สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 18/08/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,720,393
Page Views 12,239,349
 
« August 2017»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

วัชพืข-หญ้า

วัชพืข-หญ้า

วัชพืช-หญ้า

เดินเหยียบไปเหยียบมารู้จักกันบ้างก็จะดี ต้นไม้พวกนี้ไม่ค่อยมีคนสนใจ

อยากจะถอนทิ้งด้วยซ้ำ แต่ถ้ารู้จักอาจไม่อยากเหยียบ

ที่จริงแล้วต้นอะไรก็เป็นวัชพืชได้ทั้งนั้น ถ้าไปขึ้นอยู่ผิดที่ ไปอยู่ในที่ๆไม่มีใครต้องการหาประโยชน์ได้น้อย

ทำให้ระบบเขาเสียหาย ขึ้นง่ายตายยาก กำจัดยากต่างหาก ขยายพันธุ์รวดเร็ว อีกประเด็น

แต่...ไม่มีอะไรร้ายไปหมด ในความร้ายก็มีความดีอยู่


จึงเป็นเรื่องดังนี้

กระเจานา

ชื่อวิทยาศาสตร์: Corchorus aestuans L.

ชื่อสามัญ: East Indian Jew's Mallow.

ชื่ออื่น:  ขัดมอญตัวผู้

วงศ์: TILIACEAE


ไม้ล้มลุก สูงได้ประมาณ 1 ม. ลำต้นมีขนละเอียด หูใบรูปเส้นด้าย 3 อัน ขนาดไม่เท่ากัน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่  ปลายใบแหลมหรือแหลมยาว โคนใบมนหรือกลม บางครั้งเบี้ยว แผ่นใบมีขนยาวกระจายทั้งสองด้าน ขอบใบจักซี่

ดอกออกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อกระจุกสั้นๆ ตามซอกใบหรือตรงข้ามใบ ใบประดับคล้ายหูใบ ก้านดอกสั้นมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอมเหลือง กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับ

 ผลแบบแคปซูล ปลายแยกเป็นพู 2 แฉก มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก

กระเจานามีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง นิยมปลูกเป็นพืชเส้นใย พบตั้งแต่อเมริกา  จนถึงออสเตรเลีย

ในไทยพบได้ทุกภาคพบได้ตามที่ราบระดับต่ำ ริมทาง ทุ่งนา ทุ่งหญ้าที่รกร้าง เป็นพวกเดียวกับปอกระเจา เปลือกต้น มีเส้นใยเหนียวใช้ทำเชือกได้

      เซ่งใบมน

      ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melochia corchorifolia L.
      วงศ์ : Sterculiaceae
      ชื่ออื่น : เซ่งเล็ก ,เส้ง , เส้งเล็ก ,สะแองใบมน ,ขาวปากปุด

เป็นพืชใบเลี้ยงคู่อายุฤดูเดียว ต้น สูงประมาณ 30 - 100 เซนติเมตร ตามลำต้นมีขนปกคลุม เปลือกบางสามารถลอกออกได้ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบสลับ บางครั้งเป็นกระจุก 2 - 3 ใบ ใบรูปหอกปลายแหลม ฐานใบกว้าง โค้งมนเข้าหาก้านใบ ขอบใบหยัก ที่โคนก้านใบมีหูใบเป็นแผ่นหรือเกล็ดแบน ๆ ปลายแหลม 2 อัน ดอก ออกแบบช่อกระจุกออกตามปลายยอดและบริเวณซอกใบ สีแดงหรือชมพู ก้านดอกสั้น ผล เป็นฝักกลมแก่แล้วแตกตามรอยตะเข็บ เมล็ดสีน้ำตาล

 ขยายพันธุ์โดยเมล็ด

 พบขึ้นในที่มีน้ำขัง ชื้นแฉะ และ ในนาช้าว ในแปลงเพาะปลูกพืชสวน พืชไร่

หญ้าดอกอ่อน

ชื่อวิทยาศสตร์ : Crassocephalum crepidioides (Benth.) S.Moore

วงศ์ : ASTERACEAE

ชื่อ อื่น : ผักคออ่อน, ผักเผ็ดแม้ว, ผักเผ็ดช้าง, ผักกาดช้าง, ผักกาดขมุ, ขี้งัว, ผักกาดง่อง,        

หญ้าดอกขาว, หญ้าดอกคำ, ผักห่าน, ผักขี้โว

ถิ่นกำเนิด: แอฟริกา กระจายไปในเขตร้อนทั่วโลก

พืช ฤดูเดียว ลำต้นสูง 60-80 ซ.ม. มีขนละเอียดทั่วลำต้น ใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปรีแกมขอบขนาน ยาว 5-15 ซ.มโคนใบแคบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อยหรือเว้าเป็นแฉกบริเวณฐานใบ

ช่อดอกออกที่ปลายยอด3-5 ช่อรูปทรงกระบอกยาว 1-2 ซ.ม.ที่ส่วนโคนมีใบประดับหุ้ม ดอกย่อยอยู่รวมกันเป็นกระจุก

กลีบดอกย่อยสีส้ม ก้านดอกอ่อนมาก ทานน้ำหนักดอกไม่ไหว
เลยโค้งลง ผลขนาดเล็กมีขนฟูสีขาวเป็นพู่ที่ปลาย น้ำหนักเบา ปลิวไปตามลม

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ยอดอ่อนนำมารับประทานเป็นผักลวกจิ้ม

หญ้าดอกขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vernonia cinerea Less .

วงศ์ :  COMPOSITAE   

ชื่ออื่น :  หญ้าหมอน้อย, หญ้าสามวัน, เสือสามขา เซียวซัวเฮา

       ไม้ล้มลุกลำต้นตั้งตรง สูง 15 – 80 เซนติเมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปวงรีแคบรูปไข่ รูปใบหอกหรือรูปแถบ ใบที่บริเวณโคนต้นขนาดใหญ่กว่าที่ปลายยอด ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบมนหรือแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อย

                  ดอกช่อกระจุกแน่น ออกรวมเป็นช่อแยกแขนง รูปคล้ายช่อเชิงหลั่น  ดอก สีม่วงเข้มแล้วค่อย ๆ จางลงเป็นสีขาว หลุดร่วงง่าย ผลแห้งมีเมล็ดเดี่ยวเปลือกแข็งแห้งไม่แตก.ขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติหรือด้วยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใครอยากเลิก ลด ละบุหรี่มาทางนี้เลย   มีการวิจัยพบว่า ในลำต้น ใบและรากของหญ้าดอกขาวมีสารสำคัญคือ Soduim Nirate ซึ่ง มีฤทธิ์ ทำให้ประสาทรับรสบริเวณลิ้นเกิดอาการชา ทำให้ผู้ที่บริโภคเข้าไปไม่รับรู้รสชาติใดๆ และไม่รู้สึกอยากบุหรี่ เป็นที่มาของการนำหญ้าดอกขาว มาเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการเลิกบุหรี่ 

                     สำหรับสรรพคุณด้านอื่น ใบต้มดื่ม แก้บิด แก้หืด  แก้หลอดลมอักเสบ ตำพอกสมานแผล แก้กลากเกลื่อนเรื้อนกวาง แก้ปวดศรีษะ ตำผสมน้ำนมคนเอาน้ำหยอดตาแก้ตาแดง  ตาแฉะ เมล็ด  ขับพยาธิ แก้ท้องอืดเฟ้อ พอกแก้โรคผิวหนัง  กำจัดเหา  

                           ทั้ง ต้น รสเย็นขื่น  ต้มดื่มลดไข้ กินแก้ไอ แก้ดีซ่าน แก้ตับอักเสบเฉียบพลัน แก้ปัสสาวะรดที่นอน  แก้ร้ดสีดวงทวาร บำรุงกำลัง แก้ท้องร่วง คั้นเอาน้ำดื่มกระตุ้นให้เจ็บท้องคลอด   ขับรก ขับระดู

    ต้นนี้มีสรรพคุณมากมาย อัพเลเวล เป็นสมุนไพรไปเลย

หญ้าเกล็ดหอย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Desmodium triflorum (L.) DC

วงศ์ : LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE

ชื่ออื่น : เกล็ดปลา, ผักแว่นโคก, หญ้าตานทราย, หญ้าตานอ้อย,หญ้าตานหอย

พืช คลุมดินล้มลุก ลำต้นแตกกิ่งทอดนอนไปตามพื้น กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีขาว ใบประกอบแบบขนนกมี3ใบย่อยออกตามซอกใบ รูปไข่กลับ

ดอกออกเ็ป็นช่อกระจะออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกขนาดเล็กรูปดอกถั่ว กลีบดอกย่อยสีม่วงอมชมพู ผลเป็นฝักแบนโค้งล็กน้อย ออกดอกติดผลช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบตามที่รกร้างและพื้นที่โล่งที่ระดับความสูงได้ถึง1300เมตร

หญ้าน้ำดับไฟ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lindenbergia philippensis (Gham.) Benth.

วงศ์ : SCROPHULARIACEAE

ชื่ออื่น : หญ้าดับไฟ

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปีสูง0.5-1 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ดอกช่ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลืองติดกันปลายแยกเป็นสองปากผลแห้งแตกได้

ตำรายาไทยใช้ ทั้งต้น ตำผสมเหล้าพอกรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก พอกฝี


หางปลาช่อน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Emilia sonchifolia Linn

ชื่อสามัญ : Cupid’s shaving Brush, Emilia , Sow Thistle

ชื่ออื่น : ผักบั้ง  ผักแดง  ผักกาดนกเขา  หูปลาช่อน

วงศ์ : ASTERACEAE



เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นตรง สูงประมาณ 20-50 ซม. ตามลำต้นมีขนขึ้นปกคลุม  ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบกว้างเรียวสอบเข้าหาก้านใบ ขอบใบหยักลึกแบบฟันเลื่อยห่าง  

ออกดอกเป็นช่อ โดยออกตามบริเวณกลางลำต้นหรือยอดต้น ช่อดอกหนึ่ง จะมีสองแขนงดอกย่อย กลีบดอกสีแดงม่วงมี5กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปทรงกระบอก กลีบดอกส่วนโคนจะเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อ ดอกสมบูรณ์เพศก้านดอกยาวมักแตกแขนง ผลเดี่ยว เปลือกผลแข็ง แห้งแล้วไม่แตก

ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

พบทั่วไปในแปลงพืชไร่ ตามทุ่งหญ้าโล่ง หรือปะปนกับวัชพืชทั่วไป

บาหยา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asystasia gangetica (L.) T.Anderson
วงศ์ : ACANTHACEAE

ชื่อสามัญ : Indian Asystasia

บาหยาเป็นไม้พุ่มล้มลุก ลำต้นตั้งตรง หรือทอดเลื้อย สูงได้ถึง 1-1.5 เมตร อายุหลายปี ใบเดี่ยวออกสลับเป็นคู่ตั้งฉากกัน รูปไข่แกมรี กว้าง2.5-6ซม.ยาว8-16ซม.โคนใบสอบ ปลายใบเป็นติ่งแหลม ขอบใบเรียบ

ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง เป็นช่อกระจะ ดอกสีม่วงอ่อน โคนกลีบสีขาวอมเหลือง ปลายกลีบแยกเป็น5แฉก นอกจากสีม่วงแล้วยังมีดอกสีอื่นอีก คือสีขาวและสีเหลืองอ่อน ผลแก่แตกเป็น 2 ซีก ภายในมีเมล็ด 3-4 เมล็ด เมล็ดรูปไต แบน สีน้ำตาล

ชอบแสงแดดรำไร ชุ่มชื้น ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและปักชำกิ่ง

พบขึ้นตามที่รกร้าง ริมน้ำ ชายคลอง ทั่วไป

หญ้าพันงูแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyathula prostrata (L.) Blume

ชื่ออื่น  :  หญ้าพันงูเล็ก ,หญ้าพันธุ์งูแดง

วงศ์ : AMARANTHACEAE









ไม้พุ่มขนาดเล็ก มีอายุหลายปี สูงประมาณ 30-70ซ.ม. ลำต้นเป็นข้อสีแดง เหลี่ยมมน ผิวเปลือกต้นเรียบเกลี้ยงหรือมีขนเล็กน้อยตามลำต้นหรือกิ่งก้าน ชอบขึ้นตามพื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ หรือในที่ร่มทั่วไป และตามชายป่า โดยมักขึ้นเองตามธรรมชาติ

ออก ดอกเป็นช่อตั้งที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบ ช่อดอกยาว ปลายช่อมีดอกออกเป็นกระจุกรวมกัน ผลเป็นผลแห้งแตกได้ รูปสามเหลี่ยมผิวเรียบ ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลเป็นมัน

หญ้าพันงูเขียว


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Stachytarpheta jamaicensis (L.) Vahl.
ชื่อสามัญ : Brazilian Tea, Bastard Vervain, Jamaica False Veravin , Arron’s Rod

ชื่ออื่น : เจ๊กจับกบ, เดือยงู, พระอินทร์โปรย , หญ้าหนวดเสือ
วงศ์ : VERBENACEAE

มีถิ่นกำเนิดประเทศเวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย จนถึงมาเลเซีย


 พบได้ในแถบเขตร้อนทั่วไป โดยมักขึ้นตามเนินเขา ตามทุ่งนา ทุ่งหญ้า พื้นที่เปิด หรือตามริมถนน ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 600 เมตร

ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขาทางด้านข้าง

ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน รูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย

ออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ดอกเป็นสีม่วงน้ำเงิน เป็นรูปกลมงอเล็กน้อย มีกลีบดอก 5 กลีบ มีกาบใบ 1 ใบโคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ดอกจะออกในช่วงฤดูร้อน ผลมีกลีบเลี้ยงหุ้มอยู่ พบได้ในบริเวณช่อดอก ถ้าแห้งแล้วจะแตกออกได้ ภายในผลมีเมล็ด

ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด

หญ้าพันงูขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Achyranthes aspera Linn.

ชื่อสามัญ : Prickly chaff-flower

วงศ์ : Amaranthaceae

ชื่ออื่น : หญ้าพันงู  หญ้าพันงูเขา  หญ้าตีนงูขาว  ควยงู  หญ้าโคยงู

เป็นไม้ล้มลุกอายุ1-2ปี สูงประมาณ 30 - 100 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสันข้อโป่งพองออก มีหนามแน่น จะแตกกิ่งก้านสาขามากจากบริเวณโคนของลำต้น แตกกิ่งก้านเป็นคู่ๆ และสามารถทอดกิ่งนอนไปตามพื้นดินแล้วเกิดรากบริเวณข้อได้  กิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม สีเขียว มีขนนุ่มสีขาวขึ้นอยู่ทั่วไป

ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนานหรือไข่กลับ ปลายใบเรียวแหลมถึงกลม  ผิวใบมีขนสั้นละเอียดสีขาวนุ่มเกาะติดจำนวนมาก ดอกออกเป็นช่อยาวที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยเกาะติดห้อยหัวแนบกับก้านช่อ และมีจำนวนมาก ผลมีผิวเรียบรูปทรงกระบอกปลายตัด เมล็ดรูปกระบอกรีหัวและท้ายเรียว ผิวเรียบสีน้ำตาลเหลือง

ขยายพันธุ์วิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นเป็นวัชพืชในบริเวณที่รกร้าง ที่โล่ง และในที่ที่มีความชุ่มชื้น พบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง

หญ้ายาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Euphorbia heterophylla L

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

พืช อายุปีเดียว ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวขุ่น ต้นตั้งตรงอาจสูงถึง1เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงเวียนรอบต้น ใบรูปรีหรือรูปแถบแกมรูปใบหอก แผ่นใบด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน

ช่อ ดอกเป็นช่อกระจุกแน่นออกที่ปลายยอด มีใบเรียงเป็นกระจุกรองรับ โคนใบมีสีเขียวอ่อนดอกแยกเพศอยู่บนช่อเดียวกัน กลีบรวมสีเขียว ดอกเพศเมียรูปร่างกลม ดอกเพศผู้เกิดข้างๆดอกเพศเมีย เกสรเพศผู้สีเหลือง

ผลแบบผลแห้งแล้วแตกกลางพู มี3พู พบตามที่รกร้างทั่วไป

หญ้างวงช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Heliotropium indicum L.

ชื่อสามัญ ; Scorpion Weed

ชื่ออื่น : ผักแพวขาว,หญ้างวงช้างน้อย

วงศ์ : BORAGINACEAE

พืช ล้มลุกสูงไม่ถึงเมตรลำต้นกลม อวบน้ำ มีขนขึ้นอยู่ทั่วไปทั้งต้นและใบ ใบเดี่ยวเรียงสลับหรือเกือบตรงข้ามกัน รูปไข่กว้าง2-5ซม.ยาว3-8ซม. ผิวใบย่นหนาขอบใบจักตื้น ดอกเป็นช่อยาวม้วนงอที่ปลายช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กเรียงกันเป็นสองแถวสีขาวหรือขาวอมม่วงอ่อนๆ ผลรูปรีนาวมี2พู พูละ1เมล็ด

สรรพคุณ ทางเป็นสมุนไพร ทั้งต้นรสขม ใช้เป็นยาเย็น  แก้ไข้ เจ็บคอ ไอ หืด ดับพิษร้อน ใบมีรสเฝื่อนเย็น ต้มน้ำดื่มลดน้ำตาลในเลือด หรือน้ำคั้นใช้หยอดหูแก้ฝีในหู และทาแก้สิว



หญ้าต้อมต๊อก

ชื่อวิทยาศาสตร์ Phylsalis minima Linn

ชื่ออื่น : โทงเทง, ปุงปิง, หญ้าถองแถง

วงศ์ : SOLANACEAE

ไม้ ล้มลุกอายุปีเดียว สูงได้ถึง50เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ ดอกออกเดี่ยวที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว ผลสดรูปค่อนข้างกลมหุ้มมิดด้วยกลีบเลี้ยงที่ยังคงอยู่

พบตามโล่งแจ้งที่รกร้างทั่วไปและในป่าเบญจพรรณ

         ตำรา ยาไทยใช้ทั้งต้นเป็นยาเย็นแก้ร้อนใน แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ต้นสดคั้นกับน้ำเล็กน้อยชุบสำลีอมข้างแก้มค่อยๆกลืนน้ำทีละน้อยแก้พิษฝีขึ้น ในคอ ยาพื้นบ้านใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ท้องเสีย

หญ้าตีนตุ๊กแก

ชื่อวิทยาศาสตร์: Tridox procumbens L

ชื่อสามัญ:  Wild Daisy
วงศ์: ASTERACEAE


ลักษณะคล้ายหญ้าทหารกล้าแต่มีความแตกต่างกัน ดูเผินๆแล้วคล้ายเป็นต้นเดียวกัน
ไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน ลำต้นและใบมึขนปกคลุม ทอดนอนไปตามพื้น ชูยอดขึ้นสูง0.30-0.50เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก ผิวใบทั้งสองด้านมีขน

กลีบดอกสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน 5-8กลีบเป็นกลีบประดับ ดอกจริงสีเหลืองอัดแน่นเป็นกระจุกตรงกลาง ผลแห้งไม่แตกมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ออกดอกตลอดปี พบขึ้นตามริมทางและทุ่งหญ้า

สรรพคุณทางสมุนไพร ใบตำพอกแก้ปวด แก้อักเสบตามข้อ พอกฝี







ปืนนกไส้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bidens pilosa L.

ชื่อสามัญ Spanish needle, Beggar’s tick

วงศ์ : ASTERACEAE

ชื่ออื่น : กี่นกไส้ หญ้าก้นจ้ำขาว

ไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 15-100 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านมาก กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกช่อมีประมาณ 1-3 ดอก ดอกเดี่ยวขนาด 1 เซนติเมตร ดอกเป็นสีเหลืองหรือสีครีม  ผลแห้งไม่แตก ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแห้งเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม ปลายแยกเป็นแฉกมีหนามสีเหลือง 2 อัน

พบได้ตามริมทางที่รกร้างทั่วไป และตามไร่ตามสวน



ผักโขม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amaranthus  biltum L.
วงศ์ : AMARANTHACEAE
ชื่อสามัญ : slender amaranth

ชื่ออื่น : ผักขมจิ้งหรีด ,ผักโขมหัด,ผักโขมบ้าน

                      ไม้ พุ่มล้มลุก อายุฤดูเดียว ขนาดเล็ก สูงประมาณ0. 30-1เมตร ลำต้นตั้งตรง ไม่มีหนาม ใบป้อมเล็กกว่าผักขมหนาม ออกแบบสลับ ช่อดอกมีสีน้ำตาลปนแดง ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง เมล็ดกลมสีน้ำตาลเกือบดำขนาดเล็ก

เป็นได้ทั้งวัชพืชและพืชผักพื้นบ้าน

 เป็นวัชพืชที่ขึ้นทั่วไป ไม่ชอบที่แฉะหรือมีน้ำขัง พบขึ้นเองรวมกับพืชชนิดอื่นในแปลงผัก และพื้นที่เพาะปลูกทั่วไป
สรรพคุณทางสมุนไพร
ต้นแก้อาการแน่นหน้าอกและไอหอบ ใบสดรักษาแผลพุพอง รากช่วยดับพิษร้อนถอนพิษไข้ขับถ่ายปัสสาวะ

ผักโขมหนาม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amaranthus spinosus L.

ชื่อสามัญ : Spiny amaranth, Spiny pigweed

วงศ์ : AMARANTHACEAE

ชื่ออื่น : ผักโหมหนาม

ไม้ ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านมาก ผิวเรียบหรือมีขนเล็กน้อยใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนานแกมใบหอก เมื่ออ่อนอยู่มีขนเล็กน้อยที่เส้นใบ ดอกช่อออกที่ซอกใบและปลายกิ่งช่อดอกโค้ง ดอกย่อยเรียงตัวอัดกันแน่น มีหนาม ไม่แข็ง ขอบกลีบใส ตรงกลางมีแถบสีเขียวหรือม่วง ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกันผลแห้งแตกได้

พูดถึงผักโขมแล้วยาวดีกว่าเพราะมีหลายชนิดอยู่

แต่ที่นิยมนำมารับประทานเป็นอาหารได้แก่  ผักโขมสวน ผักโขมหัด ผักโขมหนาม

ผักโขมจีน ไม่รวมผักโขมป็อปอาย  ทีนี้เรื่องมีอยู่ว่า จากวัชพืชข้างทางที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงก็เลยเลื่อนขั้นเป็นผักขึ้นโต๊ะอาหาร มีสรรพคุณทางยาตามนี้ ยาพื้นบ้านล้านนาใช้ รากเผาไฟพอข้างนอกดำ จี้ที่หัวฝี ช่วยให้ฝีที่แก่แตก

 ใช้ ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม ขับปัสสาวะ แก้ตกเลือด แน่นท้องและขับน้ำนม


ขมหินใบน้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pilea microphylla (L.) Liebm.

ชื่ออื่น : ต้นไข่มด หญ้าไข่มด
วงศ์ :URTICACEAE

ไม่เกี่ยวกับผักขมเลยอยู่คนละวงศ์กัน  ชื่อหลักตามบัญชีรายชื่อพรรณไม้แห่ง ประเทศไทยมีชื่อเรียกต้นนี้อยู่ชื่อเดียว คือ ขมหินใบน้อย แต่รู้จักและเรียกกันทั่วไปว่าหญ้าไข่มด หรือ ต้นไข่มด ส่วนทางเหนือจะเรียกว่า ต้นหยาดน้ำค้าง

ต้นนี้น่าจะมีเกือบทุกบ้าน ใบยุบยิบน่ารัก ต้นกลมเกลี้ยงบางใสอวบน้ำ ใบออกตรงข้ามไม่เท่ากัน ดอกออกตามซอกใบเป็นกระจุก  ชอบขึ้นอยู่ตามที่ชื้น ตามกระถางต้นไม้ริมรั้ว ในที่ร่มชื้นทั่วไป พบเห็นก็มักจะถอนทิ้งทั้งๆที่มันน่ารัก

ตำแยแมว

ชื่อวิทยาศาสตร์:Acalipha indica L.

ชื่อสามัญ :Indian copperleaf, Indian acalypha, Indian-nettle, Tree-seeded mercury

วงค์: URTICACEAE

 ชื่ออื่น: ตำแยแมว, ตำแยตัวผู้, ตำแยป่า, หญ้าแมว, หญ้ายาแมว, หานแมว, ลังตาไก่, อเนกคุณ

                               ตำแยแมวมี 2 ชนิด คือ ชนิดใบกลมเรียกว่าตำแยแมวตัวเมีย ชนิดใบแหลมเรียกตำแยแมวตัวผู้ ที่นิยมนำมาใช้เป็นสมุนไพรคือตำแยแมวตัวเมีย

 ลำ ต้นตรงสูงประมาณ40-60ซม.ใบค่อนข้างกลม ปลายใบแหลมเล็กน้อย ขอบใบจักเล็กๆ ดอกเป็นดอกช่อออกตามต้น ส่วนยอดของช่อดอกเป็นดอกเพศเมีย มีใบประดับหยักเป็นซี่ฟัน มีขนปกคลุม แต่ละใบประดับหุ้มห่อดอก 2-6 ดอก ผลแห้งแตกได้ ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด
สรรพคุณทางยา  ราก  ขับเสมหะ ทำให้อาเจียน ทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร
ใบ ขับพยาธิเส้นด้ายในเด็ก ขับเสมหะในโรคหลอดลมอักเสบ ขับเสมหะในโรคหอบหืด เป็นยาถ่าย (ถ้ารับประทานจำนวนมากจะทำให้ทำให้คลื่นเหียนอาเจียน) ใบแห้งป่นโรยรักษาแผลเนื่องจากนอนมาก ยาระบาย แก้หืด ขับเสมหะ
ทั้งต้น ขับเสมหะ ทำให้อาเจียน

 ถอน พิษของโรคแมวได้ดีตำแยแมวนี้ถ้าถอนเอาขั้นมาทั้งต้นทั้งรากแล้วโยนทิ้งไว้ แมวเห็นเข้า จะตรงเข้ากลิ้งเกลือกไปมาแล้วกินราก เป็นยารักษาโรคของน้องเหมียว

ลูกใต้ใบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Phyllanthus amarus Schum. et Thonn

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ชื่ออื่น : มะขามป้อมดิน หญ้าใต้ใบ หญ้าใต้ใบขาว

ต้นนี้ก็เจอกันบ่อย ไเห็นกันจนเบื่อไม้ล้มลุกสูง 30-60ซม. ทุกส่วนมีรสขม ใบเดี่ยวเรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปวงรีหรือรูปขอบขนาน กว้าง3-4 มม.ยาว5-9มม. ดอกออกที่ซอกใบแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน เพศเมียเป็นดอกเดี่ยว เพศผู้ออกเป็นกระจุก สีนวล ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ กลม ผิวเรียบหรือมีพูบ้าง

สันพร้ามอญ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Justicia gendarussa Burm.f.

ชื่ออื่น : กระดูกไก่ดำ, เฉียงพร้า , กุลาดำ, บัวลา, สำมะงาจีน

วงศ์ : ACANTHACEAE

            

ไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 90-100 ซ.ม. ลำต้นเป็นสีแดงเข้มถึงสีดำหรือเป็นสีม่วง เกลี้ยงมัน ลำต้นและกิ่งเป็นปล้องข้อ ดูคล้ายกับกระดูกไก่ ตามลำต้น กิ่งก้าน และใบมีสีแดงเรื่อ ๆ

เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำและวิธีการเพาะเมล็ด ขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย มักขึ้นเองตามริมลำธารในป่า ออกดอกเป็นช่อบริเวณส่วนยอดของต้น หรือบริเวณปลายกิ่ง ผลเป็นฝัก ต้นนี้ ณ ขณะนี้คงไม่เป็นวัชพืชอีกต่อไปถ้านำมาปลูกเป็นแถวริมรั้วริมทางตัดแต่งแล้วดูดี ด้วยโตเร็วและดูแลง่าย ขยายพันธุ์ง่าย เลื่อนสถานะเป็นไม้ปลูกประดับแบบชิลๆ


ขอบชะนาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pouzolzia indica Gaud.(Pouzolzia zeylanica Benn.)

วงศ์ : URTICACEAE

ชื่ออื่น : ขอบชะนางขาว, ขอบชะนางแดง,ต้นหนอนตาย


ไม้ ล้มลุกเลื้อยแผ่ไปตามดินยอดตั้งขึ้นมี2ชนิดคือ ขอบชะนางขาว กับ ขอบชะนางแดง ลำต้นโตกว่าก้านไม้ขีดเล็กน้อย ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกมีขนเล็กน้อยบนต้นและแผ่นใบ
ดอกของขอบชะนางแดงสีแดงส่วนดอกของขอบชะนางขาวสีเขียวอมเหลือง เป็นดอกขนาดเล็กออกเป็นกระจุกที่ซอกใบและกิ่ง เป็นดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกันผลเป็นผลแห้งไม่แตก 

มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ ขอบชะนางแดงและขอบชะนางขาว มักขึ้นตามสวนริมร่อง และขึ้นตามพื้นที่ร่มเย็นที่มีอิฐปูนเก่า ๆ หรือตามที่ผุพัง ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ต้น และดอกจะมีรสเมาเบื่อ นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก เอามาวางในปากไหปลาร้า ฆ่าหนอน วัวควายที่เป็นแผลขนาดใหญ่ ใช้ต้นสดตำเป็นยาฆ่าหนอนแมลง และรักษาแผลสดอีกด้วย เปลือกของต้น ช่วยดับพิษในกระดูกในเส้นเอ็น หุงน้ำมันทารักษาพยาธิผิวหนัง แผลพุพอง

ขอบชะนางทั้ง2ชนิด นำมาปรุงรับประทานเป็นยาขับเลือด และขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคหนองใน 


ผักปลัง

ผักปลังขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Basella alba L

ผักปลังแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Basella rubra L.


ไม้ เถาเลื้อยล้มลุกทุกส่วนของต้นอวบน้ำ เกลี้ยง กลม ไม่มีขน แตกกิ่งก้านสาขามาก มีความยาวประมาณ 2-6 เมตร หากลำต้นเป็นสีเขียวจะเรียกว่า “ผักปลังขาว” ส่วนชนิดที่ลำต้นเป็นสีม่วงแดงจะเรียกว่า “ผักปลังแดง” ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ป้อม เนื้อใบหนานุ่ม เมื่อขยี้มีเมือกเหนียว ดอกช่อออกที่ซอกใบดอกย่อยสีชมพู ไม่มีก้านดอก ผลเป็นผลสด ฉ่ำน้ำ สีดำ

มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียและแอฟริกา ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปักชำเถาแก่ เจริญเติบโตได้ดีในที่ชื้นระบายน้ำได้ดี ชอบแสงแดดรำไร

พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ตามป่าทุ่ง ที่รกร้าง หรือตามที่ชุ่มชื้นทั่วไป

หญ้าลิ้นงู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hedyotis corymbosa Lamk

ชื่อสามัญ :  Diamnel-flower
 วงศ์  : RUBIACEAE

พืชล้มลุกคลุมดิน ลำต้นเป็นข้อ เลื้อยยาวประมาณ 15-50 ซ.ม. ลำต้นเป็นเหลี่ยมเรียบ  แตกกิ่งก้านสูงประมาณ 15-50 ซม. ใบเดี่ยวขนาดเล็กเรียบแหลม ขอบใบหยาบ หูใบเล็ก ไม่มีก้านใบ หลังใบคดงอ ออกดอกตามง่ามใบ ดอกออกเป็นช่อประมาณ 2-4 ดอก กลีบดอกและกลีบรองดอกเป็นสีขาวหรือสีแดงอ่อน ดอกรูปกรวยปลายแยกมีขนปก ผลเป็นสันสี่มุม เปลือกหุ้มแข็ง ผลแตกออกเมื่อแก่ ภายในผลมีเมล็ดมาก เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ความชื้นสูงมีแดดส่องถึง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด

พบในเขตอากาศร้อนถึงร้อนชื้น ในแถบแอฟริกา เอเชีย แคริบเบียน อเมริกา ออสเตรเลีย และแปซิฟิก

กรดน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์Scroparia dulcis Linn.

ชื่อสามัญ : Sweet Broomweed, Macao Tea

ชื่อวงศ์ : SCROPHULARIACEAE

ชื่ออื่น : กระต่ายจามใหญ่ กัญชาป่า มะไฟเดือนห้า

ไม้ล้มลุกอายุ2ปี ลำต้นไม่มีขน มีความสูงประมาณ 25-80 ซม.ใบเล็ก สีเขียวแก่ ขอบใบหยักแบบฟันปลา ใบออกตรงข้าม หรือเป็นวงรอบข้อ ข้อละ 3-4 ใบกิ่งเล็กเรียว แผ่สาขามาก ดอกขนาดเล็กกลีบดอกสีขาว กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบสีเขียว ต้นหนึ่งจะมีดอกมาก

ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำดี ชอบความชื้นค่อนข้างมาก และแสงแดดแบบเต็มวัน เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบันพบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนชื้น ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นเป็นวัชพืชในที่รกร้าง ป่าผลัดใบ และพื้นทรายริมฝั่งแม่น้ำ

กะเม็ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eclipta prostrata Linn.

วงศ์ : ASTERACEAE

ชื่ออื่น : กะเม็งตัวเมีย, หญ้าสับ, ฮ่อมเกี่ยว

ไม้ล้มลุกอายุปีเดียวสูง 30-50 ซม. ลำต้นสีเขียวหรือน้ำตาลแดงมีขนละเอียด ใบเดี่ยวตรงข้ามรูปหอกผิวใบมีขนทั้งสองด้าน  กว้าง1-2.5ซม.ยาว3-7ซม.ขอบใบมีรอยหยักเล็กน้อย ไม่มีก้านใบ มีขนสั้นๆ สีขาวปกคลุมทั่วใบ ดอกช่อออกที่ซอกใบกลีบดอกสีขาว ดอกย่อยรอบนอกเป็นดอกเพศเมีย ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลายมน ดอกย่อยที่อยู่ตรงกลางเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ลักษณะคล้ายรูปถ้วย กลีบดอกติดกัน ปลายกลีบแยกออกเป็นแฉก มีส่วนที่คล้ายกลีบเลี้ยง 5-6 กลีบ สีเขียวรองรับช่อดอก ผลแห้งไม่แตก แบน สีดำ

พบตามที่ชื้นแฉะทั่วไป อยู่ได้ทั้งแดดจัดและร่มรำไร แต่อยู่ในร่มใบจะใหญ่กว่า

สรรพคุณทางสมุนไพรโดยสำคัญอย่างย่อ

ใช้ใส่แผลสดห้ามเลือด ทั้งต้นแก้มะเร็ง(อาการแผลเรื้อรัง เน่าลุกลาม รักษายาก) เป็นยาฝาดสมาน

สะเดาดิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Glinus oppositifolius (L.) A.DC.
วงศ์ : Molluginaceae

ชื่อสามัญ : ชื่ออื่น : ผักขวง  ผักขี้ขวง

ไม้ล้มลุก ลำต้นทอดเลื้อยแตกแขนงแผ่ออกรอบต้น ใบมีขนาดเล็กเรียวยาว ออกจากบริเวณข้อ 4-5 ใบ ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้น ดอก ออกรอบๆ ข้อ 4-6 ดอก กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว  ผลรูปยาวรี ผลแก่แตกออกเป็นสามแฉก ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลแดงจำนวนมาก

 พบขึ้นบริเวณที่ชื้น ในไร่นา และตามสนามหญ้าโดยทั่วไป ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด

เยี่ยวหมู

ชื่อวิทยาศาสตร์: Adenostemma lavenia (L.) Kuntze

วงศ์ : ASTERACEAE


ไม้ล้มลุก มีความสูงของต้นประมาณ 30-100 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรงมีลักษณะเป็นสันหรือค่อนข้างเป็นรูปทรงกระบอก มีขนขึ้นปกคลุมหรือเรียบเกลี้ยง กิ่งก้านที่ยอดต้นมีสีม่วงแดง มีขนเล็กน้อย ส่วนบริเวณโคนต้นกิ่งก้านเรียบมัน ไม่มีขนปกคลุม โคนต้นที่อยู่ติดกับพื้นดินเป็นข้อและมีราก

ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด จัดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ชอบขึ้นในที่ดินร่วนซุยและมีความชื้นแฉะ ว่างร้างทั่วไป

   ต้อยติ่งบ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Ruellia tuberosa L.

ชื่อสามัญ : Primrose
วงศ์ : ACANTHACEAE

เป็นไม้ล้มลุก เนื้ออ่อน มีลำต้นสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ตามลำต้นจะมีขนอ่อน ๆ ขึ้นปกคลุมอยู่เล็กน้อย ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้ง่ายตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป 

                    ต้อยติ่งบ้านจะมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพร นิยมใช้เมล็ดแช่น้ำนำมาพอกฝีดูดหนอง และใช้เป็นยาสมานแผลที่คนสมัยก่อนรู้จักกันดี สันนิษฐานกันว่าเป็นต้นไม้ พื้นเมืองของประเทศจีน แต่เข้ามาในเมืองไทยนานแล้วโดยซินแสจีนนำเมล็ดมาเผยแพร่ เป็นยารักษาแผลอย่างที่บอก เมื่อใช้เสร็จก็แกะเมล็ดทิ้ง จึงเกิดการกระจายพันธุ์ทั่วไปในเมืองไทย

ขลู่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pluchea indica (L.) Less

ชื่อสามัญ : Indian Marsh Fleabane

วงศ์ : COMPOSITAE

ชื่ออื่น : หนาดงัว, หนาดวัว,หนาดงิ้ว, หนาดงั่ว

ไม้ พุ่มสูง 1-2.5เมตร ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กลับกว้าง1-5ซม.ยาว2.5-10ซม.ขอบใบหยักซี่ฟันห่างๆ ดอกช่อออกที่ยอดและซอกใบ กลีบดอกสีม่วง ผลแห้งไม่แตก

ตำรา ยาไทยใช้ทั้งต้นต้มกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้เบาหวาน ต้มน้ำอาบแก้ผื่นคัน น้ำคั้นใบสดรักษาริดสีดวงทวาร

การ ทดลองในสัตว์และคนปกติ พบว่ายาชงทั้งต้นมีฤทธิ์ขับปัสสาวะมากกว่ายาขับปัสสาวะแผนปัจจุบัน(hydrochlorothiazide) และมีข้อดีคือสูญเสียเกลือแร่น้อยกว่า



ขัดมอน

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; SIDA ACUTA BURM.F.

ชื่ออื่น ; หญ้าขัดใบขาว,ขัดมอนใบยาว ขัดมอนป่า คันมอญ

วงศ์ : MALVACEAE

 ไม้ พุ่มขนาดเล็ก สูงได้ถึง 1 เมตร ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุมใบเดี่ยว เรียงสลับ มีหูใบ 1 คู่ ใบรูปไข่กลับถึงรูปข้าวหลามตัด โคนใบแหลมหรือมน ขอบใบหยัก ปลายใบแหลม ท้องใบมีนวลสีขาว

ดอกเดี่ยวเกิดที่ซอกใบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูติดกันเป็นกลุ่มเดียวและเป็นหลอดหุ้มเกสรเพศเมียเอาไว้ โคน หลอดเชื่อมติดกับโคนกลีบดอก หลอดก้านชูอับเรณูสีเหลืองแกมขาว มีขนอ่อนเล็กๆปกคลุม ตอนปลายแยกเป็นยอดเกสร 5-6 แฉก ผลแห้งแตกเป็น  5-6 พู  ผิวเรียบ ปลายแต่ละพูเป็นหนาม เมล็ดรูปไต

ตามหลักทั่วไปมีการแยกหญ้าขัดมอญออกเป็น 2 ชนิดตามลักษณะของรูปใบ คือ หญ้าขัดมอญใบแหลม ชื่อวิทยาศาสตร์ ; SIDA ACUTA BURM.F. อีกชนิดหนึ่งคือ หญ้าขัดมอญ ใบรี หรือ SIDA RHOMBIFOLIA LINN.

เถาคันขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cayratia trifolia (L.) Domin

วงศ์ : VITACEAE

ชื่ออื่น : เถาคัน, เถาคันขาว,เครือพัดสาม

ไม้ เลื้อยเนื้ออ่อนยาว 2-20 เมตร มีมือเกาะ ใบประกอบแบบมี ใบย่อย3 ใบ แผ่นใบด้านล่างมีขนเล็กน้อย ใบย่อยปลายสุดรูปไข่หรือรูปไข่กลับ กว้าง 1-4 ซม. ยาว 1.5-6 ซม. ขอบใบจักซี่ฟัน ใบย่อยคู่ข้างรูปไข่เบี้ยวและขนาดเล็กกว่า

                 ดอกออกเป็นช่อกระจุก ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก สีเขียวอ่อน ผลสดมีเนื้อหลายเมล็ด รูปร่างกลมแป้น ขนาด 0.5-1 ซม. เมื่อสุกสีดำ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตำรา ยาไทยใช้ ใบและราก ลดไข้ ฝาดสมาน เถา ขับเสมหะ แก้ลมวิงเวียนหน้ามืด ขับลม ขับเสมหะลงสู่ทวารหนัก แก้กษัย (การป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม โลหิตจาง ปวดเมื่อย) ฟอกเลือด แก้ช้ำใน ใบ รักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน พอกรักษาแผลในจมูก ทาถูนวดให้ร้อนแดงแก้ปวดเมื่อย หรืออังไฟปิดฝี ถอนพิษปวดบวม


ขี้กา

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Bryonia lacinioas

วงศ์ :CUCURBITACEAE

         ไม้ เถาเลื้อยเนื้ออ่อนขนาดเล็ก เลื้อยไปตามพื้นดินหรือกิ่งไม้ มีมือเกาะ ใบเดี่ยวรูปสามเหลี่ยมหรือห้าเหลี่ยม ออกเรียงสลับกัน แผ่นใบสีเขียวหนาสากมือ โคนใบเว้าปลายใบเป็นแฉก ขอบใบหยักเว้า ขนาดใบกว้าง4-8ซม.ยาว5-10ซม. ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ กลีบดอกบางสีขาว ผลกลมสีเขียวมีคาดตามแนวตั้งหลายเส้น เมื่อสุกสีแดงภายในมีเมล็ดสีดำ

          

   ใช้เป็นยาฆ่าเลือดไร และเหาได้ ใบสด ใช้ตำสุมขม่อมเด็กเวลาเย็น รักษาอาการคัดจมูก

หญ้าลูกข้าว

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Spermacoce ocymoides Burm.f.

วงศ์ : RUBIACEAE

วัชพืชล้มลุก ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 15-40 ซ.ม. ใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปใบหอกหรือรูปขอบขนานแกมใบหอก แผ่นใบเป็นสีเขียว ส่วนเส้นใบเป็นสีม่วงแกมน้ำตาล มีขนเล็กน้อยทั้งสองด้าน

ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ผลสดขนาดเล็กรูปกลม แตกตามขวาง

ออกดอกประมาณมิถุนายน-มีนาคม พบขึ้นในพื้นที่เปิดโล่งและตามพื้นที่น้ำขังแฉะ

ผักคราด


ชื่อวิทยาศาสตร์: Spilanthes acmella Murr.

ชื่อสามัญ: Para Cress, Spot Flower, Tooth-ache Plant

ชื่อวงศ์: ASTERACEAE

        ไม้ล้มลุก สูง 30-40 ซม. ลำต้นค่อนข้างกลม อวบน้ำ สีเขียวหรืออาจมีสีม่วงแดง ต้นทอดไปตามพื้นดินเล็กน้อย

ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปสามเหลี่ยม กว้าง 3-4 ซม. ยาว 3-6 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย

ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ รูปกรวยคว่ำ สีเหลืองอ่อน ผลแห้ง รูปไข่

พบขึ้นได้ทั่วไปในที่ลุ่ม ชื้อแฉะ หรือตามป่าละเมาะ

ผักคราดหัวแหวน

ชื่อวิืทยาศาสตร์ : Acmella oleracea (L.) R.K.Jansen

ชื่อสามัญ : Para Cress

วงศ์ : COMPOSITAE (ASTERACEAE)

ชื่ออื่น : ผักคราด,ผักตุ้มหู

ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก อายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง กลมอวบน้ำสีเขียวม่วงแดง มีขนปกคลุม สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ทอดไปตามดินปลายชูขึ้น

ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปสามเหลี่ยม รูปไข่ หรือเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ ขอบใบเรียบ หรือเป็นจักคล้ายฟันเลื่อยแบบหยาบ ๆ ผิวของใบมีขนและสาก

ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง เป็นกระจุกสีเหลือง ดอกมีลักษณะกลมเป็นรูปไข่ ปลายแหลมคล้ายหัวแหวน ยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร ดอกย่อยมี 2 วง วงนอกเป็นดอกตัวเมีย ส่วนวงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ก้านของดอกเรียวยาว ผลเป็นผลแห้งรูปไข่

พบขึ้นได้ทั่วไปในที่ลุ่ม ชื้อแฉะ หรือตามป่าละเมาะ รวมไปถึงที่รกร้างหรือที่ราบโล่งแจ้ง

ผักคราดทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wedelia biflora (Linn.) DC.

วงศ์ : COMPOSITAE


ไม้ เถาล้มลุกมักทอดเลื้อยคลุมพื้นดินยาว1-5เมตร กิ่งใบและช่อดอกมีขนสั้นสีขาว สากมือปอคลุม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปใบหอก ขนาด2-4x4-.8ซม. โคนใบสอบรูปลอ่มขอบใบหยักฟันเลื่อยปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบคล้ายแผ่นหนังบาง ผิวใบมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน

ดอกแบบช่อเชิงลดกระจุกแน่นสีเหลืองดูคล้ายดอกเดี่ยวบนปลายก้านช่อดอก ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อนรูปขอบขนานขนาดเล็กยาวประมาณ0.3ซม.ปลายผลมีขนแข็งเป็น พู่

พบขึ้นทั่วไปตามชายหาด ที่ชื้นใกล้ชายฝั่งทะเล ที่โล่งใกล้ขอบพรุ

ออกดอกเดือนมิถุนายน-ตุลาคม

เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนทวีปเอเซียและออสเตรเลีย

ผักเบี้ยทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sesuvium portulacastrum (L.) L

วงศ์ : AZOACEAE

ชื่อสามัญ : Sea Purslane

ไม้ เถาล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นทอดยาวแผ่คลุมดินลำต้นกลมอวบเกลี้ยงภายในเป็นโพรง สีเขียวถึงแดงเรื่อ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม แผ่นใบรูป ใบรูปหอกกลับถึงรูปไข่แกมรูปรี ขนาด0.2-1.5x1-5ซม.โคนใบสอบแคบเข้าหา กันและแผ่เป็นกาบเล็กๆหุ้มลำต้น เนื้อใบอวบน้ำ หนา ด้านบนด้านล่างคล้ายกัน แผ่นใบตอนปลายมักสีแดงเรื่อ

ดอกเดี่ยวออกตามง่ามใบ ดอกรูปกงล้อ ด้านนอกสีเขียวอ่อนด้านในสีม่วงอมชมพู ขนาด1.2-2.4ซม.ผลแบบผลแห้งแตกตามขวางมี20-30เมล็ด

ออกดกตลอดปี พบขึ้นตามชายหาดหรือพื้นที่เปิดตามชายฝั่งทะเลในเขตน้ำเค็มจัด ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรม

เขตการกระจายพันธุ์ กระจายกว้างขวางทั่วเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน


ผักเสี้ยน

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cleome gynandra L.

ชื่ออื่น :  ผักเสี้ยนไทย, ผักเสี้ยนขาว

วงศ์ : CAPPARIDACEAE

ไม้ล้มลุก มีความสูงประมาณ 30-15 ซ.ม.ทุกส่วนของต้นมีขนปกคลุม  มีรากแก้ว และรากแขนงจำนวนมาก ใบเป็นใบประกอบ มี 3-5 ใบย่อย รูปไข่กลับหรือรูปใบหอกกลับ ปลายใบแหลม โคนเรียวสอบ ส่วนขอบใบเป็นจักฟันเลื่อยละเอียด และมีใบประดับจำนวนมาก ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกจำนวนมาก กลีบเลี้ยงดอกมี 4 กลีบ รูปใบหอก ผลมีลักษณะเป็นฝักยาวคล้ายถั่วเขียว ฝักอ่อนสีเขียวแก่แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีเมล็ดจำนวนมาก

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

แหล่งที่พบผักเสี้ยน มักพบขึ้นเป็นวัชพืชตามท้องไร่ปลายนา ที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป และริมลำธาร

ผักเสี้ยนขน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cleome rutidosperma DC.

วงศ์ : CLEOMACEAE

พืช ปีเดียวลำต้นสูงชอบขึ้นในที่ชื้น พอต้นสูงจะเอนลงลำต้นเป็นเหลี่ยมส่วนที่แก่จะมีสีม่วงปน มีต่อขนปกคลุมหรืออาจไม่มี ใบประกอบมี3ใบย่อย ใบกลางรูปคล้ายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ปลายและโคนใบแหลม ใบข้างรูปรีปลายแหลมโคนเบี้ยว ก้านใบยาว

ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ดอกสีม่วงน้ำเงินก้านดอกยาว ออกดอกตลอดปี ผลเป็นฝักกลมเมล็ดสีดำ

ปลูกเป็นพืชคลุมดินพบตามริมทางและที่รกร้างทั่วไป

ผักเสี้ยนผี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cleome viscosa L

วงศ์ : CAPPARIDACEAE

ชื่อสามัญ : Polanisia Vicosa, Wild Caia

ชื่ออื่น : เสี้ยนผีตัวเมีย, ส้มเสี้ยนผี,ไปนิพพานไม่กลับ

ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก สูง30-60ซม.  มีขนอ่อนสีเหลืองปกคลุมตลอดลำต้น ภายในมีเมือกเหนียว สูงประมาณ 1เมตรเวลาเด็ดหรือหักกิ่งจะมีกลิ่นฉุน

ดอก ผักเสี้ยนจะมีสรรพคุณทางยาในการฆ่าเชื้อโรคใช้แก้อาการอักเสบของแผลสด ใช้ดอกผักเสี้ยนผีตำพอกทำให้แผลหายเร็วขึ้น ใช้ดอกผักเสี้ยน2ช่อต้มน้ำดื่มฆ่าพยาธิในกระเพาะและลำไส้โดยเฉพาะพยาธิ ไส้เดือนขับออกดีนัก ส่วนรากแก้ผอมแห้งแรงน้อยเนื่องจากคลอดบุตรและอยู่ไฟไม่ได้ ใบแก้ปัสสาวะพิการ (อาการปัสสาวะปวด กะปริบกะปรอย ขุ่นข้นสีเหลืองเข้ม หรือมีเลือด)

ใช้ภายนอก ในตำรับ ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก เป็นยาประคบหรือประน้ำมันขี้ผึ้ง

ตำรับพื้นบ้าน ใช้เป็นยาทำให้นอนหลับ แก้ปวดหัวดิบ ลมปะกัง วิตกกังวล เครียด ท้องผูก พรรดึก

ผักกระสัง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peperomia pellucida ( L.) Humb; Bonpl & Kunth
วงศ์ : Piperaceae
ชื่ออื่น : ชากรูด ผักกระสัง ผักราชวงศ์  ผักสังเขา ผักฮากกล้วย

ไม้ ล้มลุก ต้นมีขนาดเล็กสูงประมาณ 10-20 ซม. ลำต้นและใบมีสีเขียวใส เปราะหักง่าย ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาเป็นคลื่นเล็กน้อย

ดอก ออกเป็นช่อ ตามปลายยอด ช่อดอกมีสีเขียวอ่อนหรือสีครีม
พบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในแปลงผัก ในสวนและตามสนามหญ้า บริเวณบ้าน ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด

ผักเบี้ยหิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boerhavia diffusa L.

วงศ์ : NYCTAGINACEAE

ชื่ออื่น : ผักขมหิน ผักขมฟ้า ผักปั๋งดิน ปังแป

ลำ ต้นตั้งตรงหรือทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ใบรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายแหลม โคนใบตัด มีต่อมสีแดงตามขอบ ช่อดอกออกตามซอกใบและปลายกิ่ง เป็นช่อแยกแขนง มีดอกย่อยรวมกันเป็นกลุ่ม กลีบรวม ดอกสีชมพู ม่วง แดงหรือขาว

ผลแห้งเมล็ดล่อน

รากต้มแก้ริดสีดวง แก้ลม แก้เสมหะ แก้ฟกช้ำ บวมในท้อง ใบแก้เสมหะ แก้โรคลม ดอกขับโลหิต แก้ริดสีดวงทวาร

ผักเบี้ยใหญ่

ชื่อวิทยาศาสตร์: Portulaca oleracea L.

ชื่อสามัญ : Purslane, Common purslane, Common garden purslane, Pigweed purslane

วงศ์ : PORTULACACEAE



ถิ่นกำเนิดในอินเดีย กระจายพันธุ์ทั่วไปในเขตร้อน

 เป็นพืชที่มีอายุเพียงปีเดียว ลำต้นเตี้ยเลื้อยทอดไปตามพื้นดิน บางครั้งปลายตั้งชูขึ้นได้สูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไป

ลำต้นอวบน้ำเป็นสีเขียวอมแดง ก้านกลม

จัดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขึ้นได้เองโดยไม่ต้องทำการเพาะปลูก ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด

พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ มักขึ้นบริเวณชายฝั่งริมน้ำที่โล่งดินทราย ที่ชื้นแฉะ ที่รกร้างทั่วไป หรือพบขึ้นเป็นวัชพืชตามริมถนน ข้างทางเดิน


ผักเป็ดไทย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alternanthera sessilis (L.) R.Br. ex DC.

ชื่ออื่น : ผักเป็ด, ผักเป็ดขาว, เปรี้ยวแดง

ชื่อวงศ์ : AMARANTHACEAE

เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก อายุราว 1 ปี ลำต้นตั้งตรงหรืออาจเลื้อยก็แล้วแต่ สูงประมาณ 10-45 เซนติเมตร ตามข้อของลำต้นจะมีราก ระหว่างข้อต่อมีร่องและมีขนปกคลุมเล็กน้อย ลำต้นมีทั้งสีแดง และสีขาวอมเขียว

 ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม โดยจะออกตามข้อของต้น ลักษณะรูปร่างไม่แน่นอน มีทั้งใบแคบ ยาว เรียวแหลม ปลายแหลม ปลายมน หรือเป็นรูปไข่กลับ ขอบใบเรียบหรือเป็นหยักเล็กน้อย โดยแผ่นใบจะเป็นสีเขียว ไม่มีก้านใบหรือมีแต่จะขนาดสั้นมาก

ออกดอกเป็นช่อกลม ๆ ตามง่ามใบ ช่อดอกหนึ่งจะมีดอกย่อยประมาณ 1-4 ดอก ไม่มีก้าน

ผลเป็นรูปไตหรือรูปหัวใจกลับ มีขนาดเล็กมากพบอยู่ในดอก

ผักเป็ดในบ้านเราจะมีอยู่สองแบบ คือ ผักเป็ดใบกลมและผักเป็ดใบแหลม โดยชนิดใบแหลมมักจะในพบบริเวณที่อยู่ไกลจากแหล่งน้ำ ได้รับแสงน้อย มีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นคือเป็นยาบำรุงโลหิต กระจายโลหิตไม่ให้จับกันเป็นก้อน ๆ แก้ช้ำใน ฟกช้ำ ส่วนชนิดใบกลม (ใบไข่กลับ) จะอยู่ใกล้บริเวณแหล่งน้ำ ชาวบ้านนิยมนำมารับประทานมากกว่าใบแหลม เพราะใบกลมจะอวบน้ำ เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย มีรสจืด ไม่ขมเหมือนชนิดใบแหลม และมีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นคือเป็นยาระบาย

ขึ้นได้ในทุกสภาพของดิน ไม่ว่าจะเป็นดินแห้งหรือดินแฉะ โดยมักจะพบได้ตามที่รกร้างทั่วไปหรือตามที่ชื้นข้างทาง ที่ระดับความสูงใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึง 1,000 เมตร


ใบต่างเหรียญ

ชื่อวิทยาศาสตร์  Evolvulus  nummularius  (L.)  L.

วงศ์  CONVOLVULACEAE

กลางแจ้ง ในร่ม

ใบต่างเหรียญเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ในธรรมชาติพบตามพื้นที่โล่ง ริมถนนทุกภาคของไทย ใช้ปลูกแทนหญ้าได้ ไม่ต้องตัดแต่ง ทนต่อการเหยียบย่ำ ไม่ตายง่าย
ปลูกได้ทั้งกลางแดดและในร่มบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องไม่ถึงก็ใช้ปลูกคลุมดินได้ แต่การเจริญเติบโตและลักษณะใบก็จะแตกต่างกันอย่างที่เห็น ปลูกในร่มจะโตช้ากว่ามาก

เป็นพืชที่กรมส่งเสริมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดิน

     ลักษณะลำต้นจะราบไปกับพื้นดิน ออกรากตามข้อ มีขนทั่วไป ใบ ออกสลับ รูปไข่ถึงเกือบกลม ปลายมนถึงป้าน โคนเว้าเล็กน้อยหรือรูปหัวใจ ขอบเรียบมีดอกเล็ก ๆ สีขาว ดอกจะบานช่วงเช้า สาย ๆ หรือแดดออก ดอกก็จะหุบ

น้ำนมราชสีห์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Euphorbia hirta Linn.
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้ ล้มลุกลำต้นขนาดเล็กแตกกิ่งก้านจำนวนมากจากโคนต้นลำต้นมีน้ำยางสีขาวขุ่น ทั้งลำต้นและกิ่งก้านมีสีแดงจางปนเหลืองและมีขนละเอียดสีน้ำตาลอ่อนใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน กว้าง1-1.5ซม.ยาว2-4ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบสีเขียวปนม่วงแดง ดอกแยกเพศ ไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ใบประดับเป็นรูปถ้วยสีเขียว ผลแห้งแตกได้ มี3พูเมื่อสุกสีเหลืองอ่อนขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

สรรพคุณเป็นสมุนไพรคือ

ทั้งต้น ตัดสั้นๆคั่วไฟพอเหลืองนำมาชงดื่มต่างน้ำ ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะแดงหรือขุ่น ต้นสดต้มน้ำดื่ม เพิ่มน้ำนมและฟอกน้ำนมให้สะอาด บำรุงน้ำนม บำรุงร่างกาย

ยาพื้้นบ้านใช้ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม ระงับอาการชัก แก้ไอ แก้หืดและรักษาอาการไตอักเสบ  หรือผสมน้ำตาลอ้อย ต้มน้ำดื่มรักษาบิดมูกเลือด

รากผสมกับรากทับทิม รากส่องฟ้าดง และเดือยไก่ป่าฝนน้ำกินและทา แก้ไข้ทำมะลา (อาการไข้หมดสติ และตายโดยไม่ทราบสาเหตุ)

จิงจ้อขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Ipomoea obscura (L.) Ker-Gawl.

ชื่ออื่น : จิงจ้อเล็ก สะอึก

วงศ์ :  Convolvulaceae

ไม้เลื้อยเนื้ออ่อนล้มลุก ทอดเลื้อยตามพื้นดินหรือเลื้อยพันพืชอื่นเตี้ยๆ ได้ไกล5-10เมตร

ลำต้นมีขนปกคลุมหรือเกลี้ยงใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจหรือค่อนข้างกลม ผิวใบทั้งสองด้านมีขนประปรายหรือเกลี้ยง ดอกเป็นช่อกระจุก มี 1-3 ดอก ออกตามซอกใบ กลีบดอกสีขาวหรือสีเหลืองนวล ใจกลางดอกสีม่วงเข้ม รูปกรวยตื้น ดอกบานกว้าง 3-3.5 ซม. ผลเป็นผลแห้งแตกได้

พบขึ้นตามป่าละเมาะ ป่าเบญจพรรณ ริมฝั่งแม่น้ำ ที่โล่งแจ้ง และตามทุ่งหญ้า ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด 


ลำโพงขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Datura metel L.

ชื่อสามัญ : Thorn Apple

ชื่ออื่น : มะเขือบ้า

วงศ์ : SOLANACEAE

ไม้ ล้มลุกอายุ1-2ปี สูง1-2เมตร กิ่งก้านลำต้นสีเขียว ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ กว้าง8-15ซม.ยาว10-20ซม.ขอบใบหยักซี่ฟันหยาบๆฐานใบไม่เสมอกัน ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ กลีบเลี้ยงสีเขียวติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวดอก กลีบดอกสีขาวชั้นเดียว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายบานออกเป็นรูปแตร  ผลกลม เป็นผลแห้งแตกได้ มีขนหนาคล้ายหนาม

ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินที่อุดมสมบูรณ์หรือดินที่มีปุ๋ยมาก ๆ ชอบความชื้นแฉะ เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง  มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบภูเขาทางภาคตะวันตกของประเทศปากีสถานและประเทศอัฟกานิสถาน ต่อมาได้แพร่กระจายออกไปในเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งจะพบขึ้นได้ตามธรรมชาติทั่วทุกภาค


โคกกระออม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cardiospermum halicacabum
ชื่อสามัญ : Balloon vine , Heart pea
ชื่ออื่น : ลูบลีบเครือ โพออม วิวี่
วงศ์ : SAPINDACEAE

ไม้ เถาล้มลุกลำต้นเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น ลำต้นเหลี่ยมสีเขียวอ่อนใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ยาว3-7ซม. ใบย่อยรูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่ กว้าง 1-1.5ซม.ยาว4-5ซม. ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบ มีมือเกาะปลายม้วนงอ กลีบดอกสีขาว ดอกมีขนาดเล็กมาก ผลแห้งแตกได้ รูปทรงกลมแกมสามเหลี่ยม มีเยื่อบางๆสีเขียวหุ้มมิด ลักษณะเป็นถุงลม มีสามสัน แบ่งเป็น3ช่อง เมล็ดรูปทรงกลมสีดำ มีขั้วรูปหัวใจสีขาว

เถาสะอึก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Merremia hederaceae [Burm.f.] Hallier f.
ชื่ออื่น : ฉะอึก สะอึก
วงศ์ : CONVOLVULACEAE

ไม้ ล้มลุกเลื้อยพัน โคนใบรูปหัวใจปลายใบเรียวแหลม ขอบหยักเป็น3พูใบสีเขียวเข้ม  มีขนที่เส้นใบ ดอกสีเหลืองสด เป็นแบบดอกช่อ กระจุกซ้อน กลีบเลี้ยง 5กลีบซ้อนเหลื่อมกัน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย

ชะคราม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Suaeda maritima (L.) Dumort

วงศ์ : AMARANTHACEAE

ชื่ออื่น : ชักคราม, ส่าคราม

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี เมื่ออายุมากลำต้นจะมีเนื้อไม้และพัฒนาเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงถึง 1เมตร ลำต้นเดี่ยว ทรงพุ่มแผ่กระจาย แตกกิ่งต่ำใกล้พื้นดิน และมักมีรากงอกตามข้อด้านล่าง ลำต้นแก่มีผิวหยาบขรุขระ ซึ่งเกิดจากรอยแผลใบ

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับเบียดกันแน่น แผ่นใบรูปแถบยาว1-5ซม. โคนใบสอบรูปลิ่ม แผ่นใบเรียบ ปลายใบแหลม เนื้อใบอวบน้ำ ผิวใบเป็นฝ้านวล สีเขียวสดหรือสีเขียวอมม่วง ในฤดูแล้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงอ่อนคล้ายแต้มสี

ดอกแบบช่อเชิงลดไร้ก้านแยกแขนง ออกตามปลายยอด ช่อดอกยาว3-18ซม.ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก แต่ละกระจุกมีดอกย่อย2-5ดอก

ผลแบบผลแห้งไม่แตก ขนาด0.2-0.3ซม.มีเมล็ดรูปไต1เมล็ด

พบ ทั่วไปตามพื้นที่ราบดินเลนเค็มจัด พบมากตามชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรสงครามถึงชลบุรี ในฤดูแล้งจะเห็นเป็นหย่อมสีแดงอมม่วง ออกดอกและผลเกือบตลอดทั้งปี

เดือยหิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coix lachryma – jobi Linn.

ชื่อสามัญ : Job’s Tears

ชื่ออื่น : เดือย มะเดือย ลูกเดือย

วงศ์ : GRAMINEAE


เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า มีอายุเพียงปีเดียว แตกหน่อรวมกันจนเป็นกอใหญ่ ใบเรียวยาว ปลายใบแหลม ผิวใบสากมือ
ดอกไม่สมบูรณ์เพศ ออกที่ปลายยอด ผลกลม 3 – 8 ผลต่อต้นรูปทรงคล้ายหยดน้ำ มีเปลือกแข็ง

เดือยหินเป็นชนิดลูกเดือยที่พบมากในภาคเหนือ โดยเฉพาะบนภูเขาสูง ลำต้นไม่สูงมาก เป็นชนิดลูกเดือยที่ไม่นำมารับประทาน เนื่องจากมีแป้งน้อย เปลือก และเนื้อเมล็ดแข็งมาก ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อทำเครื่องประดับ เนื่องจากเปลือกมันวาว และมีหลายสี


โคกกระสุน

ชื่อวิทยาศาตร์ : Tribulus terrestris Linn.

 วงศ์: ZYGOPHYLLACEAE

 ชื่ออื่น: หนามดิน, หนามกระสุน, กาบินหนี


เป็นพืช ที่ใช้คลุมดินในที่แล้งหรือที่ที่เป็นดินเค็ม ขึ้นได้ดีในที่ที่เป็ดินทรายมีการระบายน้ำดี หนามกระสุนเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นทอดนอนตามพื้นดิน มีขนประปรายตลอดลำต้น ใบใหญ่จะมีใบย่อย 6-8 คู่ ส่วนใบเล็กจะมีใบย่อย 4-5 คู่ ก้านใบสั้น

ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีเหลืองสด บานตอนเช้าเมื่อแดดจัดจะหุบ ออกตามซอกใบที่มีขนาดเล็ก กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง กลีบดอกบอบบางมาก มักหลุดร่วงง่าย ผลทรงกลม ผิวขรุขระ แบ่งเป็น 5 พู แต่ละพูมีหนามแหลม 2 อันเมื่อแห้งแล้วแตก ภายในมีเมล็ดเล็กๆ จำนวนมาก พบตามริมทาง ที่โล่งแจ้ง  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ผักกระเฉดโคก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Neptunia javanica Miq.
วงศ์ : FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ชื่ออื่น :ผักกระเฉดบก ผักกระฉูด กาเสดโคก กระเฉดโคก แห้วระบาด


ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี ทอดเลื้อย ยาวได้ถึง 1 เมตร ใบประกอบมี 1-3 ใบ ใบประกอบย่อย มี 7-20 คู่ รูปขอบขนาน ยาว 0.2-0.8 ซม. ปลายใบมนหรือแหลม มีติ่งที่ปลาย โคนใบตัด เส้นใบไม่ชัดเจนก้านช่อดอกยาว 3-7 ซม. มี 13-15 ดอก

ผลติดกันเป็นกระจุกเป็นฝัก แบน โค้ง ยาว 3-5 ซม.มี เมล็ด 7-11 เมล็ด

ขึ้นตามที่โล่ง แห้งแล้งหรือชื้นแฉะยอดอ่อนกินได้เหมือนผักกระเฉดน้ำ




บานไม่รู้โรยป่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gomphrena celossioides Mart.

วงศ์ : AMARANTHACEAE

บานไม่รู้โรยป่า เป็นไม้ล้มลุกลำต้นทอดเลื้อย แตกกิ่งก้านมาก ใบออกตรงข้ามรูปรีถึงรูปขอบขนาน ไม่มีก้านใบ ขอบใบเรียบ มีขนปกคลุมทั้งลำต้นและใบ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็กซ้อนกันสีขาวขุ่น

 ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มักพบแพร่กระจายพันธุ์ขึ้นเป็นวัชพืชในพื้นที่เปิดโล่งมีแดดส่องถึง ตามที่รกร้างริมทาง ตามที่สาธารณะทั่วไป

ต้นใช้แก้กามโรค หนองใน ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ระดูขาว
  ใบต้มน้ำผสมสมุนไพรอื่นดื่มแก้เบาหวาน รากแก้โรคทางเดินปัสสาสวะอักเสบ ขับนิ่ว

ถั่วลิสงนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alysicarpus vaginalis (L.) DC

ชื่อสามัญ : alyce clover

ชื่ออื่น : หญ้าปล้องหวาย หญ้าเกล็ดหอยใหญ่

วงศ์ : Fabaceae

ถั่วลิสงนาเป็นพืชตระกูลถั่ว ชอบขึ้นในสภาพไร่ มีลำต้นแผ่คลุมดิน ใบกลมแตกออกในด้านตรงกันข้าม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีในนาหว่านข้าวแห้ง ถั่วลิสงนาเป็นพืชที่เจริญได้ง่าย ไม่เลือกชนิดและสภาพของดิน คงทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีพอสมควร จึงพบอยู่ได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

นับได้ว่าถั่วลิสงนาเป็นถั่วอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะสำหรับใช้ปรับปรุงทุ่งหญ้า จะทำเป็นหญ้าแห้งหรือปล่อยสัตว์ลงแทะเล็มก็ได้ เนื่องจากรากถั่วลิสงนายังสามารถสร้างปมราก ซึ่งไปจับไนโตรเจนในอากาศเพื่อช่วยบำรุงดินได้ด้วย 

ครอบจักรวาล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Abution indicum (L.) Sweet

วงศ์ : MALVACEAE

ชื่อสามัญ : Chinese Bell Flower, Indian Mellow, Moon Flower

ชื่ออื่น : ขัดมอญ, ปอบแปบ, โผงผาง, มะก่องข้าว

พืช ล้มลุกอายุหลายปีสูง0.5-2.5เมตรมีขนสีขาว นวลปกคลุม ใบรูปค่อนข้างกลมขนาดประมาณ 7 ซม. ใบค่อนข้างหนามีขนสีขาวนวล ดอกขนาด 2-3 ซม. สีเหลือง ผลรูปทรงกลมเป็นกลีบๆ

เป็นสมุนไพรที่ใช้ทั้งต้นบำรุงเลือด ช่วยย่อยและเจริญอาหาร ปัสสาวะขุ่นขัดเจ็บ หูอื้อ หูหนวก คางทูม

ราก แก้ไอแก้ไข้ ฟอกเลือด หูอื้อ หูหนวก หูชั้นกลางอักเสบ เหงือกอักเสบ คอตีบ ปวดท้อง ท้องร่วง ริดสีดวงทวาร

ใบตำพอกบ่มฝีใ้สุกและแตกเร็วขึ้น แก้ปวดฟันและเหงือกอักเสบ
เมล็ดใช้แก้บิดมูกเลือด ฝีฝักบัว


หนามพุงดอ

ชื่อวิทยาศาสตร์  Azima sarmentosa Benth. & Hook.
วงศ์ :  SALVADORACEAE
ชื่อ อื่น :  ขี้แฮด ปิ๊ดเต๊าะ พุงดอ

ไม้เถาเนื้อแข็ง ใบเดี่ยวออกตรงข้าม ขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว 5-7ซม.เนื้อใบหนา สีเขียวสดเป็นมันเมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นน้ำมัน เนื่องจากใบมีน้ำมัน mustard (glucosinolates) ตัวใบมีรูปร่างหลายแบบ ที่โคนใบมีหนามแหลมเรียวยาว 2 อัน  

ดอกออกเป็นช่อ อาจยาวถึง 25 ซม.ดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้นแตกเรียงกันหลายชั้น ดอกเล็ก สีเหลืองอมเขียว ดอกเพศผู้เกือบไร้ก้าน ออกหนาแน่น กลีบเลี้ยงเป็นแฉก กลีบดอกยาวกว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้ยื่นเลยกลีบดอก ดอกเพศเมียเล็กกว่าดอกเพศผู้เล็กน้อย เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันสั้นกว่ากลีบดอก

 ผลกลมสีเขียวมีเนื้อขนาด0.5ซม. รูปทรงกลม ปลายผลมีติ่งเกสรเมียติดอยู่ เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาวใส ภายในมีเมล็ด 2 - 3 เมล็ด 

ออกดอกและผลตลอดปี

 พบตามริมน้ำ ที่ลุ่มชื้นแฉะ แนวป่าละเมาะชายทะเลทั่วไป
สรรพคุณ ทางเป็นยา ราก  ถอนพิษ แก้ไข้ ใช้ภายนอกใช้ฝนทาแก้พิษฝี แก้ฟกบวม ใช้ฝนกับสุรา ทาแก้คางทูม


หนามวัวซัง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capparis sepiaria L.

ชื่อวงศ์ : CAPPARACEAE

ชื่ออื่น : วัวซัง, หางนกกะลิง, หางนกกี้,หนามเล็บแมว,หนามเกี่ยวไก่, ผีไหว้ดาด

ไม้ พุ่มสูง2-4เมตร รอเลื้อย มีหนามยาวแหลมโค้งกลับ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ ขนาดกว้าง 2-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. โคนและปลายใบมน แผ่นใบสีเขียวเข้ม ดอกสีขาวออกเป็นช่อแบบกึ่งช่อซี่ร่ม ออกที่ปลายยอดและซอกใบดอกย่อยมี 9-17 ดอก กลีบเลี้ยง 4 กลีบเรียงเป็น2ชั้น กลีบดอก 4กลีบรูปขอบขนานสีขาว หลุดร่วงง่าย เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลสดทรงกลม ผิวขรุขระสีเขียว เมื่อแก่สีม่วงดำ เมล็ดมี 1 เมล็ด

พบ ทั่วไปในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ตามป่าละเมาะและภูเขาหินปูน ที่ระดับใกล้น้ำทะเลจนถึงระดับความสูง 700 ม. ในประเทศไทยพบทุกภาค ออกดอกและติดผลช่วงเดือนธันวาคม-สิงหาคม

สรรพตุณทางสมุนไพร

แก้ไข้ ขับน้ำเหลืองเสีย
ราก
  แก้ร้อนใน  กระหายน้ำ  แก้ไข้ ดับพิษร้อน

 ยาพื้นบ้านใช้ลำต้นผสมลำต้นหรือรากลำเจียกและเปลือกต้นชะเอมไทย ต้มน้ำดื่มแก้เบาหวาน

เล็บเหยี่ยว

ชื่อวิทยาศาสตร์: Ziziphus oenoplia (L.) Mill. var. oenoplia
ชื่ออืน : เล็บแมว,  พุทราขอ, เล็ดเยี่ยว, เล็บเหยี่ยว (ภาคกลาง)

มะตันขอ, หนามเล็บเหยี่ยว,
 วงศ์  :  RHAMNACEAE

เป็นไม้พุ่ม ใบกลมรีคล้ายใบพุทรา มีหนามงองุ้มแหลมตามกิ่ง มีผลออกตามกิ่ง ลักษณะกลม เล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ5-10มิลลิเมตร ผลดิบสีเขียว ผลห่ามสีน้ำตาล ผลสุกสีดำ รสหวานอมเปรี้ยว แต่บางต้นก็หวานอร่อย  ผล มีเนื้อติดกับเปลือก ด้านในเป็นเมล็ด หนึ่งลูกจะมีหนึ่งเมล็ด นิยมกินทั้งเนื้อทั้งเมล็ด
  สรรพคุณ ลูกสุก รสหวานอมเปรี้ยว กินสด แก้เสมหะ แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ

ปอบิด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Helicteres isora Linn

ชื่อสามัญ : East Indian Screw Tree
ชื่ออื่น ๆ : ปอทับ, ปอลิงไซ, ปอปิด

วงศ์ : STERCULIACEAE

 

ไม้ พุ่มขนาดเล็ก จะมีความสูงประมาณ 2-3 เมตร เปลือกของลำต้นมียางเหนียว และทุกส่วนของลำต้น จะมีขนขึ้นทั่วไป หลังใบและใต้ท้องใบจะมีขนขึ้นประปราย
  ดอกเป็นกระจุกประมาณ 2-3 ดอก ลักษณะของดอกกลีบมีสีส้ม หรือสีอิฐ ขนาดของดอกยาวประมาณ 2 ซม. ดอกจะออกระหว่างบริเวณต้นกับใบ
ผล มีลักษณะเป็นรูปฝัก บิดเหมือนเชือกควั่น มีขนาดยาวประมาณ 1-1.5 นิ้วผลเมื่อแก่เต็มที่มีเป็นสีน้ำตาล หรือสีดำ และผลนั้นก็จะแตกอ้าออกผลออกประมาณเดือนธันวาคม-มกราคม
เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ปอลมปม

ชื่อวิทยาศาสตร์: Thespesia lampas (Cav.) Dalzell

ชื่อสามัญ : Common Mallow

วงศ์:MALVACEAE

ชื่ออื่น :ปอเอี้ยว, ลมปม, ปอกะเจา, คว้ายกวาง

ไม้พุ่มสูงได้ประมาณ 0.5-3 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำใกล้กับพื้นดิน ตามกิ่งอ่อน ก้านใบ ก้านดอก กลีบเลี้ยง กลีบดอกด้านนอก และยอดอ่อนมีขนรูปดาวสั้นสีน้ำตาล

มีเขตการกระจายพันธุ์ในแอฟริกา อินเดีย เนปาล พม่า ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และนิวกินี ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นตามชายป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าสน จนถึงระดับความสูง 1,300 เมตร

สาบแร้งสาบกา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ageratum conyzoides L.

วงศ์ : ASTERACEAE

ชื่ออื่น : ตับเสือเล็ก, หญ้าสาบแร้ง, เทียมแม่ฮาง

พืชล้มลุกสูง 0.5-1 เมตร พบตามที่รกร้างทั่วไป มัก งอกรากที่โคนต้น ลำต้นมีขนปกคลุมมาก ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ โคนใบรูปหัวใจกลมมนหรือแหลม ปลายใบค่อนข้างแหลม มีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ขอบใบหยักห่าง ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง  ดอกขนาดเล็กสีขาวหรือม่วงอ่อน ลักษณะคล้ายสาบเสือแต่ดอกเล็กและกลีบสั้นกว่า ทุกส่วนของต้นขยี้ดมมีกลิ่นเหม็น

เป็น สมุนไพร ใบใช้แก้ไข้หวัด เจ็บคอปวดบวมตามข้อ  หรือต้มน้ำดื่มแก้ไข้มาลาเรีย รากตำคั้นน้ำดื่มแก้บิด ท้องเสีย ใบตำพอกรักษา แผลสด แผลถลอก ห้ามเลือด

 แก้อาการอักเสบจากพิษงู ตะขาบ แมงป่องหรือแมลง ยาพื้นบ้านใช้ ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ ขับระดู ขับเสมหะ ขับลม แก้บิด ใบ คั้นน้ำดื่ม ช่วยให้อาเจียน ตำพอกแก้คัน หยอดตาแก้เจ็บ

สาบเสือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chromolaena odorata(L.) R. King & H. Robinson

วงศ์ : ASTERACEAE

ชื่อสามัญ : Bitter Bush ,Siam Weed

ชื่ออื่น : บ้านร้าง, ฝรั่งรุกที่, หญ้าดงร้าง, หญ้าพระศิริไอยสรรค์

ไม้ ล้มลุก อายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านสูงถึง1.5เมตร ทุกส่วนของต้นขณะที่ยังอ่อนอยู่มีขนและมีกลิ่นสาบใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูป ไข่ ผิวใบมีขน  ขอบใบหยักฟันเลื่อย ขนาดของใบ กว้าง2-6.5ซม.ยาว5.5-11ซม.ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งกลีบดอกสีขาวหรือขาวแกมม่วง ดอกย่อย10-35ดอก ผลแห้งไม่แตกลักษณะเป็นเส้นยาวแบนมีขน

สรรพคุณทางยา ต้นเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ดูดหนอง

ใบหรือดอกขยี้ปิดแผลหรือใช้คั้นน้ำทาห้ามเลือด  หรือบดผสมปูนแดงกับเกลือก็ช่วยห้ามเลือดสมานแผลได้ดี  รากผสมรากมะนาวและย่านางต้มน้ำดื่มแก้ไข้ป่า

ทั้งต้นมีกลิ่นแรงใช้เป็นยาแก้บาดทะยัก ฆ่าแมลง ถ้าใช้น้อยเป็นน้ำหอมได้

ขยุ้มตีนหมา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomoea pes-tigridis Linn.

ชื่ออื่น : เถาสายทองลอย (สิงห์บุรี)
วงศ์ : CONVOLVULACEAE

ไม้ล้มลุก อายุ 1 ปี ลำต้นเล็กเรียว ไม่มีมือเกาะ ชอบเลื้อยไปตามพื้นดิน หรือเลื้อยพาดพัน คามยาวเถาประมาณ 0.5-3 ม. ปกคลุมด้วยขนแข็งสีขาว ใบกว้างประมาณ 2.5-10 ซม. และยาวประมาณ 3-7.5 ซม. เป็นแฉกมี 7-9 แฉก จักลึกไปถึงโคนใบ ก้านใบเล็กและเรียวยาว

ดอกออกเป็นช่อตามง่ามใบมีประมาณ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกมีขนยาวประมาณ 2-18 ซม. ส่วนใบประดับนั้นเป็นรูปหอกแกมขอบขนาน กลีบรองกลีบดอกยาวประมาณ 8-12 มม. กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นรูปปากแตร

ผลแห้งสีน้ำตาลรูปไข่ผิวเกลี้ยง เมล็ดมีขนสีเทากระจาย

 ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เป็นพรรณไม้ที่พบขึ้นอยู่ตามบริเวณที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป ในนาข้าว และตามดินทรายใกล้ทะเล ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 1,000 เมตร

บอกสรรพคุณเลยตรงนี้เลย ทั้งต้น ใช้ทำเป็นยาระงับพิษสุนัขบ้า หรือตำให้ละเอียดผสมกับเนย ใช้ปิดหัวฝีไม่ให้แพร่กระจาย ราก ใช้เป็นยารุ รักษาโรคไอเป็นเลือด เมล็ด ใช้รักษาโรคท้องมาน

แมงลักคา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hypis suaveolens (Linn.) Poit.

วงศ์ : LAMIACEAE

ชื่ออื่น : การา,กระเพราผี,แมงลักป่า

ไม้ ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งก้านมีขนเหนียวติดมือ มีกลิ่นหอมจัด สูง0.50-1.5เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่ ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ขอบใบหยักย่นเล็กน้อย ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งและซอกใบช่อละ4ดอก กลีบดอกสีม่วงโคนกลีบสีขาวผลแห้งไม่แตก ขยายพันธ์ด้วยเมล็ด

ใช้กิ่งและใบทุบวางในเล้าไก่ไล่ ไรไก่

แมงลักคาเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการป้องกันและกำจัดแมลง พบได้ตามที่รกร้างทั่วไป

ไมยราบ

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Mimosa Pudica L.

ชื่ออื่น :  หญ้าต่อหยุบ กะหงับ  หงับพระพาย หญ้าจิยอบ

วงศ์: FABACEAE

เป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นผอมเรียว แตกกิ่งก้านสาขามาก มีหนามตามลำต้นประปรายจนถึงหนาแน่น ลำต้นอาจยาวได้ถึง 1.5 เมตร ใบประกอบเหมือนขนนก 2 ชั้น ดอกช่อกระจุกแน่น สีชมพู ออกที่ง่ามใบ ผลเป็นฝักแบน ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

ไมยราบเป็นที่รู้จักในด้านความสามารถพิเศษ โดยสามารถหุบใบในตอนกลางคืน และบานในตอนกลางวัน หรือเมื่อถูกสัมผัส

 หมอยาพื้นบ้านนิยมนำไมยราบมาใช้รักษาแผล ทั้งแผลสด แผลเรื้อรัง แผลพุพอง ฝี หนอง ผดผื่นคัน ขับปัสสาวะ ขับระดูขาว แก้ไตพิการ

ไมยราบยักษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Mimosa piga L.

ชื่อสามัญ :Giant sensitive plant, Giant mimosa

ชื่ออื่น : ไมยราบยักษ์ ไมยราบต้น ไมยาราบน้ำ ไมยราบหลวง ไมยราบน้ำ จียอบหลวง
วงศ์ : MIMOSACEAE

เป็นพืชตระกูลถั่ว และเป็นไม้ยืนต้น มีลำต้นสูงได้มากกว่า 3 เมตร เปลือกลำต้นอ่อนมีสีเขียว เมื่อโตเต็มที่จะมีสีน้ำตาล ทั้งลำต้น และกิ่งมีหนามแหลม ส่วนเนื้อไม้มีลักษณะแข็ง และเหนียว ใบประกอบแบบขนนก มีขนสีเหลืองอ่อนปกคลุมห่างๆ ใบไมยราบยักษ์มีความไวต่อสิ่งเร้า เมื่อถูกกระทบใบจะหุบเข้า บริเวณก้านใบ และแกนใบมีหนามแหลม ผลไมยราบยักษ์มีลักษณะเป็นฝัก ออกเป็นกลุ่มประมาณ 5-13 ฝัก มีขนหยาบ และยาวปกคลุม

ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จัดจะมีสีดำ เมล็ดมีลักษณะกลม สีน้ำตาล ประโยชน์จากไมยราบยักษ์ช่วยป้องกันการพังทลายของดิน ช่วยตรึงไนโตรเจน และช่วยบำรุงดิน แต่ก็มีโทษเหมือนกัน น่าจะเอาการอยู่เพราะถูกจัด เป็นวัชพืชต่างถิ่นประเภทรุกรานที่มีความรุนแรง เนื่องจากสามารถเติบโต และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และมีความทนต่อสภาพน้ำท่วม และแห้งแล้งได้ดี

ชุมเห็ดเทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia alata (L.) Roxb.

ชื่อสามัญ : Ringworm Bush

วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINIOIDEAE

ไม้ พุ่มสูง 1-3 เมตร แตกกิ่งขนานกับพื้น ใบประกอบแบบขนนกขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม ใบย่อยรูปขอบขนาน ขอบใบเรียบโคนใบและปลายใบมน  ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นที่ปลายยอด รูปทรงกระบอกมีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกย่อยสีเหลืองทองใบประดับสีน้ำตาลแกมเหลืองหุ้มดอกย่อย ผลเป็นฝักมีครีบ4ครีบ เมื่อแก่จะแตกออก เมล็ดแบนรูปสามเหลี่ยม

ชอบขึ้นตามที่ชุ่มชื้น ไม่ชอบที่ร่ม สามารถขึ้นได้ในดินทุกชนิด พรรณไม้ชนิดนี้ไม่ต้องการความเอาใจใส่ ขึ้นเองได้ พบขึ้นได้ทั่วไปในประเทศไทย ทั้งบนที่ราบหรือบนภูเขาสูงจนถึง 1,500 เมตร


ชุมเห็ดไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia tora (L.) Roxb.

ชื่อสามัญ : Foetid Cassia

ชื่อ อื่น : ชุมเห็ดควาย, ชุมเห็ดไทย, ชุมเห็ดนา, ชุมเห็ดเล็ก (ภาคกลาง); พรมดาน (สุโขทัย); ลับมือน้อย (ภาคเหนือ); หญ้าลึกลืน (ปราจีนบุรี)

วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINIOIDEAE

ถิ่นกำเนิด : อเมริกาใต้ ขึ้นกระจายทั่วไป เป็นวัชพืชในเขตร้อนชื้น ในไทยพบทั่วทุกภาค

                 เป็น ไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก สูง0.5-1 เมตร ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาลแดง ไม่มีขนแตกกิ่งเป็นพุ่ม ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 3 คู่ รูปไข่กลับหรือรูปขอบขนานแกมไข่กลับ

ดอกสีเหลือง ออกเป็นช่อดอกที่ซอกใบ เป็นกระจุก ดอกเดี่ยวมีก้านช่อดอกออกจากจุดเดียวกัน ช่อดอก  มี 1-3 ดอกต่อช่อ มี 5 กลีบดอก ฐานรอบกลีบดอกสีขาวอมเหลืองมีขนครุยตามขอบ ผลเป็นฝักเล็กแบนยาว เมล็ดรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สีน้ำตาลแกมเขียว

มักพบขึ้นเองตามริมคลอง ตามที่รกร้าง หรือตามริมทางทั่วไป


กระถิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit.

ชื่อสามัญ : Lead Tree Tender tops

วงศ์ : LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE

  ถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อนและในหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก มีขนาดความสูงประมาณ 3-10 เมตร ไม่ผลัดใบ ลักษณะทรงต้นเป็นเรือนยอดรูปไข่หรือกลม เปลือกต้นมีสีเทา และมีปุ่มนูนของรอยกิ่งก้านที่หลุดร่วงไป ใบ ประกอบแบบขนนกสองชั้น ท้องใบมีนวล
  ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอกออกแบบช่อกระจุกแน่น ออกตามง่ามใบ 1-3 ช่อ เป็นฝอยนุ่มมีกลิ่นหอมเล็กน้อยผล เป็นฝัก ฝักออกเป็นช่อแบนยาวประมาณ 4-5 นิ้วฟุต เห็นเมล็ดเป็นจุดๆ ในฝักตลอด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยหรือในดินเหนียวอุ้มน้ำได้ดี

 มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย เนื่องจากต้นกระถินเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายจึงพบได้ทั่วทุกหัวระแหง จัดเป็นพืชทั่ไม่ค่อยมีใครต้องการน่าจะได้ เห็นถมที่ถางไร่ทีไรไถกระถินทิ้งทุกที

หงอนไก่ไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Celosia argentea Linn.

วงศ์ : AMARANTHACEAE

ชื่ออื่น : ดอกด้าย, สร้อยไก่, หงอนไก่ดง, หงอนไก่ดอกกลม, หงอนไก่ฝรั่ง, หงอนไก่ฟ้า

ถิ่นกำเนิด : อินเดีย

           ไม้ล้มลุก อายุ ปีเดียว สูง 30-90 ซม. ลำ ต้นอวบน้ำตั้งตรงสูง มีร่องตามยาว เปลือกต้นมีสีเขียวถึงม่วงแดง ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ แกมขอบขนานหรือรูปเส้นแกมใบหอก โคนใบสอบ ปลายแหลม ขอบใบเรียบ สีเขียว และสีแดงอมม่วง ดอก ออกเป็นช่อ ตั้งตรงขึ้น ออกบริเวณซอกใบและปลายยอด ช่อดอกรูปทรงกระบอก  ดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบดอกสีม่วงอมชมพู ผลแห้งแก่แล้วแตก  รูปไข่ กลมรี มีเมล็ดจำนวนมาก กลมแบน สีดำเป็นมัน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

               พบทั่วไปตามริมทาง ชายน้ำ ป่าโปร่ง

    

ดอกบัวตอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tithonia diversifolia (Hemst).A.Gray

ชื่อสามัญ : Tree marigold, Mexican tournesol, Mexican sunflower, Japanese sunflower

ชื่ออื่น : ดาวเรืองญี่ปุ่น. ทานตะวันหนู

วงศ์  : ASTERACEAE

ถิ่นกำเนิด เม็กซิโก ชอบขึ้นในที่ที่มีอากาศเย็น

เป็นพืชบำรุงดิน ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน


บัวตองเป็นไม้ดอกมีอายุยืนยาวหลายปี สามารถสูงได้ถึง 5 เมตร ใบ ของบัวตองเป็นใบเดี่ยว รูปไข่หรือแกมขอบขนาน มีขนขึ้นเล็กน้อยประปราย บริเวณ ปลายใบเว้า มีขนขึ้นเล็กน้อยประปราย ปลายใบเว้าลึก 3–5 แฉก

ออกดอกเป็นช่อเดียว บริเวณปลายกิ่ง มีสีเหลืองคล้ายดอกทานตะวัน แต่มีขนาดเล็กกว่า ดอกวงนอกเป็นหมัน กลีบเรียวมีประมาณ 12–14 กลีบ ดอกวงในสีเหลืองส้มเป็นดอกสมบูรณ์เพศ 

ชอบขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น จะออกดอกสวยงามที่สุดบนยอดดอยที่สูงกว่า 800 เมตรขึ้นไป โดยจะออกดอกในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมเท่านั้น ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด


 ดอกรัก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calotropis gigantean R.Br.
วงศ์ : ASCLEPIADACEAE
ชื่อ สามัญ : Crown Flower, Giant Indian Milkweed

 ชื่ออื่น : ปอเถื่อน ป่านเถื่อน

  ไม้ พุ่มขนาดกลางอายุหลายปีสูงประมาณ1-3เมตร ลำต้นเปราะทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวเรียงครงข้าม รูปขอบขนานแกมไข่กลับ ขนาดของใบกว้าง4-15ซม.ยาว8-30ซม. ผิวใบมีนวลสีขาว ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด สีขาว และม่วงอ่อน ระยางค์รูปมงกุฏ ผลเป็นฝักคู่ เมล็ดสีน้ำตาลมีขนสีขาว

พบทั่วไปเกือบทุกภาคของไทย ขึ้นเองตามที่รกร้างริมถนน ท้องนา ออกดอกเกือบตลอดทั้งปี

มะระขี้นก

ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Momordica charantia L. ssp.charantia var. minima Williams et Ng  
ชื่อสามัญ : Bitter Cucumber

ชื่ออื่น : ผักเหย ผักไห่ มะร้อยรู มะห่อย มะไห่
วงศ์ : CUCURBITACEAE

มะระ ขี้นกหรือผักไห่  เป็นไม้เถาล้มลุก เนื้ออ่อน ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน เถาหรือลำต้นเป็นเส้นเล็กยาว มีขนนุ่มขึ้นประปรายใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปฝ่ามือ ชนาดกว้าง2.5-10ซม.ยาว3-12ซม.แผ่นใบบางสีเขียวมีขนอ่อน ใบจะมี 1 ใบ เปลี่ยนเป็นมือเกาะ

ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อ มี5-8ดอก สีเหลืองอ่อน กลีบดอกบาง ช้ำง่าย มี 5 กลีบ เกสรด้านในสีหลืองแก่ถึงส้มอ่อน  ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น

ผล ขนาดเล็กรูปกระสวยผิวขรุขระ ขนาดกว้าง 2-4ซม.ยาว3-10ซม ผลอ่อนสีเขียว .เมื่อสุกแตกอ้าออกและมีสีเหลืองถึงส้ม เมล็ดรูปไข่แกมรีมีเยื่อหุ้มสีแดงสด

ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

พบขึ้นตามป่าของประเทศในเขตร้อน

ทุก ส่วนของต้นมีสารโมโนซิดีน(Monocidine) ทำให้มีรสขม ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้เป็นเบาหวาน แต่ไม่ควรกินมากเพราะอาจทำให้น้ำตาลในเลือดลดต่ำกว่าปกติ

และ ห้ามกินผลสุกของมะระ จะมีความเป็นพิษ เพราะมีซาโปนินมาก จะทำให้อาเจียนและท้องร่วงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้  สำหรับหญิงมีครรภ์อ่อนไม่ควรกินมาก อาจทำให้แท้งได้

การแพทย์พื้นบ้านเชื่อว่า มะระขี้นกมีพลังความเย็น ซึ่งมีสรรพคุณขับพิษ ผลมะระขี้นกช่วยฟอกเลือดบำรุงตับ มีผลดีต่อสายตาและผิวหนัง ข่าวว่า สารบางอย่างในมะระขี้นกอาจเป็นยาต้านไวรัส HIV รักษาโรคเอดส์ได้

มะแว้งเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Solanum trilobatum L.
ชื่ออื่น :
 แขว้งเควีย

วงศ์ : SOLANACEAE

ไม้เถาขนาดเล็ก ลำต้นกลมเป็นเถา เลื้อยสีเขียวเป็นมัน มีหนามทุกส่วนตามกิ่งก้าน

ใบ เดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ กว้าง4-5ซม.ยาว5-8ซม.มีหนามตามเส้นกลางใบ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีม่วง ผลเป็นผลสด ผลกลมเป็นพวง ผลดิบสีเขียวมีลายตามยาวสีขาว ผลสุกสีแดง 

 มะแว้งเครือเป็นส่วนผสมหลักในยาประสะมะแว้งเช่นกัน ผลสดรับประทานเป็นยาแก้ไข้กัดเสมหะ แก้ไอ และกระทุ้งพิษไข้ให้ลดลง  ขับปัสสาวะ
ตำรา ยาไทยใช้ผลแก่สด รสขมขื่นเปรี้ยว แก้ไอ ขับเสมหะ

มะแว้งต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Solanum indicum Linn.

ชื่อสามัญ : Plate brush egg plant

ชื่ออื่น :  มะแคว้ง มะแคว้งขม มะแว้ง แว้ง

วงศ์ : SOLANACEAE

ไม้พุ่มกลางความสูง 100-150 ซม. ลำต้นแข็งแตกกิ่งก้านมีขนสั้นๆ ปกคลุมทั่วไปและมีหนามแหลมกระจายอยู่ทั่วต้น ใบเดี่ยวออกสลับ ก้านใบยาว ใบแผ่กว้าง ขอบใบหยักเว้าเข้าหาเส้นกลางใบมีขนสั้นๆ ทั่วไปที่ผิวใบทั้งสองด้านและก้านใบ ดอก เป็นดอกเดี่ยวออกเป็นกระจุกบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วงอ่อนมี 5 กลีบ เกสรสีเหลือง

ผลเดี่ยวรูปร่างกลมมี 2 ชนิด คือผลอ่อนสีเขียวอ่อนและชนิดผลอ่อนสีขาวผิวเรียบไม่มีลายผลทั้ง 2 ชนิด เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้ม

มะแว้งต้นเป็นส่วนผสมหลัก ยาประสะมะแว้ง ของ

องค์การเภสัชกรรมผลิตขึ้นตามตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ

เถาวัลย์เปรียง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris scandens Benth.

ชื่ออื่น :  เครือตาปา , เครือเขาหนัง

วงศ์ : PAPILIONEAE

 ไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ ใบหนาและแข็ง เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อย 4-8 ใบ  เป็นรูปรี ปลายใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบเรียบ

  ดอกออกเป็นช่อสีขาวห้อยลง กลีบรองดอกสีม่วงดำ ปลายกลีบดอกสีชมพูเรื่อ  ดอกดกมาก และส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ  ผลออกเป็นฝักแบนเล็ก ๆ ภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด พรรณไม้นี้ขึ้นง่าย มักขึ้นเองตามชายป่า และที่โล่งทั่ว ๆ ไป เนื้อไม้ในเถานั้นจะเป็นวง  คล้ายเถาคันแดง เป็นพรรณไม้ที่มีมากที่สุดในประเทศไทย ขึ้นอยู่ทุกจังหวัด

ขยายพันธุ์ ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือวิธีการแยกไหลใต้ดินชอบอากาศเย็นแต่แสงแดดจัด ทนความแห้งแล้งได้ดี หากปลูกในที่แล้งจะออกดอกดก แต่จะมีขนาดเล็กกว่าปลูกในที่ชุ่มชื้น

บุษบาริมทาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tithonia rotundifolia (Mill.) S.F. Blake

ชื่อสามัญ : Mexican Sunflower

วงศ์ : ASTERACEAE

                     ไม้ ล้มลุกขนาดใหญ่สูง 1-1.5เมตรและบางทีอาจถึง 4เมตร เป็นวัชพืชริมทางขึ้นตามที่รกร้างทั่วไป ใบรูปไข่หรือรูปหัวใจ ขนาด กว้าง5-20ซม.ยาว10-30ซม.ใบอาจหยักเว้าเป็น3-5แฉก ขอบใบหยักมนหรือจักฟันเลื่อย มีขนสากมือ

ดอกเป็นช่อเดี่ยวๆขนาด5-7ซม.ดอกวงนอกรูปรีปลายมนถึงแหลม สีแดงหรือส้มอมแดง หลังกลีบสีขาวมี10-14ดอก ดอกวงในสีเหลืองอัดกันแน่นเป็นช่อกลม ออกดอกตั้งแต่ฤดูหนาวถึงฤดูร้อน

ในต่างประเทศมีการพัฒนาพันธุ์ให้ดอกดก ต้นเตี้ย มีหลายพันธุ์ และสามารถตัดดอกปักแจกันได้


ผกากรองป่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lantana horrida L

วงศ์ : VERBENACEAE

ไม้ พุ่มเตี้ยขึ้นเป็นวัชพืช สูงได้ประมาณ 2 ม. ลำต้นเป็นเหลี่ยมมน เกลี้ยงหรือมีขนแข็งสั้นๆ ใบเรียงรอบข้อหรือเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือแกมรูปขอบขนาน ยาว 4-10 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบจักมน แผ่นใบด้านล่างมีขนหนาแน่น ช่อดอกออกเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ออกเป็นช่อกระจุกแน่น ส่วนมากดอกมีสีเหลืองสีเดียว กลีบดอกมี 4 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน กลีบเกือบกลม

ผกากรองป่ามีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อน ขึ้นเป็นวัชพืชกระจายห่างๆ ในแอฟริกาและเอเชีย

 ในไทยพบประปรายตามป่าเบญจพรรณและเขาหินปูนที่เปิดโล่ง ที่ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,000 เมตร

ผักกาดน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plantago major L.

ชื่อสามัญ : Common Plantain

ชื่ออื่น : หมอน้อย หญ้าเอ็นยืด

วงศ์ : PLANTAGINACEAE

ไม้ ล้มลุกขนาดเล็กเนื้ออ่อน อายุหลายปี สูง 30-50ซม. ลำต้นสั้นติดผิวดินรากสั้น แตกแขนงเป็นฝอยมาก ใบเดี่ยวออกเป็นกระจุก รูปไข่กลับ กว้าง12-16ซมง ยาว20-30ซม. ก้านใบยาวเท่ากับแผ่นใบ ดอกช่อ แทงออกจากกลางต้น ดอกย่อยขนาดเล็ก สีเขียวแกมน้ำตาล ผลเป็นผลแห้งแตกได้

ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด
  พืชชนิดนี้เป็นไม้กลางแจ้ง ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นตามทุ่งหญ้า พื้นที่โล่งแจ้งที่มีความชุ่มชื้น


ผักบุ้งรั้ว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomoea mauritiana Jacq.

ชื่อวงศ์ : CONVOLVULACEAE

ชื่อสามัญ : Railway Creeper

ชื่ออื่น : บ้องเลน ,มันหม

 

 

พบ ได้ทุกภาคในประเทศไทย สมชื่อเพราะรูปนี้ถ่ายตามข้างทาง เป็นไม้เลื้อยล้มลุก เลื้อยได้ไกลถึง10เมตร ทอดยาวไปเรื่อย มีหัวอยู่ใต้ดินมียางสีขาว ลำต้นกลวงเป็นข้อ ใบเดี่ยวรูปฝ่ามือมี5แฉก ใบสีเขียวอมแดงดอกออกตามซอกใบเป็นช่อ ช่อละ1-3ดอก เห็นแต่ดอกก็ต้องบอกว่าเหมือนดอกผักบุ้ง สีม่วง เพียงแต่ใบไม่เหมือนกัน  ขึ้นได้ดีในดินทั่วไปท่ามกลางแสงแดดจัดจ้าน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง

ออกดอกตลอดปี แต่ดกมากช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม

พบตามป่าชายหาด ทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ ที่รกร้าง โล่งแจ้ง เจริญเติบโตเร็ว โดยเลื้อยคลุมไม้อื่น หรือทอดเลื้อยตามผิวดิน

ปัจจุบัน นิยมนำผักบุ้งรั้วมาปลูกประดับเป็นไม้เลื้อยสวยงาม แต่ควรหมั่นตัดแต่งกิ่งไม่ให้รก นับเป็นพืชดอกสวยงามที่สามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วชนิดหนึ่ง


ผักบุ้งทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomoea pes-caprae.,Sweet.
ชื่อสามัญ : Beach Morning-Glory
ชื่ออื่น : ผักบุ้งขัน
วงศ์ : CONVOLVULACEAE

ลำ ต้นเป็นเถาเกลี้ยงใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับทางไปตามข้อต้น ทอดเลื้อยไปตามผิวดิน มักขึ้นริมหาดทรายชายทะเล

ลักษณะ ใบเป็นใบแฝด หนา ขอบใบเรียบเกลี้ยงไม่มีจัก เนื้อใบหยาบระคาย ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามโคนก้านใบ ทรงดอกรูปกระดิ่งปากบาน สีม่วงอ่อน หรือสีชมพูอ่อน ออกดอกเป็นช่อสั้นๆตามโคนก้านใบ ช่อละ4-8ดอก ออกดอกตลอดปี
ดอกบานเวลากลางวันระหว่างเช้าถึงเที่ยง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำ และเพาะเมล็ด

จมูกปลาหลด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oxystelma esculentum (Linn.) R.Br.

ชื่อวงศ์ : ASCLEPIADACEAE

ต้นนี้มีรูปเยอะหน่อย เจอข้างทางเหมือนกัน นานๆจะเจอในธรรมชาติเสียที มีเท่าไหร่เลยใส่หมด

ไม้ เลื้อยพัน ทุกส่วนมีน้ำยางขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปใบหอกแกมรูปดาบ ขนาดของใบกว้าง1-1.5ซม. ยาว8-13ซม. ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกย่อยขนาดประมาณ 1.5ซม. กลีบดอกด้านในสีชมพูเข้มสีมีลายเส้นสีม่วง และจุดประสีน้ำตาล ด้านนอกสีขาว  ผลรูปไข่เมื่อแก่จะแตกออกข้างเดียว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดสีน้ำตาลปลายเมล็ดจะมีขนสีขาวติดอยู่เป็นกระจุก 

ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดจัด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกประดับซุ้ม และยังใช้เป็นสมุนไพรแก้โรคไตได้อีก



ตดหมูตดหมา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Paederia pirifera Hook.f.

วงศ์ : RUBIACEAE

ชื่ออื่น : พอทุอี ตดหมูตดหมา กระพังโหม

ชื่อแบบนี้สวยยังไง คงไม่มีใครอยากได้ ..... ต้องเปลี่ยน

ไม้ เถาเนื้ออ่อนลำต้นกลมสีเขียวขนาดเล็ก มีขนปกคลุม ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่หรือรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง1-2ซม.ยาว 7-12ซม. ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โคนเว้าเป็นรูปหัวใจ ผิวใบด้านบนมีขน ลำต้นและใบมีกลิ่นเหม็นเนื่องจากมีสารMethyl mercaptan เมื่อนำมาต้มกลิ่นเหม็นจะหายไป ใช้ทำอาหารได้

ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอก5กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปแตรกลีบดอกด้านนอกสีขาว ด้านในสีม่วงอมแดง ผลรูปกลมรีผิวเกลี้ยง ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

ขึ้นง่ายตามธรรมชาติ ชอบแสงแดดจัดและดินร่วนซุยมีการระบายน้ำดี มีสรรพคุณทางเป็นสมุนไพร

ป.ล. เปลี่ยนชื่อปุ๊บจะเป็นไม้มงคลปั๊บ ราคาแพงปรี๊ดมากกก ทันที

**มีอยู่ด้วยกันหลายสายพันธุ์ เช่น ชนิดใบใหญ่ ลักษณะของใบจะเป็นรูปไข่ มีขนสั้นขึ้นปกคลุม เรียกว่า กระพังโหมใหญ่” หรือ “ตดหมู“, ชนิดใบเล็ก ลักษณะของใบจะมีลักษณะเป็นรูปเรียวยาวหรือรูปหอก เรียกว่า “กระพังโหมเล็ก” หรือ “ตดหมา“, ชนิดใบใหญ่ไม่มียางไม่มีขน มีกลิ่นเหม็นอ่อน ๆ เรียกว่า “ย่านพาโหม” ส่วนกระพังโหมแท้ ๆ ต้องเป็นชนิดที่เด็ดใบและเถาสด ๆ จะมียางออกมา ส่วนชนิดที่ไม่มียางจะเรียกว่า “ย่านพาโหม"


กระทกรก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Passiflora foetida Linn.

วงศ์ : PASSIFLORACEAE

ชื่อสามัญ : Running Pop, Stinking Passion Fruit
ชื่ออื่น : กระโปรงทอง เถาเงาะ ผ้าขี้ริ้วห่อทอง รกช้าง

          ต้น นี้น่าจะนำไปไว้กับพวกเสาวรส เพราะเป็นต้นไม้ในวงศ์เดียวกัน แต่ไว้ที่นี่ก็ไม่เป็นไร เพียงแต่จะย้ำว่าเป็นไม้วงศ์เดียวกับเสาวรสเท่านั้น

กระทกรกเป็น ไม้เถาขนาดเล็กแต่เหนียว อายุหลายปีมีมือเกาะเลื้อยพาดพันได้ไกล3-5เมตร มักขึ้นเองไม่ต้องปลูก ต้นและใบมีกลิ่นเหม็นเขียว ใบเดี่ยวออกสลับตามข้อ โคนก้านใบมีเส้นยาวขดเป็นวงเกลียว สำหรับยึดเกาะพยุง ใบรูปเหลี่ยม ริมวกหยักเว้าเข้าข้างในข้างละ1หยัก ขนาดใบ5-7.5ซม.

             ดอกเดี่ยวกลีบซ้อนกัน2ชั้นผลสีเขียวเมื่อสุกสีเหลืองกินได้ ทั้งผลอ่อนผลแก่
        คนไทยเรียกกันไว้หลายชื่อ เช่น ชาวเมืองอุทัย-ชัยนาทเรียก"เถาสิงโต"

ชาว อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชรเรียก "สลกบาตร" ชื่อนี้คงคุ้นๆสำหรับเราอยู่บ้างเพราะเวลาเรา ขึ้นเหนือจะต้องผ่านด่านนี้ที่อำเภอ ขาณุวรลักษ์บุรี จังหวัดกำแพงเพชร ทีนี้ คงจะเดากันได้แล้วสิว่าชื่อตำบลสลกบาตรนั้นคำว่า"สลกบาตร"หมายถึงอะไร แต่ก่อนคงมีกระทกรกขึ้นเต็ม

ฝอยทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cuscuta chinensis LAMK.
ชื่อ อื่น : เครือเขาคำ,ผักไหม
วงศ์ :CUSCUTACEAE

 เหมือนยกขบวนไม้ข้างทางมาเลย ได้รูปมาเต็ม

ฝอยทอง เป็น พืชล้มลุก เจริญเติบโตอยู่บนต้นไม้อื่น ดูดอาหาร จากต้นไม้ที่เกาะอาศัยอยู่ ลำต้นกลม เป็นเถาเลื้อยยาวและอ่อนนุ่ม สีเหลืองทอง แตกกิ่งก้านมาก ใบมีลักษณะ เป็นเกล็ดรูปสามเหลี่ยม เล็กๆ ออกจากลำต้น โดยออกเรียงสลับ ใบเป็นสีเหลืองเหมือนสีของลำต้น
ดอก มีขนาดเล็กมาก ออก เป็นช่อสีขาว มีดอกย่อยจำนวนมาก ลักษณะ ดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ ปลายกลีบรูปกลมมนผลรูปกลม ขนาดเล็ก ออกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และการแตกหน่อ
เป็นผักธรรมชาติที่รับ ประทานได้ ที่ชาวบ้านเอามาวางเป็นกองๆหรือใส่กระทงขาย เห็นเป็นเส้นๆเหลืองๆยาวๆ นั่นละ ฝอยทอง


ถั่วลาย

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Centrosema pubescens Benth

วงศ์ : LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE

ชื่อสามัญ : Butterfly pea

       

   

  ลำ ต้นเลื้อยพันสีเขียวเข้มปนน้ำตาลมีขนสั้น ๆ สีน้ำตาลแดงปกคลุม ใบย่อยมี3ใบ รูปไข่สีเขียว  ใบกลางใหญ่สุด ใบค่อนข้างหยาบ หน้าใบและหลังใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดินในที่โล่งแจ้ง ป้องก้นวัชพืชขึ้น ทำให้วัชพืช ชะงักการเจริญเติบโต โดยถั่วลายจะเลื้อยพันต้นวัชพืชและป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน


ถั่วผี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phaseolus lathyroides L.f.
วงศ์ : LEGUMINOSAE (PAPILIONIODEAE)


พืชฤดูเดียว เมล็ดแก่ร่วงแล้วงอกเป็นต้นใหม่ในฤดูฝนต่อไป เป็นไม้พุ่มเล็กสำต้นเป็นกอตั้งตรง ปลายยอดทอดอ่อนเล็กน้อย สูงประมาณ100-130ซ.ม.ลำต้นเหนียวและกลวงสีเขียวเข้ม ผิวลำต้นเป็นเส้นตามยาวมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ลูบจะสากมือ ใบมี 3 ใบย่อย มีก้าน สีใบเขียวเข้ม หน้าใบมีขนสั้นๆ หลังใบมีขนปกคลุมหนาแน่นกว่าหน้าใบ ขอบใบหยักแบบขนครุย ผิวใบค่อนข้างนุ่ม ออกดอก ช่วงเดือนเมษายน - ดอกเดี่ยวรูปดอกถั่ว กลีบดอกสีแดงเลือดหมู ฝักรูปกลมมีรอยคอดตื้นๆ ในหนึ่งฝักมี 3-12 เมล็ด เมล็ดรูปทรงกระบอกปลายตัดสีน้ำตาลดำ ฝักแก่แตกเป็นสองซีก

พบขึ้นอยู่ทั่วไปในพื้นที่ รกร้าง ว่างเปล่า ริมคูน้ำ คันนา ขึ้นได้ดีในดินที่ เป็นดินเหนียว ดินเหนียวปนลูกรังและดินร่วนปนเหนียว เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติสำหรับ โค กระบือ

ถั่วผีเลื้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์: Phaseolus lathyroides Linn.

วงศ์: LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE


ไม้ ล้มลุก เลื้อยไปตามพื้นดินลำต้นกลมสีเขียวมีขน  ใบประกอบมีใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยรูปไข่แกมรูปหอก ดอกช่อแบบติดดอกสลับ ก้านดอกสั้น ดอกแดงปนม่วง ฝักรูปทรงกระบอก ภายในมีเมล็ด 18-30 เมล็ด แตกได้

เป็นวัชพืชหรือปลูกเพื่อคลุมดินสามารถปรับปรุงดิน เพราะพืชวงศ์ถั่วสามารถตรึงไนโตรเจนได้  

ถั่วกรามช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dolichos lablab Linn.

วงศ์ : PAPILIONACEAE

ชื่ออื่น : ถั่วแปบ ถั่วแปบช้าง

ไม้ เลื้อยลำต้นกลม มีขนคายทั่วไป ใบเป็นใบประกอบแบบใบย่อย3ใบ ก้านใบยาวประมาณ 10 ซม. ส่วนโคนบวม ใบบนมีขนาดใหญ่สุด รูปไข่กว้าง ขนาด 10-15ซม.ยาว 15-20ซม. ปลายใบแหลม 2ใบล่างรูปไข่เบี้ยว ขนาดกว้าง 8-12ซม.ยาว12-18ซม.  มีขนนุ่มปกคลุม

ดอก สีม่วงแกมขาวเล็กน้อยออกเป็นช่อตั้ง ก้านช่อดอกยาว 20-50ซม.ดอกย่อยเป็นแบบดอกถั่ว ขนาด 5ซม. กลีบตั้งมีแถบสีขาวตรงกลาง กลีบรองดอกเป็นถ้วยสีเทา เกสรผู้อยู่รวมเป็นกลุ่ม

ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกแกมแบน ปลายแหลม มีขนสีน้ำตาลเข้มปกคลุม ขนาดกว้าง 1-2ซม. ยาว 4-8ซม.

ออกดอกเดือนกรกฏาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ผลและใบอ่อนรับประทานเป็นผักสดได้

มีถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณชื้น

ชะมดต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus abelmoschus L. (Abelmoschus moschatus Medik. subsp. moschatus)

ชื่อสามัญ : Musk Mallow, Muskseed, Abel Musk

ชื่ออี่น : ชะมดต้น ฝ้ายผี เทียนชะมด

วงศ์ : MALVACEAE

ไม้พุ่มล้มลุก ลำต้นมีความสูงประมาณ 0.60 - 2 ม. ลำต้นเป็นขน
ใบรูปฝ่ามือ ๕-๖ แฉก ขอบหยัก ปลายใบแหลม ผิวใบสาก ก้านใบยาว
ดอกเดี่ยว ออกตามง่ามใบ กลีบดอกห้ากลีบ สีเหลือง ตรงกลางดอกด้านในมีจุดเป็นวงใหญ่สีเลือดหมู หรือม่วงเข้ม
ฝักหรือผล กลมยาว เป็นเฟืองห้าเฟือง มีขนผลแห้ง แตกได้ เมล็ดมีปุยเหมือนฝ้าย
 
เมล็ดรูปใต มีกลิ่นคล้ายชะมดเช็ด
พบชึ้นตามที่รกร้างทั่วไป


ชะคราม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Suaeda maritima (L.) Dumort

วงศ์ : AMARANTHACEAE

ชื่ออื่น : ชักคราม, ส่าคราม, ล่าคราม, ล้าคราม

วัชพืช ล้มลุกอายุหลายปี เมื่ออายุมากลำต้นจะมีเนื้อไม้และพัฒนาเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงถึง 1เมตร ลำต้นเดี่ยว ทรงพุ่มแผ่กระจาย แตกกิ่งต่ำใกล้พื้นดิน และมักมีรากงอกตามข้อด้านล่าง ลำต้นแก่มีผิวหยาบขรุขระ ซึ่งเกิดจากรอยแผลใบ

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับเบียดกันแน่น แผ่นใบรูปแถบยาว1-5ซม. โคนใบสอบรูปลิ่ม แผ่นใบเรียบ ปลายใบแหลม เนื้อใบอวบน้ำ ผิวใบเป็นฝ้านวล สีเขียวสดหรือสีเขียวอมม่วง ในฤดูแล้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงอ่อนคล้ายแต้มสี

ดอกแบบช่อเชิงลดไร้ก้านแยกแขนง ออกตามปลายยอด ช่อดอกยาว3-18ซม.ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก แต่ละกระจุกมีดอกย่อย2-5ดอก

ผลแบบผลแห้งไม่แตก ผลรูปร่างทรงกลมรี ขนาดเล็ก ผิวเรียบ สีเหลืองอมส้ม ขนาด0.2-0.3ซม.มีเมล็ดรูปไต1เมล็ด

พบ ทั่วไปตามพื้นที่ราบดินเลนเค็มจัด พบมากตามชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรสงครามถึงชลบุรี ในฤดูแล้งจะเห็นเป็นหย่อมสีแดงอมม่วง ออกดอกและผลเกือบตลอดทั้งปี

สามารถ นำมาใช้ประกอบอาหารปรุงเป็น อาหาร ต้ม ยำ ทำแกงได้ โดยเก็บใบมาทำแกงส้ม หรือนำใบมารับประทานกับจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือเป็นเครื่องเคียง

ชิงช้าชาลี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tinospora baenzigeri Forman

ชื่อสามัญ : Heart-leaved Moonseed

ชื่อไทยพื้นเมือง : จุ่งจะลิงตัวแม่

วง์ : Menispermaceae

พืช ชนิดนี้เป็นไม้เลื้อยยืนต้น ส่วนใหญ่จะเห็นลำต้นพาดหรือพันอยู่กับต้นไม้ กำแพงและเสาต่างๆ เป็นไม้เนื้ออ่อนแต่เหนียวมากใช้แทนเชือกได้ ลำต้นหรือที่เรียกว่าเถา มีลักษณะกลมโตเปลือกขรุขระมีตาแตกเป็นจุดเล็กๆสีน้ำตาลอ่อนประอยู่ตลอดเถา

ดอก ของชิงช้าชาลีมีขนาดเล็กมากไม่มีกลีบดอก จะออกราวเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม  ดอกมีสีเหลืองอ่อนเป็นดอกฝอยๆ และมีกลิ่นหอมมาก เวลามีดอก ลำต้นจะสลัดใบทิ้งหมดเถา เพื่อต้อนรับดอกอ่อนที่เกิดขึ้น ส่วนผลเป็นผลสดรูปค่อนข้างกลมสีเหลือง
พบตามที่รกร้างทั่วไป

แสลงพันเถา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhnia bracteata Bak.

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE [FABACEAE] - CAESALPINIOIDEAE


         ไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่เนื้อแข็ง เปลือกมีสีเทา เลื้อยพันขึ้นตามต้นไม้อื่น มีมือเกาะ เลื้อยได้ไกล 8-10 เมตร กิ่งอ่อนมีขนสีเทาใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่มีปลายแยกเป็น 2 แฉก ปลายใบและโคนใบเว้าลึก ออกเป็นใบคู่เหมือนใบแฝดมีหูใบรูปเคียว

ออกดอกเป็นช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยมีสีเขียวกลีบดอก5กลีบ ผลเป็นฝักแบนแข็งแตกได้ มีขนนุ่มละเอียด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ชอบแดดจัด 

ขี้ไก่ย่าน

 ชื่อวิทยาศาสตร์: Mikania cordata (Burm.f.) B.L.Rob

ชื่อสามัญ : Mile a minute, African mile a minute

วงศ์:  ASTERACEAE 

ชื่ออื่น : ขี้เหล็กย่าน

ไม้ล้มลุกเลื้อย ขึ้นเป็นพุ่มพันกันยุ่งขึ้นคลุมพืชอื่นค่อนข้างแน่น ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 7 เมตร มีขนเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มเล็กน้อย มักขึ้นตามชายป่า ตามสองข้างทาง และตามบริเวณป่านุ่น จัดเป็นวัชพืชที่เจริญได้ดีในเขตร้อน

ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบค่อนข้างจักเป็นซี่ฟันหยาบ ๆ ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มกระจายทั้งสองด้าน ด้านล่างมีต่อมเล็กน้อย ก้านใบเรียวเล็ก ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ริ้วประดับบาง ค่อนข้างจะโปร่งใส กลีบดอกเป็นสีขาวแกมเขียว โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็นแฉก 5 ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

ผลเป็นรูปขอบขนานแคบ มีต่อมรยางค์แข็งจำนวนมาก ผลอ่อนเป็นสีขาว ถ้าแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม

ใบใช้ตำพอกตามบาดแผลหรือแผลบวม และรักษาโรคหิด

ย่านลิเภา

ชื่อวิทยาศาสตร์: Lygodium flexuosum (L.) Sw.

ชื่อสามัญ : Big Lygodium, Climbing Fern, Darai Paya, Ribu-Ribu Besar, Ribu-Ribu Gajah

วงศ์ : LYGODIACEAE

ชื่ออื่น : เฟิร์นตีนมังกร,หมอยแม่ม่าย (นครราชสีมา), กระฉอก ตะเภาขึ้นหน (ประจวบคีรีขันธ์), ลิเภาใหญ่ (ปัตตานี)

,กูดก้อง กูดเครือ กูดงอดแงด กูดแพะ กูดย่อง ผักจีน ต๊กโต (ภาคเหนือ)

              เป็นเฟิร์นทอดเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่นยาวได้หลายเมตร ลำต้นเป็นเหง้าสั้นมีขนสีน้ำตาลเข้มหนาแน่น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-6 มิลลิเมตร ไม่มีเกล็ด ลำต้นเมื่อแก่จะมีสีดำและเป็นมัน ใบ ประกอบสามชั้น ก้านใบเรียวเล็กคล้ายเส้นลวด ยาวมาก บางครั้งยาวถึง 5 เมตร

ขยายพันธุ์โดยใช้สปอร์และวิธีการปักชำเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด ชอบแสงแดดรำไร

พบขึ้นตามป่าทั่วไป ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบ ป่าผลัดใบผสมทั่วทุกภาคของประเทศ

หมามุ่ย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mucuna pruriens DC.

ชื่อสามัญ : Cowhage
ชื่ออื่น : บะเหยือง หมาเหยือง

วงศ์: PAPILIONACEAE


พืชเถาเลื้อยทอดยาว3-10เมตร มีขนจากฝัก  เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้คัน จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองมาก คัน ปวดแสบปวดร้อน บวมแดง ซึ่งฝักจะออกมาในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูแล้ง

ใบหมามุ่ยมีรูปร่างคล้ายรูปไข่หรือรูปไข่ปนขนมเปียกปูน โคนใบอาจมีทั้งมน กลม หรือหน้าตัดก็ได้ ตัวใบบางและมีขนทั้งสองด้าน ดอกสีม่วงดำ มีกลิ่นเหม็น ออกเป็นช่อตามง่าม  ผลเป็นฝักโค้ง ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ผิวเปลือกมีขนแข็งสั้นปกคลุม ฝักอ่อนเปลือกมีสีเขียวอ่อน และค่อยเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล และสีน้ำตาลอมแดงเมื่อฝักแก่เต็มที่ โดยขนติดกับฝักไปจนถึงระยะฝักแก่ ขนมีลักษณะหลุดร่วงง่ายหากถูกกระทบหรือเสียดสี ฝักแก่นี้เองจะทำให้หมามุ่ยกลายร่างเป็นพืชที่มีพิษ มีเมล็ด 4-7 เมล็ด(สรรพคุณของเมล็ดหมามุ่ยดูต่อในเรื่องสมุนไพร)

เมื่อสัมผัสกับขนหมามุ่ย ให้รีบกำจัดขนพิษออกจากบริเวณที่สัมผัส โดยใช้เทียนไขลนไฟให้อ่อนตัว หรือข้าวเหนียวคลึงจนเนื้อข้าวเหนียวกลืนกัน แล้วนำมาคลึงบริเวณที่สัมผัสขนหลายๆ ครั้งจนหมด หากยังมีอาการแดงร้อนหรือคันอยู่ให้ทาคาลาไมน์โลชั่น หรือครีมสเตียรอยด์ พร้อมกับรับประทานยาแก้แพ้ 1 เม็ดทุก 6 ชม. จนเป็นปกติ

หมามุ้ยมี 2 สายพันธุ์คือ

หมามุ้ยใหญ่ Mucuna monosperma DC. Ex Wight Fabaceae (Leguminosa-Papilionoideae)

หมามุ้ยลาย Mucuna stenoplax Wilmot-Dear Fabaceae (Leguminosa-Papilionoideae)

สำหรับในประเทศไทยสายพันธุ์ที่พบจะเป็นกลุ่มไม้ป่า Mucuna pruriens (L.) DC. Cultivar group Pruriens ซึ่งจะมีขนพิษปกคลุมที่ฝัก ทำให้เกิดอาการคันเมื่อสัมผัส ส่วนกลุ่มที่เป็นไม้ปลูก Mucuna pruriens (L.) DC. Cultivar group Utillis จะไม่มีขนพิษที่ฝัก ไม่มีการปลูกในประเทศไทย

หมามุ่ยช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mucuna gigantea (Wild.)DC.

ชื่ออื่น : สะบ้าลิงลาย, หมามุ่ย

วงศ์ : LEGUMINOSAE(FABACEAE)

ไม้เถาไม่มีหนาม ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน หินหรือต้นไม้อื่น ยาวถึง80เมตร กิ่งแขนงเรียว ผิวเกลี้ยงสีเทาถึงคล้ำ

ใบ ประกอบแบบขนนกมี3ใบย่อย ก้านช่อใบยาว5-12ซม.ใบย่อยคู่ล่างรูปไข่เยื้องโคนใบไม่สมมาตร แผ่นใบยอดรูปไข่ ขนาดกว้าง4-10ซม.ยาว6-18ซม.ขอบใบเรียบปลายใบเรียวแหลม

ดอก แบบช่อเชิงลดรูปพัดคล้ายซี่ร่ม ออกตามง่ามใบ ช่อดอกห้อยลงยาว10-30ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่วสีเหลืองหรือเขียวอ่อน  ผล แบบฝักถั่วมีครีบ รูปแถบแบนขนาดกว้าง2-4ซม.ยาว5-12ซม.ขอบฝักเป็นร่องครีบแคบ ผิวฝักมีขนคันสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น หลุดร่วงง่าย เมล็ดแบนสีดำมี1-5เมล็ด

ออกดอกเดือนตุลาคม-ธันวาคม

พบตามพื้นที่รกร้าง ริมฝั่งแม่น้ำลำคลองและพื้นที่ใกล้ทะเล

เขตการกระจายพันธุ์ จีน อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

ปอคัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Malachra capitata (L.) L

ชื่อสามัญ  Brazil Jute

วงศ์  : MALVACEAE

ไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 2 ม. มีขนรูปดาวและสากคายกระจายทั่วไป หูใบข้างละประมาณ 3 เส้น ใบรูปไข่กว้างหรือเกือบกลม จักเป็นพูตื้น ๆ หรือรูปฝ่ามือ 3, 5 หรือ 7 พู โคนใบเว้าลึก ขอบใบจัก ดอกสีเหลือง มี 5 กลีบ รูปไข่กลับ แฉก ผลแห้งแตก

ขึ้นเป็นวัชพืชทั่วไปในเขตร้อน เปลือกใช้ทำเชือก สารสกัดจากรากและใบใช้อาบทำให้ผิวชุ่มชื้น


ปอเทือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crotalaria juncea L

ชื่อสามัญ : Sunn Hemp,Indian Hemp

ชื่ออื่น : คำบูชา

วงศ์ : FABACEAE

พืชตระกูลถั่ว พุ่มสูง  150 – 300  เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง 

ฝักเป็นรูปทรงกระบอก  เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้าตาล  มี 10 -20  เมล็ดต่อฝัก

พืชฤดูเดียวปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด หลังจากปอเทืองออกดอกช่วงอายุประมาณ50-60วันก็ไถกลบในขณะที่ความชื้นในดินมีสูงพอสมควร

โสน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sesbania javanica Miq

วงศ์ : FABACEAE


มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชียจากอินเดียไปทางตะวันออกจนถึงประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์


ไม้ ล้มลุกปีเดียว สูง1-4เมตร เปลือกลำต้นเรียบ เป็นเหลี่ยมหรือมีร่องละเอียดตามความยาวของลำต้น เนื้อไม้อ่อนและกลวง

ใบประกอบแบบมีใบย่อย10-30คู่ ใบรูปร่างรีกลม ปลายใบมน ใบยาว1.2-2.5ซม.กว้าง2.4มม. ดอกเป็นช่อ ช่อดอกยาว10ซม.มีดอกย่อย5-12ดอก กลีบดอกสีเหลืองบางครั้งมีจุดกระสีน้ำตาลหรือม่วงอดง กระจายอยู่ทั่วไป

ผลเป็นฝักผอมยาว18-20ซม.ฝักอ่อนสีเขียวเมื่อแก่เป็นสีม่วงและน้ำตาล เมล็ดมีหลายเมล็ดเรียงอยู่ในฝัก

ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เติบโตได้ในบริเวณที่มีน้ำขังในดินแถบภาคกลางและดินเหนียว พบขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมักพบขึ้นในพื้นที่ที่มีน้ำขัง แถบลุ่มน้ำ ริมทาง ริมหนองน้ำ คลองบึง หรือลำประดง


โสนหางไก่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aeschynomene aspera L.

ชื่ออื่น : โสนหิน

วงศ์ : FABACEAE

ต้น ตั้งตรงสูงได้ถึง1.5เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย20-40คู่ ดอกออกเป็นช่อแบบดอกย่อยเกิดห่างๆกันบนก้านช่อ กลีบเลี้ยงติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5แฉก กลีบดอก5กลีบขนาดไม่เท่ากันสีเหลืองครีม ผลเป็นฝักขนาดเล็กรูปทรงกระบอกยาวประมาณ5ซม.กว้าง0.5ซม. เมล็ดสีน้ำตาลทองประมาณ8-10เมล็ด

ชอบขึ้นตามที่ชื้นแฉะ ตามริมคันนา ริมหนองน้ำทั่วไป

ตำยาน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zygostelma benthamii Baill.

 วงศ์ : ASCLEPIADACEAE

ชื่ออื่น :  อบเชยเถา, เครือเขาใหม่ , เชือกเถา , อบเชยป่า , กำยานเครือ , จั่นดิน

ไม้เลื้อย อายุหลายปี มีรากสะสมอาหารใต้ดิน ทุกส่วนของต้นมียางสีขาว ใบรูปใบหอกยาว ปลายแหลม ออกตรงข้ามกัน...ช่อดอกสีชมพูขลิบขาว ออกที่ซอกใบ มีกลีบดอกห้ากลีบ

ตำยานมีสองชนิด ตำยานตัวผู้ ตำยานตัวเมีย ตำยานเป็นสมุนไพรในอดีต ตำรายาโบราณไทย ลาว พม่า เขมร ถือเป็นยาชูกำลังชั้นหนึ่ง ใช้ เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ทำให้จิตใจชุ่มชื่น กระปรี้กระเปร่า ที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง  ใช้ตำยานมาต้มรวมกันแล้วกิน หรือใช้รวมกับเครือหมาน้อย หมอน้อย ย่านาง ตะไคร้บ้าน ตะไคร้น้ำ
       ถ้าไม่ใช้วิธีต้ม จะใช้ฝนกิน... ก็ได้ แก้ท้องผูก แก้ริดสีดวง ได้ชะงัด

มาถึงตรงนี้ยังไม่เห็นหญ้าจริงๆซักต้น  Tipvipa..V

SUANSAVAROSE
2.16 -25/8/2016

เป็นว่า เรื่องหญ้า จริงๆ ต่อไปหน้านี้เลยไม่ต้องเสียเวลาเปิดใหม่

หญ้าแฝก

 ชื่อวิทยาศาสตร์: Vetiveria zizanioides

ชื่อสามัญ : Vetiver Grass

วงศ์ : GRAMINEAE(POACEAE)

พืชที่ มีระบบรากลึกและแผ่กระจายลงไปในดินตรงๆ มีอายุหลายปี ขึ้นเป็นกอแน่น มีใบเป็นรูปขอบขนานแคบปลายสอบแหลม สามารถขยายพันธุ์ที่ได้ผลรวดเร็ว โดยการแตกหน่อจากลำต้นใต้ดิน ในบางโอกาสสามารถแตกแขนงและรากออกในส่วนของก้านช่อดอกได้ เมื่อหญ้าแฝกโน้มลงดินทำให้มีการเจริญเติบโตเป็นกอหญ้าแฝกใหม่ได้

หญ้าแฝก (Vetiveria spp.) มีอยู่ในโลกประมาณ 11 ชนิด ในประเทศไทยนักพฤกษศาสตร์ได้ตรวจสอบพบว่ามีอยู่เพียง 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ หญ้าแฝกหอม (Vetiveria zizanioides Nash) และหญ้าแฝกดอน (Vetiveria nemoralis A. Camus) ในธรรมชาติพบว่าหญ้าทั้งสองชนิดมีการกระจายทั่วไป ขึ้นได้ดีในสภาพพื้นที่ทั้งที่ลุ่มและที่ดอน ในดินสภาพต่าง ๆ จากความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล จนถึงระดับประมาณ 800 เมตร

หญ้าแฝกดอน รากไม่มีกลิ่น ใบโค้งงอ สูงประมาณ 100-150 เซนติเมตร

หญ้าแฝกหอม มีรากที่มีกลิ่นหอม ใบยาวตั้งตรง สูงประมาณ 150-200 เซนติเมตร(ตามรูป)

 การปลูกหญ้าแฝกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ลดการชะล้างพังทลายของดิน การช่วยเก็บกักตะกอนดินในพื้นที่ลาดชัน แต่จากผลของการวิจัยพบว่า หญ้าแฝกยังมีลักษณะในด้านการฟื้นฟูทรัพยากรดินด้วย ซึ่งช่วยให้ดินมีศักยภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ดินเสื่อมโทรม หรือพื้นที่ดินมีปัญหา จึงมีส่วนช่วยฟื้นฟู และปรับปรุงดินให้มีสภาพดีขึ้น เนื่องจากผลของอินทรียวัตถุที่เพิ่มขึ้น และกิจกรรมของจุลินทรีย์บริเวณรากหญ้าแฝก รวมทั้งการมีความชื้นที่ยาวนานขึ้น

หญ้าเม็กซิกัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pennisetum setaceum ( Forssk. ) Chiov. Cv. Purpureum

วงศ์ : Poaceae ( Gramineae )

ชื่อสามัญ :African Fountain Grass, Tender Fountain Grass, Fountain Grass, Purple Fountain Grass
ชื่ออื่น : หญ้าแดง

ไม้ ล้มลุก  พุ่มแน่น  สูง  1 - 1.50  เมตร  แผ่กว้าง    ใบเดี่ยว  เรียงเวียนสลับ  รูปแถบ  เรียวยาว  มีขนเล็ก ๆ  ปกคลุมบนแผ่นใบ  ปลายใบลู่ลงพื้น  สีแดงเลือดหมู ช่อดอกสีแดงเรื่อออกที่ปลายยอดชูตั้งขึ้น

จากวัชพืชสู่แลนด์สเคป

  ปัจจุบันนิยมนำมาใช้จัดในสวนหินหรือสวนที่ไม่ต้องดูและรักษามาก  หรือจะใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดิน  ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน  แต่ต้องหมั่นตัดแต่งช่อดอกและใบแห้งออกจากต้นอย่างสม่ำเสมอ  การทำอย่างนี้นอกจากต้นจะไม่โทรมแล้วจะป้องกันเรื่องดอกหญ้าที่แห้งปลิวไป ตามลมด้วย กันข้างบ้านจะบ่นเอาหนาว่าตากผ้าแล้วมีดอกหญ้าไปกวน

หญ้าน้ำพุ

Fountain Grass

ชื่อวิทยาศาสตร์: Pennisetum setaceum (Forssk.) Chiov.

วงศ์: Poaceae

หญ้า น้ำพุ เป็นหญ้าอีกชนิดที่นำมาใช้ปลูกประดับสวน สไตล์โมเดิร์นและสวนอังกฤษ ลักษณะต้นที่แตกกอเหมือนน้ำพุ ดอกสีขาวฟูนุ่ม จึงมีชื่อทางการค้า ที่เรียกกันว่า หญ้าน้ำพุ

หญ้าแห้วหมู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyperus rotundus L.

ชื่อสามัญ : Nut grass

วงศ์ :CYPERACEAE

ไม้ ล้มลุกอยู่ในจำพวกหญ้า อายุหลายปีสูง20-40เซนติเมตร มีลำต้นใต้ดินสามารถแพร่ขยายได้เป็นเส้นยาว ที่ปลายสุดมีหัวรูปกลมรีแข็งสีดำ เป็นหัวคล้ายแห้วไทย แตกแขนงลำต้นเป็นเส้นเหนียวแข็ง อยู่ใต้ดินและงอกเป็นหัวใหม่ได้ ใบเดี่ยวจำนวนมากแทงออกจากหัว  รูปรีแกมขอบขนาน เล็กยาวเรียว ปลายแหลมทู่ กลางใบเป็นสันร่อง ผิวใบเกลี้ยงสีเขียวเข้ม โคนใบออกสีแดงเรื่อๆ

ดอกช่อคล้ายดอกหญ้าสีน้ำตาลแดง ขึ้นจากกลางต้น ช่อหนึ่งมีใบประดับรองรับช่อดอก2-4ใบกางออกอยู่ฐานช่อดอก ดอกย่อยไม่มีก้าน

ผล รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลมสีน้ำตาลหรือดำ หน้าตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมพบขึ้นตามข้างทาง ทุ่งนา ที่รกร้างและเป็นวัชพืชในสนามหญ้า มักเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ขยายพันธุ์โดยใช้หัวหรือลำต้นใต้ดิน เจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด

หญ้าดอกแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melinis repens (Willd.) Zizka

วงศ์ : GRAMINEAE(POACEAE)

ชื่อสามัญ: Natal Grass, Natal Redtop, Ruby Grass

ชื่ออื่น : หญ้าดอกชมพู

ลำต้นตั้งสูง 80-115 ซม.หากดินแน่น ต้นจะเตี้ย ลำต้นมีขนปกคลุม ข้อมีปุยสีน้ำตาลแดงใบเรียวไปที่ปลายใบ  ใบนุ่ม หน้าใบและหลังใบไม่มีขน กาบใบและลำต้นมีขนยาวปกคลุม รอยต่อใบและกาบใบ ลักษณะเป็นแผงขน ออกดอกที่ตาข้างและที่ยอด ช่อดอกยาว 45-50ซม.ดอกมีปุยขนยาวสีขาวแกมแดงถึงม่วงแดงหุ้มอยู่จำนวนมาก เมื่อช่อดอกแก่สีจะจางลงเป็นสีขาวและชมพู ออกดอก เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน

ชอบดินแห้ง พบในพื้นที่รกร้างและพื้นที่เกษตรกรรม แพร่กระจายในสวนสับปะรด และบริเวณปลูกพืชอื่นๆในประเทศไทย

ใช้ เป็นอาหารสัตว์ โค กระบือ โดยปล่อยสัตว์แทะเล็มตามธรรมชาติ

ปลูกเป็นไม้ประดับคลุมดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน

หญ้าปากควาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dactyloctenium aegyptium (L.) P. Beauv.

วงศ์ : POACEAE

ชื่อสามัญ : Beach wiregrass, Crowfopt grass, Yaa paak khwaai

หญ้า ขนาดเล็กลำต้นมักแตกใหม่จากข้อที่ติดอยู่กับพื้นดินและมีราก ใบรูปหอก ยาว6-8ซม.ปลายแหลม มีขนเห็นชัด ช่อดอกมีก้านดอกกลมยาว10-20ซม.ปลายก้านดอกมีช่อดอกย่อยแตกออกจากจุดกึ่งกลาง เป็นแฉก3-6ช่อ แต่ละช่อยาว3-4ซม.ดอกย่อยสีขาวแกมเขียว ขนาดเล็ก แบน ออกเรียงติดกัน

วงชีวิตสั้น ออกดอกได้ตลอดปี ผลแบบธัญพืชขยายพันธุ์โดยการแยกไหล และเมล็ด ชอบดินแห้ง  พบมากตามที่โล่งแจ้ง และที่ดินรกร้าง เกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ กระจายพันธุ์ทั่วประเทศไทย
ในทวีปแอฟริกา พืชชนิดนี้ใช้เป็นพืชอาหารแบบดั้งเดิม โดยมีการใช้เมล็ดของพืชชนิดเป็นอาหารสัตว์ เมื่อความแห้งแล้ง อดอยาก ในขณะที่ในพื้นที่อื่นๆถือว่าเป็นวัชพืช


หญ้าเจ้าชู้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chrysopogon aciculatus (Retz.) Trin.Share

ชื่อสามัญ : gold beard grass

ชื่ออื่น : หญ้ากร่อน หญ้าขี้ครอก หญ้านกคุ่ม หญ้ากะเตรย หญ้าขี้เตรย

วงศ์ :  POACEAE

หญ้าอายุหลายปี ขึ้นเป็นกอ เหง้าแข็งลำต้นทอดนอนไปตามพื้นดินได้ไกล ตามลำต้นมีกาบใบแก่หุ้มอยู่ ลำต้นตั้งตรง สูง 15–25 เซนติเมตร  โคนมีขน กาบใบ เป็นแผ่นหยาบแข็งมีขนสีขาว ขอบเกลี้ยงแผ่เป็นเยื่อบาง  แผ่นใบ รูปแถบ ปลายใบเรียวแหลม ช่อดอก แบบช่อแยกแขนงกว้าง สีทองหรือสีน้ำตาลเข้ม แขนงช่อดอก เรียวยาวเป็นเส้นแตกจากแกนกลางแบบเวียนรอบข้อหรือเอียงเล็กน้อยรูปกลม เรียวคล้ายเมล็ดข้าว มีหนามแหลม สามารถปักติดเสื้อผ้าและผิวหนังได้ โดยเฉพาะเมื่อติดผิวหนังจะรู้สึกเจ็บแสบและคันยิบ ๆ แกะออกจากเสื้อผ้ายากมาก จึงถูกเรียกชื่อว่า หญ้าเจ้าชู

ออกดอกติดผลช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน

หญ้า เจ้าชู้กระจายพันธุ์ด้วยเมล็ด ซึ่งสามารถแพร่กระจายไปได้ โดยมี ลม น้ำ คน และสัตว์เป็นเครื่องช่วยทำให้กระจายไปได้ไกล ๆ และรวดเร็วเช่น เมล็ดวัชพืชอื่นๆ อาจจะติดไปกับเสื้อผ้าซึ้งช่วยในการแพร่พันธุ์ไปได้ในระยะไกล

  เขตการกระจายพันธุ์อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน ไทย ลาว เวียดนาม และมาเลเซีย พบตามเนินเขา หาดทราย

หญ้าขจรจบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Pennisetum polystachyon (L.) Schult.

ชื่อสามัญ : Thin Napier Grass, Foxtail Grass

วงศ์ : POACEAE-GRAMINEAE

ชื่ออื่น: หญ้าขจรจบดอกเล็ก, หญ้าคอมมิวนิสต์

สูง 1-2 เมตร แตกกอหลวมๆ แตกกิ่งย่อยตามข้อจำนวนมาก แผ่นใบมีขนยาวทั้งสองด้าน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง

เป็นวัชพืชในนาข้าวและเป็นปัญหาหนักในเขตพื้นที่เกษตรกรรม

เริ่ม จากการเป็นพืชนำเข้ามาปลูกเพื่อเป็นพืชอาหารเลี้ยงสัตว์แล้วขยายพันธุ์อย่าง รวดเร็วและควบคุมยากจะพบขึ้นทั่วไปตามที่เปิดโล่ง ริมถนน

หญ้าไซ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Leersia hexandra Sw. 

ชื่อสามัญ : Southern cutgrass, Swamp Rice grass

วงศ์ : GRAMINEAE(POACEAE)

ชื่ออื่น :  หญ้าทราย

ลำต้นเลื้อยทอดขนานไปกับพื้นดินหรือตามริมน้ำ บางทีลำต้นทอดเลื้อยตอนล่างแล้วปลายยอดชูตั้งขึ้น ลำต้นสูงประมาณ30-70ซม.ตรงข้อตอนล่างมีรากแตกยึดพื้นดิน

ใบ แคบเล็กเรียวยาว ขนาดกว้าง3-10มม. ยาว5-15ซม.ระหว่างแผ่นใบและกาบใบมีลิ้นใบลักษณะเป็นเยื่อ บางแข็ง คมและสากคายมาก มีขนแข็งเล็กสากมือขูดผิวหนังทำให้เกิดพิษคัน  เหมือนใบหญ้าคา 

ช่อ ดอกแบบช่อดอกรวมยาว5-15ซม. ก้านช่อดอกแตกแขนงเป็นก้านช่อดอกย่อย ช่อดอกย่อยยาว3-5มม.จำนวนมากเรียงสลับกันแน่นที่ช่อดอก แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยเพียง1ดอก ผลเป็นผลแห้งมี1เมล็ด ขึ้นตามลำคลองหนองบึงหรือที่ชื้นแฉะริมน้ำ

หญ้ายอนหู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Leptochloa chinensis (L.) Nees

ชื่อสามัญ: Feather grass ; Red sprouglelop

ชื่ออื่น : หญ้าดอกขาว  หญ้าเม็ดงา  หญ้ายางคง

วงศ์ : GRAMINEAE(POACEAE)

เป็นหญ้าประเภทอายุปีเดียวขึ้นในพื้นที่ลุ่ม ชื้นแฉะ ทนต่อน้ำท่วมขัง ทรงต้นแบบกอพุ่มตั้ง

ลำต้นส่วนล่างทอดเอนเล็กน้อย แตกรากตามข้อที่แตะดิน ต้นสูง 40-70ซม. ต้นสีเขียว กลม ข้างในกลวง ไม่มีขน ใบแบบรูปใบแถบ โคนใบตัดตรง ปลายใบเรียวสอบ กว้าง 3-10มม.ยาว 15-20 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียว ผิวใบค่อนข้างสาก ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อยถี่สั้นๆ  ลิ้นใบ เป็นแผ่นเยื่อขอบลุ่ยเป็นเส้นๆ

ดอกแบบช่อดอกรวมสีเขียวอ่อนหรือออกแดง มีดอกย่อย3-7ดอก ดอกแก่สีน้ำตาล ร่วงง่าย ผลแบบผลแห้งมีเมล็ดเดียว

หญ้าตีนกา

ชื่ออื่น : หญ้าปากคอก

ชื่อสามัญ : Goose grass, Fowe foot grass, Wire grass, Yard grass

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eleusine indica (L.) Gaertn

วงศ์ : GRAMINEAE(POACEAE)

ถิ่นกำเนิด : เม็กซิโก

เป็น พืชใบเลี้ยงเดี่ยว  ลำต้นสั้นตั้งเป็นกอ สูงประมาณ 50 ซม. ลำต้นแบนสีขาว ถึง เขียวอ่อน แตกต้นใหม่ที่โคนกอเป็นกอขนาดใหญ่  ใบรูปแถบยาวปลายเรียวแหลม โคนใบมีขนไม่แข็งนัก กาบใบค่อนข้างใหญ่สีเขียวอ่อน - ขาวหุ้มซ้อนทับใบที่เกิดลำดับหลัง 

ออกดอกที่ปลายยอด ก้านดอกสีเขียวกลมยาว และแตกช่อดอกที่ส่วนปลาย 3 - 8 ช่อ ในแต่ละช่อย่อยมีดอกย่อยจำนวนมาก

หญ้าตีนนก

 ชื่อวิทยาศาสตร์:  Digitaria ciliaris (Retz.) Koel

ชื่อสามัญ: fingergrass

ชื่ออื่น : หญ้าปล้องข้าวนก

วงศ์ : GRAMINEAE (POACEAE)

   


จำพวก หญ้าเป็นกอ ลำต้นส่วนล่างมักทอดเอน ชูส่วนยอด สูง 50 - 60 เซนติเมตร แตกรากและต้นใหม่ตามข้อ กาบใบเป็นสันทำให้ลำต้นแบนโดยเฉพาะที่โคนต้นและต้นอ่อน ใบมีเส้นกลางใบเด่นชัด ขอบใบเรียบ ใบกว้าง 4-7มม. ยาว 11 - 22 ซม. หน้าใบมีขน กระจายตามขอบใบ และโคนใบเล็กน้อย หลังใบไม่มีขน รอยต่อใบและกาบใบมีลิ้นใบ เป็นแผ่นสีน้ำตาลอ่อนปลายลุ่ย สั้นมาก

ช่อดอกยาว 40 – 45 ซม.มี 4 - 7 แขนงแต่ละแขนงยาว 8 – 10ซม. ออกดอกตลอดปี

หญ้ารังนก

ชื่อวิทยาศาสตร์: Chloris barbata Sw.

 ชื่อสามัญ: swollen finger grass

หญ้า อายุปีเดียวเป็นกอ ลำต้นทอดไปกับพื้นและยกสูงขึ้นแล้วตั้งตรงได้ประมาณ 30-100 ซ.ม. ที่แตะพื้นจะแตกราก โคนต้นแบน ข้อมีสีม่วง กาบใบเกลี้ยง ยาว 8-10 ซม. แผ่นใบ รูปขอบขนาน ฐานกว้างบริเวณคอใบมีขนสีขาวอ่อนนุ่มคล้ายไหม กว้าง3-5 มม. ยาว 10-35ซม. ท้องใบมีขนคล้ายไหมกระจาย ปลายใบเรียวแหลม ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ออกดอกตรงส่วนปลายของลำต้น ช่อดอกยาว 20 - 30 ซม. สีม่วง มี 9-12 แขนง จัดเรียงอยู่บนจุดเดียวกัน คล้ายรูปนิ้วมือ

ออกดอกตลอดปี  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด  มักพบในที่รกร้างและริมถนน

หญ้าข้าวนก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Echinochloa colonum (L.) Link

ชื่ออื่น : หญ้าปล้องนก หญ้านกเขา

วงศ์ :GRAMINEAE   

หญ้าอายุปีเดียว ลำต้นเป็นกอตั้งตรง ลำต้นที่เกิดดอกสูงประมาณ30-60ซ.ม. ตรงข้อพองเล็กน้อยและมักมีสีม่วงแดง ช่อดอกเป็นช่อดอกรวมประกอบด้วยก้านช่อดอกที่แตกแขนงไปประมาณ 3-10แขนง แต่ละแขนงมีช่อดอกย่อยเรียงติดกันตามยาว ช่อดอกย่อยประกอบด้วยดอกย่อยเพียงดอกเดียว ผลเป็นผลแห้ง

ชอบขึ้นได้ในแหล่งเพาะปลูกทั่วไป เป็นวัชพืชที่สำคัญในนาข้าว


หญ้าสอนกระจับ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Cenchrus echinatus Linn.

วงศ์: GRAMINEAE    

ชื่ออื่น :,หญ้าขี้ครอก,หญ้าบุ้ง,หญ้าสนกระจับ

เป็น พืชอายุฤดูเดียวชอบขึ้นตามที่ร่มเงา เจริญเติบโตดีในฤดูฝน ทรงต้นเป็นกอค่อนข้างตั้ง สูง 70-90 แตกรากตามข้อที่แตะพื้นดิน ลำต้นสีเขียวปนม่วงแดง เรียบค่อนข้างมันมีขนปกคลุม

                  ใบ เป็นแบบรูปใบหอกโคนใบป้านมน ปลายใบเรียวแหลมใบยาว 15-25ซม. กว้าง 1.5-2.5ซม.ใบสีเขียวเข้ม ผิวใบค่อนข้างนุ่ม หน้าใบมีขน ปกคลุมปานกลาง  หลังใบไม่ มีขน ลิ้นใบเป็นแผ่นเยื่อขอบลุ่ยเป็น กาบใบสีเขียวเข้ม เป็นสันแบนหุ้ม

ออกดอกในช่วงฤดูฝน ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบช่อเชิงลดยาว 18-35 ปลายยอดช่อดอกโค้งงอลงเล็กน้อย     โคนก้านดอกมีขนแข็งหยาบ เหนียว จำนวนมาก โคนขนเหล่านี้แผ่ติดกันเกิดเป็นกระพุ้งแข็งรองรับกลุ่มดอก เมื่อดอกแก่ขนแข็งทำให้กลุ่มดอกสามารถติดไปกับวัสดุอื่นได้ ดอกอ่อนสีเขียว ดอกแก่สีน้ำตาล เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติในช่วงต้นฤดูฝน สำหรับโค กระบือ

พบขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปในสภาพพื้นที่ร่มเงา ที่ชุ่มชื้น ที่โล่ง พื้นที่ว่างเปล่า ดินทราย ดินเหนียว ดินลูกรัง


หญ้าดอกห่าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Setaria flavidum (Retz.) A. Camus

วงศ์ : GRAMINEAE(POACEAE)


พืชพวกหญ้าขึ้นเป็นกอแผ่ออก ลำต้นค่อนข้างแบนสีเขียวเรียบเป็นมัน ทอดนอนตามพื้นดิน ปลายยอดตั้งขึ้นสูง 40-60ซม. ใบแบบใบดาบ โคนตัด ปลายใบแหลมใบยาว 20-30ซม. กว้างประมาณ1 ซม. หน้าใบมีขนสั้น ๆ หลังใบไม่มีขน ใบสีเขียวเข้มมีสีม่วงแดงปน ผิวใบมัน ย่นเป็นแห่ง ๆ หยาบเล็กน้อย ขอบใบสีม่วงแดงหยักแบบฟันเลื่อยถี่สั้น ๆ ออกดอกเดือน เมษายน-มกราคม

ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบช่อกระจะ มีช่อดอกย่อยแนบไปกับแกนช่อดอก มี 8-11 ช่อดอกย่อย กลุ่มช่อดอกย่อย มี 1 ไม่มีก้านดอก ดอกเกิดสลับกันบนแกน ด้านเดียว มี 12-19 ดอก ดอกแก่สีขาวอมเขียวอ่อน ๆ ร่วงยาก

เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติสำหรับ โค กระบือ

พบขึ้นอยู่ทั่วไปในสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม ดินร่วน ดินลูกรัง ดินเหนียวปนลูกรัง ดินเหนียวนา ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 138-800 เมตร



หญ้ากุศลา

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Panicum cambogiense Balansa

ชื่ออื่น: หญ้าดอกขาว หญ้าปล้องขน

วงศ์ : GRAMINEAE(POACEAE)


เป็นพืชอายุปีเดียว สูง 20 - 50 เซนติเมตร ใบเรียวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนประปราย หลังใบมีปุยขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น ใบกว้าง 0.9 – 1.2 ซม. ยาว 13.9 – 18.8 ซม. ช่อดอก ยาว 40-55ซม.ออกดอกเดือนพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน เมล็ดแก่ต้นจะแห้งตาย

หญ้าไข่เหาหลวง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Panicum  notatum .   Retz.

วงศ์ : GRAMINEAE

พืชค้างปีขึ้นตามริมป่า ลำต้นกลวง ทรงต้นค่อนข้างตั้งความสูงของต้น 1.5-2เมตร ลำต้นสีเขียวอมเหลือง ไมีมีขน ค่อนข้างแข็งเหนียว ข้อสีเขียวอมม่วงมีขนรอบๆข้อเล็กน้อย ใบเป็นแบบรูปใบหอกปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านมนบานรูปหัวใจ ซึ่งเป็นลักษณะเด่น เส้นใบขนานไปปลายใบ สีใบเขียวเข้ม ผิวใบค่อนข้างหยาบเล็กน้อย  ยอดอ่อนโผล่แบบม้วน เริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนเมษายน - กันยายน ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบแยกแขนง ดอกสีเขียวอมม่วง มีกาบหุ้มดอกสองกาบ เมล็ด รูปรียาวประมาณ 3 มิลลิเมตร กลุ่มดอกย่อยมี2ดอก ดอกบนเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกล่างหมัน

พบขึ้นในที่ค่อนข้างร่มเงา ดินร่วนปนทราย การใช้ประโยชน์    เป็นแหล่งอาหารสัตว์ธรรมชาติแทะเล็มสำหรับ โค กระบือ

หญ้าชันกาด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Panicum repens L

วงศ์ :POACEAE (GRAMINEAE)

 

 วัชพืช ประเภทใบแคบ อายุหลายปีสูง 50-120 ซม. มีเหง้าหรือลำต้นใต้ดิน โคนลำต้นโค้งงอเล็กน้อยไม่แตกแขนง ปล้องรูปทรงกระบอกกลวง ใบรูปแถบ ยาว 15-30 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบมีขนสาก แผ่นใบเกลี้ยง กาบใบยาว 4-10 ซม. เกลี้ยง คอใบมีขน ลิ้นใบเป็นเยื่อ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง กว้าง 4-10 ซม. ยาว 8-14 ซม. ช่อดอกย่อยออกเดี่ยวๆ ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปเรียวยาว ขอบใบสากเล็กน้อย

ช่อดอกเป็นแบบช่อแขนง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและเหง้า

หญ้าขน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brachiaria mutica (Forsk.) Stapf

ชื่อสามัญ : Paragrass, Buffalo grass
วงศ์ : POACEAE

เจริญ เติบโตเป็นอายุหลายปี ลำต้นกลวง  อวบน้ำ ขึ้นตามดินแฉะ หรือชายตลิ่งแล้วเจริญงอกงามแผ่ลงน้ำ มีไหลเลื้อยทอดไปตามดินหรือน้ำ ใบขนาดกลางรูปหอกปลายแหลม ยาว ๕-๘  ซม.  กว้าง ๐.๘-๑.๒ ซม. มีขนตามใบ กาบใบและข้อ เห็นได้ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว ช่อดอกย่อยมี 10-20 ช่อ สีเขียวคล้ำปนดำ

หญ้าเลา

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Neyraudia reynaudiana (Kunth) H. Keng ex Hitchc

วงศ์: GRAMINEAE

ชื่ออื่น : หญ้าพง

 

     ลักษณะ คล้ายอ้อหรือแขม อายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง สูง 3-4 เมตร ใบรูปใบหอกมีขนาดใหญ่ ขนาดของใบ กว้าง 3.5-4.5 ซม.ยาว 170-190 ซม. หน้าใบมีขนปกคลุมเล็กน้อย ผิวใบเรียบ เส้นกลางใบสีขาวนวลเด่นชัด กาบใบไม่มีขน ลิ้นใบเป็นขอบชายครุยเป็นเส้น ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบช่อแยกแขนง มีขนแบบเส้นไหมสีขาวเงิน ช่อดอกมีขนาดใหญ่และหนัก ยาว 170-220 ซม. ช่อดอกจะลู่เอนไปด้านใดด้านหนึ่ง

ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-มิถุนายน

การกระจายพันธุ์  พบขึ้นอยู่บนพื้นที่สูงของทุกภาค บริเวณพื้นที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 90-1,000 เมตรขึ้นไป

หญ้ากระดูกไก่
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ischaemum rugosum
ชื่อสามัญ : Wrinkle duck-beak

 ชื่ออื่น : หญ้าแดง, หญ้าก้านธูป,หญ้าดอกต่อ,หญ้าสร้าง

วงศ์ : POACEAE

เป็นพืชท้องถิ่นในไทย และประเทศอื่นๆในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบแพร่กระจายทั่วไปในพื้นที่ชื้นแฉะ โดยเฉพาะในนาข้าวที่เติบโตพร้อมกับต้นข้าว พบได้มากในแถบจังหวัดภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง


ลำต้นตั้งตรง กลม และเป็นข้อปล้อง แตกหน่อเป็นลำต้นใหม่จนเป็นกอใหญ่ สูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร โคนลำต้นห่อด้วยกาบใบ สีแดงเรื่อ

ใบเป็นใบเดี่ยวออกบริเวณข้อลำต้น มีก้านใบสั้น ก้านใบมีสีแดงประ ใบมีลักษณะเรียวยาว ออกดอกเป็นช่อเดี่ยวที่ปลายลำต้น  ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สามารถผสมเกสรในตัวเองได้ เมล็ด รวมกันเป็นกลุ่ม และเรียงชิดเป็นคู่ๆล้อมแกน เปลือกเมล็ดอ่อนมีสีเขียว เมล็ดแก่มีสีน้ำตาล

หญ้ากับแก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Paspalum longifolium Roxb

ชื่อสามัญ : Long-leaved Paspalum

ชื่ออื่น :หญ้าหวาย หญ้าปล้องหิน หญ้ารังตั๊กแตน หญ้าตุ๊กแก

วงศ์: GRAMINEAE

เจริญ เป็นกอสูง 110 - 140 เซนติเมตร บริเวณข้อใกล้ดินมีรากและขนยาว ใบเรียวไปที่ปลายใบ แผ่นใบมีเส้นกลางใบเด่นชัด หน้าใบและหลังใบไม่มีขน ใบกว้าง 0.9 – 1.10 ซม.ยาว 30-50ซม. ช่อดอกยาว 40 - 50 ซม.แกนช่อดอก ที่ขอบมีขนสั้นๆ รอยต่อระหว่าง ก้านช่อดอกมีขนแข็งยาว อับเรณู สีม่วงอ่อน บางครั้งพบด้านนอกสีม่วง ด้านในสีขาวนวล ยอดเกสรเพศเมียสีม่วง

ออกดอกช่วงพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม

หญ้าคา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Imperata cylindrica(L.)Raeusch.

วงศ์ : GRAMINEAE (POACEAE)

พืชล้มลุกลำต้นที่ตั้งตรงอยู่เหนือดิน สูงประมาณ 0.30-1.80 เมตรอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดินกลมสีขาว ยาวแข็ง และเป็นไหลยาวมาก ที่ข้อมีขน ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ เป็นกระจุกอยู่โคนต้น ใบรูปใบหอกเล็กเรียวยาวและแคบ ขอบใบคมกาบใบโอบหุ้มลำต้น ขนมีมากตามข้อใบ เส้นกลางใบสีขาว ใบอ่อนมีปลอกแข็งและแหลม

ดอกช่อแทงจากเหง้า แตกแขนงสั้นๆในแนวตั้ง ดอกย่อยอยู่รวมกันแน่น สีเงินอมเทาจาง รูปทรงกระบอก ดอกมีสีขาวอมเหลืองหรือสีม่วง ผลแห้งไม่แตก
  พบทั่วไปในประเทศไทย เป็นวัชพืชที่กำจัดยาก เพราะมีรากแข็งแรงและทนทานต่อการเผาไหม้

ขยาย พันธุ์โดยเมล็ดหรือเหง้าใต้ดินที่มีลักษณะเป็นไหล เมล็ดปลิวไปตามลม ตามธรรมชาติขึ้นง่ายมาก ต้องการน้ำน้อย

ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ทนต่อความร้อนและแสงแดด

หญ้าแพรก

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Cynodon dactylon (L.) Pers.

ชื่อสามัญ : Bermuda grass, Bahana grass, Creeping-cynodon, Dub grass

 วงศ์: POACEAE

ไม้จำพวกหญ้า ต้นมีขนาดเล็ก มีอายุหลายปี ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขาปกคลุมดิน เจริญเติบโตแบบแผ่ราบไปตามพื้นดินหรือเลื้อยปกคลุมดินไปได้ยาวประมาณ 1 เมตร และลำต้นชูตั้งขึ้นสูงประมาณ 10-30 เซนติเมตร

ลักษณะของลำต้นเป็นข้อและมีรากงอกออกมา เจริญเติบเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ต้องการความชื้นในปริมาณค่อนข้างมาก

หญ้าชนิดนี้มักพบขึ้นเองตามพื้นที่แห้งแล้ง ที่ว่างริมถนน หรือในบริเวณสนามหญ้า ทนน้ำท่วมขังและสามารถขึ้นได้ในดินเค็ม

 หญ้าลิ้นเป็ด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ixeris debilis (Thunb ex Thunb) A.Gray

ชื่ออื่น : คออูฐ อีงูลาย อะจิเช่า



เป็น พืชล้มลุกอายุหลายปี ขึ้นจากรากใต้ดิน หรือไหล ใบลักษณะคล้ายลิ้นเป็ดขึ้นจากดินโดยตรง มีความยาวพอสมควร และมีสีเขียวสด ฐานใบแคบคล้ายเป็นก้าน แต่ปลายแผ่ป้านออก ดอกเหมือนกับดอกเบญจมาศ จะออกดอกช่วงฤดูหนาว ดอกสีเหลือง มีเมล็ดจำนวนมาก รูปแบน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือไหล

 เกิดในทุ่งนา มักนิยมปลูกในบ้านไว้ทำยา รสขมมาก สามารถดับร้อน แก้ความร้อนในเลือด ใช้ภายนอกดับพิษ แก้บวม ฤทธิ์เข้าถึงม้ามและปอด

หญ้าปักกิ่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murdannia loriformis (Hassk.) R.S.Rao & Kammathy

ชื่อสามัญ: Angel Grass

วงศ์: COMMELINACEAE

ชื่ออื่น : หญ้าเทวดา , เล่งจือเช่า

ถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา

ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก จำพวกหญ้าอายุหลายปี ความสูงของต้นประมาณ 10-20 เซนติเมตร มีเหง้า แต่ไม่มีลำต้นหลักหรือมีแต่สั้นมาก รากหนา  มีขนอยู่หนาแน่น ลำต้นที่มีช่อดอกจะยาวประมาณ 20-60 เซนติเมตร เกิดจากใบกระจุก เลื้อยเกาะ ปล้องยาวได้ประมาณ 10 เซนติเมตร และมีขนสั้นนุ่ม พืชชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินปนทรายและต้องการแสงแดดแบบรำไร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำและการใช้เมล็ด

มักขึ้นตามดินทรายริมลำธาร พบได้ทางภาคเหนือ และพื้นที่อื่น ๆ บ้างประปราย

ตองกง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thysanoleana maxima Kuntze

ชื่อสามัญ : Bamboo Grass

ชื่ออื่น: หญ้าไม้กวาด, หญ้ายูง

วงศ์ : Gramineae

                   

    เป็นหญ้าล้มลุก มีเหง้า อายุหลายปี ลำต้นตั้ง เจริญเติบโตแบบเป็นกอ ที่แข็งแรงมาก ลำต้นคล้ายต้นไผ่ สูงราว 3-4 เมตร

ใบเดี่ยว แผ่นใบรูปหอกเรียวยาวมีขนาดใหญ่ หน้าใบและหลังใบไม่มีขน ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้น แต่ละใบเรียงตัวห่างตลอดลำต้น ปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเกลี้ยง ออกดอกตลอดทั้งปี ดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 50 ซม.แผ่แบบไม้กวาด แตกแขนงเล็กๆ จำนวนมาก ผลขนาดเล็กมีเมล็ดเดียว

ขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ดและส่วนลำต้นหรือเหง้าใต้ดิน

มักพบตามที่โล่งแจ้งในพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ พบขึ้นทั่วไปในพื้นที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 45-1,058 เมตร ตามริมธารน้ำ เนินเขา บนแนวเทือกเขา


 

 

 

 


 

 

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view