สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 28/06/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,635,637
Page Views 12,142,718
 
« June 2017»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 

สมุนไพร 3 (เพิ่มเติม)

สมุนไพร 3 (เพิ่มเติม)

ภาพถ่ายจากหน้าอาคารใบไม้สามใบ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ม.มหิดล ศาลายา

สมุนไพร 3 (เพิ่มเติม)


มีตกหล่นมาทีหลังอยู่หลายต้น บทนี้ไม่เรียงแล้ว ขออภัยด้วย


โกโก้,กะลา,เกากีฉ่าย,จักรณารายณ์,คนทีเขมา,คนทีสอทะเล,คราม,ครามขน,โตกกระออม

ใบเงืน,ใบทอง,ใบนาก,ประทัดใหญ่,ปอลมปม,เปล้าน้อย,แปะตำปึง

ตีนตะขาบ,นาวน้ำ,ผักเชียงดา,ผักชีช้าง,ผักชีล้อม,ผักปลังขาว,ผักปลังแดง,พลับพลา,พลับพลึง

เถาขยัน(ย่านางแดง)

หญ้าพันงูขาว,หญ้าปักกิ่ง

ระย่อมน้อย,ระย่อมตีนเป็ด, อ้อยแดง

ต่อไส้,ถอบแถบเครือ,ถอบแถบน่ำ,มะนาวเทศ,หญ้าน้ำดับไฟ,สำมะงา,ช้าแป้น,มักเม่า,ต้าง,ลำโพงกาสลัก

หญ้าหนูต้น.ว่านกีบแรด,ว่านลูกไก่ทอง,แสนประสะ(ปีบฝรั่ง),กระทุงหมาบ้า(ผักฮ้วนหมู),กลอย

แสลงใจ,พญามือเหล็ก,ปอทะเล,มะกล่ำเผือก


โกโก้

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Theobroma cacao Linn.

วงศ์ : STERCULIACEAE

ชื่อสามัญ : Cacoa Tree

ชื่ออื่น : โคโค่


ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูง3-8เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกที่กิ่งก้าน ดอกสีขาวแกมเหลือง เกสรตัวผู้เป็นหมันสีม่วงเข้ม ปลายยอดสีขาว ผลสดรูปไข่แกมกระสวย ผิวย่น เมื่อสุกสีม่วงหรือเหลือง เมล็ดรูปกระสวยสีน้ำตาลเข้ม

ตำรา ยาไทยใช้เมล็ด บำรุงร่างกาย ไขมันที่แยกได้ขณะบดเมล็ดนำมาใช้เป็นตัวยาพื้นในการทำยาเหน็บ เนื้อเมล็ดมีสารทีโอโบรมีนและคาเฟอีนมีผลกระตุ้นประสาทส่วนกลางและขับ ปัสสาวะ


ภาพถ่ายจากสวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติ ม.มหิดล ศาลายา

เกากีฉ่าย

ชื่ออื่น: เก๋ากี๊, เกากีฉ่าย ,เกาจีฉ่าย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lycium chinense Mill.
วงศ์ : SOLANACEAE
ชื่อสามัญ : Chinese Wolfberry, Matrimony-vine

เป็นไม้พุ่ม สูง 1-1.5 เมตร ลำต้นมีหนามแหลม ดอกสีม่วง ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ผล รูปกลมรี ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดเล็กจำนวนมาก สีขาว รูปไต ออกดอกและผลช่วงฤดูหนาว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง

สรรพคุณทางสมุนไพร

                   ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ดวงตามีความกระจ่างใส ลดความดันโลหิต สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยลดอาการตาฝ้าฟางและกระหายน้ำในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชะลอความแก่ บรรเทาความเหนื่อยล้ากำจัดพิษ บำรุงระบบสืบพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก

          สำหรับโรคที่พบเห็นบ่อยอย่างความดันโลหิตสูง สามารถต้มเก๋ากี้ 15 กรัมกับน้ำ ดื่มแทนน้ำชา หรือผู้ที่เป็นโรคสายตาฝ้าฟางในตอนกลางคืน ความสามารถในการมองเสื่อม สามารถนำเก๋ากี้ 6 กรัม ไปต้มกับดอกเก๊กฮวยขาวในปริมาณเท่ากัน ดื่มแทนน้ำชา จะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้เป็นอย่างดี หรือสามารถกินเก๋ากี้สด 20 - 30 เม็ดจะช่วยบรรเทาอาการสายตาฝ้าฟางและชะลอความแก่ ทั้งนี้จะต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลาระยะหนึ่ง จึงเกิดประสิทธิภาพ

          ด้วยสรรพคุณในด้านการเป็นตัวยาบำรุงร่างกาย จึงมีการนำเก๋ากี้ไปแช่น้ำหรือแช่เหล้า แล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน จากนั้นก็นำมาดื่มเพื่อบำรุงอวัยวะภายใน แต่ใช่ว่าเก๋ากี้จะเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย เพราะตัวสมุนไพรมีฤทธิ์ร้อน ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นไข้ตัวร้อน ปรากฏมีอาการอักเสบ หรือท้องเดินจึงไม่เหมาะที่จะรับประทาน เพราะอาจทวีความรุนแรงให้กับโรคได้ เนื่องจากเป็นตัวยาที่กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวของเส้นประสาทจึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีความต้องการทางเพศสูงเช่นกัน ในทางกลับกัน เก๋ากี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอและมีภูมิคุ้มกันต่ำ

จักรนารายณ์

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gynura divaricata (L.) DC.

ชื่อสามัญ : Purple passion vine, Purple velvel plant

วงศ์ : ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE

ชื่ออื่น : แปะตำปึง, ว่านกอบ, ผักพันปี, กิมกอยมอเช่า, จินฉี่เหมาเยี่ย

ถิ่นกำเนิด: ประเทศจีน

 มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ชนิดใบกลมและชนิดใบยาว โดยชนิดใบกลม จะเรียกว่า “แปะตําปึง” ลักษณะของใบหนา มีขนหนานุ่มคล้ายกำมะหยี่ทั้งสองด้าน ใบเป็นสีเขียวอ่อน เส้นใบด้านหลังลึกเช่นเดียวกับเส้นกลางใบ แต่ด้านท้องใบกลับนูน ชนิดนี้กิ่งก้านเป็นสีเขียวปนสีแดง เปราะและหักง่าย ส่วนอีกชนิดคือชนิดใบยาว จะเรียกว่า “จินฉี่เหมาเยี่ย” ชนิดนี้ลักษณะของใบจะค่อนข้างยาวและแหลมกว่า ผิวใบค่อนข้างเรียบ มีขนน้อย

เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นทรงกลมโตประมาณเท่านิ้วก้อยและเป็นสีม่วงแดง ทั้งต้นมีขนขึ้นปกคลุม รากอยู่ใต้ดินเป็นหัวเหง้าและแตกเป็นรากฝอย ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่มน ปลายใบแหลม ส่วนขอบใบ แผ่นใบหนาและนุ่มคล้ายกำมะหยี่ หลังใบเป็นสีเขียวส่วนท้องใบเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีม่วงแดงหรือสีขาวออกหม่น ๆ มีก้านใบสั้น ออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายยอดลำต้น ในช่อหนึ่งจะมีดอกหลายดอก กลีบดอกมีลักษณะเป็นเส้นฝอยกลมจำนวนมาก มีสีเหลืองสดคล้ายดอกดาวเรือง แต่จะมีขนาดเล็กกว่าดอกดาวเรือง และมีสีเหลือง ผลสุกเป็นสีน้ำตาล

ขยายพันธุ์ด้วยการตัดกิ่งปักชำ พืชชนิดนี้ไม่ชอบอยู่ในที่ร่มมากนัก ชอบแสงแดดพอสมควร เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ชอบน้ำ แต่อย่าให้มีที่รองน้ำที่ก้นกระถาง เพราะรากจะเน่า

สรรพคุณทางสมุนไพร

-  ราก ก้าน และใบ มีรสหวานชุ่ม เค็มและเผ็ดเล็กน้อย ใช้เป็นยาเย็นมีพิษเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อปอด ตับ และม้าม มีสรรพคุณช่วยทำให้เลือดเย็น ช่วยกระจายโลหิต แก้เส้นเลือดอุดตันและแก้อาการตกเลือด

- ใช้รักษาโรคเบาหวาน ด้วยการรับประทานใบสดก่อนอาหารประมาณ 2-5 ใบในช่วงตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า (จะได้ผลดีเพราะเป็นช่วงที่ลำไส้เริ่มทำงาน) และให้รับประทานอีกครั้งในช่วงหลังอาหารเย็นประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือใช้กินก่อนนอนทุกวัน โดยให้ทำเช่นนี้ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ แล้วหยุดดูอาการอีก 2-3 วัน แล้วจึงรับประทานต่อเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ลดลงเร็วเกินไป (ปริมาณการใช้ของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้รับประทานและขนาดของใบที่ใช้ สำหรับผู้ที่เริ่มรับประทานให้ทดลองรับประทานแต่น้อย ๆ ก่อนแล้วค่อย ๆ ดูอาการ และควรรับประทานแบบระมัดระวัง เพราะยังไม่มีผลการวิจัยรองรับอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลระบุว่าจักรนารายณ์ใบยาวจะลดระดับน้ำตาลในเลือดได้มากกว่าชนิดใบกลม)

- ราก ก้าน และใบ ใช้เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ ช่วยแก้อาการไอเป็นเลือด ใช้รักษาหลอดลมอักเสบ วัณโรคในปอด

- ใบอ่อนและยอดอ่อน ใช้รับประทานเป็นประจำ จะช่วยรักษาหรือป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งมดลูกได้

 - ใช้รักษาริดสีดวงทวารหนัก ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำให้ได้พอเหมาะ แล้วนำมายัดใส่ทวารหนัก จะทำให้แผลและริดสีดวงหายเร็วขึ้น ติ่งที่โผล่ออกมาจะยุบ และเลือดที่ออกก็จะหยุด

- ช่วยขับลมที่แน่นภายในช่องท้อง ด้วยการใช้ใบสดนำมารับประทานในขณะที่มีอาการ ช่วยรักษาโรคกระเพาะหรือมีอาการปวดท้อง ก็ให้ใช้ใบนำมากินเดี๋ยวนั้น สักพักอาการปวดก็จะหายไป

- ช่วยแก้งูสวัด ด้วยการนำใบมาตำกับน้ำตาลทรายแดง เพื่อให้จับตัวกันเป็นก้อน ๆ และไม่หลุดได้ง่าย แล้วนำมาพอกตรงรอยแผลทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือจะนำใบมาคั้นเอาแต่น้ำใช้ทาสด ๆ หรือใช้ตำพอกเลยก็ได้

- ใบสดนำมาตำให้แหลกผสมกับสุราขาว ใช้สำลีชุบให้เปียกแล้วนำไปปิดบริเวณที่มีอาการปวดหรืออักเสบ แก้ปวดหัวลำมะลอก หรือใช้พอกแก้พิษอักเสบทุกชนิด พิษหัวลำมาลอก แก้พิษตะขาบ พิษจากแมลงป่อง พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย โดยยานี้เมื่อพอกแล้วจะรู้สึกเย็นสบาย และให้พอกประมาณวันละ 2-3 ครั้ง จะเป็นยาดับพิษและดูดถอนพิษได้ดี

- ช่วยรักษาโรคตา ตาต้อ ตาอักเสบ ตามัว ด้วยการใช้ใบสดล้างให้สะอาด นำมาบด ขยี้ หรือโขลกให้แหลกในครกสะอาด แล้วนำมาพอกตาข้างที่มีอาการประมาณ 30 นาที (เข้าใจว่าพอกตรงเปลือกตา) แล้วล้างออกด้วยน้ำ โดยให้พอกทั้งเช้าและเย็น อาการของตาจะดีขึ้น ดวงตาจะสว่างขึ้น โดยสมุนไพรจักรนารายณ์ที่ปลูกเองไม่ควรใช้ยาฆ่าแมลง หรือถ้ามีการใช้ปุ๋ยก็ควรทิ้งไว้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนเก็บใบใช้ในการพอกตา

- ช่วยแก้อาการปวดเหงือก ปวดฟัน ปากเป็นผล หรือลำคออักเสบ ให้รับประทานใบสดเป็นยาในช่วงกลางคืนหลังการแปรงฟัน โดยค่อย ๆ รับประทานใบยา เคี้ยวและอมทิ้งไว้สักระยะหนึ่งแล้วค่อยกลืนลงไป เมื่อตื่นมาตอนเช้าอาการปวดจะหายไป อีกทั้งยังช่วยให้ขับถ่ายได้โล่งสบายยิ่งขึ้นอีกด้วย

- หากเป็นมะเร็งให้ใช้ใบนำมารับประทานเป็นผักทุกวัน เช่น การนำมาจิ้มกับน้ำพริก และให้กินก่อนนอนอีก 5-7 ใบ ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6 เดือน จะช่วยทำให้มะเร็งมีขนาดเล็กลง

- ใบนำมาขยี้ทาชโลมให้ทั่วบริเวณที่มีอาการคัน จะช่วยแก้ผดผื่นคัน บรรเทาอาการคันได้

*** มีข้อมูลระบุว่าสมุนไพรจักรนารายณ์เป็นสมุนไพรครอบจักรวาล เพราะรักษาได้หลายโรคหลายอาการ โดยมีผู้รับรองว่าโรคที่ใช้สมุนไพรชนิดนี้รักษาหายมาแล้ว ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคโลหิตจาง ช่วยฟอกโลหิต ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย ไทรอยด์ โรคมะเร็งทุกชนิด โรคหัวใจ โรคภูมิแพ้ หอบหืด ตาเป็นต้อ ตาอักเสบ หรือโรคตาต่าง ๆ แก้อาการปวดเหงือก ปวดฟัน ช่วยขับลม โรคกระเพาะอาหาร ขับนิ่ว ริดสีดวงทวารหนัก อาการปวดประจำเดือนของสตรี เนื้องอกต่าง ๆ ในไต งูสวัด แผลสะเก็ดเงิน แผลอักเสบ แผลฝีหนองทั่วไป โรคผิวหนังทั่วไป เกาต์ อาการปวดเส้นปวดหลัง ช่วยทำให้กินได้นอนหลับ และสำหรับคนทั่วไปหรือผู้ที่เป็นโรคเอดส์รับประทานแล้วจะมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น

(ข้อมูลสรรพคุณจาก Web site Med Thai)

กะลา

ชื่อวิทยาศาสตร์:Alpinia nigra Burrt

ชื่ออื่น:  ข่าน้ำ ,หน่อกะลา,  เร่วน้อย

วงศ์ :ZINGIBERACEAE

ลักษณะคล้ายพืชวงศ์ขิงโดยทั่วไป มีเหง้าเป็นลำต้นอยู่ใต้ดินมีลำต้นบนดินเป็นต้นเทียม ต้นโตสูงประมาณ 3 เมตร เจรืญเป็นกอแน่น ชอบอยู่ในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง มีแสงแดดส่อง เหง้าหน่อกะลาสามารถใช้พอกแผลแก้ผื่นคันตามผิวหนัง เพราะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยายืนยันได้ว่าเป็นภูมิปัญญาไทยที่ถูกต้องว่าสามารถ ยับยั้งเชื้อราบนผิวหนังได้หลายชนิด  ต้นหน่อกะลานั้นยังมีสรรพคุณทางยา โดยจะช่วยแก้อาการท้องอืด แน่นเฟ้อ จุกเสียด และช่วยไล่ลมในร่างกาย เสียด โรคเสมหะ โรคริดสีดวง รักษาอาการปวดหัวใจ บรรเทาอาการกระหายน้ำ

เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย มีเฉพาะที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรีเท่านั้น


คนทีเขมา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vitex negundo L.
วงศ์ : LABIATAE (LAMIACEAE)

ไม้ พุ่มสูง 3-4 เมตร ใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงตรงข้าม ใบย่อย (3-)5(-7)ใบ รูปใบหอกแคบ ขนาดของใบกว้าง1-2.5ซม.ยาว 4-7ซม .ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยัก

ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ15ซม.ดอกย่อยขนาดเล็กมีจำนวนมาก กลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นถ้วย ปลายแยกเป็น5แฉก มีขนด้านนอก กลีบดอก5กลีบ ขนาดไม่เท่ากันที่โคน ปลายกลีบล่างแผ่โค้ง เกสรผู้4อัน

ตำรายาไทยใช้รากและใบต้มกินเป็นยาลดไข้แก้ปวดท้อง


คนทีสอทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vitex trifolia L. var . simplicifolia Cham.
ชื่ออื่น : คนที
วงศ์ : LABIATAE (LAMIACEAE)

ไม้ เลื้อยตามผิวดิน ใบประกอบชนิดมีใบย่อยใบเดียว เรียงตรงข้าม ผิวใบมีนวล ดอกช่อออกปลายกิ่งกลีบดอกสีม่วง

ผลสดรูปกลม

ตำรายาไทยใช้รากรักษาโรคตับ ใบเป็นยาบำรุงธาตุ ขับเสมหะ ต้มน้ำอาบ แก้โรคผิวหนังผื่นคัน
ถ้า ถูก แมงกระพรุน ไม่มียาแก้แผนปัจจุบัน ใช้รากคนทีสอทะเล (ที่เห็นตามชายหาดเป็นเถา ดอกสีม่วงเป็นช่อ) ฝนกับน้ำฝนทาบริเวณที่ถูกแมงกระพรุน อาการเจ็บปวดจะทุเลาลง



คราม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Indigofera tinctoria L.
ชื่อสามัญ : Indigo
วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-PAPILIOIDEAE

       

                                 ไม้ พุ่มสูง 1-2 เมตร ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ  ใบย่อยรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง0.8-1ซม.ยาว1.5-3.5ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว ออก เป็นช่อที่ซอกใบ  มีสีเขียวอ่อนอมครีม เริ่มบานมีสีแดงหรือชมพูฝักคล้ายฝักถั่วความยาวของฝัก 5-8 เซนติเมตร เมล็ดขนาดเล็กสีครีมอมเหลือง หรือ น้ำตาลอ่อน รูปทรงกระบอกอยู่ภายในฝัก  มีประมาณ 8 – 10 เมล็ด เมล็ดสีครีมอมเหลือง

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร 

ใบ เป็นยาดับพิษ แก้ไข้ตัวร้อนและแก้ปวดศีรษะ ลำต้น เป็นยาแก้กระษัย แก้ไข้ตัวร้อน แก้ปวดศีรษะ เปลือกใช้แก้พิษงู แก้พิษฝีและแก้บวมถ้าถูกมีดบาดหรือเป็นแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก สามารถนำเนื้อครามทาเพื่อสมานแผลได้ ผ้าที่ย้อมครามก็มีคุณสมบัติทางยาเช่นกัน เพียงนำผ้าครามไปนึ่งให้อุ่น ประคบตามรอยช้ำก็สามารถบรรเทาอาการได้

น้ำคั้นจากใบสดช่วยบำรุงเส้นผม ป้องกันผมหงอก

สารสกัดครามทั้งต้น (ยกเว้นใบ) เป็นส่วนผสมในสีที่ใช้ย้อมผม
ครามยังเป็นพืชที่มีการนำมาใช้ย้อมสีมากที่สุด เนื่องจากเป็นพืชให้สีน้ำเงินใช้ในการย้อมฝ้ายได้ผลดีโดยใช้ ต้นสดหมักในน้ำ สีน้ำเงินจะตกอยู่ที่ก้นภาชนะ เทใส่ถุงผ้าหนาๆทับให้สะเด็ดน้ำ 1-2น้ำ นำผงสีไปทำให้แห้ง ใช้เป็นสีย้อมผ้า สารที่มีสีคือ indigo-blue

คุณสมบัติ พิเศษอีกประการที่มีงานวิจัยทั้งในอเมริกา และญี่ปุ่นก็คือ ผ้าที่ย้อมจากครามสามารถป้องกันผิวของผู้สวมใส่จากรังสีอัลตราไวโอเลตได้


ครามขน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Indigofera hirsuta Linn.
วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-PAPILIOIDEAE


พืช อายุหลายปีลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเรียงสลับแบบขนนกรูปมนรี ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด ก้านดอกยาว ดอกย่อยสีแดง มีขนแข็งสีน้ำตาลปกคลุมทั้งลำต้นและก้านช่อดอก ผลกลมยาว ปลายมีติ่งหนามแข็ง เมล็ดรูปกรวยสีน้ำตาล

ใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่ม บำรุงโลหิต

ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม บำรุงโลหิต หรือสับเป็นท่อนๆ วางไว้ที่ปากไหปลาร้า ป้องกันหนอนขึ้น
               ตำรายาไทย ทั้งต้น ต้มน้ำดื่มแก้ท้องเสีย เป็นยาช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร


ผักชีช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artemisia sp.

วงศ์ : Asparagaceae

                

เป็นไม้พุ่ม อายุสั้น ต้นสูงประมาณ 80 ซม. ทุกส่วนเมื่อขยี้มีกลิ่นหอมใบ เป็นเส้นฝอย ออกเวียนรอบกิ่ง  ช่อดอกออกที่ปลายยอด ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว เมล็ดมีขนาดเล็ก สีดำ

ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับน้ำพริก ลาบ หรืออาหารรสจัดต่าง ๆ ช่วยดับกลิ่นคาว

                              ชอบดินชุ่มชื้น มีน้ำขังเล็กน้อย แสงแดดรำไรถึงครึ่งวัน ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งหรือเพาะเมล็ด สามารถปลูกเป็นไม้กระถางได้

สรรพคุณทางสมุนไพร

รากนำมาต้มน้ำดื่มแก้โรคเบาหวาน น้ำต้มจากใบใช้อาบแก้ซางเด็ก พืชสกุลนี้ส่วนมากใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทย เช่น โกฐฐุฬาลำพาหรือชิงฮาว (A.annua L.) และผักเหี่ยหรือโกฐฐุฬาลำพาจีน (A. vulgaris L.)

ผักชีล้อม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oenanthe javanica (Blume) DC

วงศ์ : APIACEAE


ขึ้น ตามที่น้ำขังตื้นๆ ใบรูปไข่ปลายแหลมขอบใบจักซี่เลื่อย ดอกออกเป็นช่อซี่ร่มสีขาวมีกลิ่นฉุน

ทั้งต้นกินเป็นผัก ใช้แต่งกลิ่นอาหารคาว ลูกผักชีล้อมกินเป็นยาขับลมในลำไส้ ต้มอบไอน้ำรมเข้ากระโจมทั้งตัวรวมกับผักบุ้ง แก้บวม ขับเหงื่อ  แก้เหน็บชา


ผักเชียงดา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Gymnema inodorum (Lour.) Decne.

ชื่ออื่น : เชียงดา, เจียงดา, ผักเจียงดา, ผักเซียงดา, ผักจินดา, ผักม้วนไก่, เครือจันปา

วงศ์ : APOCYNACEAE

ไม้เลื้อย ลำต้นสีเขียว ส่วนต่างๆ ที่อยู่เหนือดินมีน้ำยางใสสีขาวคล้ายน้ำนม ใบเป็นใบเดี่ยวสลับเป็นคู่ตรงข้ามกันรูปรีหรือรูปกลมรี ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ท้องใบมีสีอ่อนกว่า ผิวใบเรียบไม่มีขน ดอกออกเป็นช่อที่ง่ามใบ ดอกสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้มหรือสีเขียว ผลออกเป็นฝักรูปร่างคล้ายหอก

ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี เป็นผักพื้นบ้านที่ชาวเหนือในแถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และพะเยา นิยมปลูกไว้หน้าบ้านเพื่อนำยอดไปประกอบอาหาร

ในบ้านเรามีการใช้ผักเชียงดาเป็นทั้งยาสมุนไพรและเป็นอาหารเพื่อรักษาโรคโดยกลุ่มหมอเมืองทางภาคเหนือมานานแล้ว กล่าวคือ การใช้เป็น “ยาแก้หลวง” (คล้ายยาครอบจักรวาลของแผนปัจจุบัน) ส่วนการนำมาใช้เป็นยาก็ให้นำผักเชียงดามาสับแล้วนำไปตากแห้งบดเป็นผง ใช้ชงเป็นชาดื่ม หรือจะนำมาบรรจุลงในแคปซูลก็ได้ การนำมาใช้เป็นยาในหน้าแล้งให้รากมาทำยา ส่วนในหน้าฝนให้ใช้ส่วนของเถาและใบ โดยนำมาสับตากแห้งแล้วบดให้เป็นผง ใช้ชงเป็นชาดื่ม

สรรพคุณทางสมุนไพร

ผักเชียงดา มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ ช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง และการเสียของ DNA ข้ออักเสบรูมาตอยด์และเก๊าท์ชาวบ้านยังนิยมกินผักเชียงดาหน้าร้อน เพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกายอีกด้วย

หมอยาพื้นบ้านจะใช้ผักเชียงดาเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการปวดเมื่อยอันเนื่องมาจากการทำงานช่วยทำให้เจริญอาหาร

และช่วยชำระล้างสารพิษตกค้างในร่างกาย

ใช้รักษาเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ปรับระดับอินซูลินในร่างกายให้สมดุล ช่วยสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ตับอ่อน ด้วยการนำผักเชียงดามาปรุงเป็นอาหารรับประทาน จากการศึกษาพบว่า การรับประทานผงผักเชียงดาก่อนอาหารประมาณวันละ 8-12 กรัม (แบ่งการรับประทานเป็น 3 มื้อ มื้อละ 4 กรัม) จะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานให้เป็นปกติได้ หรือจะรับประทานเป็นผักสดอย่างน้อยวันละประมาณ 50-100 กรัม หรือ 1 ขีด ก็สามารถช่วยป้องกันและบำบัดโรคเบาหวานได้เช่นกัน

ผักเชียงดาสามารถนำไปใช้ลดน้ำหนักได้ เพราะผักชนิดนี้สามารถช่วยให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการนำไปสร้างเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และมีรายงานว่าผักเชียงดาสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง

ใบนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณกระหม่อมเพื่อรักษาไข้ อาการหวัด ปรุงเป็นยาลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ หรือนำไปประกอบในตำรายาแก้ไข้อื่น ๆ การรับประทานผักเชียงดาใบแก่ จะช่วยทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น และชาวบ้านยังนิยมนำมาแกงรวมกับผักตำลึงและยอดชะอมเพื่อใช้รักษาอาการท้องผูก

ใบใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนังทุกชนิด ทำให้น้ำเหลืองแห้ง และแก้กามโรค ใบสดใช้ตำพอกฝีหรือหัวลำมะลอก งูสวัด เริม ถอนพิษ แก้ปวดแสบปวดร้อน

ต้นสรรพคุณเป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ แก้ไอ แก้ปอดอักเสบ ต้นแห้งหรือต้นสดใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ช่วยแก้โรคบิด ช่วยแก้อาการบวมน้ำ

หัวมีรสมันขม มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษอักเสบ พิษร้อน ช่วยดับพิษกาฬ แก้พิษไข้เซื่องซึม และแก้เริม

กระทุงหมาบ้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dregea volubilis (L.f.) Benth. ex Hook.f.

ชื่ออื่น : ผักฮ้วนหมู, เครือเขาหมู, มานหูกวาง, เถาคัน,  ผักสาบ, ผักสัง

วงศ์ : ASCLEPIADACEAE

เป็นไม้เถาเนื้อเข็งเลื้อยพาดพันไม้อื่น ยาวได้ถึง 10 เมตร เถากลมสีน้ำตาลอมเทา เถาแก่มีปุ่มปมและมีรูอากาศกระจายอยู่ทั่วไป มียางสีขาว  ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม รูปไข่ ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้น โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว

ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ดอกสีเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ปลายมน บิดเวียน

ผล เป็นฝักคู่ ปลายฝักเรียว โคนฝักป่อง ผิวมีขนสีน้ำตาล เมล็ดสีน้ำตาลมีปีกและขนเป็นพู่สีขาว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบที่ชื้น ทนแล้งได้ดี

มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดียจนถึงจีนตอนใต้ ไต้หวัน ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบขึ้นตามบริเวณป่าดิบ ป่าราบ หรือบริเวณชายป่าทั่วทุกภาคของประเทศ
สรรพคุณทางสมุนไพร
รากและลำต้นอ่อนมีสรรพคุณ ทำให้อาเจียนขับพิษได้ ใช้เป็นยาขับพิษร้อน กระทุ้งพิษ พิษฝี แก้ไข้พิษ พิษไข้หัว ไข้กาฬ ให้ซ่านออกมาจากภายใน ช่วยดับความร้อน แก้พิษน้ำดีกำเริบ
ลำต้น ใช้ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ แก้ปวดศรีษะ

เถามีรสเมาเบื่อเอียนติดขม มีสรรพคุณเป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ใช้กระทุ้งพิษไข้หัว ไข้กาฬ ดับพิษฝี แก้พิษดีกำเริบ ละเมอเพ้อกลุ้ม เซื่องซึม ปวดศีรษะ น้ำตาตกหนัก แสบร้อนหน้าตาเถาใช้เป็นยาแก้พิษงูกัดได้
ใบมีรสเมาเบื่อเอียนติดขม ใช้เป็นยาแก้แผลที่ถูกน้ำร้อนลวก แก้บวม แก้ฝี แก้ฝีภายใน แก้พิษต่าง ๆ การใช้ภายนอกให้นำใบสดมาตำให้ละเอียดแล้วใช้ทาบริเวณที่เป็นแผลหรือใช้พอกฝีและบริเวณที่อักเสบ

ผักปลัง

 ชื่อสามัญ Ceylon spinach, East Indian spinach, Indian spinach, Malabar nightshade, Vine spinach

วงศ์ :BASELLACEAE

ผักปลังมีอยู่2ชนิดได้แก่ ผักปลังขาวและผักปลังแดง


ผักปลังขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Basella alba L

ผักปลังแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Basella rubra L.

ไม้ เลื้อยล้มลุกทุกส่วนของต้นอวบน้ำ เถาสีม่วงแดง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ป้อม เนื้อใบหนานุ่ม เมื่อขยี้มีเมือกเหนียว ดอกช่อออกที่ซอกใบดอกย่อยสีชมพู ไม่มีก้านดอก

ผลเป็นผลสด ฉ่ำน้ำ สีดำ

ตำรา ยาไทยใช้ก้านสรรพคุณแก้พิษฝีหนอง แก้ปัสสาวะขัด แก้ท้องผูก ลดไข้ ใช้ใบแก้กลาก ดอกแก้เกลื้อน รากแก้มือเท้าด่าง แก้รังแค แก้ท้องผูก ใช้ผลแต่งสีอาหารคาวหวาน โดยนำมาตำให้ละเอียด เติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำสีม่วงแดง

ผักปลังแดงและผักปลังขาวมีลักษณะและคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกัน สามารถนำมาใช้แทนกันได้


ระย่อมน้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rauvolfia serpentina (L.)Benth.ex Kurz
ชื่ออื่น : กะย่อม เข็มแดง

ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ30-70 เซนติเมตร มียางขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามหรือออกรอบข้อข้อละ3ใบ รูปวงรีหรือใบหอก กว้าง4-8ซม.ยาว7-20ซม.ดอกเป็นช่อออกแบบซี่ร่มที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีขาวแกมเขียว เมื่อกลีบดอกโรยจะเปลี่ยนเป็นสีแดง กลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกสีแดง ผลเป็นผลสด รูปวงรี รากสะสมอาหารแบบรากกระชายออกดอกต้นฤดุหนาว ผลเมื่อสุกสีม่วงดำ

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

                         สรรพคุณที่ใช้เป็นยา ราก แก้ไข้ เจริญอาหาร  พบว่ามีอัลคาลอยด์reserpineต้มดื่มลดความดันโลหิตและกล่อมประสาท แก้บ้าคลั่ง ปัจจุบันทำเป็นยาเม็ดสำหรับลดความดันโลหิต เป็นยากล่อมประสาท เป็นยาขับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร น้ำจากใบรักษาโรคแก้วตามัว

รากสดของต้นระย่อมน้อย ตำละเอียด ผสมน้ำสะอาดเล็กน้อย หรือน้ำมันพืช ทากำจัดหิด


ระย่อมตีนเป็ด

ชื่อวิทยาศาสคร์ : Rauvolfia sumatrana Jack

วงศ์ : APOCYNACEAE

ไม้ต้น สูงได้ถึง 10 ม. กิ่งมีช่องอากาศหนาแน่น ใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก แผ่นใบหนา เส้นแขนงใบ เรียงจรดกันเป็นเส้นขอบใน ช่อดอกหลายช่อเรียงเวียนรอบข้อตามปลายกิ่ง ดอกสีขาว มีขนสั้นนุ่มรอบปากหลอด กลีบรูปไข่เกสรเพศผู้ติดใกล้ปากหลอด ผลออกเดี่ยว ๆ ภายในแยกเป็น 2 ช่อง ผลอ่อนสึเขียวผล. สุกสีดำ

มีสรรพคุณแก้โรคความดันโลหิตสูง และระงับประสาท


เถาขยัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia strychnifolia Craib
ชืออื่น : ย่านางแดง
วงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE

ไม้เลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ อายุหลายปี เถามีขนาดเล็กเลื้อยได้ไกลถึง5เมตร  ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง3-4ซม.ยาว5-8ซม. ปลายใบเรียวแหลมโคนใบสอบ มีมือพันออกเป็นคู่ ปลายม้วนงอ

ดอก ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ยาวได้ถึง1เมตร กลีบเลี้ยงรูประฆัง กลีบดอก5กลีบรูปไข่กลับ มีขนสีน้ำตาลทั้งสองด้าน ดอกขนาด8มม. มีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์3อัน ก้านเกสรสีแดงสด ผลเป็นฝักรูปขอบขนานมี5-8เมล็ด

นิยม ปลูกเป็นไม้ประดับรั้วแต่ควรทำซุ้มให้แข็งเรงเพราะไม้โตเร็วเถามีน้ำหนักมาก พบมากทางภาคเหนือยอดอ่อนกินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก เปลือกนำมาลอกทำเชือก ชยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

คุณสมบัติทางสมุนไพร

           เถาหรือรากต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต สำหรับสตรีหลังคลอดขณะอยู่ไฟ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น


หญ้าน้ำดับไฟ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lindenbergia philippensis (Gham.) Benth.

วงศ์ : SCROPHULARIACEAE

ชื่ออื่น : หญ้าดับไฟ

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปีสูง0.5-1 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ดอกช่ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลืองติดกันปลายแยกเป็นสองปากผลแห้งแตกได้

ตำรา ยาไทยใช้ทั้งต้นตำผสมเหล้าพอกรักษาแผลไฟไหม้ พอกฝี ลดอาการปวดให้เย็นสบาย หรือพอกศรีษะเด็ก แก้หวัด ยาพื้นบ้านใช้ทั้งต้น ตำคั้นน้ำทารักษา ผิวหนังพุพอง


มะนาวเทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Triphasia  trifolia ( Burn.F.) P. Wilson

ชื่อสามัญ: Lime  Berry, Myrtle lime

วงศ์ : RUTACEAE

                     


     ไม้พุ่มยืนต้น ลำต้น กิ่งก้านมีหนามแหลม สูงประมาณ 1 - 5 เมตร กิ่งก้านมีหนามแหลมเป็นคู่ ใบประกอบมีใบย่อย 3 ใบ ใบรูปไข่สีเขียวเป็นมัน ใบกลางมีขนาดใหญ่ ใบข้างมีขนาดเล็กริมขอบใบหยักเป็นรูปฟันเลื่อย

ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อตามง่ามใบ ดอกมีสีขาวคล้ายดอกแก้ว กลีบดอกมี 3 กลีบมีกลิ่นหอม

 ผลทรงกลมรี ส่วนที่เป็นขั้วผลจะนูนเป็นตุ่ม พื้น ผิวนอกค่อนข้างขรุขระเล็กน้อย ผลอ่อนมีสีเขียว แก่ เมื่อแก่หรือสุกเต็มที่สีแดง ภายใน ผลมีเนื้อแยกเป็นกลีบมี 8 - 10 กลีบ ในเนื้อ กลีบมีเมล็ด เป็นรูปกลมรี มีสีเหลืองอ่อน กลีบ หนึ่งมีประมาณ 3 - 4 เม็ดผลรับประทานได้

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบมะนาวเทศมีน้ำมันระเหย เมื่อนำใบสดประ มาณ 108 ใบ นำมาผสมกับตัวยาอื่น ต้มกิน เป็นยาเกี่ยวกับประจำเดือนทำให้ประจำเดือนเป็นปกติ

เมล็ด ผล นำมาดองเปรี้ยว หรือผลสดนำมาคั้น กินเป็นยาแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน แก้ไข้ แก้โรคบิด ปวดตามข้อ ช่วยขับเหงื่อ ช่วยขับ ปัสสาวะ แก้ท้องเสีย และน้ำมะนาวยังมีสาร ช่วยต้านทานโรคปอดบวม และมีประโยชน์ต่อ คนไข้ม้ามโต

  ใช้เปลือกผลสด ปรุงเป็นยาบำรุงธาตุ ขับลม ใช้ทาผิว กระตุ้นผิวให้ร้อน

  ใช้เมล็ดสด หรือแห้ง นำมาคั่วให้ เกรียม จากนั้นใช้ผสมหรือปรุงเป็นยาขับเสมหะ แก้โรคตานซางในเด็ก

ใช้รากสด นำมาฝนผสมกับสุรา นำมา ทาบริเวณที่เป็นฝี หรือใช้เป็นยาถอนพิษได้ทุก ชนิด


ต่อไส้

ชื่อวิทยาศาสตร์: Allophylus cobbe (L.) Raeusch.

ชื่ออื่น : ก้ามปู, หมากก้ามปู,กวง, กุม, โลด, โลดน้ำ, ต่อไส้ขาว, สิบไส้,ข้าวตาก, ง้วนพู,  จ๊าตอง, เพี้ยฟาน,ตานขโมย

วงส์ : SAPINDACEAE

ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 1.5-3 เมตร ลำต้นตั้งตรง กิ่งอ่อนยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลอมเหลืองปกคลุม กิ่งสีน้ำตาลอ่อนแกมเทา รูปทรงกระบอก มีรูเปิดอากาศเล็กๆรูปทรงกลม ใบประกอบแบบนิ้วมือมีใบย่อย 3 ใบ เรียงเวียน ใบย่อยใบกลางรูปไข่แกมขอบขนานถึงรูปใบหอก อาจพบที่แผ่นใบข้างทั้งสองมีขนาดเล็กกว่าใบกลาง แผ่นใบข้างรูปไข่เบี้ยว หรือรูปใบหอกแกมรูปไข่เบี้ยว เนื้อใบบาง เหนียว ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบช่วงบนจักฟันเลื่อย ช่วงล่างเรียบ ดอกช่อกระจะยาว รูปทรงกระบอก ไม่แตกแขนง ยาวเท่ากับใบ มีขนสั้นนุ่ม ออก 2-4 ช่อ ที่ซอกใบหรือใกล้ปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอก 4 กลีบ มีขนาดเล็กสีขาวออกเหลือง รูปช้อน ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกสีแดง มีเมล็ดเดียวแข็ง

 พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าโปร่ง ป่าดิบแล้งทั่วไป ที่ระดับน้ำทะเล 300-1,200 เมตร ออกดอกราวเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน

ติดผลราวเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม

ยาพื้นบ้านอีสานใช้ รากและลำต้น ต้มน้ำดื่ม บำรุงเลือด ขับน้ำคาวปลาหลังอยู่ไฟ

ตำรายาไทย ใบ เป็นส่วนผสมปรุงยาช่วยในการคลอดบุตร น้ำคั้นทาแก้ลิ้นเป็นฝ้าในเด็ก ใบอ่อนตำผสมดินสอพอง สุมกระหม่อมเด็กแก้หวัด ราก รสจืดเอียน ใช้พอกแก้ปวดท้อง เป็นยาขับปัสสาวะ รักษาเส้นเอ็นที่ชำรุดให้สมบูรณ์ ใบและเปลือกต้น เป็นยาพอกแก้ฟกช้ำ ทั้งต้น แก้ไข้จับสั่น


อ้อยแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Saccharum officinarum L.

ชื่อสามัญ : Sugar-cane

ชื่ออื่น : อ้อย อ้อยขม อ้อยดำ

วงศ์ : GRAMINEAE

ไม้ล้มลุก สูง 2-5 เมตร ลำต้นสีม่วงแดง มีไขสีขาวปกคลุม ไม่แตกกิ่งก้าน ใบเดี่ยว เรียงสลับ  ดอกช่อ ออกที่ปลายยอด สีขาว ผลเป็นผลแห้ง ขนาดเล็ก อ้อยมีหลายพันธุ์ แตกต่างกันที่ความสูงความยาวของข้อและสีของลำต้น

สรรพคุณทางสมุนไพร ตำรายาไทยใช้ลำต้นเป็นยาขับปัสสาวะ โดยใช้ลำต้นสด  หั่นเป็นชิ้น ต้มน้ำดื่ม  ก่อนอาหาร แก้ไตพิการ หนองในและขับนิ่ว แพทย์พื้นบ้านใช้ขับเสมหะ

ถอบแถบเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Connarus semidecandrus Jack

วงศ์ : CONNARACEAE

ชื่ออื่น : กระเพาะปลา, กะลำเพาะ, เครือหมาว้อ, เครือไหลน้อย


ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็งขึ้น พาดพันต้นไม้อื่น เถาสีน้ำตาลแดงเปลือกเป็นตุ่มเล็กๆทั่วเถา ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกใบย่อย3-7ใบ กว้าง2-7ซม.ยาว4-20ซม.สีเขียวเข้ม

ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาวได้ถึง30ซม.กลีบดอกสีขาวเมื่อเริ่มบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวแกมน้ำตาลอ่อน

ผลปริแตกเมื่อยังไม่แห้ง เมื่อสุกสีส้ม เมล็ดสีดำมีเยื่อหุ้มสีเหลืองส้ม
สรรพคุณทางสมุนไพร

เครือนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้พิษตานซาง (โรคพยาธิในเด็กที่มีอาการซูบซีด อ่อนเพลีย พุงโร ก้นปอด ท้องเสีย) ตัดรากตานขโมย ใช้เป็นยาถ่ายเสมหะ

รากมีรสเอียนเบื่อ ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้  รากใช้ตำพอกแก้หิด ใบนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคเจ็บหน้าอก

ทั้งต้นและใบมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ใช้ใบถอบแถบเครือ 3 ใบ ใส่เกลือต้มให้เด็กกินเล็กน้อยเป็นยาแก้ท้องผูก และใบนำมาต้มกับน้ำใช้ล้างแผลที่เกิดจากน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้

 เปลือกมีรสเอียนเบื่อ ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง

ถอบแถบน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris trifoliata Lour.

ชื่ออื่น: ทับแถบ , แถบทะเล ,ถอบแถบทะเล , ถั่วน้ำ , แควบทะเล ,ผักแถบ

วงศ์: FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE

เป็นไม้เถาขนาดใหญ่ ลำต้นมักทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ยาวได้ประมาณ 5-10 เมตร กิ่งเรียวยาว มักขึ้นตามฝั่งแม่น้ำและพื้นที่พรุใกล้กับทะเล ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงเวียน มีใบย่อยประมาณ 1-2 คู่ และที่ปลายอีก 1 ใบ ก้านใบยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ส่วนก้านใบย่อยมีขนาดสั้น ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนานถึงรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบทู่ถึงมนกลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-10 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน มีเส้นใบประมาณ 8-10 คู่[

ออกดอกเป็นช่อเดี่ยวตามง่ามใบ ช่อดอกยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกเป็นสีขาวก่อน และจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน โดยจะออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม

ผลเป็นฝักเบี้ยว ลักษณะของฝักเป็นรูปขอบขนาน ขอบฝักเป็นสันบางแคบ ๆ สันฝักด้านบนกว้างกว่าด้านล่างสองเท่า ฝักมีขนาดประมาณ 3 x 3.5 เซนติเมตร ฝักเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีเหลือง มีเมล็ดเดี่ยว ซึ่งเมล็ดมีลักษณะแบนเป็นรูป

สรรพคุณทางสมุนไพร

รากใช้เป็นยาแก้พิษตานซาง ถ้าใช้ ในส่วนของเถาและต้น ให้นำเถาหรือต้นประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำดื่มเช้าและเย็น  แก้ตานขโมย ทั้งต้นช่วยระบายพิษไข้ ใช้เป็นยาขับพยาธิ เถาช่วยถอนพิษสำแดง เถาและใบมีสรรพคุณเป็นยาขับลม รากมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ ถ่ายเสมหะ ช่วยขับผายลม ทำให้ถ่ายอุจจาระ เถา ราก ใบ และทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาระบาย รากและเปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวดข้อ ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้อาการเกร็ง

ช้าแป้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Callicarpa arborea Roxb.
ชื่ออื่น : ฝ้าขาว
วงศ์ : LABIATAE


ไม้ ต้นขนาดเล็กผลัดใบ หรือกึ่งผลัดใบ สูง ประมาณ 5-15 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมครีม เรียบหรือมีร่องเล็กๆ ยอดอ่อน กิ่ง ก้านใบ และก้านช่อดอก มีขนรูปดาวหนาแน่น สีน้ำตาลแกมเหลือง

ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบรูปไข่กลับ หรือมนรีถึงขอบขนาน ปลายแหลม ขอบใบเรียบหรือมีซี่แหลมตื้นๆประปราย

ดอก เล็กสีชมพูหรือม่วงอ่อน ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอด ผลเมล็ดเดียวกลมเมื่อสุกสีม่วงอ่อนถึงม่วงแดง มีชั้นกลีบเลี้ยงรองที่ฐาน เนื้อผลบาง ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง 4หน่วยแต่ละหน่วยมี1เมล็ด ออกดอกเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

สรรพคุณทางสมุนไพร

                      ตำรายาพื้นบ้านจะใช้แก่นช้าแป้น ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีกรวม 35 ชนิด แล้วนำมาฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้เปลี่ยนฤดูหรือสุกใส

 ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เปลือกต้นช้าแป้น นำมาต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง และนั่งแช่รักษาอัมพาตระยะที่เพิ่งเป็นใหม่ ๆ



มักเม่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Antidesma puncticulatum Miq.

ชื่ออื่น : มะเม่า มังเม่า มักเม่า เม่าทุ่ง

วงศ์ : Euphobiaceae

เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ  สูง5-12 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง แตกกิ่งก้านมาก กิ่งแขนงแตกเป็นพุ่มทรงกลม กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขน เปลือกนอกสีน้ำตาลแตกเป็นร่องตื้นๆตามยาวของลำต้น  หรือแตกเป็นสะเก็ด เปลือกในสีแดงอมชมพู

 ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปรีถึงวงรี กว้าง3.5-4.5ซม.ยาว5-7ซม.โคนใบหยักเว้าเล็กน้อยปลายใบทู่หรือมนกลม หูใบ1คู่   ใบสีเขียวเป็นมันเรียบเกลี้ยง

    ดอก ออกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก สีเขียวขนาดเล็ก เป็นแบบดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกเพศผู้1.5มม.สีเขียวออกเหลือง มีกลิ่นเล็กน้อย เรียงห่างๆบนก้านชูที่ตั้งตรงมี2-8ช่อยาว3-10ซม. ดอกเพศเมีย2.3มม. ปลายเกสรเพศเมียแยกเป็น3-4แฉก หมอนรองดอกรูปถ้วยมีขนยาว ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

ผล สด ทรงกลมเบี้ยว ขนาด0.3-0.5ซม. ผลดิบสีเขียวเมื่อเข้าสู่ระยะสุกผลเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีดำเมื่อสุกจัด ผลฉ่ำน้ำ รับประทานได้มีรสเปรี้ยว สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น แยม น้ำผลไม้ หรือนำไปทำเป็นไวน์เกรด

คุณภาพสูง ขยายพันธุ์ โดยเพาะเมล็ด




สรรพคุณทางสมุนไพร

ผลมักเม่าสุกมีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยชะลอความแก่ชรา

และยังมีสารที่มีคุณสมบัติในการช่วยยับยั้งไม่ให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมหรือเปราะง่าย

น้ำมักเม่าสกัดเข้มข้นใช้เป็นอาหารบำรุงสุขภาพได้ดีเหมือนน้ำลูกพรุนสกัดเข้มข้น มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ พระสงฆ์ในแถบเทือกเขาภูพานใช้เป็นน้ำปาณะมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล

ใบสดนำมาตำใช้พอกรักษาแผลฝีหนอง ใบนำไปอังไฟแล้วนำมาประคบใช้รักษาอาการฟกช้ำดำเขียว

ต้นราก ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยแก้มดลูกพิการ แก้มดลูกอักเสบช้ำบวม แก้อาการตกขาวของสตรี ช่วยขับน้ำคาวปลา

ช่วยบำรุงไต แก้เส้นเอ็นพิการ แก้และบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

ทุกส่วนของมักเม่าต้มน้ำดื่มเป็นยาอายุวัฒนะ

มะเม่ายังมีศักยภาพในการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV อีกด้วย (กัมมาลและคณะ, 2546)


สำมะงา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clerodendrum inerme (L.) Gaerth.

วงศ์ : VERBENACEAE

ชื่ออื่น : สำลีงา เขี้ยวงู ส้มเนรา สำปันงา สักขรีย่าน

ไม้ พุ่ม แต่รอเลื้อย สูง 2 เมตร มีขนนุ่มคลุมทั่วไป ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีกว้าง1.5-2วม.ยาว3-4.5ซม.ปลายใบทู่ ผิวใบเกลี้ยงหรืออาจมีขนประปรายทางด้านใต้ใบ

                ดอก สีขาวออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อย 3 ดอก ก้านช่อดอกยาว2-5ซม. ดอกย่อยรูปแจกันทรงสูง สีขาวอมชมพู ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 1 ซม. กลีบรองดอกรูปถ้วย มีกลีบดอก5กลีบโคนเชื่อมกันเป็นหลอดยาว2-3ซม.เกสรผู้4อัน และเกสรเมีย 1 อัน มีก้านเกสรเรียวยาวสีม่วงแดงยื่นพ้นปากหลอดกลีบดอกเด่นชัด

                  ผลสดรูปกลมหรือไข่กลับ มี4พู ขนาด1.2-1.8ซม.ผิวเกลี้ยง มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่ขั้วผล ผลอ่อนสีเขียว สุกสีดำ เมล็ดแข็งมากส่วนใหญ่มี1-4เมล็ด

                                  สรรพคุณทางสมุนไพร

                            ทั้งต้นสดหรือต้นแห้ง มีรสเย็นเฝื่อน นำมาสับเป็นชิ้น ๆ ประมาณ 3-4 กิ่ง แล้วต้มกับน้ำอาบหรือใช้ชะล้างแผล ใช้รักษาโรคผิวหนังพุพอง และน้ำเหลืองเสีย

รากรสขม ใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด ตัวร้อน  ด้วยการใช้รากแห้ง 30-60 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน โดยใช้ไฟอ่อน ๆ

                    รากมีรสขมเป็นยาเย็น มีพิษและมีกลิ่นเหม็น มีสรรพคุณเป็นยาขับลมชื้น ช่วยแก้อาการปวดกระเพาะ แก้ตับอักเสบ แก้ตับและม้ามโต

ใบสํามะงามีรสเย็นเฝื่อน ตำรายาไทยจะใบเป็นยาทาภายนอก โดยนำมาพอก ต้มกับน้ำอาบ หรือใช้ชะล้างตามร่างกาย หรือใช้ไอน้ำอบร่างกายเป็นยารักษาโรคผิวหนังกลากเกลื้อน แก้ฝี ประดง แก้หัด อีสุกอีใส ผดผื่นคันตามตัว และผื่นคันมีน้ำเหลือง

ใบรสขมเย็น แต่มีพิษ ใช้รักษาไข้มาลาเรีย  ใบมีสรรพคุณเป็นยาฆ่าพยาธิ และหากเป็นแผลมีเลือดออก ให้ใช้ใบตากแห้ง นำมาบดให้เป็นผงแล้วนำไปโรยบนแผล จะช่วยห้ามเลือดและสมานแผลสดได้ ถ้าจะรักษาแผลเน่าเปื่อย ให้ใช้ใบนำมาตำพอกหรือต้มกับน้ำชะล้างก็ได้ หรืออาจตากให้แห้งแล้วบดเป็นผงทา หรือโรยบริเวณทีเป็น


ต้าง

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Hoya kerrii Craib
ชื่ออื่น : ต้าง, เทียนโขมย
วงศ์ : ASCLEPIADACEAE

พืช ชนิดนี้เป็นไม้เถาอิงอาศัย ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว มีอายุยืนนานหลายปี เถาเหนียวเลื้อยได้ไกล 1-4 เมตรดอกออกเป็นช่อแบบครึ่งวงกลมซี่ร่ม มีดอกย่อย10-15ดอก กลีบดอกสีชมพูอมเขียว มีขนฟูเป็นกำมะหยี่เมื่อบานกลีบดอกจะพลิกกลับไปด้านหลัง ชอบเกาะอยู่ตามต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่อยู่กลางแจ้งจะนำมาปลูกก็ตัดแยกเอาส่วน เถามาผูกติดกับต้นไม้อื่นรดน้ำปกติก็ออกราก และจะยึดติดต้นไม้นั้นไปเอง

สรรพคุณทางสมุนไพร

ยาพื้นบ้านอีสาน ใช้  ต้นและใบ ต้มน้ำดื่ม แก้เบาหวาน น้ำยางขาว ใช้ทาแผลสด เช่นแผลมีดบาด ช่วยสมานแผล ใบสด ตำผสมปูนที่กินกับหมาก ทารักษาแผลเน่าเปื่อยของกระบือ
              ตำรายาไทย  ใช้  ใบ ภายนอก รักษาบาดแผล บวม รูมาตอยด์ ข้ออักเสบ ช่วยสมานแผลและห้ามเลือด และใช้ภายใน รักษาสมองอักเสบ โรคปอดบวม และอัณฑะอักเสบ
              ยาพื้นบ้านภาคเหนือ  ใช้  ใบสด อังไฟให้ร้อน นาบแก้อาการบวมตามข้อ

ลำโพงกาสลัก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Datura metel L. (Datura metel var. fastuosa (L.) Saff.)

ชื่ออื่น : มะเขือบ้าดอกดำ,ลำโพงกาลัก,กาสลัก, ลำโพงแดง, ลำโพงดำ

วงศ์: SOLANACEAE

ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 1-2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม ตามลำต้นและกิ่งก้านเป็นสีม่วง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมนและไม่เท่ากัน ส่วนขอบใบจักเป็นซี่ฟันห่าง ๆ ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ กลีบดอกสีม่วง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายกลีบบานเป็นรูปแตร กลีบซ้อนกัน 2-3 ชั้นกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียวติดกันเป็นหลอดยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวดอก ผลเป็นรูปทรงค่อนข้างกลมผิวเป็นขนคล้ายหนามเป็นตุ่ม เนื้ออ่อนเป็นตุ่ม ๆ รอบ ขั้วเป็นแผ่นกลมหนาริมคม ผลเป็นสีเขียวอมม่วง พอผลแห้งจะแตกออกได้ ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีลักษณะกลมแบนคล้ายเมล็ดมะเขือ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ที่นิยมนำมาใช้ทำยาจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ลำโพงขาว (ต้นเขียว ดอกสีขาว), และลำโพงกาสลัก (ต้นสีแดงเกือบดำ ดอกสีม่วงเป็นชั้น ๆ) และในด้านการทำยาจะนิยมใช้ลำโพงกาสลักดอกสีม่วงม่วงดำ ยิ่งซ้อนชั้นมากยิ่งมีฤทธิ์แรง

ดอกนำมาหั่นตากแดดผสมกับยาสูบ ใช้สูบแก้อาการหอบหืด แก้การบีบตัวของหลอดลม(ดอก)[1],[2],[3] ส่วนใบมีสรรพคุณแก้หอบหืด และขยายหลอดลม

รากใช้สุมให้เป็นถ่านปรุงเป็นยาแก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ไข้เซื่องซึม รากมีรสหวานเมาเบื่อ ใช้ฝนทาแก้พิษร้อน ดับพิษฝี แก้ปวดบวม แก้อักเสบ

เมล็ดมีรสเมาเบื่อ นำมาคั่วให้หมดน้ำมัน ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้กระสับกระส่าย

ใบมีรสขมเมาเบื่อ มีสรรพคุณช่วยแก้สะอึกในไข้พิษกาฬ ใบใช้เป็นยาทาแก้อักเสบเต้านม ใบและยอดลำโพงกาสลัก มีสารอัลคาลอยด์ที่มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ ช่วยแก้อาการปวดเกร็งท้องได้

น้ำคั้นจากต้นเมื่อนำมาหยอดตาจะทำให้ม่านตาขยาย

น้ำมันจากเมล็ดมีรสเมาเบื่อ ใช้ปรุงเป็นยาใส่แผล แก้กลากเกลื้อน หิด เหา ผื่นคัน

ทุกส่วนของต้นมีฤทธิ์เป็นยาเสพติด ช่วยระงับอาการปวด และแก้อาการเกร็ง

หญ้าหนูต้น

 ชื่อวิทยาศาสตร์: Dianella ensifolia (L.) DC.

ชื่ออื่น:โก่กำแล่น (ชัยภูมิ) หางไก่เถื่อน (อุบลราชธานี) มะพร้าวป่า ศรีคันไชย (เชียงใหม่) ลำพัน (จันทบุรี) ศรีคันไชย (เชียงใหม่)

 วงศ์: Liliaceae

ไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ขึ้นเป็นกอขนาดเล็ก ใบเดี่ยวเรียงสลับ แตกเป็นกระจุกที่โคนต้น ขอบใบเรียบ ก้านใบแผ่เป็นแผ่นหุ้มซ้อนกัน ดอกช่อ ออกจากซอกใบที่โคนต้น กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเหมือนกัน สีขาวปนม่วง เป็นหลอดเล็กๆ ปลายแยกเป็นกลีบ 6 กลีบ เกสรเพศผู้มี 6 อัน สีเหลือง ผลสดรูปทรงกลม เมื่อสุกมีสีม่วงอมน้ำเงิน พบทั่วไปตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ออกดอกราวเดือนตุลาคมถึงธันวาคม
ลักษณะเด่น อยู่รวมเป็นกอ ก้านใบมีหนามเรียวแหลม ท้องใบสีเทา ใบย่อยขอบใบพับเข้า แข็งตรง ผลแก่ สีส้ม
นิเวศวิทยา ขึ้นตามป่าชายเลนค่อนข้างสูง ภายใต้อิทธิพลของน้ำกร่อย
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ รากและใบ เข้ายากับแส้ม้าฮ้อ ดีปลากั้ง และซิ่นบ่ฮี ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลังทางเพศ ราก บำรุงกำหนัด ขับปัสสาวะ
              ยาพื้นบ้าน ใช้ ทั้งต้น ผสมกับสมุนไพรอื่น ต้มน้ำดื่ม รักษามะเร็งและแผลเรื้อรัง (อาการแผลเรื้อรัง เน่าลุกลาม รักษายาก) ราก ต้มน้ำดื่มแก้อาการท้องผูก ช่วยขับลม

ว่านกีบแรด

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Angiopteris evecta (Forst.) Hoffm.

วงศ์ :MARATTIACEAE

ชื่ออื่น : กีบม้าลม กีบแรด ว่านกีบม้า

พืช พวกเฟินสูง60-180ซม.โคนต้นพองออก ใบประกอบแบบขนนกสองหรือสามชั้น ใบย่อยรูปขอบขนานปลายแหลมขอบเรียบ ว่านนี้ลงหัวจะมีลักษณะคล้ายกีบเท้าของแรดหรือกระบือ หัวสีน้ำตาลเกือบดำ เนื้อในสีเหลืองเหมือนขมิ้น สัตว์ป่าชอบกินมาก หัวของกีบแรดนี้เมื่อเก็บมาต้องนำมาตากแดดให้แห้งแล้วย่างไฟอีกทีจึงจะเก็บ ไว้ได้นานไม่อย่างนั้นจะเื่ปื่อยผุง่าย

สรรพคุณ ทางยา หัวรสเย็นชืดแก้ไข้เพื่อกาฬ แก้กาฬมูตร ใช้หัวว่านเป็นยาแก้พิษตานทรางในเด็กทางจังหวัดสุโขทัยใช้หัวและต้นกินแก้ ไข้ ใบอ่อนกินเ็นผักได้ ใช้กินแก้ปวดหัว ขับปัสสาวะและใช้เป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย

ตำรายาไทยใช้หัวใต้ดินเป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องร่วง อาเจียน ปวดศรีษะ ขับปัสสาวะและใช้รากห้ามเลือด


ว่านลูกไก่ทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cibotium barometz (Linn.) J. Smith

วงศ์ : DICKSONIACEAE

ชื่ออื่น : ละอองไฟฟ้า, กูดพาน, กูดเสือ, ว่านไก่น้อย, หัสแดง

พืชจำพวกเฟินมีเหง้าใต้ดินซึ่งปกคลุมด้วยขนสีเหลืองทอง สูง1.5-2.5เมตร

ใบประกอบแบบขนนกสองชั้นยาวได้ถึง2เมตร 

ตำราไทยใช้ขนสดจากเหง้า ปิดแผล หรือตากแห้งบดเป็นผงโรยห้ามเลือด รักษาแผลปลิงเกาะและบาดแผลทั่วไป


ปีบฝรั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hippobroma longiflora (L.) G.Don

ชื่อสามัญ : Star of bethlehem, Madam fate

ชื่ออื่น : แสนประสะ

วงศ์ : CAMPANULACEAE


ไม้ล้มลุก มีอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 20-30 เซนติเมตร โคนของลำต้นเป็นแกนแข็ง ตามลำต้นมีขนขึ้นประปราย ใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบลำต้นรูปไข่กลับ รูปยาวรี หรือรูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบมนหรือสอบ ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยหรือหยักเว้าไม่สม่ำเสมอ หลังใบและท้องใบเรียบ ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม เส้นกลางใบเป็นสีขาว

ดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ สีขาว มีกลีบดอก 5 กลีบ ปลายกลีบดอกแหลม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ส่วนปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ผลเป็นรูปทรงรี เป็นผลแห้งแตก เมื่อแก่จะโป่งออกและโค้งลง ภายในผลมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปรีจำนวนมาก

ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ชอบความชื้นปานกลาง แสงแดดแบบเต็มวันถึงร่มรำไร เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขึ้นได้ดีในที่รกร้างหรือที่ชุ่มชื้น และมีปลูกบ้างทั่วไป

สรรพคุณทางสมุนไพร

 ทั้งต้นมีรสเฝื่อนร้อน นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยารักษาโรคลมบ้าหมู  ใช้เป็นยาแก้โรคหอบหืด รักษาหลอดลมอักเสบ รักษากามโรค  ด้วยการใช้ลำต้นหรือทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำรับประทาน

ใบสดนำมาตำให้ละเอียดเอามาอุดบริเวณฟันที่ปวด เป็นยาแก้ปวดฟัน ใบมีรสเฝื่อนร้อน ใช้เป็นยาถูทาให้ร้อนแดง

กลอย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dioscorea hispida Dennst. var. hispida

ชื่อสามัญ : Asiatic bitter yam

ชื่อพื้นเมือง : กลอยนก, กอย , มันกลอย , กลอยข้าวเหนียว, กลอยหัวเหนียว

วงศ์ : DIOSCOREACEAE

ลำต้นเป็นเถา พาดเลื้อยตามต้นไม้ที่ขึ้นด้านข้าง เถามีขนาดเล็กประมาณ 0.3-0.5 ซม. เปลือกเถามีสีเขียว เถาแตกกิ่งเถาตามความยาวของเถา โดยในหนึ่งหัวจะมีเถาแทงออก 2-5 เถา และเถาที่โตเต็มที่จะมีหนามแหลมคมขนาดเล็ก และแทงออกมาใหม่ในช่วงฤดูฝน

ใบ เป็นใบประกอบ ใบหลัก ยาว 5-10 ซม. แต่ละก้านใบประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ มีก้านใบย่อยสั้น 0.5-1.5 ซม. แต่ละใบมีลักษณะคล้ายใบถั่ว ยาวประมาณ 10-25 ซม. กว้างประมาณ 8-15 ซม.โคนใบ และปลายใบสอบแหลม โดยปลายใบจะมีติ่งแหลม กลางใบกว้าง แผ่นใบสีเขียว แผ่นใบ และขอบใบเรียบ มีเส้นกลางใบมองเห็นได้ชัดเจน 1 เส้น และเส้นใบขนานกับเส้นกลางใบข้างละ 1 เส้น รวมมีเส้นใบ 3 เส้น ใบจะร่วงในช่วงฤดูแล้ง พร้อมกับเถาที่แห้งเหี่ยวตาย

ดอกออกเป็นช่อ ออกตามซอกใบบนกิ่ง และลำต้น ปลายช่อห้อยลงดิน แต่ละช่อมีช่อย่อย 5-12 ช่อ แต่ละช่อมีดอก 20-50 ดอก แต่ละดอกมีกลีบดอก 6 กลีบขนาดเล็ก สีขาวอมเขียว

ผลมีรูปร่างเป็นแผ่น 3 แผ่น เชื่อมติดกันเป็น 3 เหลี่ยม แต่ละแผ่นกว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 5 ซม. ด้านในมีเมล็ดแบบมีปีกสำหรับช่วยในการลอยตามแรงลม

สรรพคุณทางสมุนไพร
 หัวกลอยดิบนำมาต้มน้ำดื่มแก้อาการเบื่อเมา ทั้งเมาสุรา เมาพืชมีพิษ หรือ เห็ดพิษ
นำหัวกลอยดิบมาฝานเปลือก นำเปลือกมาขยี้ทาแผล รักษาแผลติดเชื้อ แผลเป็นหนอง ช่วยให้แผลแห้ง และหายเร็ว
ใบกลอยนำมามาบดใช้ทาผิวหนัง แก้อาการผื่นคัน แก้ลมพิษ

ข้อควรระวัง
กลอย มีสารไดออสคอรีนที่ออกฤทธิ์กดประสาททำให้เกิดอาการมึนเมา ดังนั้น ก่อนจะรับประทานจำเป็นต้องทำให้สุกโดยการผ่านความร้อนด้วยการต้มหรือย่างให้สุกเสียก่อน

แสลงใจ

 ชื่อวิทยาศาสตร์: Strychnos nux-vomica L.

ชื่อสามัญ: Nux-vomica Tree, Snake Wood

ชื่ออื่น : แสลงทม แสลงเบื่อ , แสงโทน แสลงโทน , โกฐกะกลิ้ง กระจี้ กะกลิ้ง ตูมกาแดง (ภาคกลาง), ดีหมี

 วงศ์: STRYCHNACEAE

ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 30 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลปนเทาและมีรูตาตามเปลือก กิ่งก้านเงามัน ใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม รูปรี หรือรูปไข่ ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบมนเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ดอกเป็นช่อ ออกตามซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ช่อดอกมีลักษณะคล้ายร่ม ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ดอกเป็นสีเขียวอ่อน สีขาว หรือสีเทาอมขาว ผลเป็นผลสด รูปทรงกลม ผลมีขนาดประมาณ 2.5-4 เซนติเมตร ผิวผลเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีส้มแดง ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 3-5 เมล็ดรูปกลมแบน คล้ายรูปโล่หรือกระดุมเซนติเมตร ผิวเมล็ดเป็นสีเทาอมสีเหลือง และมีขนสีน้ำตาลอ่อนหรือสีขาวขึ้นปกคลุมคล้ายกำมะหยี่

ในตำรับยาไทยนั้นจะเรียกเมล็ดแก่แห้งว่า “โกฐกะกลิ้ง” หรือ “โกกกักกลิ้ง

 ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและการตอน

เมล็ดแก่แห้ง (โกฐกะกลิ้ง) ใช้เป็นยาขมเจริญอาหาร ช่วยขับน้ำย่อย ด้วยการนำเมล็ดมาดองกับเหล้ากิน แต่ต้องใช้ในปริมาณที่น้อย เพราะใช้มากจะเป็นพิษ

            เมล็ดมีรสเมาเบื่อขม เป็นยาเย็น มีพิษมาก ก่อนนำมาใช้ต้องผ่านกรรมวิธีกำจัดพิษก่อน โดยมีสรรพคุณเป็นยากระจายเลือดลม ทำให้เลือดเย็น แก้เลือดร้อน ช่วยทะลวงเส้นลมปราณ  ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ให้เต้นแรงขึ้น และ ช่วยบำรุงประสาท

หมายเหตุ : เมล็ดมีพิษมาก ก่อนนำมาใช้เป็นยาต้องนำมาผ่านกรรมวิธีกำจัดพิษออกก่อน ด้วยการนำเมล็ดแสลงใจมาคั่วกับทราย จนเมล็ดมีสีน้ำตาลเข้มพองตัวออกและแตกอ้า แล้วจึงนำเมล็ดมาปอกเปลือกเพื่อกำจัดขน และนำไปแช่ในน้ำปูนขาว 2 คืน ครบแล้วจึงนำออกมาตากแดดให้แห้ง แล้วหั่นเป็นแผ่น ๆ หรือบดให้เป็นผง จึงจะสามารถนำมาใช้เป็นยาได้

ใบมีรสเมาเบื่อขม ใช้ตำกับเหล้าพอกปิดแผลเรื้อรังเน่าเปื่อย รากมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย ใช้ฝนกับน้ำกินและทาแก้อาการอักเสบจากงูกัด


พญามือเหล็ก
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Strychnos lucida R.Br
ชื่อสามัญ : Saintignatus Bean

ชื่ออื่น : พญามูลเหล็ก, ย่ามือเหล็ก , กะพังอาด, เสี้ยวดูก

วงศ์: STRYCHNACEAE

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง เปลือกต้นสีเขียวหม่น เกิดตามป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ใบเดี่ยวรูปไข่ปลายแหลม ขอบและผิวมันคล้ายใบแสลงใจ แต่ใบเรียวและบางกว่าใบแสลงใจ มีเส้นใบหลักสามเส้น ดอกออกเป็น ดอกช่อ  ผลกลมขนาดผลส้ม เมล็ดคล้ายเมล็ดแสลงใจ

ใบ รสขมเมา แก้ฟกบวม เนื้อไม้ รสขมเมา กัดเสมหะในลำคอ ตัดไข้จับ ดับพิษไข้ แก้กระษัยเลือด แก้ไข้จับสั่น ฝนทาศีรษะเด็กแก้คัน แก้รังแค แก้ไข้ที่มีพิษร้อนให้ละเมอเพ้อพก ราก รสขมเมา แก้ไข้เรื้องรัง แก่น รสขมเมา แก้พิษดีและโลหิต แก้ไข้จับ แก้ไข้ร้อน


พลับพลึง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crinum asiaticum L.

 ชื่อสามัญ : Crinum lily , Cape lily, Spider lily, Poison bulb

 วงศ์:AMARYLLIDACEAE

ชื่ออื่น :  ลิลัว , วิรงรอง (ชวา), พลับพลึงขาว, พลับพลึงดอกขาว

ไม้ล้มลุกขึ้นเป็นกอ มีหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นกลม โตเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12-15 เซนติเมตร และมีความสูงราว 90-120 เซนติเมตร ใบแคบ เรียวยาว ขอบใบจะเป็นคลื่น ปลายใบแหลม ใบหนาอวบน้ำ ดอกออกเป็นช่อใหญ่ มีกลิ่นหอม แต่ละช่อมีดอกประมาณ 15-40 ดอก ก้านดอกชูขึ้นจากตรงกลางลำต้น ผลกลมสีเขียวอ่อนทยอยออกดอกตลอดปี

 ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อที่ขึ้นบริเวณโคนต้นและวิธีการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร

นำมาใช้ได้แค่ภายนอกเท่านั้น จะไม่ใช้พลับพลึงเป็นยากินหรือใช้ภายในเนื่องจากมีพิษ

รากใช้ตำพอกแผล ใช้รักษาพิษยางน่อง หัวใช้เป็นยาบำรุง ยาระบาย ใบ ประคบแก้เคล็ดยอก ข้อเท้าแพลง สามารถนำมาใช้รักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย กล้ามเนื้ออักเสบ หมอพื้นบ้านนิยมนำใบพลับพลึงมาลนไฟให้ตายนึ่ง แล้วพันตามอวัยวะที่เคล็ดขัดยอก บวม หรือหักแพลง ถอนพิษได้ดี แถบสุพรรณบุรีใช้ใบลนไฟ รักษาโรคไส้เลื่อน

และใบพลับพลึงยังสามารถนำมาใช้กับสตรีที่เพิ่งคลอดบุตรหรือกำลังอยู่ไฟได้ ด้วยการใช้ใบประคบบริเวณหน้าท้อง จะช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ทำให้น้ำคาวปลาแห้ง ช่วยขับของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ นอกจากนี้ยังช่วยขจัดไขมันส่วนเกินได้อีกด้วย เมล็ด เป็นยาบำรุง ยาระบาย ขับเลือดประจำเดือน และขับปัสสาวะ

ปอทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibicus tiliaceus L.
วงศ์ : MALVACEAE
ชื่ออื่น: ขมิ้นนางมัทรี, ปอฝ้าย,ปอนา,บา,ผีหยิก,ปอโฮ่งบารู

ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง3-10เมตร ลำต้นสั้น คดงอ แตกกิ่งมากเปลือกเรียบเกลี้ยง สีเทาถึง น้ำตาลอ่อน เปลือกชั้นในสีชมพูประขาว มีกิ่งก้านสาขาทรงพุ่มใบหนาแน่น  แผ่นใบรูปหัวใจขนาดกว้าง5-10ซม.ยาว7-15ซม.เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ

ดอก เดี่ยวออกตามง่ามใบหรือออกเป็นกระจุกด้านเดียวใกล้ปลายกิ่ง ดอกขนาดใหญ่ดอกบานขนาด5-10ซม. ออกดอกดกและออกตลอดปี ดอกสีเหลืองอ่อน แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นแดงอมส้ม เมื่อดอกใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมม่วง ผลเป็นแบบแห้งแล้วแตกกลางพู รูปไข่ถึงเกือบกลม ผลแก่แตกเป็น5ซีกเมล็ดเล็กรูปไตสีน้ำตาลจำนวนมาก

 ปลูกได้ในดินทุกชนิด ขึ้นเจริญงอกงามในที่ลุ่มมากกว่าในที่ดอน ทั้งในที่ใกล้น้ำกร่อย น้ำเค็ม หรือ น้ำเปรี้ยว

ขยาย พันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอน ปักชำก็ขึ้นง่าย

สรรพคุณทางสมุนไพร

 ใบสดนำมาคั้นเอาแต่น้ำใช้เป็นยาหยอดหู แก้หูอักเสบและหูเป็นฝี ใบอ่อนนำมาตากแห้งใช้ชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ แก้หลอดลมอักเสบ ใบนำมาบดให้เป็นผงใช้เป็นยาใส่แผลสด แผลเรื้อรัง ใช้ดอกนำมาต้มกับน้ำนม ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาหยอดหูเพื่อรักษาอาการเจ็บในหู รากใช้เป็นยาแก้ไข้ รักษาอาการไข้ นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ

 มะกล่ำเผือก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Abrus pulchellus Wall. Ex Thwaites subsp.

ชื่ออื่น: มะกล่ำตาหนู, แปบฝาง (เชียงใหม่), คอกิ่ว, มะขามป่า (จันทบุรี), มะขามย่าน

วงศ์ : LEGUMINOSAE

ไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่นหรือเลื้อยบนพื้นดิน ยาวประมาณ 50-100 เซนติเมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านมาก สีน้ำตาลเข้มอมสีม่วงแดง ก้านเล็กปกคลุมด้วยขนสีเหลืองบางๆ เถากลมสีเขียว ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 4-7 คู่ ออกเรียงตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบเป็นติ่งหนามหรือมน โคนใบเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดยาวประมาณ 3.2-4.5 เซนติเมตร แผ่นใบบาง ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ดอกออก เป็นช่อกระจะตามซอกใบ ดอกเป็นรูปดอกถั่ว กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียวปนสีชมพูอ่อน โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบกลางเป็นสีขาว ส่วนกลีบคู่ด้านข้างเป็นสีชมพูอ่อน ผล เป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนสีเหลืองอ่อน ฝักแห้งแตกออกได้ ในฝักมีเมล็ดประมาณ 4-5 เมล็ด เมล็ดอ่อนเป็นสีขาว เมื่อสุกเป็นสีดำเข้มหรือสีเหลืองอ่อน

สรรพคุณทางสมุนไพร

ทั้งต้น แก้อาการร้อนใน แก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ ช่วยลดความดันโลหิต ยาแก้อาการปวดกระเพาะ ยากล่อมตับ รักษาตับอักเสบชนิดเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ตับแข็ง ท้องมาร ช่วยคลายและกระจายการคั่งของตับ รักษาตับอักเสบที่ติดเชื้อแบบดีซ่าน ยาขับความชื้น แก้อาการปวดข้อ ปวดกระดูกเนื่องจากลมชื้นเกาะติด

ราก ใช้เป็นยาแก้หืด หลอดลมอักเสบ แก้ไอแห้ง แก้เจ็บคอ ช่วยกัดเสมหะ ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้ร้อนใน ยาแก้อาการปวดท้องและแก้จุกเสียด ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใบใช้เป็น ยาแก้เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ช่วยกระตุ้นน้ำลาย ใช้เป็นยาขับ แก้อาการปวดตามแนวประสาท ปวดบวมตามข้อ

 เมล็ด แก้กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิผิวหนัง ฝีมีหนอง บวมอักเสบ


 

 

 

 



















ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view