย); ผักจำ, ผักจ้ำแดง(เชียงใหม่,เชียงราย); พิลังกาสา(ภาคกลาง) ; [THAI:  Pi-lang Gaa-saa (General); Tin cham (Loei); Phak cham, Phak cham daeng (Chiang Mai, Chiang Rai);  phi langkasa (Central).];
ชื่อวงศ์---MYRSINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-จีน พม่า ไทยและเวียดนาม

ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ที่ระดับความสูง 400-900 เมตร รามใหญ่กับพิลังกาสา ลักษณะคล้ายกัน เนื่องจากเป็นไม้ในวงศ์เดียวกัน ยังมีพันธุ์ไม้ในวงศ์พิลังกาสาอีกต้น เรียกว่า มะจ้ำก้อง ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Ardisia sanguinolenta รูปของมะจ้ำก้องไม่มีเลยไม่ได้นำมาลง  ทั้งต้น ดอก ใบ ผล ลักษณะนิสัย รวมถึงสรรพคุณในทางสมุนไพร คล้ายคลึงกันมาก จากการสังเกตุความแตกต่างทั่วไป ลักษณะใบของรามใหญ่ จะใหญ่กว่า โคนใบจะสอบแคบกว่า พิลังกาสา
พิลังกาสาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 8 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม เกลี้ยงและบาง ใบกว้าง 4-8.5ซม. ยาว 12-20 ซม.ลักษณะใบรูปไข่ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาแข็งเป็นมันสีเขียวแต่ใบอ่อนจะเป็นสีแดง ดอกเป็นช่อแน่น ดอกย่อยขนาดเล็กเป็นกระจุก สีชมพู ผลสีแดงหรือดำขนาด 0.7-0.9ซม. เนื้อบางมีชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง ภายในมี1เมล็ด

 

ใช้ประโยชน์-ใช้กินได้ ใบมีรสฝาด นิยมกินยอดอ่อนเป็นผัก สารสกัดจากพิลังกาสา มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงและปลอดภัย ใช้ในการผสมอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ของขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทชา
 -ใช้เป็นยา ใบ มีรสเฝื่อนร้อน แก้โรคตับพิการ แก้ท้องเสีย แก้ไอ ราก มีรสเฝื่อนเมาเปรี้ยว ตำกับสุราเอาน้ำรับประทาน เอากากพอกปิดแผล ถอนพิษงู แก้กามโรคและหนองใน ต้น แก้โรคเรื้อน ดอก มีรสเฝื่อนขม ฆ่าเชื้อโรค เมล็ด แก้ลมพิษ ผล มีรสร้อน ฝาด แก้ไข้ ท้องเสีย แก้ลมพิษ แก้ธาตุพิการ แก้ซาง
ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ระดับกลางในสวนได้
ระยะติดดอกติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด

ส้มกุ้งขน/Ardisia helferiana

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Ardisia helferiana Kurz.
ชื่อพ้องHas 5 Synonyms    
---Ardisia albiflora Pit.
---Ardisia crispipila Merr.
---Ardisia dinhensis Pit.
---Ardisia villosula Pit.
---Tinus helferiana (Kurz) Kuntze
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--- ส้มกุ้งขน,จีนจำ(ปราจีนบุรี),ก้างปลา,ตาปลา(ตราด),คราม,ครามกุ้ง(ประจวบคีรีขันธ์),แม่ห้าง(อุดรธานี),ตาไก่(สุราษฎร์ธานี),พระยาราม(ชุมพร),พุมมะราชา(จันทบุรี) ; [THAI:  som kung khon,  chin cham (Prachin Buri); kang pla, ta pla (Trat); khram, khram kung (Prachuap Khiri Khan); mae hang (Udon Thani); ta kai (Surat Thani);  phraya ram (Chumphon); phumma racha (Chanthaburi).]; [VIETNAM: Cơm nguội búng, Cây Cơm Nguội.]
ชื่อวงศ์---PRIMULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชา พม่า ไทย ลาว เวียตนาม



ส้มกุ้งขนเป็นไม้วงศ์เดียวกับพิลังกาสาอีกต้น รูปนี้ถ่ายมาจาก สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง เหมือนกัน ส้มกุ้งขนเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 3 เมตร กิ่งก้านมีขนปกปุย หนาแน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนานยาว 8-13 ซม. กว้าง 2.5-4.5 ซม.ก้านใบยาว 1 ซม หลังใบมีขนสั้นๆ ท้องใบมีขนที่ยาวและหนาแน่นกว่าโดยเฉพาะที่เส้นกลางใบ ดอกออกเป็นช่อกระจะเชิงหลั่น ออกที่ซอกใบยาว 8-10 ซม. ก้านดอก 1.5-2 ซม.ดอกย่อยมีจำนวนมาก มีขนปกปุย หนาแน่น กลีบดอกสีม่วงแกมชมพูมีจุดประสีม่วงเข้มกระจายทั่วไป ผลสดรูปทรงกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-8 มม. สีม่วงเข้มมีเมล็ด1เมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแดดจัด น้ำปานกลาง ดินมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้รากรักษาโรคไขข้ออักเสบปวดไต ยาพื้นบ้านอีสาน ใช้ใบแก้ตับพิการ ผล บำรุงกำลัง
-ปลูกเป็นไม้ประดับ นำมาใช้จัดสวนโดยปลูกเป็นต้นเดี่ยวๆหรือเป็นกลุ่มใหญ่ได้
-อื่น ๆ ไม้ใช้ทำฟืน
ระยะออกดอก---มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


ปลาไหลเผือก/TONGKAT ALI


ชื่อวิทยาศาสตร์---Eurycoma longifolia Jack
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Eurycoma merguensis Planch.
ชื่อสามัญ---Long Jack, Ali’s umbrella, Malaysian ginseng.
ชื่ออื่น---กรุงบาดาล (สุราษฎร์ธานี); คะนาง, ชะนาง (ตราด); ตรึงบาดาล (ปัตตานี); ตุงสอ (ภาคเหนือ); ตุวุเบ๊าะมิง, ตูวุวอมิง (มาเลย์-นราธิวาส); ปลาไหลเผือก (ภาคกลาง); เพียก (ภาคใต้); หยิกบ่อถอง, หยิกไม่ถึง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); ไหลเผือก (ตรัง); เอียนดอน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); แฮพันชั้น (ภาคเหนือ) ; [THAI: krung ba dan (Surat Thani); kha nang, cha nang (Trat); trueng ba dan (Pattani); tung so (Northern); tu-wu-bo-ming, tu-wu-wo-ming (Malay-Narathiwat); pla lai phueak (Central); phiak (Peninsular); yik bo thong, yik mai thueng (Northeastern); lai phueak (Trang); ian don (Northeastern); hae phan chan (Northern).];[BAHRAIN: Langir siam];[INDONESIA: Malaysian ginseng, Bidara laut, Pasak bumi; Babi kurus (Javanese).];[JAPANESE: babi kurus]; [LAOS: tho nan]; [MALAYSIA:Tongkat ali, Pasak bumi, Penawar pahit, Penawar bias, Bedara merah, Bedara putih, Lempedu pahit, Payong ali, Tongkat baginda, Muntah bumi, Petala bumi (Malay).].[VIETNAM: cây bá bệnh, hau phat, bba binh];
ชื่อวงศ์---SIMAROUBACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน หมู่เกาะบอร์เนียวและสุมาตรา


มีถิ่นกำเนิดในอินโดจีน (กัมพูชา ลาว มาเลเซีย พม่า ไทย เวียดนาม) หมู่เกาะบอร์เนียว สุมาตราและยังพบในฟิลิปปินส์  
ปลาไหลเผือก เป็นไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 3-10 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นกระจายในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ระดับความสูงจนถึงประมาณ 700 เมตร ลำต้นไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน มักเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ถึงจะปลูกอยู่กลางแจ้งก็ตาม เป็นการเอนตามธรรมชาติไม่ใช่ด้วยสภาพแวดล้อม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยมีอยู่20-30คู่ แต่ละใบขนาดกว้าง1.2-3 ซม ยาว 5-12 ซม. ออกเป็นกระจุกบริเวณปลายกิ่ง  สีเขียวเข้มด้านล่างมีนวลสีเงิน ยอดอ่อนและใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ดอกออกที่ซอกใบเป็นแบบดอกช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กขนาด 0.5 ซม. กลีบดอกสีม่วงแดง ผลเป็นผลสดรูปยาวรีขนาด 1.2-2 ซม.รูปขอบขนาน ปลายเป็นจงอยสั้นๆ เมื่อสุกเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง บางครั้งแตกออกได้
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---พืชเจริญเติบโตในป่าที่ลุ่มและอาศัยอยู่ในดินหลากหลายชนิด แต่ชอบดินที่มีความเป็นกรดและมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์ ---รากของพืชมีการใช้ในการแพทย์พื้นบ้านของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในยุคปัจจุบันมีการใช้งานทั่วไปเป็นอาหารเสริมเช่นเดียวกับสารเติมแต่งอาหารและเครื่องดื่ม
-ใช้เป็นยา มักใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้ราก ลดไข้ ต้านมาลาเรีย ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ บำรุงหลังคลอดบุตร ลดความวิตกกังวล เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ต้านการก่อเกิดเนื้องอก ลดน้ำตาลในเลือด -มีการเผยแพร่ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโดจีน ในชื่อ "tongkat ali" และ "pasak bumi"โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสกัดจากน้ำและยาต้มจากราก เป็นยาพื้นบ้านที่รู้จักกันดีซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศส่งเสริมการสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศชาย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติต้านการอักเสบ, ต้านมาลาเรีย, เป็นยาต้านจุลชีพและสารต้านอนุมูลอิสระ
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน-มกราคม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ดและตอนกิ่ง
**ส่วนตัว-ต้นนี้ไม่มีรูปดอกผลให้ดูเลย ถ่ายมาจากสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง หามาปลูกไม่ง่ายถ้าบังเอิญไปเจอก็อาจไม่ซื้อ เพราะไม่สวย ไม่รู้จัก ต้นไม้หลายต้นที่หายากสูญเสียโอกาสไปไม่น้อย  หลายต้นที่นำมาลงในหัวข้อ บางทีก็ไม่ได้ลงเพื่อแนะนำให้เพื่อปลูกประดับหรือไว้ใช้จัดสวน แต่ลงไว้เพื่อให้รู้ **


ไคร้ย้อย/Elaeocarpus grandiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Elaeocarpus grandiflora Sm.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Cerea radicans Thouars
---Elaeocarpus lanceolatus Blume
---Elaeocarpus radicans (Thouars) Hiern
---Monocera grandiflora (Sm.) Hook.Unresolved
---Monocera lanceolata (Blume) Hassk.Unresolved
---Perinka grandiflora (Sm.) Raf
ชื่อสามัญ---Blue olive berry, Fairy petticoats, Fringe bells, Lily of the valley tree, Shiva's tears.
ชื่ออื่น---กาบพร้าว (นราธิวาส); คล้ายสองหู (สุราษฎร์ธานี); ไคร้ย้อย (เชียงใหม่); จิก, ดอกปีใหม่ (กาญจนบุรี); แต้วน้ำ (บุรีรัมย์); ปูมปา (เลย); ผีหน่าย (สุราษฎร์ธานี); มุ่นน้ำ (เพชรบูรณ์); สารภีน้ำ (เชียงใหม่); อะโน (ปัตตานี); [THAI: kap phrao (Narathiwat); khlai song hu (Surat Thani); khrai yoi (Chiang Mai); chik, dok pi mai (Kanchanaburi); taeo nam (Buri Ram); pum pa (Loei); phi nai (Surat Thani); mun nam (Phetchabun); saraphi nam (Chiang Mai);     a no (Pattani).];[BURMA: Ye saga.];[INDONESIA: Anyang-anyang, Ki ambit, Kemaitan.]; [MALAYSIA: Ando, Andor.];[PHILIPPINES: Mala (Tag.).]; [VIETNAM: Côm hoa lớn.]
ชื่อวงศ์---ELAEOCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้-อินโดจีน

 

ช่วงกระจายพื้นเมืองในเอเชียเขตร้อน - กัมพูชา, ลาว, พม่า, ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย พบขึ้นตามที่ลุ่มใกล้น้ำ  ตามลำห้วย ลำธาร ตามป่าดิบและขึ้นทั่วไปตามป่าโปร่งและป่าเบญจพรรณ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 50-800เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค
ไคร้ย้อยเป็นไม้ต้นขนาดเล็กหรือขนาดกลางไม่ผลัดใบ ต้น สูงประมาณ 5-30 เมตร ลักษณะ เรือนยอดแผ่กว้างเป็นพุ่มทึบ ผิวเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูป ไข่ โคนใบและปลายใบแหลม หนา ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนประปราย โคนใบสอบปลายใบเว้าเล็กน้อย ขนาดใบกว้าง2-5ซม.ยาว7-19ซม.ดอก เป็นดอกช่อแบบช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง ห้อยลง ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบ ที่โคนกลีบดอกด้านในจะมีกลุ่มขนเรียงตัวกันอยู่ ดอกตูมสีน้ำตาลปนส้ม เมื่อบานเป็นช่อ สีขาว ผล สดสีเขียวมีเนื้อหุ้มบางๆ  ทรงกลมรีหรือรูปกระสวย กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผิวผลบางเรียบ เกลี้ยง แข็งมาก  มีเพียงเมล็ดเดียว
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---เติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแดดปานกลางถึงร่มเงาซึ่งต้องการดินที่อุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้นและมีสภาพดี
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา เป็นเรื่องธรรมดาที่จะปลูกไว้เป็นไม้ประดับด้วย
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ เปลือกไม้ใบและเมล็ด ยาต้มใบเป็นยาชูกำลังและใช้สำหรับรักษาอาการเจ็บปวด เปลือกไม้บดใช้พอกแผล ใบใช้สำหรับรักษาโรคซิฟิลิส ใช้สำหรับโรคของผู้หญิง - ในประเทศอินโดนีเซียผลไม้ใช้สำหรับแก้ปวดบิดและกระเพาะปัสสาวะ เปลือกต้นสำหรับไตอักเสบและเฉพาะที่สำหรับแผล ในมาเลเซียใช้กับสตรีหลังคลอดบุตรเพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของโลหิตส่งเสริมการหดตัวของมดลูก, ขับลมและเป็นยาระบาย สารสกัดน้ำจากใบผลไม้และกิ่งไม้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน
-อื่น ๆ เป็นไม้เนื้ออ่อน ผุง่าย ปลูกเป็นไม้กันดินพังทลายตามชายน้ำ
ระยะออกดอก/ ติดผล---มกราคม-เมษายน/มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง  ปักชำ


ปีบยูนนาน/ Radermachera  Sinica

 

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Radermachera sinica (Hance) Hemsl.
ชื่อพ้อง---has 3 Synonyms
---Radermachera borii C.E.C Fisch.
---Radermachera tonkinensis Dop
---Stereospermum sinicum Hance
ชื่อสามัญ---China doll, Serpent tree, Emerald tree, Asian Bell Tree.
ชื่ออื่น---ปีบยูนนาน, ปีบไหหนาน ; [CHINESE: cai dou shu, shāncài dòu, kǔ líng jiù, jiāngdòu shù, làjiāo shù, jiēgǔ liáng sǎn, sēnmù liáng sǎn, zhāoyáng huā.];[SPANISH: Árbol serpiente.];[VIETNAM: Rà đẹt hoa trắng, Rà - đẹt tàu, Boọc Bịp hoa trắng,];
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ภูฏาน, จีน, อินเดีย, พม่า, หมู่เกาะริวกิว, ไต้หวันและเวียดนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งตามนักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ Jacobus C. M. Radermacher (1741-1783) ; ชื่อสายพันธุ์ sinicaหมายถึงจีน
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเทือกเขากึ่งเขตร้อนของ จีน ตอนใต้และ ไต้หวัน เกิดขึ้นตามเนินเขาและป่าที่ระดับความสูง 300-800 เมตร
ปีบยูนาน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงไม่เกิน5เมตร  ใบสีเขียวเป็นมัน  ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ทยอยบาน รูปร่างดอกเหมือนทรัมเป็ตสีขาวยาวประมาณ7 ซม.ดอกไม่ค่อยทนจะร่วงง่าย แต่ความที่ดอกดกจึงมักไม่ขาดดอกให้ดู ผลแคปซูลเรียวยาวเชิงเส้น ยาวถึง 85 ซม. และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม ออกในกระจุกที่ปลายกิ่ง เมล็ดรูปไข่ซึ่งมีปีกยาวประมาณ 2 ซม. กว้าง 5 มม. (รวมปีก)
การใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้รากและใบ แห้งหรือสด ข้อบ่งใช้: การล้างความร้อนและล้างพิษ ขจัดเลือดชะงักงันและลดอาการบวม ใช้สำหรับแก้ไข้ การรักษาเฉพาะที่ของรอยฟกช้ำและกระดูกหัก งูกัด
-ใช้ปลูกประดับ เป็นต้นไม้ให้ร่มเงาขนาดเล็ก พืชอาจปลูกในภาชนะที่เป็น houseplantsตกแต่งตามอาคาร บ้สน สวนทั่วไป
**ส่วนตัว-ไม้ต้นนี้ เขาร่ำลือกันว่าดอกหอมจรุงใจกันนักกันหนา  หอมทั้งวัน แถมว่าเหมือนกลิ่นแป้งร่ำ  กลิ่นโบราณแบบไทยๆ ขัดกับชื่อที่เหมือนเป็นต้นไม้มาจากจีน ปีบยูนนานหรือปีบไหหนานนี้จะออกดอกทั้งปี ชอบแดดจัดกลางแจ้ง น้ำพอดีๆ เลี้ยงง่ายโตเร็ว
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

สร้อยสุวรรณ/Lophanthera lactescens


ชื่อวิทยาศาสตร์---Lophanthera lactescens Ducke
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Golden Chain, Golden chain tree, Milky lophanthera
ชื่ออื่น---โซ่ทอง, โซ่ทองคำ, สร้อยสุวรรณ (ทั่วไป); [THAI: so thong, so thong kham, soi suwan (General).];[BRAZIL: Chuva-de-ouro.];[FRENCH: Lophanthera laiteux.];[MALAYSIA: Rantai Emas.][PERU: champán.]; [PORTUGUESE: Chuva-de-ouro-da-Amazônia, Lanterneira, Lofântera-da-Amazônia.].
ชื่อวงศ์    ---MALPIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกาใต้-บราซิล

มีถิ่นกำเนิดในประเทศบราซิล (เอเคอร์และปารา) ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตหวงห้ามในป่าที่อุดมสมบูรณ์ส่วนใหญ่ตามแนวลำธารน้ำที่ระดับความสูงต่ำ
ไม้ใหญ่ยืนต้นกึ่งผลัดใบ สูงได้ถึง 20 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 30-40 ซม.ใบออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ก้านใบยาว 3-4 ซม. ใบจะออกถี่ที่ปลายยอด ทำให้เกิดร่มเงาดีมาก ลักษณะใบของโซ่ทองคำเป็นใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 24 ซม. และกว้าง 12-16 ซม.ปลายใบและโคนใบแหลม  เนื้อใบค่อนข้างหนาและแข็ง ดอก ออกเป็นช่อใหญ่สีเหลือง ห้อยเป็นระย้า ช่อดอกยาวประมาณ 50-80 ซม. ดอกจะทยอยบาน
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแดดจัด ดินอุดมสมบูรณ์มีความเป็นกรดอ่อนถึงเป็นด่างอ่อน น้ำปานกลางความชื้นในดินสม่ำเสมอต่อเนื่อง ไม่ชอบแฉะ ไม่ชอบน้ำขัง ต้นไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วปานกลางสามารถเข้าถึงความสูง 2-3 เมตรภายใน 2 ปีจากเมล็ด **ส่วนตัว- โซ่ทองคำหรือสร้อยสุวรรณไม้ต้นนี้เข้ามาประมาณปี 52 เป็นไม้ต้นหนึ่งที่ยิ่งโหญ่โต ยิ่งสวยงาม เพราะดอกจะออกดกมากขึ้น มันจะเหลืองเต็มต้น ชื่อโซ่ทองคำนี่ก็ชนะใจแล้ว  ที่เห็นออกดอกมาน้อยนี่อยู่ในเครื่องล้อมในร้านต้นไม้ยังไม่ได้ลงดิน ดอกจึงออกจะดูน้อยไปหน่อย นึกภาพสิว่าถ้าลงดินแผ่กิ่งก้านออกดอกฟูแล้วจะสวยขนาดไหน เห็นแต่รูปแบบนี้ก็ดูงั้นๆ**
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับที่มีความสวยงามมากที่สุดต้นหนึ่ง เนื่องจากใบที่อุดมสมบูรณ์และช่อดอกที่ยาวและออกดอกอยู่ยาวนาน เริ่มแพร่กระจายในประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเท่านั้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของศตวรรษที่ XX การเติบโตอย่างรวดเร็วนั้นเป็นผลดีต่อการจัดสวนในสวนสาธารณะและสวนหย่อมโดยจัดเป็นกลุ่มหรือเป็นแถวและเหมาะอย่างยิ่งสำหรับปลูกเป็นต้นไม้ริมถนนซึ่งพิสูจน์ได้ว่าเหมาะสมสำหรับจุดประสงค์นี้ในเมืองที่มีมลพิษ นอกจากนี้ยังรวมถึงความเหมาะสมในการเป็นสายพันธุ์ที่ใช้ในการปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรมด้วย
-อื่น ๆ ไม้มีขนาดเล็กหนักปานกลางแข็งพอสมควรไม่ทนต่อการโจมตีของปสวกกินไม้ ใช้ในการก่อสร้างเช่นคาน, จันทันและวัสดุบุผิว ใช้ในการทำตู้
ระยะออกดอก/ผลแก่ --- กุมภาพันธ์-พฤษภาคม/กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์ --เมล็ด ตอนกิ่ง


ส้านชวา/Dillenia suffruticosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dillenia suffruticosa (Griff. ex Hook. f. & Thomson) Martelli
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Dillenia burbidgei (Hook.f. ) Martelli
---Wormia burbidgei Hook.f.
---Wormia suffruticosa Griff
ชื่อสามัญ--- Simpoh, Shrubby dillenia, Shrubby simpoh
ชื่ออื่น--ส้านดอกเหลือง, ส้านชวา, ส้านยะวา (กรุงเทพฯ),; [THAI: san chawa, san yawa (Bangkok).]; [BRUNEI: simpor, simpur.]; [CAMBODIA: plo sbat.]; [INDONESIA: abuan, simpoh.];[MALAYSIA: simpoh air, simpor bini, simpoh gajah, Simpoh Ayer, Simpoh Paya  (Malay); Abuan (Semai); Bu'ua (Bidayuh); Buan (Iban); Buan, Dungin, Simper ayer, Simpoh, Simpor, Simpor bini, Simpor rimba, Tambakau (Borneo).]; [SRI LANKA: diyapara, godapara, para.].
ชื่อวงศ์---DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,ศรีลังกา, คาบสมุทรมาเลเซีย, สุมาตรา, ชวา, บอร์เนียว ฮาวาย และสิงคโปร์
มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย (กาลิมันตันและสุมาตรา), มาเลเซียและสิงคโปร์ เติบโตในแหล่งที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ตามชายป่า ป่าโกงกางในพื้นที่แอ่งน้ำตามริมฝั่งลำธาร ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล ถึงประมาณ 500 เมตร และยังปลูกที่อื่นในฐานะที่เป็นไม้ประดับเช่นในศรีลังกา เซเชลส์ และในหมู่เกาะแคริบเบียน
เป็น ไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 5-10 เมตรแตกใบตั้งแต่โคน ต้นตอนเล็กดูจะเหมือนเป็นไม้กอเตี้ย เปลือกของลำต้นสีม่วงดำ ลักษณะของใบใหญ่ ยาวประมาณ 25 ซม.กว้าง 6-20 ซม ขอบใบจักตื้นโคนใบเปลี่ยนรูปเป็นกาบหุ้มใบ ก้านใบยาว1,5-5 ซม. แผ่นใบสีเขียวสดเป็นมัน ผิวใบสากพอประมาณ ดอกออกที่ยอดเป็นช่อ ช่อละ 4-5 ดอก ก้านช่อดอกยาว 5-10 ซม.ดอกใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง 8-12 ซม. กลีบดอกรูปไข่ขอบหยัก มี 5กลีบสีเหลืองสดใส กลีบเลี้ยงเล็กสีเขียว ดอกบานต่อเนื่องทีละครั้งวันเดียวแล้วโรย ผลวงรีรูปไข่สีชมพูเข้ม ยาว2-2.5 ซม.กว้าง 1-1.5 ซม. ผลแก่จะแยกเป็น7-9ส่วน มีเมล็ดสีดำที่ถูกปกคลุมด้วยเนื้อลักษณะเป็นดาว6แฉกสีแดงเข้ม กระจายออกมา
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัดถึงร่มเงาบางส่วน ดินทรายถึงดินเหนียวที่มีความชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น มักจะปลูกเป็นไม้ประดับในสวนทั่วไป
-ใช้เป็นยา ใช้ในยาแผนโบราณ ใบและรากใช้ในการรักษาอาการอักเสบ คัน ปวดท้องและ ช่วยฟื้นฟูสตรีหลังจากการคลอดบุตร มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา สารต้านอนุมูลอิสระที่มีแนวโน้ม ต้านมะเร็ง
-ใช้ปลูกประดับ มักจะใช้ในสวนสาธารณะและปลูกประดับสวน ในอาคาร ที่พัก อาศัย เนื่องจากดอกไม้สีเหลืองสดใสที่มีขนาดใหญ่ที่ผลิตออกมาเกือบต่อเนื่อง และผลกับใบไม้ที่โดดเด่น สามารถปลูกในกระถางขนาดใหญ่ได้
-วนเกษตร เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วและความสามารถในการปรับตัวของมันถูกนำมาใช้ในการปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม รากแก้วที่ยาวสามารถเข้าถึงน้ำในระดับความลึก
-ใช้อื่น ๆ ใบใหญ่ถูกนำมาใช้ห่ออาหารเช่นเทมเป้ (เค้กหมักถั่วเหลือง) หรือก่อตัวเป็นกรวยตื้น ๆ เพื่อบรรจุ "อาหารจานด่วน" แบบดั้งเดิมเช่น rojak
สำคัญ---ดอกส้านชวา เป็นดอกไม้ประจำชาติของบรูไน ชาวบรูไน เรียกว่าดอก ซิมพอร์ (Sympor)
ระยะออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

ส้านดอกขาว/Dillenia philippinensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dillenia philippinensis Rolfe.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Dillenia catmon Elmer.
---Dillenia philippinensis var. pubifolia Merr.
ชื่อสามัญ---Philippine Simpoh, Philippine Katmon, Philippine dillenia
ชื่ออื่น---ส้านดอกขาว(ทั่วไป): [THAI: san dok khao (General).]; [PHILIPPINES: katmon kalambug, kalambok, kambug, katmon, palali.]
ชื่อวงศ์    ---DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – ฟิลิปปินส์  
ไม้วงศ์เดียวกันกับส้านชวา แต่ดอกเป็นสีขาว ขนาดของดอกและใบจะใหญ่กว่าส้านฃวา มีถิ่นกำเนิดในประเทศฟิลิปปินส์ พบในป่าชั้นรอง ในที่โล่งกว้างที่ระดับความสูงไม่เกิน 1000 เมตร
ถูกจัดอยู่ในสายพันธุ์ที่ถูกคุกคาม อยู่ในอันตรายของการสูญพันธุ์ เป็นประเภท"ความเสี่ยง" ใน IUCN Red of List of Species Threatened 2013
ส้านดอกขาวเป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง  7-10 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มหนาแน่นทรงกลมกว้าง เปลือกต้น สีเกือบดำใบคล้ายใบส้านชวา ขนาดของใบ กว้างประมาณ 8-15 ซม.ยาว 15-30 ซม.ดอกสีขาวขนาดใหญ่ ใจกลางสีม่วงแดง ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกย่อยมีตั้งแต่ 4-5 ดอก หรือมีมากได้ถึง 18 ดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เป็นรูปไข่กลับ กลีบดอก 5 กลีบ เป็นรูปช้อน แต่ละกลีบแยกจากกัน กลีบดอกค่อนข้างหนา เป็นสีขาว ดอก บานเต็มที่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 9-10 ซม. ผลรูปกลมแป้นขนาด 5 - 6 ซม ผลสุกเป็นสีส้มหรือสีแดง แตกเป็น 6 แฉก ภายในมีเมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ชอบดินเหนียวปนทราย แดดจัดเต็ม น้ำปานกลาง ความชื้นในดินต่อเนื่อง
ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าส่วนใหญ่เป็นผลไม้ที่ใช้เป็นอาหารและยา
-ใช้เป็นอาหาร ผลไม้มีเนื้อนุ่มเนื้อสีเขียว กินได้มีรสชาติคล้ายแอปเปิ้ลสีเขียวและเปรี้ยว ใช้สำหรับทำซอสปรุงรสและแยม  ใช้กับปลาปรุงรส ผลไม้เมื่อปรุงแล้วใช้เป็นผัก  น้ำผลไม้ใช้เป็นเครื่องดื่มเย็น
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้  ผลไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ -ใบและเปลือกต้นเป็นยาระบายและสมานแผล ใช้น้ำส้มของผลไม้ผสมกับน้ำตาลใช้เป็นยาแก้ไอ ยาต้มผลไม้ใช้สำหรับแก้ไอและเจ็บหน้าอก ในซาบาห์ใบอ่อนหรือเปลือกลำต้นทุบและนำไปใช้วางบนส่วนที่บวมและบนแผล - การศึกษาแนะนำคุณสมบัติต้านจุลชีพ, ต้านการอักเสบ, ยาแก้ปวด, ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
-ใช้เป็นไม้ประดับ เป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างหายากในการเพาะปลูกนอกเขตกำเนิด แต่มีค่าประดับและภูมิทัศน์ที่ยอดเยี่ยม ใช้ในสวนสาธารณะและในสวน อาคาร บ้านพักอาศัย ปลูกเป็นกลุ่ม หรือปลูกเดี่ยวๆแยกได้หรือเป็นต้นไม้ริมถนน สามารถปลูกในภาชนะขนาดใหญ่สำหรับการตกแต่งทั่วไป
-อื่น ๆ ไม้ในการก่อสร้างสำหรับพื้นเพดานและกรอบสำหรับเฟอร์นิเจอร์และวัตถุในชีวิตประจำวัน ยาต้มผลไม้ใช้สำหรับทำความสะอาดเส้นผม สีย้อมสีแดงได้จากเปลือกไม้
ระยะเวลาออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์ เมล็ด ตอนกิ่ง

ม่วงส่าหรี/Lagerstroemia sp.

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lagerstroemia sp.
ชื่อสามัญ---Crape myrtle, Crepe myrtle
ชื่ออื่น---ม่วงส่าหรี
ชื่อวงศ์    ---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด---
เขตกระจายพันธุ์---เขตอากาศร้อนชื้นทั่วโลก

อีกชื่อที่เรียกคือตะแบกม่วง คงเป็นเพราะ ลักษณะของดอกคล้ายกับดอกยี่เข่งกับดอกตะแบกปนกัน คือกลีบดอกของม่วงสาหรีจะยู่ยี่คล้ายดอกยี่เข่งแต่ดอกจะใหญ่คล้ายดอกตะแบก ม่วงส่าหรีเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3 -4  เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้างกลม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบเกือบมน เนื้อใบค่อนข้างหนา ดูเหมือน ใบอินทนิลน้ำ เป็นสีเขียวสด  ดอก ออกเป็นช่อแน่นขนาดใหญ่ ที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก สีของดอกเป็นสีม่วงเข้ม เวลามีดอกจะออกดอกดกเต็มต้น
**รูปดอกสีแดงนี่ได้ติดมือมาทีหลัง**
ขยายพันธุ์ : ด้วยการตอนกิ่ง

เกล็ดกะโห้/Clusia rosea

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Clusia rosea Jacq
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Clusia retusa Poir.
---Clusia rosea var. colombiana Cuatrec.
---Elwertia retusa Raf.
---Firkea rosea (Jacq.) Raf.
ชื่อสามัญ ---Autograph Tree, Balsam Apple, Balsam Fig, Fat Park Tree, Pitch Apple, Scotch-Attorney, Cupey, Copey clusia, Star of Night, Florida clusia, Scotch-attorney.
ชื่ออื่น---เกล็ดกะโห้, เกล็ดกะโห้ด่าง(ทั่วไป); [THAI: klet kaho, klet kaho dang (General).]; [CARIBEAN: copey, cupey.]; [GERMAN: Balsamapfel; rosafarbener balsamapfel.]; [PUERTO RICO: cupey.]; [SPANISH: copey rosado (Spain).]; [SRI LANKA: Gal Idda, Gal Goraka.]; [SWEDISH: Narrfikkus.]; [USA: florida clusia.].
ชื่อวงศ์---GUTTIFERAE (CLUSIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ปานามา เวเนซูเอล่า และหมู่เกาะเวสอินดิส
เขตกระจายพันธุ์---บาฮามาส คิวบา เปอร์โตริโก ฟลอริดา เขตร้อนของทวีปเอเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ Clusius นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ (ค.ศ. 1526-1609)

พืชพื้นเมืองของเม็กซิโก ฟลอริดา อเมริกากลาง แคริบเบียนและอเมริกาใต้ เติบโตที่ระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตร และกระจายไปยัง เกาะกวมและฮาวาย ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในพืชสวนที่รุกรานมากที่สุดของฮาวายและยังมีการรายงานในบราซิล สิงคโปร์ ศรีลังกา และประเทศเขตร้อนอื่น ๆ ในฐานะพืชรุกราน
เกล็ดกระโห้เป็นไม้วงศ์เดียวกันกับ มังคุด กระทิง และสารภี ดอกใหญ่ดีแต่ไม่หอม เติบโตเป็นพืช epiphytic อาศัยอยู่บนโขดหินหรือต้นไม้อื่น ๆมีรากอากาศจำนวนมาก ในช่วงเริ่มต้นชีวิตของมันเติบโตบนพืชโฮสต์อื่นและในที่สุดก็ฆ่าโฮสต์ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 2-9 เมตร ทรงพุ่มโปร่งเนื้อไม้เหนียว ใบหนาเหนียวคล้ายแผ่นหนัง กว้าง 3.5-14 ซม ยาว 8-16 ซม.ก้านใบยาว 1-2 ซม.ดอกเดี่ยวหรือออกดอกเป็นกระจุก 1-3 ดอก กลีบเลี้ยงถาวร  4-6 กลีบ ยาว 1-2 ซม. กลีบดอก 6-8 กลีบสีขาวหรือสีชมพูอมม่วง บานอยู่ได้ 2-3 วันแล้วโรย  ผลสีเขียวอมน้ำตาลเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-8 ซม.เมื่อแก่แล้วแตก ภายในมีเยื่อหุ้มเมล็ด ดูผลคล้ายมังคุด แต่รับประทานไม่ได้
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ทนต่อสภาพดินได้หลายประเภท ชอบดินร่วนและความชื้นสูง การระบายน้ำต้องดี ศัตรูธรรมชาติ ปลวก รากเน่า ใบจุด
-ใช้ปลูกประดับ  Clusia rosea เป็นไม้ประดับที่ปลูกในแอฟริกาใต้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 โดยทั่วไปจะปลูกในลานจอดรถของศูนย์การค้า โรงเรียน คอนโดมิเนียมและพื้นที่อยู่อาศัย สามารถปลูกเป็นไม้กระถางได้
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่งและเพาะเมล็ด
**ส่วนตัว-เกล็ดกระโห้ที่เห็นทั่วไปมี 2 ต้นคือต้นที่มีใบเขียวหมด กับต้นที่มีใบด่าง 3รูปบน คือเกล็ดกระโห้ที่ใบด่างปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ไว้ในที่ร่มรำไร ส่วนรูปล่างที่เป็นรูปผลเป็นต้นเกล็ดกระโห้ใบเขียวหมดที่ปลูกกลางแดดลงดิน ปลูกแล้วควรมีหลักผูกจับลำต้นให้ตรงและคอยแต่งกิ่งให้โปร่งจะออกดอกดกให้ดูดีตลอดปี **

ไข่ดาว/Oncoba spinosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Oncoba spinosa Forssk.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---No synonyms are recorded for this name.
---Lundia monacantha Schumach. & Thonn.
---Oncoba monacantha (Schumach. & Thonn.) Steud.
ชื่อสามัญ---Fried Egg Tree, Snuff Box Tree, Oncoba, Wild white rose, Fried egg flower.
ชื่ออื่น---ไข่ดาว(ทั่วไป) [THAI: khai dao (General).]; [Afrikaans: Snuifkalbassie; Muyebe (Rundi); Musonbo (Luba-Katanga).]; [CONGO: Nti nsansi.]; [KINYARWANDA: Mushumbi.]
ชื่อวงศ์---FLACOURTIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---ทรอปิคอลแอฟริกา - เซเนกัล โซมาเลีย แองโกลา  แซมเบีย, ซิมบับเวและ แอฟริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษาอาหรับสำหรับสายพันธุ์แอฟริกาเหนือ “onkub” ; คำระบุชนิด spinosa หมายถึงหูใบที่เปลี่ยนรูปเป็นหนาม

 

แพร่หลายมากในเขตร้อนของทะเลทรายซาฮารา มันเติบโตในแถบกว้างตั้งเซเนกัล ซูดานถึงโซมาเลีย, ทางใต้ไปทางเหนือของแองโกลา, แซมเบีย, ซิมบับเวและ แอฟริกาใต้ ขึ้นตาม ขอบป่า ป่าริมแม่น้ำ ป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 600-1,800 เมตร
ลำต้นสูง 4-8 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นไม่เกิน 60 ซม.ลำต้นค่อนข้างอ่อน  มีหนามเล็กๆตามลำต้นและกิ่งก้าน แตกกิ่งน้อย กิ่ง เหนียวและแตกออกยืดยาว  ใบรูปรีหรือรูปไข่แกมขอบขนานยาว 7-18 x 3-8 ซม ขอบใบหยักละเอียดโคนใบแหลมและมีหนามแหลม ยาวประมาณ 2-4 ซม.ใบแข็งเป็นมันสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวประมาณ 6-12 มม. ดอกเดี่ยวออกที่ปลายยอดสีขาวอมเหลืองอ่อน กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 3 ซม. เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก  ช่วงต้นฝนดอกจะออกมากหน่อยดอกบานอยู่ 2 วันแล้วร่วง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ  ผลรูปไข่กลมหรือทรงกลมยาวประมาณ 4-6 ซม.ผลอ่อนสีเขียว มีเปลือกแข็งที่เมื่อแก่กลายเป็นสีน้ำตาลแดง มีเมล็ดสีน้ำตาลมันวาวฝังอยู่ในเนื้อแห้งสีเหลือง
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ชอบตำแหน่งในที่ร่มรำไร ไม่ชอบแดดจัด ดินชื้นที่อุดมสมบูรณ์ การระบายน้ำดี

ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าใช้เป็นอาหารและยาปลูกเพื่อให้ผลไม้ในแอฟริกาและอินเดีย และ ปลูกเป็นไม้ประดับมีค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับดอกไม้สีขาวขนาดใหญ่ซึ่งมีกลิ่นหอม
-ใช้เป็นอาหาร ผลดิบรสเปรี้ยวรสชาดค่อนข้างเหมือนทับทิมหรือแอปเปิ้ลเขียว ไม่อร่อย มันมักจะถูกมองว่าเป็นอาหารความอดอยากกินเฉพาะในเวลาที่ขาดแคลน ส่วนน้ำมันที่ใช้บริโภคได้นั้นมาจากเมล็ด
-ใช้เป็นยา พืชมักใช้ในยาแผนโบราณ มันมีชื่อเสียงอย่างมากในคองโกในฐานะยาครอบจักรวาลสำหรับโรคภัยไข้เจ็บทั้งหมดและเป็นเครื่องป้องกันอิทธิพลชั่วร้ายและวิญญาณ ห้ามตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชโดยไม่ทำการอธิบายเหตุผลและความคาดหวังให้กับพืช ในไอวอรี่โคสต์พืชมีชื่อเสียงที่ดีในฐานะที่เป็นยาโป๊ -ผลไม้รวมกับเนย Karite (Vitellaria Paradoxa) ใช้ในการรักษาอาการปวดท้องและเบื่ออาหาร ยาต้มกิ่งก้านใบใช้เป็นยาล้างแผล รากเป็นยาแก้อักเสบและบำรุงกำลัง ยาต้มใช้รักษาโรคบิดปวดศีรษะและกระเพาะปัสสาวะ
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ต้นไข่ดาวเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กก็จริง แต่ก็ปลูกเลี้ยงลงกระถางขนาดใหญ่ได้ ขนาดรอบวงของลำต้นไม่ใหญ่นักและลำต้นก็ค่อนข้างอ่อน เลี้ยงได้สูงประมาณ2เมตร ถ้าปลูกลงดินจะสูงได้ถึง 5 เมตร  ถ้าจะปลูกลงดินควรหาหลักมาจับยึดลำต้นและกิ่งหลักไว้ ยึดให้ตรง จะได้ไข่ดาวที่มีทรงพุ่มสวยในอนาคต
-ใชอื่น ๆ ไม้สีน้ำตาลอ่อนแข็งแตกง่ายและขัดได้ดี ใช้สำหรับงานตกแต่งภายใน ไม้มีขนาดใหญ่พอที่จะเป็นประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ -ผลไม้มีเปลือกแข็งเมื่อถูกทิ้งไว้ให้แห้งโดยมีเมล็ดอยู่ภายในจะทำให้เขย่าแล้วมีเสียงดัง ใช้ทำเป็นกำไลและปลอกแขน ยึดติดกับข้อเท้า สำหรับนักเต้นเพื่อเพิ่มจังหวะเมื่อแสดง
ระยะออกดอก/ติดผล ---กันยายน-มกราคม/กุมภาพันธ์-มิถุนายน
ขยายพันธุ์----เมล็ด  ตอนกิ่ง
 


รวงผึ้ง/Schoutenia glomerata King subsp. peregrina

ชื่อวิทยาศาสตร์---Schoutenia glomerata King subsp. peregrina (Craib) Roekm & Hartono
ชื่อสามัญ---Yellow Star
ชื่ออื่น--- กะสิน, กาสิน (นครพนม, สกลนคร),ดอกน้ำผึ้ง, น้ำผึ้ง, รวงผึ้ง (ภาคเหนือ); สายน้ำผึ้ง (ภาคกลาง); [THAI: dok nam phueng, nam phueng, ruang phueng (Northern); sai nam phueng (Central).];
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา
ในประเทศไทยพบกระจายห่าง ๆ ทางภาคเหนือตอนล่างที่นครสวรรค์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สกลนคร ขึ้นตามริมแม่น้ำและที่ราบลุ่มที่น้ำท่วมถึง ความสูงไม่เกิน 200 เมตร

 

ต้นรวงผึ้งมีความสำคัญคือเป็นพรรณไม้ประจำพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องด้วยดอกรวงผึ้งมีสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ และผลิดอกช่วงวันพระราชสมภพพอดี เมื่อพระองค์เสด็จฯ กอปรพระราชกรณียกิจตามสถานที่ต่างๆ  ก็จะทรงปลูกต้นรวงผึ้งพระราชทานไว้เพื่อเป็นตัวแทนแห่งพระองค์ท่านและเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราษฎร http://www.royalparkrajapruek.org/Knowledge/view/25

รูปต้นรวงผึ้งต้นนี้ถ่ายเมื่อ ก.ค 59 กำลังออกดอกพอดี ต้นนี้สูงกำลังสวย ความสูงของต้นรวงผึ้งโดยทั่วไป  สูงอยู่ ประมาณ 5-8 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาเข้ม แตกกิ่งก้านเยอะ ทำให้ดูทรงพุ่มทึบใบขนาดกว้าง ประมาณ 3-5 ซม.ยาว 4-12 ซม.ออกระนาบเดียวกันรูปใบมนรี หรือขอบขนานปลายแหลมฐานป้าน ขอบใบเรียบ ใบแก่ค่อนข้างหนาสีเขียวเข้มและเป็นมันด้านบน ด้านล่างใบสีจะอ่อนกว่า ขนสีน้ำตาลรูปดาวหลุดลอกง่ายดอกสมบูรณ์เพศขนาดบวกลบ1.3ซม.สีเหลืองเข้มออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งข้างตามซอกใบ มักจะบานพร้อมกัน  กลีบรองดอกมี 5 กลีบ ไม่มีกลีบดอกมีเกสรตัวผู้จำนวนมากแต่ ดอกมักไม่ติดผลช่วงออกดอกนานราว1สัปดาห์ ดอกแต่ละดอกบาน2วันแล้วโรยส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน เวลาดอกบานจะมีผึ้งมาตอมเป็นจำนวนมาก ต้นรวงผึ้งจะต้องปลูกกลางแจ้งเพราะชอบแดดจัด ในสภาพดินแห้งต้นรวงผึ้งจะออกดอกเต็มต้น แต่ถ้าได้น้ำมากก็จะออกดอกประปราย ไม่ดกเท่าที่ควร
เนื่องจากดอกมักไม่ติดผล เทียบสัดส่วนกับจำนวนดอกแล้วต่างกันลิบลับ ต้องขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง อย่างเดียว และจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเร่งรากช่วยให้รากงอกเร็ว
ระยะเวลาออกดอก --- ระหว่าง เดือนกรกฏาคม-เดือนสิงหาคม ระยะเวลา1สัปดาห์/1ปี/1ครั้ง เท่านั้น
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

คอร์เดีย/Cordia sebestina

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Cordia sebestina L.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Cordia juglandifolia Jacq.
---Cordia laevis Jacq.
---Cordia sebestena var. rubra Eggers
---Lithocardium laeve (Jacq.) Kuntze
---Sebestena repanda Raf.
ชื่อสามัญ ---Cordia, Geiger Tree, Geranium Tree, Scarlet Cordia, Orange Geiger Tree, Aloe-wood, Largeleaf Geigertree,Texas Olive, Sebesten Plum Tree, Sea Trumpet, Spanish Cordia.
ชื่ออื่น-- หมันแดง(ทั่วไป),คอร์เดีย(กรุงเทพ); [THAI: man daeng (General); kho dia (Bangkok).] ; [BENGALI: Raktarag,Kamla Buhal.]; [CZECH: kordiovité.];[FRENCH: Bois râpe.];[GERMAN: Scharlach-Kordie, Sebestenenbaum.];[HAWAII: Kou.];[HINDI:  Lal Lasora,Bohari.]; [TAMIL: Accinaruvili.]; [TELUGU: Virigi.];[KANNADA: Challekendala.];[PORTUGUESE: Sebesteira-verdadeira.];[SPANISH: Anacahuita, Siricote blanco.].
ชื่อวงศ์---BORAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง - ปานามา ฮอนดูรัส เบลีซ เม็กซิโก; แคริบเบียน - จาเมกา, เฮติ, สาธารณรัฐโดมินิกัน, คิวบา, ถึงฟลอริดา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งเป็นเกียรติแก่ Valerius Cordus นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ศตวรรษที่ 16 ; ขื่อเฉพาะสายพันธุ์ sebestina จากเปอร์เซีย sapistan ชื่อของพันธมิตรสายพันธุ์ที่ปลูกรอบ Sebesta
 

 

มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางชายฝั่งตอนเหนือของอเมริกาใต้ ยูคาทาน หมู่เกาะอินเดียตะวันตกและฟลอริด้าพบในเขตแห้งแล้งบนดินทรายมักเกิดขึ้นตามแนวชายฝั่งทะเลที่ระดับความสูงไม่เกิน 185 เมตร
คอร์เดียหรือเรียกอีกชื่อว่าหมันแดงเป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 8-10 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล ใบรูปไข่ปลายใบแหลม ความยาวของใบ 15-20 ซม.กว้าง7.5-10ซม.ใบสากคาย ดอกออกเป็นช่อใหญ่และมักมีช่อย่อยออกมาเบียดกัน ออกที่ปลายกิ่งรูปกรวยปากบาน สีแสดสดใส มีผลยาวไม่เกิน4 ซม.สีเขียวเมื่อสุกเป็นสีขาว เนื้อในนุ่ม
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแดดหรือกึ่งร่มรื่น สายพันธุ์นี้มีความทนทานต่อความเค็มของดินและสเปรย์เกลือได้ดี ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ทนแล้ง ทนน้ำท่วม  
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ ผลไม้ - ดิบหรือสุก ถือว่ากินได้โดยบางคน กลิ่นหอม แต่รสชาติไม่ดี ค่อนข้างเป็นเส้น ๆ และไม่ค่อยหวาน-ใช้เป็นยา ผลไม้ทำให้ผิวนวล มันถูกใช้ในการรักษาไข้ ใบใช้เป็นยาในคิวบา และมักถูกใช้เป็นยาที่เกี่ยวกับลำไส้และกระเพาะอาหารและสำหรับผลกระทบของหลอดลม
-.ใช้ปลูกประดับ นิยมนำมาใช้จัดสวน เนื่องจากพุ่มสวย ดอกมีสีสดใส ออกดอกต่อเนื่อง ตลอดทั้งปี เลี้ยงง่าย แข็งแกร่ง
-ใช้อื่น ๆ เปลือกไม้แก่นสีน้ำตาลมีเนื้อละเอียดแข็งและหนัก ใช้เฉพาะสำหรับช่างไม้ ใบใหญ่ที่หยาบใช้ขัดผิว
ระยะออกดอกติดผล--ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

แปรงล้างขวดช่อห้อย/Callistemon viminalis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Callistemon viminalis (Sol. ex Gaertn.) G.Don ex Loudon
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Melaleuca viminalis (Sol. ex Gaertn.) Byrnes     
---Metrosideros viminalis Sol. ex Gaertn.
ชื่อสามัญ---Weeping Bottle Brush, Red Bottlebrush, Drooping- Bottlebrush, Bottle brush tree, Creek bottlebrush, Red cascade.
ชื่ออื่น--แปรงล้างขวดช่อห้อย(ทั่วไป)  ; [THAI: praeng lang khuat cho hoi (General).]; [AFRIKAANS: Treur botteborsel.]; [CZECH: myrtovité.]; [FINNISH: Norjalamppuharja]; [GERMAN: Trauer-Zylinderputzer]; [HINDI: Cheel.[; [MANIPURI: Barap lei.]; [MALAYSIA: Kayu Putih (Malay).]; [PAKISTAN: Bursh].
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “kali” = สวย และ “stemon” เกสรเพศผู้ ตามลักษณะก้านชูอับเรณู ; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ คำคุณศัพท์ viminalis มาจากภาษาละติน vimen = "กิ่งอ่อนโยน"อ้างอิงถึงง branchlets ของสายพันธุ์นี้
มี2สายพันธุ์ย่อย ได้แก่
-Melaleuca viminalis ( Sol. ex Gaertn. ) Byrnes subsp viminalis เป็นไม้พุ่มหลายลำต้นหรือต้นไม้เล็ก ๆ ที่เติบโตสูงถึง 15 เมตรและมักจะออกดอกตลอดปี
-Melaleuca viminalis subsp. rhododendron Craven ต้นไม้ต้นเดียวที่เติบโตสูง 35 เมตร เกิดขึ้นเฉพาะในเขตInjuneในรัฐควีนส์แลนด์ ออกดอกในเดือนกันยายน-ตุลาคม
มีถิ่นกำเนิดในประเทศออสเตรเลีย  (ควีนส์แลนด์ นิวเซาธ์เวลส์) เติบโตตามลำธารและแม่น้ำมักจะอยู่ในสถานการณ์ป่าเปิดแต่บางครั้งบนลำธารที่ไหลผ่านป่าฝนจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 900 เมตร.
แปรงล้างขวด  เป็นไม้ที่มีนิยมปลูกกันมากด้วยที่ทรงต้นอ่อนช้อยสวยงามมากมีทั้งเป็นทรงพุ่มและเป็นทรงต้น ความสูงประมาณ 6-7 เมตร เป็นไม้ที่มีเรือนยอดแคบและกิ่งลู่ลงและพริ้วลมอย่างต้นหลิว เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่องลึก กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมทั่วไป ใบก็มีลักษณะคล้ายใบหลิว คือมีใบขนาดเล็กเรียวยาว  รูปหอก ปลายใบแหลม ขนาดกว้างของใบ 0.5 ซม.และยาวประมาณยาว 4 ซม.ดอกของแปรงล้างขวดเป็นสีแดงสดออกติดกิ่งเป็นช่อยาว ปลายกิ่งจะโน้มย้อยห้อยลง มีก้านเกสรเป็นเส้นยาวประมาณ2ซม.ออกเป็นพู่เรียงติดกัน สลับช่องระหว่างใบต่อใบ ช่อดอกหนึ่งยาวประมาณ  4 ซม. ในเกสรของดอกไม้นี้มีรสหวานมาก ผลแคปซูลแห้งแล้วแตก เมล็ดมีขนาดเล็กยาวประมาณ 1-1.5 มม. แปรงล้างขวดเป็นไม้ที่มีดอกหลายสีเช่น ชนิดสีเหลือง สีชมพูและสีขาว แต่ที่นิยมปลูกในเมืองไทยมี2ชนิดคือสีแดงและสีชมพู
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---เป็นไม้กลางแจ้ง ปลูกง่ายในดินเกือบทุกชนิด มีความทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แห้งแล้งได้ดี
ประโยชน์ ---ใช้เป็นยา ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและบรรเทาปัญหาทางเดินปัสสาวะ สำหรับผู้หญิงใช้เป็นยาชำระล้างทำความสะอาดทางเดินปัสสาวะจากการมีประจำเดือนมากเกินไปหรือตกขาวเยื่อเมือกเป็นระดูขาว ใช้สำหรับปัสสาวะเล็ดและปัสสาวะรดที่นอนในเด็ก ในจาเมกา ยาต้มใช้เป็น ชาร้อนรักษากระเพาะและลำไส้อักเสบ ท้องร่วงและการติดเชื้อที่ผิวหนัง-ใช้ในจาไมกา ในการแพทย์พื้นบ้านเพื่อรักษาโรคติดเชื้อในลำไส้
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ นิยมปลูกไว้ริมสวนน้ำด้วยทรงต้นที่สวยงามและกิ่งที่โน้มห้อยย้อยลงกับดอกที่มี สีสดใสได้อารมณ์
ระยะเวลาออกดอก--- เป็นระยะๆเกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่งและเพาะเมล็ด

รักทะเล/Scaevola taccada

ชื่อวิทยาศาสตร์---Scaevola taccada (Gaertn.) Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Lobelia frutescens Mill. -Scaevola leschenaultii A. DC.
-Scaevola billardieri Dieter. -Scaevola lobelia var. sericea (Vahl) Benth.
-Scaevola chlorantha de Vriese -Scaevola macrocalyx de Vriese
-Scaevola frutescens var. sericea (Vahl) Merr. -Scaevola piliplena Miq.
-Scaevola koenigii Vahl -Scaevola plumerioides Nutt.
-Scaevola lambertiana de Vriese -Scaevola sericea Vahl.
-Scaevola latevaga Hance ex Walp

ชื่อสามัญ---Half Flower,Sea Fanflower, Native Cabbage, Pipe Bush, Sea Lettuce , Beach Naupaka.
ชื่ออื่น--- บงบ๊ง (มาเลย์-ภูเก็ต); บ่งบง (ภาคใต้); รักทะเล (ชุมพร); โหรา (ตราด), [THAI: hora (Trat); bong-bong (Malay-Phuket); bong bong (Peninsular); rak thale (Chumphon).];[AUSTRALIA: beach cabbage, beach scaevola, carwell cabbage, pipetree.] ;[BAHAMAS: Asian scaevola, Hawaiian seagrape, white inkberry.]; [CHINESE: Cǎo hǎi tóng.]; [CUBA: sevola]; [CZECH: Vějířovka takada.]; [FIJI: veveda.]; [FRENCH: Manioc marron bord de Mer.];[FRENCH POLYNESIA: naupata.]; [GUAM: nanasu.]; [JAPANESE: Kusato bera.];[MALAYSIA: merambong (Malay).];[SAMOA: to`ito`i.];[TONGA: ngahu.];[USA/HAWAII: naupaka kahakai.];
ชื่อวงศ์---GOODENIACEAE
ถิ่นกำเนิด---อินโด-แปซิฟิก
เขตกระจายพันธุ์---มาดากัสการ์ อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งตาม Mucius Scaevola วีรบุรุษชาวโรมันช่วงก่อนคริสต์ศักราช ที่ถนัดซ้าย และภาษาละติน “scaevus” ซ้าย หมายถึงกลีบดอกบิดเวียนด้านซ้ายแยกจรดโคนด้านเดียว

 

เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนชายฝั่งเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนตามแนวมหาสมุทรอินเดียในจีนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในหมู่เกาะแปซิฟิกรวมถึงฮาวาย
รักทะเลเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กชอบขึ้นอยู่ตามหาดทรายชายทะเล แต่จะไม่พบในป่าชายเลน รักทะเลมีความสูงของต้นสูงไม่เกิน 5 เมตร รากแผ่กว้าง แตกต้นใหม่ได้ตามราก เปลือกต้นเรียบ มียางสีขาว กิ่งอ่อนอวบน้ำเป็นสีเขียว กิ่งแก่และลำต้นมีเนื้อไม้ ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับ ดก หนา มันวาว มีใบหนาแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ  ขนาดของใบกว้างประมาณ 5-10 ซม. ยาวประมาณ 12-15 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย โคนใบสอบเรียว ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ เป็นช่อแบบกระจุก ออกตามซอกใบ มีดอกน้อย ดอกย่อยประมาณ 2-3 ดอก สีขาว บานเป็นรูปพัด ผลสดเป็นสีขาวขุ่น เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน  มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดแข็งประมาณ 1-2 เมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน เติบโตได้ดีที่สุดในดินปนทรายทนความเค็ม ทนลม ทนแล้งได้ดี

 

ใช้ประโยชน์--- พืชเป็นยาแผนโบราณที่ใช้กันอย่างแพร่หลายนอกจากนี้ยังให้อาหารและวัสดุสำหรับใช้ในท้องถิ่น มันถูกรวบรวมมาจากป่าโดยทั่วไปมักจะได้รับการปกป้องเมื่อมีการถางที่ดินและบางครั้งก็ปลูกในแผนการควบคุมการกัดเซาะในฟลอริดา
-ใช้กินได้ ผลไม้ กินเป็นครั้งคราว ใบอ่อนปรุงเป็น potherb
-ใช้ปลูกประดับ รักทะเลออกดอกและผลตลอดปี ทำให้นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ แต่ในบางประเทศที่รักทะเลกระจายพันธุ์และเติบโตอย่างรวดเร็วถือว่ารักทะเลเป็นวัชพืชรุกราน คุณสมบัตินี้จึงปลูกเป็นพืชเบิกนำในพื้นที่ใหม่ที่เป็นดินทรายได้ดี
-ใช้เป็นยา มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการแพทย์แผนโบราณตลอดช่วงพื้นเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการรักษาสภาพผิว ผลสุกใช้ในการแพทย์พื้นบ้านเพื่อล้างตาและในการรักษาโรคติดเชื้อที่ตา ยาต้มใช้ในการรักษาโรคเหน็บชาและโรคซิฟิลิสในบางครั้งเช่นเดียวกับโรคบิด รากถือว่ารักษาโรคมะเร็ง  ถูกใช้ภายนอกเพื่อรักษาผลกระทบกับผิว ใช้เปลือกต้นสำหรับฝี อาการปวดประจำเดือนและกระดูกร้าว ลำต้นใช้สำหรับรักษาอาการปวดท้อง ใช้ในยาแผนโบราณโพลินีเซียและเอเชียในฐานะยาลดไข้ ต้านการอักเสบ, สารกันเลือดแข็งตัวและเป็นยาคลายกล้ามเนื้อ สารสกัดได้แสดงกิจกรรมต่อต้านไวรัส สรรพคุณเด่นในทางเป็นยาที่ไม่อาจไม่กล่าวถึง คือแก้อาการที่เกิดจากการกินอาหารทะเลเป็นพิษโดยนำรากของรักทะเลต้มน้ำดื่มแก้อาการ
-อื่น ๆ แก่นเล็ก ๆ สีขาวหิมะขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 มม. ขึ้นไปบางครั้งก็ถูกตัดเป็นเกล็ดเหมือนกระดาษบาง ๆ แล้วนำไปทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ เป็นผีเสื้อและวัตถุอื่น ๆ ไม้จากฐานของลำต้นโตเต็มที่ใช้เป็นตะปู สลัก เดือย ในการต่อเรือโบราณ
ระยะเวลาออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์ ---เมล้ด ตอนกิ่ง ปักชำ
สถานที่ถ่ายภาพ---ต้นรักทะเลพวกนี้ ถ่ายมาจาก สวนป่าในกรุง ถนน สุขาภิบาล2 อ่อนนุช บริเวณด้านหน้าติดถนน ปลูกเป็นแถวยาวปนกับต้นปอทะเลและต้นโพทะเล

โมกบ้าน/Wrightia religiosa.


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Wrightia religiosa Benth.
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Echites religiosus Teijsm. & Binn.
ชื่อสามัญ     ---Sacred Buddhist, Wondrous Wrightia, Wild Water Plum, Water Jasmine
ชื่ออื่น     ---ปิดจงวา, โมกบ้าน, หลักป่า (ระยอง),[Thai: Mok.]; [Singapore; Shui Mei.]; [Vietnam: Mai chiếu thủy.].
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---   จีนตอนใต้ พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย

 

โมกเป็นไม้ยืนต้น และอายุยืนนานสูงประมาณ 3-5 เมตร ดอกออกเป็นช่อขนาดเล็กมีกลิ่นหอม มีหลายชนิดทั้งอย่างดอกลาดอกซ้อน  โมกลาย ใบเขียวด่างขาว, โมกด่าง ใบด่างเหลือง สำหรับโมกด่างและโมกลายนำมาเสียบยอดโดยใช้โมกป่าเป็นตอ ส่วนตัดช่อก็คือเลือกตัดแต่งเฉพาะปลายกิ่งให้เป็นช่อกำหนดฟอร์มไว้ และ กำหนดความสูงของต้นได้ว่าจะใช้กี่เมตร นิยมนำมาปลูกประดับเป็นไม้จัดสวน นิรันดร์.....ใช้คำนี้ได้ยังไง... ก็เพราะคนไทยนิยมปลูกโมกเป็นไม้ประดับตามบ้านมานานมากแล้ว เพราะสามารถนำมาตัดแต่งเป็นพุ่ม เป็นไม้แถว หรือไม้ดัดก็ได้อย่างสวย เคยเห็นโมกที่เป็นไม้แคระ บอนไซ (Bonzai) สวยมากเพราะมีดอกเต็มต้นให้ดูด้วย ไม้บอนไซที่เป็นโมกยังมีราคาแพงอีกด้วย แล้วก็เลี้ยงง่ายกว่าต้นอื่น
("สามใบเผ็ด เจ็ดใบหวาน"เรื่อง ของคนสมัยก่อนหลอกเด็กให้เคี้ยวใบโมกให้ท่านดูเป็นเรื่องรื่นเริงบันเทิงใจ แสดงความผูกเอาไว้ ใครที่เคยโดนหลอกให้เคี้ยวใบโมกมาแล้วคงจำรสชาติใบโมกได้ดี ว่ากันว่ารสชาติใบโมกนี่ ใครโดนหลอกให้เคี้ยว ไม่ว่าสามใบ เจ็ดใบจะน้ำตาไหลพรากนองอาบหน้า เพราะรสเผ็ดและรสขื่นร้อนลึกๆในคอ ขากรรไกรแข็งขยับปากและกลืนน้ำลายไม่ลงเลยทีเดียวเชียว)
จาก---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย ชุดธรรมชาติศึกษา โดย ท่านอาจารย์วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
    จะเห็นว่าข้อความที่ท่านอาจารย์เล่าแสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างผู้คนกับต้นโมกมานานเน แล้วก็ใบโมกนี่เป็นสมุนไพรขับน้ำเหลือง ถ้าใช้คงกินยากน่าดู นอกจากนี้รากโมกยังใช้ เข้าส่วนผสมยาแก้โรคผิวหนังได้อีกด้วย การขยายพันธุ์ใช้วิธีเพาะเมล็ดจะเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนนาน แต่ถ้าเป็นต้นที่ได้จากการตอน จะมีอายุไม่ถึง 10 ปีก็จะม้วยมรณาลาจากเจ้าของ ไปซะก่อน


คนไทยโบราณเชื่อว่าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัย ควรปลูกต้นโมกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ   ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ บ้านใดปลูกต้นโมกไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความสุขความ บริสุทธิ์เพราะโมกหรือโมกข์หมายถึงผู้ที่หลุดพ้นด้วยทุกข์ทั้งปวง  นอกจากนี้ยังช่วยคุ้มครองปกป้องภัยอันตรายเพราะต้นโมกบางคนเรียกว่าต้น พุทธรักษาดังนั้นเชื่อว่าต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยทั้งปวงจากภาย นอกได้เช่นกัน และยังเชื่ออีกว่าส่วนของเปลือกต้นโมกสามารถใช้ป้องกันอิทธิฤทธิ์ของพิษ สัตว์ต่างๆ ได้
ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


มะตูมแขก/Schinus terebinthifolius

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Schinus terebinthifolia Raddi
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Schinus terebinthifolius (misspelled)
---Sarcotheca bahiensis Turcz.
---Schinus mellisii Engl.
---Schinus mucronulatus Mart.
---Schinus terebinthifolia Raddi
---Schinus terebinthifolius var. damaziana Beauverd
---Schinus terebinthifolius var. raddiana Engl.
---Schinus weinmanniifolius Mart.
ชื่อสามัญ---Brazillian pepper tree, Broadleaf pepper tree, Christmasberry-tree, Pepper tree, Florida holly
ชื่ออื่น---มะตูมซาอุ, สะเดามาเลย์, สะเดาบาเรน(ทั่วไป) ; [THAI: ma toom sa -u, sadao ma lay, sadao ba ren (General).]; [AFRIKAANS: Brasiliaanse peperboom.]; [ARGENTINA: chichita.]; [BAHAMAS: Christmas-berry tree.]; [BRAZIL: abacaíba; aguaraíba; araguaraíba; aroeira.]; [CUBA: copal; falso copal; racimos de rubí.]; [FIJI: warui.]; [FRENCH: baie rose; encent; faux poivrier; poivre marron; poivre rose; poivrier d'Amérique; poivrier du Bresil.]; [GERMAN: Brasilianischer Pfefferbaum.]; [PARAGUAY: molle-i.]; [PORTUGUESE: Aroeira, Aroeira-da-praia.]; [SOUTH AFRICA: Brasiliaanse peperboom.]; [SPANISH: copal; pimienta de Brasil.]; [TRADE NAME: Brazilian pepper tree.];[USA: Bahamian holly; Christmasberry tree; Florida holly.]; [USA/HAWAII: naniohilo; wilelaiki.];
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้-อาร์เจนตินา ปารากวัย อุรุกวัย และ บราซิล ตะวันออกกลาง เอเซีย.
มีสองสายพันธุ์ย่อยคือ--
---S. terebinthifolia var. acutifolia ผล สีชมพู
---S. terebinthifolia var. terebinthifolia ผลสีแดง

 

  มะตูมแขกรู้จักกันอีกชื่อว่า มะตูมซาอุ มีถิ่นกำเนิด ในอเมริกาใต้เขตร้อน (อาร์เจนตินา บราซิลและอุรุกวัย) แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ถือเป็นวัชพืชที่ร้ายแรงในแอฟริกาใต้และสหรัฐอเมริกา (เช่นแคลิฟอร์เนียฟลอริดาและฮาวาย)และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในสเปน โปรตุเกส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และแปซิฟิก แคริบเบียนและหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย พบได้ตามทางน้ำและริมถนนในเขตเมืองเขตป่าเปิดโล่งพื้นที่ที่ถูกรบกวนพื้นที่ของเสียและพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง พบได้ในระดับความสูงไม่เกิน 2,000 เมตรในประเทศไทยนำเข้ามาปลูกในไทยสมัยที่แรงงานไทยไปทำงานอยู่แถวตะวันออกกลางและได้นำต้นนี้กลับมาปลูกที่บ้านเจริญงอกงามดี
นี่คือสายพันธุ์ที่รุกรานอย่างมากซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นวัชพืชที่ร้ายแรงในแอฟริกาใต้ฟลอริดาและฮาวาย มันยังเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่เกาะแคริบเบียนและมหาสมุทรอินเดีย อัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วความอดทนต่อสิ่งแวดล้อมกว้าง การผลิตเมล็ดที่อุดมสมบูรณ์อัตราการงอกสูงความอดทนของต้นกล้าที่งอกใต้ร่มเงาความดึงดูดของตัวแทนกระจายทางชีวภาพ allelopathy ที่เป็นไปได้และความสามารถในการสร้างพุ่มหนาทึบ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นฐานข้อมูล Global Invasive Species และได้รับการคัดเลือกให้อยู่ใน 100 อันดับแรกของ alien species ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก
มะตูมแขกเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 3-10 เมตร มีลำต้นขนาด 10-30 ซม. (บางครั้ง 60 ซม.) เปลือกสีเทาเรียบหรือเป็นร่องตามแนวยาวแคบ ๆ กิ่งอ่อนสีน้ำตาลอ่อนมีขนละเอียด กิ่งอ่อนกว่าถูกปกคลุมด้วยจุดสีขาวขนาดเล็ก มีกิ่งก้านมาก  ก้านใบยาว 20-30 มม บวมที่โคนที่เชื่อมต่อกับก้าน ใบเป็นประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 7.5–15 ซม. ใบย่อยรูปไข่หรือรูปขอบขนาน  ยาว 2.5–5 ซม. และกว้าง 1.3–2 ซม.ขอบใบเป็นหยักคล้ายหนามใบพื้นผิวด้านบนเป็นสีเขียววาว ด้านล่างสีเขียวหม่น ใบอ่อนสีแดง ใบเมื่อนำมาถูขยี้มีกลิ่นหอมแรงคล้ายใบมะกรูด ดอกแยกเพศเป็นต้นเพศผู้และต้นเพศเมีย อยู่คนละต้น ดอกออกที่ซอกใบและปลายกิ่งเป็นช่อยาว 2.5-12.5 ซม. สีขาว ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียลักษณะคล้ายกัน ผลกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 มม.มีเมล็ดเดี่ยวรูปไข่สีน้ำตาลอ่อนขนาดน้อยกว่า 3 มม. ผลเมื่อยังอ่อนมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีแดงสดเมื่อแก่ผลเมื่อแก่จัดเปลือกจะแห้งติดเมล็ดคล้ายพริกไทย มีรสเผ็ดร้อน ทุกส่วนของต้นไม้ชนิดนี้มีน้ำมันและน้ำมันหอมระเหย
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---เติบโตได้ดีในดินที่มีความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มที่ แต่ทนอยู่ในที่ร่มได้เป็นเวลานาน ทนแล้ง
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาเครื่องปรุงและแหล่งที่มาของวัสดุ
-ใช้กินได้ใบและยอดอ่อนกินเป็นผักสด ผลไม้ได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะเครื่องปรุงรสในยุโรปซึ่งใช้แทนพริกไทยดำ และเป็นเครื่องเทศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอเมริกาใต้และอเมริกากลาง ในตุรกีและแอฟริกาใต้ ใช้กับอาหารคาวปรุงกับผักและปลา ใช้กับอาหารหวาน เช่น ใช้ในการอบบิสกิตและในขนม ใช้สด แต่ส่วนใหญ่จะใช้หลังจากการอบแห้งและดองในน้ำเกลือ ผลไม้หลังการอบแห้งจะถูกทำให้เป็นผงและทำเป็นเครื่องดื่มทั่วทั้งอเมริกาใต้ ชาวพื้นเมืองของ Andes ทำเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ chichi de molle จากผลไม้สุกสด
-ใช้เป็นยา แทบทุกส่วนของต้นไม้ ใบไม้ เปลือก ผลไม้ เมล็ด เรซิ่นและโอเลโอซิน (หรือยาหม่อง) ถูกใช้เป็นยาจากชนพื้นเมืองทั่วเขตร้อน ใช้เป็นยาสมานแผล ต้านเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะ กระตุ้นระบบย่อยอาหาร บำรุงกำลัง ต้านไวรัสและรักษาแผล ในเปรูมีการใช้ SAP เป็นยาระบายอ่อน ๆ และยาขับปัสสาวะและทุกส่วนของพืชจะถูกใช้ภายนอกสำหรับการแตกหักและเป็นยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ โอเลอรีนจะถูกใช้ภายนอกเป็นยารักษาแผลเพื่อหยุดเลือดและสำหรับอาการปวดฟัน ถูกนำมาใช้ภายในสำหรับโรคไขข้อและเป็นยาถ่าย ในแอฟริกาใต้มีการใช้ใบทำเป็นชาเพื่อรักษาโรคหวัด ใช้ยาต้มใบเพื่อรักษา ความดันโลหิตสูง ภาวะซึมเศร้าและการเต้นของหัวใจผิดปกติ
-วนเกษตร ใช้เพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรม ป้องกันการกัดเซาะเพื่อรักษาเสถียรภาพของเนินทรายชายฝั่ง และบางครั้งก็ปลูกเป็นรั้ว
-ใช้ปลูกประดับ  เนื่องจากผลมีสีสวยสดและออกได้ทั้งปี จึงนิยมนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ ใช้เป็นพืชสวนในหลายประเทศ มันถูกปลูกเป็นทั้งต้นไม้ประดับและต้นไม้ให้ร่มเงา
-ใช้อื่น ๆ ไม้เป็นสีเหลืองเข้มเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อสัมผัส มีความหนาแน่นสูงแข็งและง่ายต่อการใช้งานด้วยคุณสมบัติเชิงกลที่ยอดเยี่ยมและมีความทนทานตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับการทำเฟอร์นิเจอร์ชั้นดีซึ่งมีมูลค่าสูงในบราซิล -เปลือกเป็นแหล่งของแทนนิน -ผลเบอร์รี่สีแดงสดและใบใช้ในการทำพวงมาลัยคริสต์มาส  เป็นแหล่งน้ำหวานและละอองเรณูที่สำคัญสำหรับน้ำผึ้งในสหรัฐอเมริกาและฮาวาย ผลิตอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแพะ น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากเมล็ดใช้ไล่แมลงวัน
-รู้จักอันตราย อาจทำให้เกิดอาการแพ้ในผู้ที่มีความรู้สึกไวแม้จะไม่มีการสัมผัสโดยตรงกับใบและผลไม้ ใบไม้ ดอกไม้และผลไม้ สามารถทำให้ผิวหนัง และทางเดินหายใจระคายเคืองได้
ระยะเวลาออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ
สถานที่ถ่ายภาพ--- โครงการป่าในกรุง ของ ปตท. อ่อนนุช เดือนตุลาคม 2559

มะเดื่อหอม

 

(ชื่อเรียกทางการค้า)

       ไม่กล้าเอ่ยชื่อวิทยาศาสตร์และชื่อวงศ์ มีท่านผู้รู้ว่า ไม่ได้อยู่ในวงศ์ไทร MORACEAE มันไม่ใช่มะเดื่อ แต่อยู่ในวงศ์ตำแย URTICACEAE  ซึ่งดูตามลักษณะใบและดอกก็ไม่ใช่ต้นไม้วงศ์ไทรเพราะต้นมะเดื่อหอมต้นจริงดอกใบไม่เหมือนต้นนี้เลย แต่มีรูปของมะเดื่อหอมที่เป็นชื่อทางการค้าอยู่ ก็เลยนำมาลง เขาว่าดอกหอม แต่ก็หอมใครหอมมัน ชอบก็ว่าหอม ไม่ชอบก็ว่าเหม็น พิสูจน์ด้วยตัวเอง
 ถ้าค้นหาในกูเกิ้ล คำว่า "มะเดื่อหอม ชื่อวิทยาศาสตร์"จะเจอแต่ว่า hirta ficus ซึ่งไม่ใช่ต้นนี้ สำหรับต้นนี้ไม่เจอเลย น่าจะเป็นไม้ที่ชอบแดดจัด น้ำจัด ดูได้จากลักษณะภายนอกโดยรวม คือใบใหญ่ หนาค่อนข้างแข็ง สีเขียวเข้มเป็นมัน ซึ่งเป็นลักษณะของใบที่ลดการคายน้ำ ดอกออกในซอกใบตามกิ่ง ออกรวมเป็นกระจุก ชอบดินที่มีอินทรีย์วัตถุ โตเร็ว ต้นนี้ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งมา

ลีลาวดีลูกศร/Plumeria pudica

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Plumeria pudica Jacq.
ชื่อพ้อง   ---Has 2 Synonyms
---Plumeria caracasana J.R.Johnst.           
---Plumeria cochleata S.F.Blake
ชื่อสามัญ     ---Bridal Bouquet, Fiddle leaf Plumeria, White Frangipani, Wild Plumeria, Bonairian oleander.
ชื่ออื่น     ---ลีลาวดีใบลูกศร, ลั่นทมหัวลูกศร, ลั่นทมใบหอก, [BENGALI: Naag champa]: [TAMIL: naavilla arali]
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---กระจายพันธุ์ในเขตร้อน
พืชพื้นเมืองปานามา ,โคลอมเบียและเวเนซุเอลา
*ไม้พุ่ม สูง 2-2.5 เมตร เรือนยอดรูปไข่ แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง ผิวสีเขียวอมเทา บริเวณแผลที่ก้านใบหลุดร่วงจะมีปุ่มนูน ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปช้อน กว้างประมาณ 8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 23 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนสอบเรียวยาว ขอบเรียบ ใบหนา เป็นมัน แผ่นใบด้านบนสีเขียว ใต้ใบสีเขียวอ่อน เส้นกลางใบนูนเด่นชัด ดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกสีขาว มี 8-16 ดอก ก้านดอกยาว 1-1.5 เซนติเมตร กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปรี  ผลเป็นฝักคู่ รูปรียาว ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่สีแดงถึงสีดำและแตกเป็นสองซีก ภายในฝักมีเมล็ด 25-100 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบน มีปีกติดที่ด้านใดด้านหนึ่งของเมล็ด* (ข้อมูลพันธุ์ไม้
ระบบฐานข้อมูลเกษตรดิจิทัล)
ไม้ต้นนี้ชอบแดดจัดกลางแจ้ง น้ำพอประมาณ ทนทานไม่ต้องการ การเอาใจใส่ดูแล มากมาย อยากให้โตทันใจ ขุดล้อมต้นใหญ่ขนาดที่ต้องการมาปลูก จะติดง่าย ถ้าล้อมมาปลูกใหม่ๆไม่ต้องให้น้ำเยอะ ปักหลักจับยึดให้มั่น อย่าให้ต้นไหวด้วยแรงลม วันนึงรดน้ำให้ชุ่มพอ**ส่วนตัว---บางทีการปลูกต้นไม้สำหรับมือใหม่หัดปลูก ก็มีปัญหานะ ที่ใครว่าง่ายๆ เจอแล้วก็อาจว่าไม่ง่าย น้ำพอประมาณ นี่ก็ไม่รู้ว่าพอ คือพอขนาดไหน ขนาดไหนที่เรียกว่าน้ำเยอะ ขนาดไหนที่เรียกว่า น้ำน้อย เอาเป็นว่าจำไว้อย่างหนึ่งก็พอคือปลูกไปแล้วอย่ากังวลคอยสังเกตุห่างๆ กังวลแล้วพลังงานความเครียดถ่ายสู่ต้นไม้ ต้นไม้ก็เครียดไปด้วย**
ระยะเวลาออกดอก --- ตลอดปี
ขยายพันธุ์--- เมล้ด ตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด
**ส่วนตัว-ชอบดอกไม้สีขาวก็ไม่ควรลืมต้นนี้ เลี้ยงก็ง่าย ตายก็ยาก ดอกดกสีขาวสะอาดตา พรรณไม้ดอกสีขาวส่วนใหญ่จะหอมเพื่อมีกลิ่นไว้ล่อแมลงแต่ต้นนี้ไม่มีความหอมเอาซะเลย ลีลาวดีลูกศร หรือลีลาวดีใบลูกศร หรือลั่นทมใบศร แล้วแต่จะเรียก แต่ชื่อทั้งหมดบ่งชี้ว่า ต้องมีอะไรสักอย่างหรือหลายอย่างที่เหมือน ลั่นทม ซึ่งก็ได้ชื่อมาตามลักษณะใบซึ่งเป็นลักษณะเด่น คือโคนใบสอบแคบ ปลายใบคล้ายรูปลูกศร ดอกสีขาวสะอาดรูปลักษณะดอกก็ไปคล้ายดอกลั่นทม แถมอยู่ในวงศ์เดียวกันอีก ก็เป็นอันว่าได้ชื่อไปตามนั้น **


หูกระจงแดง/Terminalia benzoe

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Terminalia sp.
ชื่อพ้อง    ---No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ     ---none
ชื่ออื่น     ---หูกระจงแดง, ป้องภัย(ชื่อการค้า)
ชื่อวงศ์    ---COMBERTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกาใต้
**ส่วนตัว-หูกระจงแดง หรือแผ่บารมีสีแดง ในรูปที่เห็นถ่ายมาจากร้านต้นไม้ซอยพระเงิน ปลูกอยู่ในกระถางขนาดใหญ่ ไม่ค่อยพบบ่อยนัก ส่วนใหญ่ที่เห็น จะเป็นต้นเล็กอยู่ในถุงเพาะสีดำ ซึ่งความงามยังไม่ปรากฏ หูกระจงแดง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  สูงได้ประมาณ 5-10เมตร ลำต้นตั้งตรง เรือนยอดรูปไข่ หนาทึบ เปลือกสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง  แตกกิ่งในแนวราบเป็นชั้นๆ ลักษณะใบเรียวยาว ไม่ร่วงง่ายเหมือนหูกระจง ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องมานั่งกวาดใบทุกวัน ระบบรากก็ไม่ทำลายกำแพงเหมือนหูกระจง ปลูกไว้กลางแจ้งแดดจัด เลี้ยงจากต้นเล็กจะได้ทรงต้นสวยกว่าเพราะได้แดดทั่วถึงการแตกกิ่งเวียนจะเป็นระเบียบ จะแผ่บารมีได้ทุกทิศทาง นำมาใช้จัดสวนได้สีสันระดับสายตา ข้อเสียมีอยู่อย่างเดียว...แพง...**
ระยะเวลาออกดอก ---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์----: เมล็ด ตอนกิ่ง


ทรงบาดาล/Senna surattensis

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Senna surattensis (Burm.f.) H.S.Irwin & Barneby
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms    
---Cassia fastigiata Vahl
---Cassia spinigera var. suffruticosa (J.Koenig ex Roth) Ali
---Cassia suffruticosa J.Koenig ex Roth
---Bassionym: Cassia surattensis Burm.f.
---Cassia surattensis subsp. suffruticosa (J.Koenig ex Roth) K.Larsen &S.S.Larsen
---Cassia surattensis var. suffruticosa (J.Koenig ex Roth) Sealy ex Isely
---Psilorhegma suffruticosa (J.Koenig ex Roth) Britton
ชื่อสามัญ---Scrambled Egg Bush, Scrambled Egg Tree, Glossy Shower, Golden Senna, Glaucous Cassia, Sunshine Tree, Bushy Cassia, Foetid cassia, sickle senna, Sulphur flowered Senna, Singapore shower tree.
ชื่ออื่น---ขี้เหล็กบ้าน(ภาคเหนือ),ขี้เหล็กหวาน(ขอนแก่น),ทรงบาดาล(ภาคกลาง) ; [THAI: khi lek ban (Northern); khi lek wan (Khon Kaen); song ba dan (Central).]; [CHINESE: huang huai jue ming.]; [INDONESIA: kembang kuning.]; [KANNADA:  Adavi thangadi.]; [LAOS: dok sake; sak heng.]; [MALAYSIA: gelenggang]; [USA/HAWAII: kalamona; kolomona.].
ชื่อวงศ์---LEGUMINOSAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อันดามัน อัสสัม บังคลาเทศ อินเดีย พม่า มัลดิฟส์ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย แอฟริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ surattensis ตั้งชื่อตามเมืองสุราท (Surat) ที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองบอมเบย์ประเทศอินเดีย

   

สายพันธุ์มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและศรีลังกา กระจายจากอินเดียถึงโพลินีเซียและออสเตรเลียตอนเหนือ ปลูกในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลก (Mascarene, จีนตอนใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่นตอนใต้, หมู่เกาะฮาวาย, แคริบเบียน)  พบตามป่าไม้สักและมักจะพบรอบการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในระดับความสูงไม่เกิน 300 เมตร ปัจจุบันถูกจำแนกเป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในหลายประเทศในเอเชียและแปซิฟิกรวมถึงสิงคโปร์ ไต้หวัน เฟรนช์โปลินีเซียไมโครนีเซียรวมถึงฮาวาย
 ทรงบาดาล เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 3-7 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกยาว 8-18 ซม ออกสลับ ใบย่อย5-10คู่ รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนานยาว 2-5 ซม. กว้าง 0.8-2 ซม.โคนใบและปลายใบมน หลังใบเรียบท้องใบมีขนประปราย ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อมี 10-15 ดอก ผลอ่อนสีเขียวเป็นฝักแบนเรียบ แก่แล้วเป็นสีน้ำตาลจะแตกอ้าออกตามแนวตะเข็บฝัก  มีเมล็ด15-20 เมล็ด
ข้อกำหนดสิงแวดล้อม---ชอบแดดจัด ดินร่วนหรือดินปนทรายที่ระบายน้ำดี ทนแล้งดูแลง่าย
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค มันได้รับการปลูกเป็นไม้ประดับทั่วเขตร้อน
-ใช้กินได้ ใบอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ยาต้มจากรากใช้ต้านโรคหนองใน ใบใช้ในการรักษาโรคบิด ดอกไม้เป็นยาถ่าย
-ใช้เป็นไม้ประดับ ทรงต้นสวย ออกดอกตลอดปี  ปลูกง่าย ถนนหลายสายในกรุงเทพฯ รอบนอกจึงปลูกข้างถนนริมทางเรียงรายอยู่หลายสาย ทำให้เห็นได้อยู่ทั่วไป เป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมปลูกประดับสถานที่เช่นในฮาวาย ไต้หวันและฮ่องก งเนื่องจากความทนทานต่อมลพิษจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
-สำคัญ-ต้นทรงบาดาลเป็นต้นไม้ที่มีความเป็นมงคลคือเป็นหนึ่งในไม้มงคล 9 ชนิด ที่ใช้ในพิธีวางศิลาฏกษ์และปลูกบ้าน
ระยะเวลาออกดอก--- ตลอดปี ออกดอกดก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง---เมล็ด
สถานที่ถ่ายภาพ---ถนน 2 ข้างทาง เส้นทางลัด ออเงิน-สายไหม


พรวด/Rhodomyrtus tomentosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhodomyrtus tomentosa (Aition) Hassk.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Cynomyrtus tomentosa (Aiton) Scriv.
---Basionym: Myrtus tomentosa Aiton.
ชื่อสามัญ---Rose myrtle, Downy rose myrtle, Downy myrtle, Isenbery bush, Hill gooseberry, Hill guava, Ceylon hill cherry, Isenberg-bush.
ชื่ออื่น---กาทุ (ชุมพร); กามูติง (มาเลย์-ภาคใต้); กามูติงกายู (มาเลย์-ปัตตานี); ง้าย (ส่วย); ซวด (จันทบุรี); โทะ (ภาคใต้); ปุ้ย (เขมร-ภาคตะวันออก); พรวด (ตราด); พรวดกินลูก (ปราจีนบุรี); พรวดผี (ระยอง); พรวดใหญ่ (ชลบุรี); มูติง (มาเลย์-ภาคใต้) ; [THAI: ka thu (Chumphon); ka-mu-ting (Malay-Peninsular); ka-mu-ting-ka-yu (Malay-Pattani); ngai (Suai); suat (Chanthaburi); tho (Peninsular); pui (Khmer-Eastern); phruat (Trat); phruat yai (Chon Buri); phruat kin luk (Prachin Buri); phruat phi (Rayong); mu-ting (Malay-Peninsular).]; [AUSTRALIA: Ceylon hill cherry; Ceylon hill gooseberry.];[CAMBODIA: sragan.];[CHINESE: Tao jin niang, kong nim, Giltlan, Gangrenzi.]; [FRENCH: feijoa; feijoarte-grosseille; myrte-grosseille.]; [GERMAN: filzige Rosenmyrte.];[HONG KONG: barley bues.]; [INDONESIA: harendong sabrang.]; [JAPANESE: Ten'ninka, Ten'nin hana, Suninhwa.];[MALAYALAM: Thavittumarom ,Thaontay ,Kirattan ,Cherukotlampazham ,Thavattukoyya ,Koratta.];[MALAYSIA: Karamunting; kemunting, Lidah Katak Laut.];[SPANISH: Guayabillo forastero.];[TAMIL: Thavittu Koya.];[USA/HAWAII: downy myrtle, downy rose myrtle, ratberry.];[VIETNAM: sim.];
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, ญี่ปุ่นตอนใต้, อินเดีย, ศรีลังกา, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์-ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “rhodo” แดง และ “myrtos” พืชวงศ์ Myrtaceae ตามลักษณะดอกที่ส่วนมากมีสีแดง

 

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงพม่า กัมพูชา จีน (ฝูเจี้ยน กวางตุ้ง กวางสี กุ้ยโจว หูหนาน เจียงซี มณฑลยูนนานและเจ้อเจียงและฮ่องกง) อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์, สุลาเวสี, ศรีลังกา, ไต้หวัน, ไทยและเวียดนาม พบในแหล่งธรรมชาติที่ถูกรบกวนและเปิดซึ่งมักอยู่ใกล้ชายฝั่ง เติบโตที่ระดับความสูง 300-1300 เมตร หรือเกิดขึ้นในป่าดิบเขาและทุ่งหญ้าที่ระดับความสูง 1,800 - 2,700 เมตร
ไม้พุ่มความสูงอยู่ประมาณ1-3 เมตร กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีขาว เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อนผิวลอกได้เป็นแผ่น ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบรูปรีถึงรูปขอบขนาน ยาว 5-8 ซม. กว้าง 1.5–4 ซม.หลังใบเกลี้ยงมันวาวท้องใบมีขนสีขาวเป็นปุย ปลายใบทู่โคนใบสอบ ก้านใบยาว 0.4–1 ซม.  ดอกออกตามซอกใบและปลายกิ่งเป็นทั้งดอกเดี่ยวและแตกเป็นกลุ่ม3ดอก กลีบเลี้ยงยาว 3-4 มม.กลีบดอก5กลีบสีชมพู ผลแก่สีม่วงคล้ำถึงดำรูปกลม ขนาด1-1.5ซม.มีขนสีขาวปกคลุมรอบผล มีเมล็ดแบนยาว 2–3มม.ประมาณ40–45เมล็ด   
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องใช้ตำแหน่งที่มีแดด ในดินเป็นกรดอ่อนที่ระบายน้ำได้ดี แต่ปราศจากความชื้น  ชอบดินมีค่า pH อยู่ในช่วง 4 - 6 สามารถทนต่อน้ำท่วมเป็นครั้งคราว
ใช้ประโยชน์--- พืชที่ปลูกมักจะอยู่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั้งในฐานะที่เป็นไม้ประดับและผลไม้ที่กินได้
-ใช้กินได้  ผลดิบกินสดหรือทำเป็นพายเยลลี่ ผลสุกกินได้มีรสชาดหวานหอม ค่อนข้างฝาดก่อนที่จะสุกเต็มที่ ในเวียดนามผลไม้ใช้ทำไวน์ที่เรียกว่า rượu sim เยลลี่ในน้ำเชื่อมและผลไม้แช่อิ่ม
-ใช้เป็นยา  ผลไม้ถูกใช้เป็นยารักษาโรคบิดและท้องร่วง ยาต้มจากรากหรือใบกับเหล้า รักษาโรคท้องร่วง ปวดท้องและเป็นยาหลังคลอด ใบที่บดแล้วจะใช้ใส่แผล
-วนเกษคร ในภาคใต้ของจีนได้รับการทดสอบในการบูรณะเพื่อเป็นพืชพี่เลี้ยงให้ร่มเงาแก่พืชพื้นเมืองที่เติบโตช้ากว่า เป็นสายพันธุ์ที่ทนไฟซึ่งใช้ในการปลูกเป็นแนวป้องกันไฟ
-ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมในสวน เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ใช้ปลูกเพื่อดอกไม้ที่สวยงามและผลที่กินได้
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธุ์-มีนาคม/พฤษภาคม-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด ปักชำ
สถานที่ถ่ายภาพ--- สวนพฤกษศาสตร์ จ.ระยอง


พังแหรใหญ่/Trema orientalis

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Trema orientalis (L.) Bl.
ชื่อพ้อง---has 22 Synonyms

-Celtis discolor Bongn. -Trema affinis (Planch.) Blume
-Celtis guineensis Schum. & Thonn. -Trema africana Blume
-Celtis madagascariensis Bojer -Trema commersonii (Decaisne ex Planchon) Blume
-Celtis orientalis L. -Trema grevei Baill.
-Celtis rigida Blume -Trema grisea Baker
-Sponia andaresa Commerson ex Lamarck -Trema guineensis (Schum. & Thonn.) Ficalho
-Sponia argentea Planch. -Trema hochstetteri Engl.
-Sponia commersonii Decaisne ex Planchon -Trema nitens Blume
-Sponia glomerata Hochst. -Trema polygama Z.M. Wu & J.Y. Lin
-Sponia orientalis (L.) Decne. -Trema velutina (Planch.) Blume
-Sponia wightii Planch. -Trema wightii Blume

ชื่อสามัญ --- Charcoal-tree, Indian charcoal-tree, Pigeon wood, Oriental trema, Gunpowder tree, Peach cedar.
ชื่ออื่น ---กีกะบะซา, บาเละอางิง (มาเลย์-นราธิวาส); ขางปอยป่า,ปอแฮก(ภาคเหนือ); ตะคาย(ภาคกลาง); ตายไม่ทันเฒ่า, พังแกรใหญ่, พังแหรใหญ่(ยะลา); ปอ(เชียงใหม่); ปะดัง(กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน); พังแหร(แพร่) ;  [THAI: ki-ka-ba-sa, ba-le-a-nging (Malay-Narathiwat); khang poi pa, po haek (Northern); ta khai (Central); tai mai than thao, phang krae yai, phang rae yai (Yala); po (Chiang Mai); pa-dang (Karen-Mae Hong Son); phang rae (Phrae).];[AFRIKAANS: hophout.];[ASSAMESE: Phakdima,Jopang,Sobai-goch.];[BENGALI: Chickan, Chikan, Jiban, Jibon.];[CHINESE: Yi se shan huang ma.]; [HINDI: Jivanti,Parvati,Kshayanashini,Pranak.]; [INDONESIAN: Aanggerung,Kuray,Lenggung.];[JAPANESE: Urajiro enoki.];[KANNADA: Gurklu.];[KENYA: Muhethu, Poponet, Musakala.];[KHMER: Srô:l.];[LAO: Po, Hu.];[MALAYALAM: Ratthi,Pottaamaram,Aarni,Pottaama,Amarathi.];[MALAYSIA: Menarong, Mengkirai, Randagong.];[MARATHI: Gol,Kapshi,Khargol.];[PHILIPPINES: Du-ung(Sul.),Hagod,Anabiong,Hanadiong,Hanagdon,Malarurung (Tag.).];[SANSKRIT:  Jivani,Jivanti,Pranaka.];[SRI LANKAN: Gedumba.];[SWAHILI: Mgendagenda, Mpesi, Msasa, Mzunguzungu.];[TAMIL: Ambaratthi, Chenkolam];[TELUGU: Morali,Boggu Chettu.];[TONGAN: Mululwe.];[VIETNAMESE: Hu dai, Hu las nhor.];
วงศ์ --- ULMACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เชตกระจายพันธุ์---ผ่านตะวันออกกลาง อนุทวีปอินเดีย จีนตอนใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ถึง ออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Trema มาจากภาษากรีก=หลุม อ้างอิงถึงเมล็ด  ; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ จากภาษาละติน orientalis= สำหรับตะวันออกหรือตะวันออก

 

เกิดขึ้นจากแอฟริกาเขตร้อนทางใต้ไปยังแอฟริกาใต้และทางตะวันออกไปยังเอเชียใต้ เติบโตในพื้นที่โล่งกว้าง ร้าง ป่าทึบ ป่าชั้นสองที่อุดมสมบูรณ์และพบได้ทั่วไป ที่ระดับความสูงต่ำ ปานกลาง ในบางแห่งพบที่ระดับความสูงถึง 2,000 เมตร
ลักษณะเป็นไม้ต้นขนาดเล็กผลัดใบหรือไม่ผลัดใบขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ต้นสูง 4-10 เมตร เปลือกต้นสีเทาอ่อนมีจุดประสีขาว(คล้ายจุดไม้ก๊อก) ใบเดี่ยว รูปไข่แกมรูปใบหอก กว้าง 3-5 ซม. ยาว 7-12 ซม. ผิวใบด้านบนหยาบ ด้านล่างสีซีดมีขนนุ่มหนาแน่น ขอบใบจักรฟันเลื่อย ดอกสีเขียว ขนาดเล็ก ออกเป็นช่อสั้นๆ ที่ซอกใบ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ในต้นเดียวกัน กิ่งเดียวกันหรือต่างกิ่ง ผล เมล็ดเดียว แข็งกลม ขนาด 3-4 มม. เมื่อสุกสีดำ
ใช้ประโยชน์ -ใช้กินได้ ในแอฟริกา ใบและผลไม้ใช้กินได้ ใบอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ผลไม้, ใบ, เปลือก, ลำต้น, กิ่งไม้และเมล็ด ใช้ในยาแผนโบราณในแอฟริกาตะวันออกและตะวันตก ในแทนซาเนียและมาดากัสการ์ -ใบและเปลือกใช้สำหรับรักษาอาการไอหอบหืด หลอดลมอักเสบ ปวดฟัน เจ็บคอ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับโรคหนองใน ไข้เหลืองและยาแก้พิษต่อพิษ เปลือกแช่ใช้สำหรับโรคบิด  เป็นหนึ่งใน 33 ชนิดของพืชที่ใช้สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูง
-วนเกษตร นิยมปลูกเป็นไม้เบิกนำ โตเร็วชอบขึ้นตามที่โล่งและชายป่าดงดิบ
-อื่น ๆ เนื่องจากเป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่ทนทาน ปลวกชอบ จึงใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างสิ่งชั่วคราว - สัตวแพทย์ ยาต้มใบใช้ในการถ่ายพยาธิสุนัข -ในประเทศฟิลิปปินส์  ใบไม้ฝักและเมล็ดใช้เป็นอาหารสัตว์  ให้อาหาร วัว แพะและควาย ปริมาณเส้นใยสูงและสารพิษจำกัดการใช้ใบป่นในอาหารสัตว์ - ข้อจำกัดนี้สามารถแก้ได้โดยการแยกโปรตีนออกจากใบ-ไฟเบอร์ เหมาะสำหรับการผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ กระดาษมีความต้านทานแรงดึงและทนทานการพับได้ดี-เป็นต้นไม้ที่เป็นที่ต้องการที่จะมีอยู่ใกล้หมู่บ้านเพื่อดึงดูดฝูงนกพิราบขนาดใหญ่ที่มาทำรังและพักพิงซึ่งจะถูกล่าเป็นอาหาร จึงได้ชื่อสามัญ Pigeon wood
ระยะออกดอก---มกราคม - มีนาคมและสิงหาคม - ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


นมแมว/Uvaria siamensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์----Uvaria siamensis (Scheff.) L. L. Zhou, Y. C. F. Su & R. M. K. Saunders
ชื่อพ้อง-----Has 2 Synonyms
---Rauwenhoffia siamensis Scheff.
---Melodorum siamense (Scheff.) Bân
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น---นมแมว(ภาคกลาง) ; [Thai: nom maeo (Central).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย อินโดจีน คาบสมุทรมลายู

 

พบที่พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และคาบสมุทรมลายู ในไทยพบทุกภาค ขึ้นกระจายตามชายป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และป่าโปร่ง ความสูงถึงประมาณ 300 เมตร
มีถิ่นกำเนิดทางภาคใต้ของประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักพบขึ้นในป่าดิบ ตามชายป่าชื้น และตามป่าเบญจพรรณทางภาคกลางและภาคใต้ นมแมวเป็นไม้ดั้งเดิมพันธุ์ไทยแท้ต้นหนึ่งของไทยอยู่คุ่บ้านแต่โบราณเป็นนานเน กลิ่นความหอมของดอกนมแมวทำเป็นแป้งร่ำน้ำปรุง ขนมอบเทียน คือมันหอมมาก เป็นต้นไม้ต้นโปรดต้นหนึ่งเลยเชียว ลักษณะนมแมวเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย แต่เลื้อยไปได้ไกล2-5 เมตร เป็นไม้อายุยืนยาว ถ้าตัดแต่งให้เป็นพุ่มก็จะได้ไม้พุ่มใหญ่ความสูงอยู่ 1-2 เมตร  เปลือกต้น กิ่งก้าน สีน้ำตาลคล้ำ กิ่งอ่อนมีขน รูปดาว ขึ้นอยู่หนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6.5ซม.ยาวประมาณ 10-22.5 ซม. ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือแกมรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาชอบแสงแดดปานกลางถึงร่มรำไร ปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ได้ ถ้าแดดจัดใบจะแข็งกรอบ ดอกจะออกน้อย ดอกนมแมวออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 1-3 ดอก ดอกมี 6 กลีบ สีเหลืองอมเขียว ขนาดใหญ่ประมาณ 1-2 ซม. ออกดอกตลอดทั้งปี ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยประมาณ8-15ผล ผลอ่อนสีเขียวรูปทรงกลมหรือรูปไข่กว้างประมาณ 0.5-0.8ซม. ยาว 0.6-0.8 ซม. (ดูรูปที่2ซ้ายมือ) เปลือกนิ่ม เมล็ดเล็กสีดำ ผลสุกสีเหลือง มีรสหวานกินได้ สมัยก่อนขนมกรุบกรอบขบเคี้ยวหายาก เป็นเด็กเจอลูกตะขบ ลูกนมแมว ลูกพิกุล ลูกกระทกรก นี่จับใส่ปากอร่อยหมด
-ใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยา สรรพคุณเป็นสมุนไพร ราก แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ผอมแห้งเนื่องจากอยู่ไฟไม่ได้ แกไข้หวัด แก้ไข้ทับระดู เนื้อไม้ แก้ไข้หวัด ไข้ทับระดู
สุดท้ายนอกจากต้นนมแมวที่ว่าเป็นไม้โบราณแล้วความน่าปลูกที่สำคัญของต้นนมแมวอยู่ที่ ทนแล้ง ทนน้ำท่วม
ระยะเวลาออกดอก --- ได้ตลอดทั้งปี แต่จะให้ดอกดกที่สุดในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง


ฝาดดอกขาว/Lumnitzera racemosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Lumnitzera racemosa Willd .
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Lumnitzera racemosa var. pubescens Koord. & Valeton
---Lumnitzera rosea (Gaudich.) C. Presl    
---Petaloma alba Blanco
---Petaloma albiflora Zipp. ex Span.
---Petaloma alternifolia Roxb.
---Pokornya ettingshausenii Montr.
---Problastes cuneifolia Reinw.
ชื่อสามัญ ---Butterfly-poll, White-flowered mangrove, White-flowered Black Mangrove, White Teruntum.
ชื่ออื่น ---กะลูง (ชุมพร); ขวาด (สมุทรสาคร); ฝาด (ภาคกลาง, ภาคใต้); ฝาดขาว (ภาคกลาง); ลำแพน, ลำแพนหิน (ตราด) ; [THAI: ka lung (Chumphon); khwat (Samut Sakhon); fat (Central, Peninsular); fat khao (Central); lam phaen,  lam phaen hin.]; [BENGALI: kirpa.];[CHINESE: Lan li.];[JAPANESE: Hirugimodoki.];[MALAYALAM: katakkantal.];[MALAYSIA: Geriting Puteh (Sabah); Teruntum puteh, Teruntum, Teruntum Bunga Putih (Malay); White Teruntum (English).];[PHILIPPINES: Kulasi, Solasi.].[SINGHALESE: Bariya, Beriya.]; [TAMIL: Tipparathai.]; [TELUGU: Thanduga, Kadavi, Kadivi, Podapa,Than.];[VIETNAM: Cọc vàng, rừng ngập mặn.].
ชื่อวงศ์ ---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปแอฟริกา เอเชีย ถึงออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์ ---แอฟริกาตะวันออก ไปจนถึงแปซิฟิกตะวันตก รวมฟิจิและตองกา และทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งเป็นเกียรติแก่ นักพฤกษศาสตร์ชาวฮังการี Štefan Lumnitzer (1750-1806) ; ขื่อสายพันธุ์ racemosa มาจากภาษาละติน =จัดเรียงเป็นกระจุก อ้างอิงกับรูปร่างของช่อดอก

 

พบที่แอฟริกาตะวันออก มาดากัสการ์ จีนตอนใต้ อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า กัมพูชา เวียดนาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ภูมิภาคมาเลเซีย นิวกินี ฟิลิปปินส์ หมู่เกาะแปซิฟิก และออสเตรเลีย
ต้นฝาดขาวในธรรมชาติมักขึ้นเป็นกลุ่ม อยู่บนบริเวณดินเลนค่อนข้างแข็งหรือที่ราบหาดเลนในพื้นที่น้ำท่วมถึง ป่าโกงกางที่เหลืออยู่ตามชายฝั่งทะเลปากแม่น้ำ เป็นพืชในเขตร้อนชื้น ซึ่งพบได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 70 เมตร
ฝาดขาวเป็นไม้ต้นกึ่งไม้พุ่มขนาดเล็ก - ขนาดกลาง สูง 5 - 10 เมตร ลำต้นตรงผิวเปลือกต้นขรุขระสีน้ำตาลเข้มมีรากแก้ว หยั่งลึกลงดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจแต่ไม่มาก ลำต้นตรง เนื้อแข็ง  ใบเดี่ยวยาว 2.5- 7 ซม. ออกเวียนสลับหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบเล็ก เนื้อใบหนามันคล้ายแผ่นหนังทั้งสองด้าน อวบน้ำ แผ่นใบแคบ รูปไข่กลับ สีเขียวอ่อนดอกออกเป็นช่อคล้ายช่อกระจุกบริเวณปลายกิ่งหรือง่ามใบ กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว ผล ยาว 1.5 - 2 ซม. รูปทรงรี ด้านข้างแบนเล็กน้อย มีเหลี่ยมมน เป็นสันตื้น ๆ 2-3 สัน ก้านผลยาวประมาณ 1 มม. ผิวผลเกลี้ยง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดหรือร่มเงาบางส่วน เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่อุดมสมบูรณ์ ค่า pH ในช่วง 6.5 - 7 ทนได้ 6 - 7.5 ทนต่อสภาพแวดล้อมที่มีความเค็มสูงของน้ำและดิน
ใช้ประโยชน์--- บางครั้งต้นไม้ถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้ ไม้และแทนนินในเปลือกไม้
-ใช้เป็นยา คุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารต้านอนุมูลอิสระ ใบลดความดัน ยางจากลำต้นผสมกับน้ำมันมะพร้าวใช้เป็นยาแก้คัน ใช้รักษาโรคเบาหวาน
-ใช้ปลูกประดับ นำมาปลูกเพื่อประดับใช้ในการจัดสวนริมน้ำได้
-ใช้อื่น ๆ เปลือกไม้เป็นแหล่งของแทนนิน ไม้มีความแข็งแรงและทนทานมาก มันถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลายอย่าง ใช้สำหรับทำเสา เสาบ้าน สะพาน แผ่นไม้กระดาน และใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน – เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
สถานที่ถ่ายภาพ--- โครงการป่าในกรุง อ่อนนุช และที่สวนสมุนไพร สิรีรุกขชาติ อุทยานธรรมชาติวิทยา ม.มหิดล ศาลายา

ฝาดแดง/Lumnitzera littorea

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lumnitzera littorea (Jack) Voigt
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms
---Bruguiera littorea (Jack) Steud.
---Laguncularia coccinea Gaudich.
---Laguncularia pedicellata Steud.
---Laguncularia purpurea Gaudich.
---Lumnitzera coccinea Wight & Arn.
---Lumnitzera pentandra Griff.
---Lumnitzera purpurea C. Presl
---Petaloma coccinea (Gaudich.) Blanco
---Pyrrhanthus littoreus Jack
ชื่อสามัญ---Bird-poll, Red Teruntum, Red-flowered Black Mangrove
ชื่ออื่น---ตำเสาทะเล (ภาคใต้); ฝาดแดง (ภาคกลาง, ภาคใต้) [THAI: tam sao thale (Peninsular) ; fat daeng (Central, Peninsular).];[CHINESE: hong lan li.];[MALATSIA: Teruntum, Teruntum Merah, Geriting Merah (Sabah)];[VIETNAM: Phan bo loai, coc bo].
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เอเซียเขตร้อน ตอนเหนือของออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งเป็นเกียรติแก่ นักพฤกษศาสตร์ชาวฮังการี Štefan Lumnitzer (1750-1806)

 

เกิดขึ้นในเอเชียใต้รวมถึงบรูไนดารุสซาลาม, จีน, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, อินเดีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม (สามที่ตั้ง: เกาะ Dao Pho Quoc, Can Dao Island และ Can Gio Biosphere Reserve) นอกจากนี้ยังมีการกระจายอย่างกว้างขวางไปทั่วหมู่เกาะแปซิฟิกรวมถึงปาปัวนิวกินีหมู่เกาะโซโลมอน นิวแคลิโดเนียและไมโครนีเซีย ขีดจำกัด กลางมหาสมุทรแปซิฟิกคือ Tuvaru และ Kiribati และขีดจำกัด ใต้คือตองกา พบในป่าเปิด ป่าโกงกางที่เหลืออยู่ตามชายฝั่งทะเล เป็นพืชเขตร้อนชื้นที่ลุ่มซึ่งพบได้จากระดับน้ำทะเลถึง25 เมตร
ฝาดแดงเป็นไม้ ต้นสูง10-20เมตร โดยทั่วไปไม่พบต้นที่มีขนาดใหญ่ ขึ้นตามขอบป่าชายเลนที่เปิดโล่ง และขึ้นเป็นกลุ่มบริเวณปากแม่น้ำที่มีดินเลนแข็ง ฝาดแดงมีรากหายใจคล้ายภูเขา เปลือกนอกแตกเป็นร่องลึกตามยาวสีน้ำตาลคล้ำ เปลือกในสีแดงเข้มหรือส้ม  ใบเดี่ยวเรียงค่อนข้างแน่นที่ปลายกิ่ง รูปขอบขนานขนาดกว้าง 1-3 ซม.ยาว 3-9 ซม.โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบถึงหยักมนเล็กน้อย เนื้อใบอวบน้ำด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างใบสีอ่อนกว่า  ดอกออก เป็นกลุ่มคล้ายช่อเชิงลดไม่มีก้านสีแดง ออกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อย 5-15 ดอก กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น5แฉก ผลรูปกระสวยป่องกลางและมีสันตามยาวขนาด0.4-0.5x1.2-1.8 ซม.เปลือกผลเป็นคอร์กหนาผิวเกลี้ยงผลแก่สีน้ำตาลแดง ก้านผลยาวประมาณ 5 มม. มีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียว
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ชอบตำแหน่งที่มีแดดและดินหนัก ต้องการ pH ในช่วง 6.8 - 7.2 แต่ทนได้ 6.5 - 7.5  ทนต่อดินเค็ม พืชถูกปรับให้เข้ากับสภาพที่พบในป่าชายเลน
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่น สายพันธุ์นี้มีดอกสีแดงสดที่สวยงามมากและมีไว้สำหรับประดับในประเทศไทยและสิงคโปร์
-ไม้สีน้ำตาลเหลืองนั้นหนักและละเอียด เนื้อไม้ใช้ได้ทนทานมากสำหรับงานในน้ำ เช่นทำเสาและพาย ใช้ในท้องถิ่นสำหรับการสร้างเรือและใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน – เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 **ส่วนตัว-รูปต้นฝาดแดงพวกนี้ถ่ายไว้นานแล้วสมัยหนึ่งแพงมาก ปลูกไว้หน้าร้านค้าคู่กันกับฝาดขาวอย่างแพร่หลาย เชื่อกันว่าเป็นมหานิยมอะไรทำนองนี้ นำมาปลูกใส่กระถางแช่ไว้ในน้ำ กาลเวลาผ่านไปฝาดขาว-ฝาดแดง ก็จืดจางแล้วก็ก็มีต้นไม้มหามงคลต้นอื่นๆมาแทนที่**


สนทราย/Baeckea frutescens


ชื่อวิทยาศาสตร์---Baeckea frutescens L.
ชื่อพ้อง ---Has 9 Synonyms

-Baeckea chinensis Gaertn. -Baeckea stenophylla F.Muell.
-Baeckea cochinchinensis Blume -Baeckea sumatrana Blume
-Baeckea cumingiana Schauer -Drosodendron rosmarinus (Lour.) M.Roem.
-Baeckea ericoides Schltdl. -Neuhofia rosmarinifolia Stokes
-Baeckea sinensis Gaertn.

ชื่อสามัญ  ---China Maki, False Ru, Cucur Atap, Chuchur Atap, Ujan Atap, Timor Tasek, Da Eng
ชื่ออื่น---ก้านถินแดง, สนนา (ปัตตานี, สุราษฎร์ธานี); จอแลงอาต๊ะ, ปอโฮ่งรุห์ (มาเลย์-นราธิวาส); สนทราย, สนเทศ (ปัตตานี); สนสร้อย (นครศรีธรรมราช); สนหอม (จันทบุรี); เสียวน้อย (อุบลราชธานี),[THAI: Son Naa, Son Saai (peninsular); Son Hom (South-Eastern).]; [MALAYSIA: Cucur Atap, Curan Atap, Hujung Atap, Cina Maki.]; [INDONESIA: Ujung Atap, Jung Rabat, Kayu Rachak (Javanese); Junjung Atap, Tutup Atap, Ijar Atap (Bangka); Si Gamei-gamei (Sumatran); , sawajane (Sulawesi), wile-wile (Baliem).]; [CAMBODIA: Moreck Ansai]; [VIETNAM: Thanh Hao.]
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า จีน เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จีน เกาะบอร์เนียว สุมาตรา และนิวกินี
นิรุกติศาสตร์--- ชื่อสกุลตั้งตามนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน Abraham Bäck (1713-1795) เพื่อนของ Carl Linnaeus
ในประเทศไทยพบได้ทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางภาคใต้ ตามป่าไม้ผลัดใบ ป่าหญ้า ป่าชายหาด ป่าเสม็ดที่เป็นทุ่งหญ้า ตามยอดเขาที่เป็นหินทรายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามที่โล่งบนยอดเขาทางภาคใต้ หรือในดินปนทรายตามแนวชายฝั่งทั่วไป ที่ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,800 เมตร
ไม้ต้นจำพวกสน แตกกิ่งก้านสาขาเป็นจำนวนมาก มีความสูงของต้นประมาณ 5 เมตร ล้ำต้นเป็นสีเทาอมน้ำตาล  เปลือกแตกเป็นขุย ลักษณะของกิ่งมักลู่ลง กิ่งมีสีน้ำตาลอ่อน เรียวยาว ใบอยู่ตรงข้ามขนาดเล็กและแคบมากเหมือนเข็มยาวประมาณ 6-15 มม. เท่านั้น ใบไม้ที่ถูกบดขยี้จะให้กลิ่นหอมของยาง ดอกไม้ออกโดดเดี่ยวในซอกใบสีขาวกับสีชมพูตรงกลาง กลีบดอกสั้นมีต่อมน้ำมัน
ใช้ประโยชน์ ---มีการเก็บเกี่ยวใบเพื่อใช้เป็นยาและทำชาสดชื่นและมีการแลกเปลี่ยนในบางพื้นที่
-ใช้กินได้ ดอกไม้และใบไม้ถูกทำเป็นชาสมุนไพร มันเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและผงที่ใช้ในระหว่างการคลอดบุตร
-ใช้เป็นยา ทุกส่วน ยกเว้นราก มีน้ำมันหอมระเหยใช้สำหรับการนวดในกรณีที่เป็นโรคไขข้อ- ทุกส่วน ยกเว้นราก ใช้ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดจากพืชมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่มีฤทธิ์ต้าน Streptococcus mutans ที่ทำให้เกิดโรคฟันผุในทุกระดับความเข้มข้น -ใช้ลดไข้และ ขับปัสสาวะ รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ปวดหัว, หัด, อาการจุกเสียด, ปวดท้อง, อาการอาหารไม่ย่อย, ดีซ่าน, โรคบิดและตกเลือด รอบประจำเดือนผิดปกติ ใช้ภายนอก ใบรักษาแผลพุพอง  ชาวจีนใช้ใบเป็นยาแก้ลมแดดและมีไข้ ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณที่ให้กับสตรีระหว่างการคลอดบุตร และมีการใช้แบบดั้งเดิมสำหรับการรักษาโรคมาลาเรียในอินโดนีเซีย
-อื่น ๆ เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลแดง มีความแข็งแรงทนทาน แต่มักมีขนาดเล็กไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน - กิ่งก้านใช้เป็นไม้กวาด - น้ำมันที่ได้จากการกลั่นสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นคล้ายลาเวนเดอร์ ใช้ทำธูปและสบู่ - มีการใส่ใบไม้ในเสื้อผ้าเพื่อป้องกันแมลง
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ แยกต้น


ช้าแป้น/Callicarpa arborea

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Callicarpa arborea Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Aganon umbellata Raf.
---Callicarpa magna Schauer
---Callicarpa tectonifolia Wall.
---Callicarpa villosissima Ridl.
ชื่อสามัญ---Beautyberry tree, Long leafed beauty berry.
ชื่ออื่น---กะตอกช้าง (ยะลา); ขลุ่ย (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); ช้าแป้น (สระบุรี); ดือดะดาปู (มาเลย์-นราธิวาส); ตาโมงปะสี (ยะลา); เตน (เลย); ทับแป้ง (สระบุรี); เปอควุย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ผ้า (เชียงใหม่, ภาคกลาง); ผ้าลาย (ภาคใต้); ฝ้า, ฝ้าขาว (ภาคเหนือ); พ่า (ภาคกลาง); พ่าขาว (ภาคเหนือ); มะผ้า (แม่ฮ่องสอน); และทุ่ง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); สักขี้ไก่ (ลำปาง); เสี้ยม (จันทบุรี); หูควาย (ตรัง, ภาคเหนือ); หูควายขาว (สุราษฎร์ธานี); หูควายใหญ่ (ชุมพร) ; [THAI: katok chang (Yala); khlui (Karen-Chiang Mai); cha paen, thap paeng (Saraburi); due-da-da-pu (Malay-Narathiwat); ta mong pasi (Yala); poe-khwui, lae-thung (Karen-Mae Hong Son); ten (Loei); pha (Central, Chiang Mai); pha lai (Peninsular); fa, fa khao,  pha khao (Northern); pha (Central); ma pha (Mae Hong Son); sak khi kai (Lampang); hu khwai (Northern, Trang); hu khwai yai (Chumphon); hu khwai khao (Surat Thani); siam (Chanthaburi).];[ASSAMESE: bonmola, gunmola, khoja]; [BENGALI: bormala]; [CHINESE: Mù zǐ zhū, Nányáng zǐ zhū, Mǎ tà pí, Bái yè zǐ shù.];[HINDI: ghiwala, kumhar];  [KANNADA: Kaval.];[MALAYALAM: Pezhu,Peezh,Alasoo,Peru,Aalam.];[NEPALI:  Guren];[SANSKRIT: Kumbha,Katabhi,Kumbhi.];[TAMIL:Pelaimaram,Kumpi,Avima,Kampi.];[TELUGU: Kumbhi.];[VIETNAM: Phà ha, Tu hú gỗ.].
ชื่อวงศ์---LABIATAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ปากีสถาน อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้ ฮ่องกง คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา สุลาวาสี
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “kalli” สวย และ “karpos” ผล ตามลักษณะผล
เติบโตในป่าฝน ป่าเบญจพรรณบนเนินเขา ที่ระดับความสูง 1,000 - 2,500 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น และป่าชายหาด ความสูงถึงประมาณ 1800 เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็กผลัดใบ หรือกึ่งผลัดใบ สูง ประมาณ 5-15 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมครีม เรียบหรือมีร่องเล็กๆ ยอดอ่อน กิ่ง ก้านใบ และก้านช่อดอก มีขนรูปดาวหนาแน่น สีน้ำตาลแกมเหลือง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบรูปไข่กลับ หรือมนรีถึงขอบขนาน 5-20 x 1.5-5 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือมีซี่แหลมตื้นๆประปราย ดอกเล็กสีชมพูหรือม่วงอ่อน ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอดช่อดอกยาวประมาณ 0.5-1 ซม. ผลรูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มม.เมื่อสุกสีม่วงอ่อนถึงม่วงแดง มีชั้นกลีบเลี้ยงรองที่ฐาน เนื้อผลบาง ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง 4หน่วยแต่ละหน่วยมี1เมล็ด
ข้อกๆหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินร่วน ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง
ใช้ประโยชน์ -ใช้กิน ผลกินได้
-ใช้เป็นยา เปลือกต้นเป็นยาขับลมช่วยย่อยและบำรุงกำลัง ใช้ยาต้มใบทำความสะอาดเพื่อรักษาโรคผิวหนัง รากเป็นยาสมานแผลและห้ามเลือด มันถูกใช้เป็นยาต้มเพื่อรักษาเลือดออกภายใน -นำมาใช้ภายนอก รากผงแห้งจะใช้ในการรักษาบาดแผล, แผลที่มีเลือดออก  รากเคี้ยวเพื่อรักษาฝีที่ลิ้น ในเวียตนามใช้รากเป็น ยาสำหรับเลือดกำเดาไหลเลือดออกในทางเดินอาหาร สมานผิว บรรเทาอาการไขข้ออักเสบปวดเมื่อยและแก้ปวด
-วนเกษตรใช้เป็นสายพันธุ์บุกเบิกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทยเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร[
-ไม้แตกง่ายใช้งานไม่ทนในที่โล่งแจ้ง ส่วนมากใช้ทำฟืน ใบใช้เลี้ยงสัตว์เวลาขาดแคลน
ระยะเวลาออกดอก ---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ปักชำ


ดับยาง/Solanum erianthum


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Solanum erianthum D.Don
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Solanum adulterinum Buch.-Ham. ex Wall.
---Solanum verbascifolium L.
ชื่อสามัญ---Common nightshade, Potato tree, Velvet Nightshade, China Flowerleaf, Mullein Nightshade, Indian Currant Tomato, Big Eggplant, Tobacco Tree.
ชื่ออื่น ---ขากะอ้าย,ขาตาย,หูควาย(ภาคใต้), ฉับแป้ง(สุโขทัย-อุตรดิตถ์), ดับยาง(ภาคกลาง),ฝ่าแป้ง(ภาคเหนือ),มะเขือดง(ขอนแก่น),มั่งพะไป,ลิ้มเม่อเจ้อ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน),สะแป้ง(สิงห์บุรี),ส่างโมง(เลย)  ; [THAI: kha ka ai,  kha tai, hu khwai (Peninsular); chap paeng (Sukhothai, Uttaradit);  dap yang (Central); fa paeng (Northern); ma khuea dong (Khon Kaen); mang-pha-pai,lim-moe-choe (Karen-Mae Hong Son); sa paeng (Sing Buri); sang mong (Loei).]; [BAHAMAS: salve-bush.];[CHINESE: jia yan ye shu.];[CUBA: tabaco cimarrón.];[DOMINICAN: friega platos; tabacón; tabacuelo.];[FRENCH: amourette marron.];[HAITI: amorette; samourette male; tabac marron.];[HINDI: Ban Tamakhu.]; [INDIA: vidari.];[JAMAICA: wild susumber.];[JAPAN: tabakugii; yanbaru-nasubi.];[MALAYALAM: Erichunda, Malachunda, Chunda.];[MARATHI: Kutri.];[MEXICO: berenjena; samacanteca.];[MYANMAR: daung-satpya.];[PHILIPPINES:  hierba de San Pedro; kasungog; kayok; liuangkag; malatabako; malatalong; noog-noog; pangau; saca manteca; salvadora; ungali.];[PUERTO RICO: berenjena de paloma; tabacón afelpado.];[TAMIL: Aanai Sundaikaai, Anai-c-cuntai, Malai-c-cuntai.]; [VIETNAM: ca hoi; co sa lang; ngoi.];[WEST AFRICA: ewuro ijebu; ijebu kogbin; openiniwuni.].
ชื่อวงศ์ --- SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้ แคริบเบียน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์--- ชื่อสายพันธุ์ erianthumมา จากคำภาษากรีก “eryon” ความหมาย “ ปุย”และ“ anthos” หมายถึง“ ดอกไม้” อ้างอิงถึงขนที่หนาแน่นที่พบบนดอกไม้


มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา (ฟลอริดาและเท็กซัส) เปอร์โตริโกและหมู่เกาะเวอร์จิน คิวบา โดมินิกัน เฮติ, จาเมกา, ตรินิแดด, และบางส่วนของอเมริกาใต้และแคริบเบียน ไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย พบขึ้นตามที่โล่งกว้างริมถนน ชายป่า ทุ่งหญ้าชื้นหรือแห้งแล้ง ทุ่งนาหรือตามริมฝั่งแม่น้ำพบที่ระดับความสูง 0 - 4,500 เมตร ในเขตร้อนของเอเชียพบที่ระดับความสูง 300-2,100 เมตร
ไม้ไม้พุ่มขนาดใหญ่หรือต้นไม้ขนาดเล็กสูง 2-4 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 20 ซม. ใบเดี่ยว 15-25 x 5-10 ซม. เรียงเวียนสลับรูปไข่ ปลายใบแหลมโคนใบมนป้าน ขอบใบเรียบ กิ่งอ่อนก้านใบยาว 4 ซม มีขนนิ่ม ออกดอกที่ปลายยอดและปลายกิ่ง ดอกเป็นดอกช่อแยกแขนงสีขาว ก้านช่อดอกยาว 5 ซม.ดอกตั้งตรง ก้านดอกยาว 1 ซม. กลีบสีขาวมีขนหนาแน่นด้านนอก ผลกลมคล้ายมะเขือเป็นแคปซูลขนาด 8 x 12 มม. แก่สีส้มเหลือง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี แต่พบว่ามีการเติบโตในหลายประเภทของดินตั้งแต่ภูเขาไฟทาลัสไปจนถึงที่ราบลุ่มที่เปียกจนถึงหินปูนปะการังแห้ง
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลไม้กินได้ทางตอนใต้ของอินเดียจะกินเมื่อปรุงสุกและเตรียมเป็นแกง
-ใช้เป็นยา ได้รับการพิจารณาว่าเป็นยาที่มีศักยภาพสำหรับขับไล่สิ่งสกปรกทั้งหมดออกทางปัสสาวะ ใบทุบถูกนำมาใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาริดสีดวงทวาร ใช้ใบอุ่นเป็นครีมทาบริเวณหน้าผากเพื่อรักษาอาการปวดศีรษะ น้ำใบใช้เป็นน้ำยาล้างแผลในปาก  สรรพคุณทางยาของพืชในเอเชียแปซิฟิกรวมถึงการรักษาโรคบิดในฟิลิปปินส์และไต้หวัน บรรเทาอาการปวดลำไส้ในไต้หวันและมาเลเซีย ในหมู่เกาะโซโลมอนใช้เป็นยาแก้พิษและยารักษาแผลในปาก ในปาปัวนิวกีนีใช้ภายในเพื่อรักษาอาการปวดท้อง ใช้ภายนอกเพื่อรักษาอาการระคายเคืองผิวหนังและผื่นคัน  ในแอฟริกาตะวันตกมีการใช้ยาต้มใบเป็นยาขับปัสสาวะ รักษาโรคมาลาเรีย โรคเรื้อน กามโรคและกระตุ้นการทำงานของตับ  ในโออาซากา เม็กซิโกเป็นที่รู้กันว่าพืชนี้ใช้เป็นยาแก้ปวดในช่องปาก ใช้สำหรับอาการปวดท้องและเป็นยาต้านจุลชีพที่ผิวหนัง
-ใช้อื่น ๆ ใช้ใบอ่อนเพื่อกำจัดไขมันออกจากจาน ในประเทศอินเดียในหมู่ชนเผ่าในเขต Madurai ของรัฐทมิฬนาฑู ใช้ผลไม้ดิบที่ถูกบด นำไปใช้ทาเพื่อหลีกเลี่ยงปลิงกัด
รู้จักอันตราย---ใบลำต้นและรากมีสารอัลคาลอยด์ต่างๆ  พืชส่วนใหญ่ในตระกูล Solanaceae จะมีอัลคาลอยที่เป็นพิษ เว้นแต่จะมีรายการเฉพาะที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานที่กินได้
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กลึงกล่อม/Polyalthia suberosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Guatteria suberosa Dunal
---Basionym: Uvaria suberosa Roxb.
ชื่อสามัญ     ---Polyalthia, Corky debbar tree
ชื่ออื่น---ไคร้น้ำ(อุตรดิตถ์); กระทุ่มกลอง,กระทุ่มคลอง,กลึงกล่อม,ชั่งกลอง,ท้องคลอง(ราชบุรี); กำจาย(นครสวรรค์); จิงกล่อม(ภาคใต้); ช่องกลอง(กาญจนบุรี); น้ำนอง(ภาคใต้-ปัตตานี); น้ำน้อย(เลย); ผักจ้ำ,มะจ้ำ(ภาคเหนือ); มงจาม(อ่างทอง); [THAI: khrai nam (Uttaradit); kra thum klong, kra thum khlong, klueng klom, chang klong, thong khlong (Ratchaburi); kam chai (Nakhon Sawan); ching klom (Peninsular); chong klong (Kanchanaburi); nam nong (Peninsular, Pattani); nam noi (Loei); phak cham, ma cham (Northern); mong cham (Ang Thong).];[ASSAMESE: Habida-Cha, Debadaru.];[BANGLADESH: Jam debharu, Ham jam.]; [CHINESE: Mei wei mu, Shin guan yin, Lao ren pi, Ji zhao shu, An luo.]; [INDIA: Cham-khirni][PHILIPPINES: Duhat-matsing, Duhat-duhatan, Tagputagpuan, Lanutan, Baling-manok (Tag.)];
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


พบใน อินเดีย จีน มาเลเซีย พม่า ศรีลังกา บังคลาเทศ ไทย เวียดนามและ ฟิลิปปินส์ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ภาคใต้ พบได้ค่อนข้างน้อยกว่าภาคอื่น ๆ  มักพบขึ้นตามที่โล่ง  ตามป่าเปิด ป่าเบญจพรรณ พื้นที่โล่งบริเวณชายป่า  ที่ราบลุ่มที่มีน้ำท่วมเป็นครั้งคราว หรือตามฝั่งแม่น้ำลำคลอง มีการปลูกเลี้ยงเป็นพืชสมุนไพร
ไม้ ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 2-4 เมตร ไม่ผลัดใบ ลักษณะทรงต้นและเรือนยอดเป็นรูปรีหรือทรงกระบอก ใบรูปขอบขนานกว้าง 2-4 ซม.ยาว 5-11 ซม. โคนใบสอบเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเป็นมันท้องใบจะมีสีเขียวนวล เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-8 เส้น ก้านใบสั้น ยาว 2-3 มม. ดอก เป็นดอกเดี่ยว ออกตามกิ่ง หรือตรงข้ามใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 3กลีบ กลีบดอกเรียง 2 ชั้นๆละ 3 กลีบ ดอกมีสีเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอม ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียวออกเป็นผลกลุ่มมีหลายผลอยู่บนแกนตุ้มกลม ก้านช่อผลยาว 3-5 ซม.มี 25-35 ผล แต่ละผลกลมขนาด 4- 5 มม. ผิวเรียบสีเขียวเมื่อแก่สีแดง-สีม่วงดำ มีเมล็ด1เมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดน้อย น้ำปานกลางดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์----ใช้กินได้ ยอดอ่อน ผลอ่อน ใช้กินเป็นผักสด ผลสุกมีรสหวานกินได้ เด็ก ๆ ชอบกิน
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้ถือว่าเป็นยาแก้ไข้ ยาสมานแผล ยาแก้ปวดและยาระบาย เมล็ด ขับปัสสาวะ และยากล่อมประสาท ยาพื้นบ้าน- ยาต้มจากรากสดใช้เป็นยาทำแท้ง-ในบังคลาเทศเปลือกใช้เป็นยาแก้ปวด ยาแก้ไข้และยาระบาย - ในรัฐอานธรประเทศ ประเทศอินเดียมีการต้มเปลือกเปลือกรากบดผสมกับพริกไทยใช้รักษาอาการไข้หลังคลอด-ใบและกิ่ง มีฤทธิ์ต้านเอชไอวีและต้านเชื้อแบคทีเรียในหลอดทดลอง
-ใช้ปลูกเป็นต้นไม้ให้ร่มเงาในอาคาร บ้านพักอาศัย และปลูกเป็นไม้ประดับสวนทั่วไป
-ใช้อื่น ๆ ไม้มีความทนทานและใช้สำหรับงานช่างไม้ เสากระโดงและเรือ- เป็นพืชใช้เลี้ยงครั่ง
ระยะเวลาออกดอก --- ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 

หัสคุณ/Micromelum minutum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Micromelum minutum (G.Forst.) Wight & Arn.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Basionym: Limonia minuta Forst.fil.
---Bergera villosa Wall.
---Cookia punctata Hassk.
---Glycosmis subvelutina F.Müll.
---Micromelum glabrescens Villar
---Micromelum octandrum Turcz.
---Micromelum pubescens Bl.
ชื่อสามัญ---Lime Berry, Red Lime-berry, Cluster Berry, Micromelum.
ชื่ออื่น---หมุย สมุย,สมัด, สมัดน้อย, สหัสคุณ, หัสคุณไทย, หมุยขน [ THAI: mui khon (Peninsular).] ; [ASSAMESE: Gobar-Buti ,Khilaguti-goch ,Padra-Guta ,Bonduk guti goch];[INDONESIA: Pakan Kupu-Kupu.];[MALAYSIA: Cemumar, Chemama]; [SAMOA: Tulibas Tilos, Talafalu, Chememar.];[SINGHALESE: Wal-karapincha]; [TAMIL: Kakaipalai][VIETNAM: Kim xương.].
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด----ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชีย ออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิก

  

ขึ้นกระจายอยู่ในศรีลังกา, นิโคบาร์และอันดามัน พม่า, ไทย, อินโดจีน, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกีนี, ออสเตรเลีย, หมู่เกาะในมหาสมุทาแปซิฟิก  พบขึ้นตามป่าดงดิบเขา ป่าทึบและป่าดิบชื้น ตามลำธาร และตามป่าโปร่งทั่วไป
ไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ต้นสูงได้ถึง 10 เมตร ตามกิ่งอ่อนมีขนสั้นสีเทา ส่วนต้นเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องตื้นตามยาว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 7-15 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวอ่อน เนื้อใบบาง มีต่อมน้ำมันเล็ก ๆ จับดูแล้วจะรู้สึกเหนียว หลังใบเกือบเรียบถึงมีขนสั้น ๆ ส่วนท้องใบมีขนบาง ๆ ใบมีกลิ่นหอมเหมือนการบูร มีรสหอมร้อน ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงยาว 0.1-0.2 มม.กลีบดอกยาวประมาณ 2.5-3 มม. สีเขียวอ่อนหรือสีขาวแกมเหลือง เมื่อดอกบานเต็มที่กลีบดอกจะม้วนไปด้านหลังเล็กน้อย ผลรูปกลมรีขนาด 9 x 7 มม. ออกเป็นพวงโต ผิวผลเรียบใส ฉ่ำน้ำ ผลเป็นสีเขียวอ่อน มีขนปกคลุม เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง มี1-3เมล็ด เมล็ดมีขนาด 6-7 x 4-5 มม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิดที่มีการระบายน้ำดี ความชื้นสม่ำเสมอ

 

ใช้ประโยชน์--- พืชมีมูลค่าส่วนใหญ่สำหรับ ใช้เป็นยา ถูกเก็บเกี่ยวโดยทั่วไปจากป่าและซื้อขายกันในท้องถิ่น พืชใช้เป็นส่วนผสมของอาหารเสริมสมุนไพรที่มีการซื้อขายในประเทศมาเลเซียและตะวันออกกลาง
- หน่ออ่อนใช้กินได้-ใช้เป็นยาใช้เป็นยาแผนโบราณในฟิจิ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ใช้สำหรับแก้ไข้และรักษากลาก ในประเทศจีนเพื่อรักษาโรคบิดและโรคไขข้อ สารประกอบมีฤทธิ์ทางสรีรวิทยารวมถึงสารต้านการแข็งตัวของเลือด สารต่อต้านมะเร็งและสารต่อต้านแบคทีเรีย
-อื่น ๆ เนื้อไม้มีน้ำหนักเบาทนทาน ใช้สำหรับการก่อสร้างที่เบาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์  แต่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจเล็กน้อย
ระยะออกดอก-ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด หว่านสดสามารถงอกได้ใน 12 - 47 วัน


มันปู/Glochidion wallichianum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Glochidion wallichianum Müll.Arg.
ชื่อพ้อง    ---Has 6 Synonyms
---Glochidion glomerulatum var. wallichianum
---Glochidion desmocarpum Hook.f.      
---Glochidion curtisii Hook.f.   
---Diasperus curtisii (Hook.f.) Kuntze     
---Diasperus desmocarpus (Hook.f.) Kuntze  
---Phyllanthus wallichianus (Müll.Arg.) Müll.Arg.
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น--- นกนอนทะเล, มันปู, ชุมเส็ด, พุงหมู,  ยอดเทะ, สมเส็ด ; ปรืององ, มันปูใบเล็ก (ภาคใต้); มันปู(ตรัง) ; [THAI: prue-ngong, man pu bai lek (Peninsular);  man pu (Trang).];
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม และมาเลเซีย


พบได้ในป่าดิบ ที่ราบเชิงเขา ที่ราบลุ่ม ชาวบ้านนำมาปลูก บริเวณบ้าน หรือบริเวณสวนใกล้บ้าน
เป็นไม้ต้น สูงประมาณ 15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ขนาดความกว้างของใบมีประมาณ 3.5-5.5 ซม. ยาวประมาณ 5-14 ซม. .ออกแบบเรียงสลับ รูปไข่ขอบใบเรียบ ก้านใบมีความยาวประมาณ 3-5 มม มีเส้นแขนงใบประมาณ 5-7 คู่ ปลายใบแหลม โคนใบมัน หน้าใบสีเขียว ออกมันเล็กน้อย หลังใบเขียวอ่อนกว่า ใบอ่อนและก้านอ่อนมีสีเขียว หรือสีเขียวอมแดง ดอกออกเป็นช่อ ดอกช่อขนาดเล็ก  ผลเป็นรูปทรงกลมแป้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-2 ซม. และสูงประมาณ 1.2-1.5 ซม. ผลแก่มีสีชมพูไปจนถึงสีแดง ภายในผลจะแบ่งออกเป็น 10-12 พู เมื่อแห้งจะแตกออก และมีเมล็ดรูปร่างค่อนข้างกลมขนาดเล็กอยู่ภายในประมาณ 10-12 เมล็ด โดยมีเยื่อหุ้มสีแดงติดอยู่ที่ปลายของแกนผล
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ยอดอ่อนใช้เป็นผักรับประทาน เป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริก หรือรับประทานกับขนมจีน มันปูยอดสีขาว รสมัน อร่อย ถ้ามันปูที่ยอดสีแดง จะมี รสฝาด
-ใช้เป็นยา สรรพคุณทางยา ราก ลำต้น แก้ร้อนใน เป็นยาบำรุง
ระยะเวลาออกดอก ---มีนาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง --เมล็ด แยกต้นเล็กไปปลูก


ทองแมว/Gmelina elliptica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Gmelina elliptica Sm.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms    
---Gmelina asiatica f. inermis Moldenke
---Gmelina integrifolia W.Hunter
---Gmelina tomentosa H.R.Fletcher
---Gmelina tonkinensis Moldenke
---Gmelina villosa Roxb.
ชื่อสามัญ---Badhara bush, Asiatic beechberry, Oval-leafed gmelina.
ชื่ออื่น---กระเบี้ยเหลือง (ศรีสะเกษ); คางแมว (ภาคกลาง, ภาคใต้); จิงจาย (นราธิวาส); ทองแมว (กาญจนบุรี); นมแมว (ราชบุรี, ภาคใต้); [THAI: krabia lueang (Si Sa Ket); khang maeo (Central, Peninsular); ching chai (Narathiwat); thong maeo (Kanchanaburi); nom maeo (Ratchaburi, Peninsular).];[INDONESIA: Wareng, Bulangan, Pongranga.];[MALAYSIA: Bulangan; Belongeh; Pukang matahari (Peninsular); Bulang, Pekan mata hari , Bulang hutan, Bulang gajah, Bulang kecil.];[PALAU: A kulb ne par reth, Kaingebard ra belau.];[PHILIPPINES: Mulawin-aso (Tagalog.); Taluñgud, (Sulu.); Bulbuol, Taluñgun, Kaluñgun,Tantuñgun (Panay Bisaya).];[SPANISH: Rais madre de Dios.];[VIETNAM: Tu hú lá bầu dục].
ชื่อวงศ์---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามัน ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์--- ชื่อสกุลมาจากภาษาละติน Gmelina เพื่อเป็นเกียรติแก่Johann Gottlieb Gmelin (1709-1755) นักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน ; ชื่อสายพันธุ์ ellipticaจากภาษาละติน  หมายถึงรูปร่างของใบมีด


มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอันดามัน, บอร์เนียว, กัมพูชา, จีน (ยูนนาน), ชวา, เกาะซุนดาน้อย, มาเลเซีย, หมู่เกาะมาลูกุ, พม่า, หมู่เกาะนิโคบาร์, ฟิลิปปินส์, สุลาเวสี, สุมาตรา, ประเทศไทยและเวียดนาม เติบโตตามแนวชายฝั่ง ระยะขอบของป่าตามริมฝั่งแม่น้ำและตามริมถนน และในพื้นที่เปิดโล่งอื่น ๆที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 500 เมตร ในประเทศไทยส่วนมากพบทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นตามชายป่าดิบชื้น และป่าชายหาด ความสูงระดับต่ำ ๆ
ทองแมวเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 2-4 เมตร บางครั้งอาจสูงถึง 12 เมตรและเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นถึง 25 ซม.ปลายกิ่งมักห้อยลง ตามกิ่งอ่อนมีขนอุย ลำต้นอ่อนเปลือกต้นจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วเปลือกต้นด้านนอกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีหนามแข็งยาว 0,5-2 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่หรือรูปรี ยาว 3-8 ซม. และกว้าง 2-5 ซม. ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉากปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเกือบกลม แผ่นใบบาง หลังใบด้านบนมีขนขึ้นสั้นนุ่ม  ส่วนท้องใบด้านล่างมีขนอุยแกมขนสั้นขึ้นหนานุ่ม สีเขียวเข้มด้านบนใบ สีเขียวเทาด้านล่าง ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงขนาดเล็กสีเหลืองก้านช่อดอกยาว 10ซม.  ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ ฉ่ำน้ำ รูปกระสวยยาวประมาณ 2 ซม. และเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,5 ซม.   ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองมีเมล็ด 2 เมล็ด ส่วนมากมีเมล็ดเดียวที่เจริญ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ที่มีการระบายน้ำดี ความชื้นสม่ำเสมอ
ใช้ประโยชน์--- พืชนี้เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น และปลูกในเขตร้อนเป็นไม้ประดับ ใบและผลไม้ถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณสำหรับโรคที่หลากหลาย
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ผลและใบ ในคาบสมุทรมาเลเซียพืชใช้พอกสำหรับปวดหัวและผสมกับมะนาวใช้เป็นยาพอกสำหรับอาการบวม -รากจะถูกขูดและหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมกับปัสสาวะของเด็กเล็กใช้ในการรักษาอาการปวดหัวโรคที่เกี่ยวกับผิวหนังและโรคไขข้อ รากผสมกับมะนาวเพื่อรักษาอาการบวมและโรคโลหิตจาง ; นำไปใช้กับหนังศีรษะเพื่อป้องกันผมร่วง -ผลไม้ผสมกับมะนาวและกระเทียมที่ใช้ในร่างกายเพื่อรักษาท้องมาน-ใบต้มใช้สำหรับเหงือกอักเสบ-ผลไม้ที่บดเล็กน้อยจะใช้เป็นครีมบำรุงรอบดวงตา-ยางจากใบหรือผลไม้ใช้เป็นยาหยอดหูแก้ปวดหู ในประเทศไทยเปลือกของ Uvaria spp. และ Gmelina elliptica ใช้รักษาอาการคลื่นไส้และอาเจียนในระหว่างตั้งครรภ์  
ระยะออกดอก ติดผล ---เมษายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


รง/Garcinia lateriflora


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Garcinia hanburyi Hook.f.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Garcinia morella pedicellata Hanbury
ชื่อสามัญ ---Gum Cambodge tree, Gamboge, Hanbury's garcinia, Siam gamboge
ชื่ออื่น ---รง,รงทอง (จันทบุรี,ตราด); [THAI: Rong, Rong thong (Chanthaburi, Trat).]; [AYURVEDA: Kankushtha; Kaalakushtha, Tamaala.]; [GERMAN: Gummi-gutti]; [SWEDISH: Gummiguttaträd]; [UNANI: Usaar-e-revand.]; [VIETNAM: Đằng hoàng].
ชื่อวงศ์ --- CLUSIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม
พืชในเขตร้อนชื้น เติบโตในป่าฝนที่ระดับความสูงไม่เกิน 800 เมตร ในประเทศไทยพบเป็นไม้สวนทางภาคตะวันออก-จันทบุรีและภาคใต้
ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง 12-15 เมตร เปลือกสีเทาเรียบทุกส่วนมียางเหนียวสีเหลือง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ กว้าง4-6ซม. ยาว 8-14 ซม. สีเขียวเข้มมันลื่นโคนใบสอบปลายใบแหลม ใบหนาดอกช่อออกเป็นกระจุกเล็กๆที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นผลสด ค่อนข้างกลม เข็ง มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ชอบดินที่ชื้นมีการระบายน้ำดี ค่าความเป็นกรด - ด่างที่เหมาะสม และสามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่เป็นกรดมาก
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา ยางที่ได้จากลำต้นเป็นยาถ่ายที่รุนแรงใช้สำหรับการรักษาพยาธิตัวตืดใช้สำหรับแผลติดเชื้อ ปวดบวม
-ใช้อื่น ๆ ไม้ มีสีซีดหรือสีน้ำตาลอมเหลืองมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ มีเนื้อละเอียดและหนักพอสมควร ใช้งานได้ง่ายต้องใช้การขัดอย่างดี ใช้สำหรับงานตกแต่งภายใน -ต้นไม้มีค่าเพราะยางที่เรียกว่า gamboge ได้จากพืชชนิดนี้ในน้ำยางสีเหลืองประกอบด้วยเรซิน 70 – 80% ยางเหนียว 15 – 25% กรดที่มีมากคือกรดgambogic มักจะถูกเรียกว่า Siam gamboge (เพื่อแยกความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันจากเปลือกของ G. Morella ซึ่งเรียกว่า Indian gamboge) เป็นสารสีเหลืองทองที่หลั่งออกมาจากแผลในเปลือกใช้สำหรับเคลือบเงา, สีและหมึก มันถูกใช้เป็นเม็ดสีในสีน้ำ
รู้จักอันตราย-ยางที่ได้จากต้นได้ถูกนำมาใช้เป็นยาในอดีต อย่างไรก็ตามปริมาณที่มากอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้มนุษย์ใช้อีกต่อไป
ระยะ ออกดอก---พฤศจิกายน - ธันวาคม---ผลแก่---กุมภาพันธ์ - เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

คำไทย/Bixa orellana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bixa orellana L.
ชื่อพ้อง ---Has 13 Synonyms

-Bixa acuminata Bojer -Bixa tinctaria Salisb.
-Bixa americana Poir. -Bixa upatensis Ram.Goyena
-Bixa katangensis Delpierre -Orellana americana (Poir.) Kuntze
-Bixa orellana f. leiocarpa (Kuntze) J.F.Macbr. -Orellana americana var. leiocarpa Kuntze
-Bixa orellana var. leiocarpa (Kuntze) Standl. & L.O.Williams -Orellana americana var. normalis Kuntze
-Bixa orleana Noronha -Orellana orellana (L.) Kuntze
-Bixa purpurea Sweet

ชื่อสามัญ ---Achiote, Anatto tree, Lipstick plant, Lipstick tree
ชื่ออื่น---คำเงาะ, คำแงะ, คำไทย, คำแฝด (กรุงเทพฯ); คำยง (เขมร); คำแสด (กรุงเทพฯ); จำปู้, ชาด (ภาคใต้); ชาตี (เขมร); ซิติหมัก (เลย); มะกายหยุม (ภาคเหนือ); ส้มปู้ (เขมร-สุรินทร์); แสด (ภาคเหนือ); หมากมอง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ; [THAI: kham ngo, kham ngae, kham thai, kham faet, kham saet (Bangkok); kham yong, cha-ti (Khmer); cham-pu, chat (Peninsular); si ti mak (Loei); ma kai yum (Northern); som-pu (Khmer-Surin); saet (Northern); mak-mong (Shan-Mae Hong Son).]; [ASSAMESE: Latkon-jorat,Jolandhar,Hat-ronga]; [BENGALI: Latkan]; [BOLIVIA: urucú; urucú del monte; urucú silvestre.]; [BRAZIL: açafroa; açafroeira-da-terra.]; [CHINESE: hong mu]; [HINDI: Sinduri,Latkan]; [FIJI: nggesa; nggisa; qesa.]; [FRENCH: annato; orelana; rocou; rocouyer; roucou.]; [GERMAN: Achote; Annottastrauch, Orlean.]; [INDONESIA: galinggem; galuga (Java); paparada; rapoparada; simba; tuwa (Sulawesi); batang; delinggem; gelinggem; kassumbo; kesumba (Sumatra).]; [JAPANESE: hiryu-sida; okenoki]; [KANNADA: Rangamali.]; [MADAGASCAR: vahinamalona.]; [MALAYALAM: Kurannumannal.]; [MARATHI: Sendri.]; [MYANMAR: thinbaw-tidin]; [NETHERLANDS: analto; orleaanboom.]; [PERU: atolé.]; [PHILIPPINES: achuete; echuete; sotis.]; [PORTUGUESE: Anato, urucuzeiro, urucu, açafrão do Brasil.]; [SPANISH: achiolte (Spain); bija.];[SWAHILI: Mzingifuri.]; [SURINAME: kowssewee; roucou.]; [TAMIL: Sappiravirai.]; [TONGA: loa.]; [USA/HAWAII: ‘alaea; ‘alaea la‘au; kūmauna.]; [VENEZUELA: onotillo; onoto.].
ชื่อวงศ์---BIXACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้---อาร์เจนตินา, ปารากวัย, บราซิล, โบลิเวีย, เปรู, เอกวาดอร์, โคลัมเบีย, เวเนซุเอลา, กียานัส;---อเมริกากลาง- ปานามาไปยังเม็กซิโก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษาบราซิลเลี่ยน “biche” ที่เรียกต้นไม้ชนิดนี้ ส่วนคำระบุชนิดตั้งตามนักสำรวจลุ่มน้ำอเมซอนชาวเสปน ในช่วงศตวรรษที่ 16 Francisco de Orellana


Bixa orellana มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อนซึ่งตั้งแต่สมัยโบราณสีย้อมสีแดงที่สกัดจากเมล็ดของมันได้รับการเสริมด้วยพลังสัญลักษณ์ (แสดงถึงชีวิตนิรันดร์, ดวงอาทิตย์, ไฟและเลือด, ความยิ่งใหญ่และอำนาจ) Bixa orellanaกลายเป็นที่นิยมทั่วโลกและในปัจจุบันมีการแพร่กระจายโดยการเพาะปลูกในเขตร้อนของอเมริกาตอนกลาง ทางเหนือและใต้ เช่น เม็กซิโก บราซิล กัวเตมาลาและประเทศที่มีอากาศร้อนทั่วโลก ในแอฟริกามีการเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ในเกือบทุกประเทศ มันได้กลายเป็นสัญชาติในประเทศเคนยาและแทนซาเนีย ในธรรมชาติพบได้ตามป่าเบญจพรรณชื้น ป่าดิบแล้ง แนวชายฝั่งทะเล จากระดับน้ำทะเลใกล้ถึงระดับความสูงประมาณ 2,200เมตร
คำไทยหรือคำเงาะเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กทรงต้นเป็นพุ่มกลมแตกกิ่งก้านมากเปลือกลำต้นเรียบสีน้ำตาลปนเทา ใบเดี่ยวขนาด 7-16 x 4-10 ซม ออกเรียงเวียนรอบต้น รูปไข่หรือรูปหัวใจ โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบบางเกลี้ยง นุ่ม ก้านใบยาว 4-7 ซม.ดอก ออกเป็นช่อตั้งเป็นช่อเชิงหลั่น หรือช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่ง ยาวประมาณ 3-5 ซม ช่อหนึ่งมี  5-10 ดอก กลีบดอกรูปไข่ยาว สีขาวแกมชมพูหรือสีชมพูอ่อน ผลแห้งแตกยาว 1.3-4.5 ซม. และ 1 กว้างประมาณ 3-4 ซม.รูปสามเหลี่ยม ปลายแหลม มีขนสีแดงเข้มทึบยาวปกคลุม คล้ายผลเงาะ แตกออก เป็น2 ซีกเมื่อแก่จัด ภายในมีเมล็ดกลมเล็กยาวประมาณ 5 มม. สีน้ำตาลแดง จำนวนมาก เนื้อหุ้มเมล็ดมีสีแดงหรือสีแสด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ชอบดินที่เป็นกลางถึงเป็นด่างเล็กน้อย ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 7.5 ซึ่งทนได้ 4.5 - 8.5 มันจะเติบโตเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่เมื่อปลูกในดินที่ลึกและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัตถุอินทรีย์ ต้นไม้สามารถเริ่มมีผลเมื่ออายุเพียง 2 ปี

ใช้ประโยชน์--- เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อชีวิตของคนในท้องถิ่นโดยให้ความสำคัญกับอาหารและวัสดุที่หลากหลาย
-ใช้กินได้ เมล็ดมีรสจืดใช้เป็นเครื่องปรุงในจานต่าง ๆ  เมล็ดทั้งหมดนำไปบดกับเครื่องปรุงรสอื่น ๆ ซึ่งให้รสชาติที่เด่นชัดกว่า เมล็ดมีคุณค่าทางโภชนาการสูงประกอบด้วยน้ำมันไขมันจำนวนเล็กน้อย (5%) และโปรตีนประมาณ 13% ผลิตภัณฑ์หลักที่ได้รับจากBixa orellanaเป็นสีย้อมอินทรีย์ที่มีอยู่ในเปลือกหุ้มเมล็ดซึ่งเรียกว่า 'annatto' ในภาษาอังกฤษ 'rocou' ในภาษาฝรั่งเศส 'achiote' ในภาษาสเปนและ 'orlean' ในภาษาเยอรมัน เนื่องจากความสามารถในการละลายของไขมันจึงถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อให้สีแดง - ส้ม - เหลืองแก่ชีส, เนย, น้ำมัน, มาการีน, ไอศกรีม, ขนม, ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่และข้าว
-ใช้เป็นยา แม้จะมีวัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างกันในบรรดาประเทศต่างๆในอเมริกาใต้และตอนกลาง แต่การใช้เพื่อเป็นยาหลายอย่างก็ยังคงเหมือนเดิมเช่นใช้เป็นยาลดไข้  ยาโป๊ว, แก้เบาหวานและขับไล่แมลง พืชถูกใช้ในอเมริกาใต้เพื่อรักษาโรคมาลาเรีย น้ำมันส่งเสริมการรักษาบาดแผลที่ผิวหนัง-ยาต้มจากเปลือกใช้สำหรับรักษา โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคหอบหืด ใช้ยาต้มใบเป็นยารักษาโรคบิดและเพื่อลดการอาเจียนในระหว่างตั้งครรภ์ ยอดสดจะแช่ในน้ำซึ่งจะใช้เป็นยาล้างตาสำหรับตาอักเสบ ใบสามารถเลือกได้ตามต้องการและใช้สดหรือแห้ง น้ำนมจากก้านใบจะถูกแช่ในน้ำร้อนกับเหล้ารัมแล้วใช้ในการกำจัดสารคัดหลั่งออกจากเปลือกตาที่หุ้มห่อเพื่อรักษาเกล็ดกระดี่ รากย่อยอาหารและขับปัสสาวะ ยาต้มนำมารับประทานเพื่อควบคุมโรคหอบหืด -การแช่รากในน้ำและเหล้ารัมใช้ในการรักษาโรคกามโรค เนื้อผลไม้ถูกนำมาใช้ถูบนผิวหนังเพื่อป้องกันผิวถูกแดดเผา
-ใช้ปลูกประดับ มักจะปลูกเป็นไม้ประดับสวนในบ้าน,สวนสาธารณะ สำหรับทรงพุ่มที่สวยงาม ดอกสีขาว-ชมพูกับผลสีแดงสด
-ใช้อื่น ๆ กระพี้มีสีขาวและแก่นไม้สีน้ำตาลอ่อนหรือสีเหลือง ไม้เนื้ออ่อนน้ำหนักเบา (ความถ่วงจำเพาะ 0.4) มีรูพรุนอ่อนแอและไม่คงทน ลำต้นและกิ่งก้านใช้เป็นเชื้อเพลิง -ว่ากันว่าไฟสามารถเกิดขึ้นได้จากการเสียดสีของไม้เนื้ออ่อน 2 ชิ้น-ที่มาของสีย้อมธรรมชาติสีแดงที่รู้จักกันในชื่อ Annatto ถูกใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในการผลิตสีเคลือบเล็บน้ำมันใส่ผม, ลิปสติก, สบู่และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนเช่นขี้ผึ้ง,ยาขัดเฟอร์นิเจอร์, ยาขัดรองเท้า -ชนพื้นเมืองในแถบอเมริกาเขตร้อนใช้สีย้อมจากพืชเพื่อระบายสีใบหน้าและร่างกายเพื่อการตกแต่งและเพื่อปกป้องจากแมลงและดวงอาทิตย์ Annatto paste กรองรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดซึ่งช่วยปกป้องผิวจากการถูกแดดเผามากเกินไป -Bixin สกัดจากเปลือกหุ้มเมล็ดใช้ในอินเดียเป็นยาขับไล่แมลง -สีย้อมสีแดงที่ได้จากเมล็ดถูกนำไปใช้กับผิวหนังเพื่อขับไล่ยุงและแมลงกัดอื่น ๆ-เมล็ดมีน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นหอม
ระยะเวลาออกดอก --- กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ


ต่อไส้/Allophylus cobbe


ชื่อวิทยาศาสตร์---Allophylus cobbe L. Raeusch
ชื่อพ้อง    ---Has 15 Synonyms

-Allophylus serrulatus Radlk. -Euphoria pometia (J.R.Forst.) Poir.
-Allophylus zimmermannianus Gilg ex Engl. -Irina tomentosa Blume.
-Aphania neoebudica Guillaumin -Picrodendron arboreum (Mill.) Planch.
-Aporetica gemella DC. -Pometia pinnata J.R.Forst. & G.Forst.
-Aporetica pinnata (J.R.Forst. & G.Forst.) DC. -Pometia pinnata f. tomentosa (Blume) Jacobs
-Cnesmocarpus excelsus Zipp. ex Blume -Pometia tomentosa (Blume) Teijsm. & Binn.
-Diplocardia excelsa Zipp. ex Blume -ฺBasionym: Rhus cobbe L.
-Dubanus pinnatus (J.R.Forst. & G.Forst.) Kuntze

ชื่อสามัญ---Tit-berry, Indian Allophylus, Diverse Trifoliate Sumach, Rhus cobbe.
ชื่ออื่น---กวง, กุม (ภาคใต้); ไก่เถื่อน (ภาคกลาง); ข้าวตาก (ภาคตะวันออก); คางลาง (ภาคกลาง); ง้วนพู (ภาคตะวันออก); จ๊าตอง (ลำพูน); ต่อไส้ (ทั่วไป); ต่อไส้ขาว (ภาคใต้); ตานขโมย (กาญจนบุรี); ตาลอีลิ้น (สระบุรี); เพี้ยฟาน (ภาคเหนือ); แมงเม่า (ภาคตะวันออกเฉียงใต้); โลด, โลดน้ำ, สิบไส้ (ภาคใต้) ; [THAI:  kuang, kum (Peninsular); kai thuean (Central); khao tak (Eastern); khang lang (Central); nguan phu (Eastern); cha tong (Lamphun); to sai (General); to sai khao (Peninsular); tan khamoi (Kanchanaburi); tan i lin (Saraburi);  phia fan (Northern); maeng mao (Southeastern); lot,  lot nam, sip sai (Peninsular).]; [ASSAMESE: Chi-chehirum.]; [BENGALI: Rakhalphul.]; [BORNEO: pamaman.]; [BRUNEI: Tukil-tukil.]; [CHINESE: Dian nan yi mu huan.]; [INDONESIA: Cukilan (Javanese); si jangi, sicancang (Minangkabau, Sumatra).]; [MALAYALAM: Mukkannanpezhu.]; [MALAYSIA: Chinchang, chunkil (Peninsular); kelampu (Iban, Sarawak); Buah Penancang, Tumbit Kayu, Matoa, Kasai (Malay); Embuakat, Gamperut (Dusun); Bonbongan, Kerimbau (Murut); Mambahino (Bajau).]; [MARATHI: Theepani, thivana.]; [MYANMAR: Zaung-gale.]; [PHILIPPINES: Barotangol (General); bating-tangkaian, bignai-gubat (Filipino).]; [SANSKRIT: Triputa.]; [TAMIL: Amalai.]; [TELUGU: Guvva Gutti, Erra Avalu, Salli Kunkudu.]; [VIETNAM: Chạc ba, Ngoại mộc.].
ชื่อวงศ์---SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย , ศรีลังกา , แอฟริกาใต้ , อเมริกาใต้ , เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปาปัวนิวกินี
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “allos” แตกต่าง และ “phyton” เผ่าพันธุ์ ตามลักษณะที่ผันแปรของรูปร่าง ขนาดของใบ และช่อดอก


มีการกระจายในวงกว้าง พบได้ทั่วไปในเขตร้อนในอเมริกาแอฟริกาและผ่านเอเชียไปยังออสเตรเลียและแปซิฟิก พรรณไม้ชนิดนี้มีความผันแปรสูงมาก พบบ้างที่เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขึ้นอยู่ตามชายหาดและหลังแนวป่าชายเลนที่เป็นเลนแข็ง มีความทนทานทางนิเวศทำให้มีขอบเขตการกระจายหลายสภาพป่า พบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,500 (-2,000) เมตร
ไม้พุ่มขนาดใหญ่หรือไม้ต้นขนาดเล็ก ลักษณะต้นสูงถึง 3-5 เมตรลำต้นมีเปลือกเรียบสีน้ำตาลอมเทา ก้านใบยาว 11 ซม.ใบประกอบแบบนิ้วมือมี3ใบย่อยขนาด 8-12 x 5-7 ซม เรียงเวียนสลับ แผ่นใบรูปไข่หรือรูปไข่กว้าง รูปรีถึงรูปใบหอก โคนใบแหลมเยื้อง หยักมนถึงจักฟันเลื่อย ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกแบบช่อเชิงลด ออกตามง่ามใบ ดอกยาว 6-20 ซ.ม. แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยขนาด 0.2 x 0.3 ซ.ม.สีขาวหรือเหลืองอ่อน ผลรูปทรงกลมหรือไข่กลับ ขนาด  5-6 x 4-5 มม. ซม.ออกเป็นพวงตั้งขึ้น ผลสุกสีส้มถึงแดงสด มันวาว มีเมล็ดกลม1-(2) เมล็ด ขนาดประมาณ 4-5 มม.
การใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้
-ใช้กินได้ผลดิบรสเปรี้ยวนิดๆ ผลสุกรสหวานมาก
-ใช้เป็นยา สรรพคุณทางยา ใบอ่อน ตำผสมดินสอพองสุมกระหม่อมเด็ก แก้หวัด ใบใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก รักษากระดูกหัก บรรเทาผื่น รากขับปัสสาวะ รักษาอาการท้องเสีย รักษาเส้นเอ็นที่ชำรุด
-อื่น ๆ ไม้มีความแข็ง แต่ไม่คงทนมาก ส่วนใหญ่จะใช้เป็นไม้สำหรับโครงสร้างชั่วคราวและใช้เป็นเชื้อเพลิง ในBismarck Archipelago มีการใช้เสาและกิ่งไม้สำหรับทำเรือแคนูและทำเครื่องหมายตำแหน่งของกับดักปลา
รู้จักอันตราย---ผลไม้เป็นพิษกับปลา
ระยะออกดอกและผล---กรกฎาคม - พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ระย่อมตีนเป็ด/Rauvolfia sumatrana

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rauvolfia sumatrana Jack.
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms

-Cyrtosiphonia madurensis Teijsm. & Binn. -Rauvolfia madurensis (Teijsm. & Binn.) Burck ex Koord.-Schum.
-Cyrtosiphonia reflexa (Teijsm. & Binn.) Miq. -Rauvolfia palawanensis Elmer
-Cyrtosiphonia spectabilis Miq. -Rauvolfia reflexa Teijsm. & Binn.
-Cyrtosiphonia sumatrana (Jack) Miq. -Rauvolfia samarensis Merr.
-Rauvolfia blumeana Valeton ex Koord.-Schum. -Rauvolfia spectabilis (Miq.) Boerl.

ชื่อสามัญ---Sumatra devil pepper
ชื่ออื่น---ตีนเป็ดเล็ก (สุราษฎร์ธานี); ระย่อมตีนเป็ด (กรุงเทพฯ) ; [THAI: tin pet lek (Surat Thani); rayom tin pet (Bangkok).]; [CHINESE: Su men da la luo fu mu.]; [MALAYSIA: Pulai pipit.]; [VIETNAM: Ba gạc đại mộc.].
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า ไทย คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว สุมาตรา ชวา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์


มีถิ่นกำเนิดในประเทศพม่า ,ไทย ,มาเลเซีย ,อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ พบขึ้นตามริมลำธารในป่าดิบชื้น ป่าเต็งรังที่ลุ่มและป่าไม้สัก บางครั้งก็อยู่ในขอบของป่าไม้ตามชายฝั่ง ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลถึงประมาณ1400 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคใต้ ขึ้นริมลำธารในป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 400 เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 10-27 เมตร ลำต้นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสูงสุด 43 ซม. ลักษณะของระย่อมตีนเป็ดหรือตีนเป็ดเล็กนั้นตามกิ่งจะมีช่องอากาศหนาแน่น ใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาวประมาณ 4.5-20 ซม. แผ่นใบหนา เส้นแขนงใบข้างละ 24-30 เส้น เรียงจรดกันเป็นเส้นขอบใน ช่อดอกหลายช่อเรียงเวียนรอบข้อตามปลายกิ่ง ยาว 8-20 ซม. กลีบเลี้ยงรูปไข่ ดอกสีขาว หลอดกลีบดอก มีขนสั้นนุ่มรอบปากหลอด ผลออกเดี่ยว ๆ ภายในแยกเป็น 2 ช่อง เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2.5 ซม. สุกสีดำ
ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและแหล่งที่มาของไม้ บางครั้งมีการปลูกเพื่อใช้เป็นยา
-ใช้เป็นยา เปลือกใช้รักษาโรคบิด ในประเทศฟิลิปปินส์เปลือกแห้งใช้รักษาไข้มาลาเรีย เปลือกไม้ใช้เป็นยาระบาย ในเวียตนาม ใช้รากลดความดันโลหิต
-อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่อนใช้สำหรับเป็นไม้กระดานและวัตถุขนาดเล็กเช่นมีดจับ ใช้ทำฝักดาบ
ขยายพันธุ์---เมล็ด


คำขาว/Rhododendron moulmeinense

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhododendron moulmeinense Hook.f.
ชื่อพ้อง--- Has 7 Synonyms
---Rhododendron klossii Ridley.
---Rhododendron leucobotrys Ridley.
---Rhododendron nematocalyx I. B. Balfour & W. W. Smith.
---Rhododendron oxyphyllum Franchet.
---Rhododendron pectinatum Hutchinson.
---Rhododendron siamense Diels.
---Rhododendron stenaulum I. B. Balfour & W. W. Smith.   
ชื่อสามัญ---Westland's Rhododendron.    
ชื่ออื่น---กุหลาบพันปีป่า, กุหลาบเขาหลวง กุหลาบป่า (ทั่วไป); คำขาว (เชียงใหม่);; [THAI: ku lap pa(general); kham khao (Chiang Mai).]; [CHINESE: Máo mián dùjuān huā, Mao mian du juan]; [VIETNAM: Đỗ quyên lá nhọn]
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พืชพื้นเมืองทางตอนใต้ของประเทศจีน (ฝูเจี้ยน ,กวางตุ้ง ,กวางสี ,กุ้ยโจว ,ฮ่องกง ,หูหนาน ,ยูนนาน ), พม่า ,มาเลเซีย ,ไทยและเวียดนาม ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ตามป่าดิบเขา ที่ค่อนข้างโปร่ง สูงจากระดับน้ำทะเล 950-2,200 เมตร เช่น เขาหลวงและ เขานัน จังหวัดนครศรีธรรมราช
ไม้ พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3-15 เมตร  เปลือกสีเทาน้ำตาลไม่ลอก ก้านใบยาว 10-15 มม.ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ เป็นกลุ่มห่าง ๆกลุ่มละ 3-6 ใบ รูปรีแกมรูปหอกยาว 7-14 ซม.กว้าง 3-6 ซม. ปลายใบแหลม ดอก สีขาวออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและซอกใบช่อละ 3-5 ดอก ดอกกว้างถึง 6 ซม.กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกแผ่เป็น 5 กลีบบริเวณโคนกลีบมีประสีเหลืองแต้มเป็นทาง ผลแคปซูลทรงกระบอกมี 5 พู ขนาด 3-4 ซม.ผลแก่แตกเป็น 5 เสี่ยง เมล็ดแบนขนาดเล็กมีปีกบางใสล้อมรอบ จำนวนมาก
คำขาวเจริญเติบโตได้ดีบนภูเขาสูงอากาศหนาวเย็น สภาพป่าสมบูรณ์ ร่มครึ้ม ความชื้นสูง
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-เมษายน/กรกฎาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


กุหลาบแดง/Rhododendron simsii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhododendron simsii Planch.
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Azalea simsii (Planch.) H.F.Copel. -Rhododendron petilum P.C.Tam
-Azalea vittata-punctata (Van Houtte) Lem. -Rhododendron simsii var. albiflorum R.L.Liu
-Rhododendron annamense Rehder -Rhododendron simsii var. strigosistylum G.Z.Li
-Rhododendron bellum W.P.Fang & G.Z.Li -Rhododendron tamurae (Makino) Masam.
-Rhododendron breynii Planch. -Rhododendron viburnifolium W.P.Fang
-Rhododendron calleryi Planch. -Rhododendron vittatum (Fortune) Planch.
-Rhododendron hannoense Nakai

ชื่อสามัญ---Formosa Azalea, Sim's Azalea
ชื่ออื่น---กุหลาบดอย, กุหลาบแดง(เลย); [THAI; kulap daeng (Loei),] ; [CHINESE: du juan, Jiāngnán dùjuān.]; [GERMAN:Zimmer-Azalee.];[SWEDISH:Fönsterazalea.];[TAIWAN:Táng dùjuān.] [VIETNAM: Đỗ quyên hoa đỏ.].
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ตั้งแต่จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน ตอนเหนือของลาว เวียตนาม ไปจนถึงญี่ปุ่น
กุหลาบ แดงไม้ดอกสีสวยแห่งภูสูงภาคอีสาน เป็นไม้ดอกประเภทกุหลาบพันปีชนิดหนึ่ง ในวงศ์กุหลาบป่า (Ericaceae)ชอบขึ้นเป็นกลุ่มๆใกล้ลำธาร ป่าบนภูเขาหินทราย,ป่าดิบเขา ที่ความสูง1,000-1,600เมตร ประเทศไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 1-3 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงสลับแผ่นใบรูปรีแกมรูปไข่กลับกว้าง 1-2.5 ซม.ยาว 2-6 ซม. ใบเหนียวหนามีขนอ่อนปกคลุมทั้งสองด้าน ดอก สีแดงแกมส้ม ออกเป็นช่อที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง จำนวน2-7ดอก ผลรูปไข่ขนาด1-1.5 ซม.มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม เมื่อแก่แตกตามยาว เมล็ดแบนขนาดเล็กจำนวนมากและมีปีกบางใส
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


อ้างอิง, แหล่งที่มา

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙  (2539) ด่านสุทธาการพิมพ์
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                                                          ---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                                                   ---Plants of the World Online | Kew Science . www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org     ---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/

Check for more information on the species:    
        
---Plants Database -Names, synonymy and distribution-The Garden.org Plants Database.  https://garden.org/plants/
---Global Plant Initiative-Digitized type specimens, descriptions and use    
----หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ  www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
---Tropicos- Nomenclature, literature, distribution and collections-Tropicos - Home.  www.tropicos.org/
---GBIF-Global Biodiversity Information Facility-Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
---IPNI- International Plant Names Index- The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
---EOL-Descriptions, photos, distribution and literature-Global access to knowledge about life on Earth. Encyclopedia of Life eol.org/
---PROTA- Uses-The Plant Resources of Tropical Africa.https://books.google.co.th/
---Prelude-Medicinal uses-Prelude Medicinal Plants Database.    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google- Images-Images       

รวบรวมเรียบเรียง: Tipvipa..V
รูปภาพ : ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์  จำกัด
สวนเทวา-เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com







ความคิดเห็น

  1. 1
    SallieStevens
    SallieStevens SallieStevens@gmail.com 27/01/2022 09:53

    Backlinks are links from a page on one website to another. This is important to us and you are giving us a chance and opportunity to help each other. We are hoping to have the same goal for the future of ours. www.chokdeebacarrat.com/ole777

  2. 2
    Kittt
    Kittt Kitti.pint@gmail.com 24/11/2017 14:25

    เป็นประโยชน์มากครับ.. อ่านแล้ว มีความคิดอยากทำสวนเรียนรู้ แสดงพันธุ์ไม้ ..ให้คนรุ่นต่อๆไปได้รู้จัก, รู้ว่ามีประโยชน์มากมาย ,ได้เห็นคุณค่า ,รักต้นไม้ และช่วยกันปลูกต้นไม้ต่างๆให้มากขึ้นๆๆๆ จริงๆครับ... ขอบคุณจริงๆ

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view