สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 18/12/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,882,643
Page Views 12,433,454
 
« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

สรรพคุณพืชสมุนไพร1

สรรพคุณพืชสมุนไพร1

ภาพถ่ายจากหน้าอาคารใบไม้สามใบ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ม.มหิดล ศาลายา

สรรพคุณพืชสมุนไพร

พืชสมุนไพร หมายถึง "พืชที่ใช้ทำเป็นเครื่องยา" โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น5ส่วนสำคัญด้วยกัน คือ ราก, ลำต้น, ใบ, ดอก, ผล

การปรุงยาสมุนไพร คือการสกัดเอาตัวยาออกจากพืชให้มากที่สุด ด้วยวิธีการต่างๆเพื่อให้ได้ยาสมุนไพรมาโดย

1 ยาต้ม เป็นการปรุงยาด้วยความร้อนที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย

2 ยาชง เป็น การปรุงยาโดยใช้สมุนไพรแห้ง หรือผ่านการอบ ด้วยการเติมน้ำร้อนลงไปเป็นตัวทำละลาย ยาชงเป็นยาที่เก็บไม่ได้นาน ก่อนรับประทานต้องเตรียมใฝหม่เสมอ

3 ยาดองเหล้า เป็นการปรุงยาโดยใช้เหล้าเป็นตัวทำลายสกัดตัวยาออกมา มีสรรพคุณที่เกี่ยวกับบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว มักใช้กับสมุนไพรที่มีตัวทำละลายได้ดีในแอลกอฮอล์

4 ยาผง เป็น การปรุงยาโดยใช้สมุนไพรที่อบหรือตากแห้ง แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ บดให้เป็นผง การบดนี้ยิ่งบดให้ละเอียดเท่าไหร่สรรพคุณก็จะดีตามขึ้นไปอีก ยาผงที่บดละเอียดจะย่อยง่าย การดูดซึมก็จะดีตามขึ้นไปเรื่อยๆ การนำมารับประทานอาจปั้นเป็นลูกกลอน ชงดื่ม หรือผสมเหล้าได้

5 ยาฝน เป็นการปรุงยาโดยการฝนยาในขันน้ำที่ใส่น้ำสะอาด ฝนยากับหินหรือกับฝาหม้อดินจนได้น้ำยาสีขุ่นข้นเล็กน้อย

6 ยาพอก เป็น ยาที่ใช้ภายนอก โดยเอาสมุนไพรสดมาตำให้ละเอียด ผสมเหล้าเป็นตัวละลาย เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ยิ่งขึ้น คนให้เข้ากันจากนั้นจึงนำยาไปพอกแผลตามต้องการเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด

7 ยาตำ คั้นเอาแต่น้ำ โดยการใช้สมุนไพรมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำมาใช้ส่วนกากทิ้งไป จะได้ยาที่มีกลิ่น รส รุนแรง ตัวยามีความเข้มข้นมาก

 การใช้พืชสมุนไพรให้ถูกวิธี

1 ใช้ถูกโรค ควรศึกษาสรรพคุณของพืชสมุนไพรให้เข้าใจเสียก่อนว่าต้นนั้น ต้นนี้ใช้แก้โรคอะไร และควรใช้ให้ถูกกับโรคที่เป็นอยู่ จะทำให้การใช้พืชสมุนไพรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

2 ใช้ถูกต้น ต้องเรียนรู้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ เพราะชื่อทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ไม่เหมือนชื่ออื่นๆที่อาจ เรียกตามท้องถิ่นอาจทำให้สับสนหรือผิดต้นได้

3 ใช้ถูกส่วน ต้อง เข้าใจว่าส่วนต่างๆของพืชนั้นมีสรรพคุณและโทษต่างกันต้องใช้ให้ถูกส่วน ว่าส่วนไหนดีเช่นใบ ลำต้น ดอก ราก ผล เมล็ดหัว เหง้าราก เป็นต้น

4 ใช้ถูกขนาด  เมื่อเรียนรู้ว่าใช้ส่วนไหนแล้วก็ควรเรียนรู้ว่าจะใช้ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะดี ถ้าใช้มากก็อาจเป็นโทษได้ต้องใช้ให้ถูกขนาด

5 ใช้ถูกวิธี เช่นพืชบางชนิดต้องเอาไปต้มก่อนหรือบางชนิดเอาไปตำก่อนต้องเรียนรู้วิธีใช้ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

 

เอกสารอ้างอิง: การปรุงยาสมุนไพร ( อาจารย์เศรษฐมันต์ กาญจนกุล, รื่นรมย์พรรณไม้งาม, พืชสมุนไพร 1,2)

 

 ข้อมูลที่รวบรวมมาต่อไปนี้เพื่อเป็นความรู้ในสรรพคุณเบื้องต้นโดยย่อของพืฃ ฃนิดนั้นๆ เท่านั้นการจะใช้เป็นยารักษาโรคจริง ควรศึกษาข้อมูลและสรรพคุณของพืชที่จะใช้แต่ละชนิดโดยละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

 รายชื่อพืชสมุนไพรในนี้มี

--- กระเจี๊ยบแดง, กระเจี๊ยบมอญ, กระแจะ, กระดูกไก่ดำ, กระวาน, กะทือ, กะเพรา, กัญชา, กาแฟ, กุยช่าย, เกากีฉ่าย, โกโก้, โกฐจุฬาลัมพาไทย

--- ขมิ้นชัน, ขมิ้นอ้อย, ขลู่, ข่า, ข่าลิง, ข้าวฟ่าง, ข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้, ขิง

--- คนทา, คนทีเขมา, คนทีสอ, คนทีสอทะเล, คราม, คว่ำตายหงายเป็น,  ไคร้หางนาค, ไคร้หางสิงห์

--- งา

--- จักรณารายณ์, เจตพังคี, เจตมูลเพลิงขาว, เจตมูลเพลิงแดงชะพลู

--- ชะอม, ชะเอมเหนือ, ช้าเรือด

--- ซ่อนกลิ่น

--- ดีปลี, โด่ไม่รู้ล้ม

--- ตรีผลา , ตะขบ, ตะขาบบิน, ตะไคร้, ตะไคร้ต้น , ตะไคร้หอม, ตีนตะขาบ, เตยหอม, แตงกวา, แตงโม

--- ถั่วฝักยาว, ถั่วพู, ถั่วลิสง

--- ทองพันชั่ง

--- ธรณีสาร

--- นาวน้ำ, เนียมหูเสือ

--- บวบเหลี่ยม, บุก

--- ผักชี, ผักชีช้าง, ผักชีล้อม, ผักเชียงดา, ผักแพว, ผักหวานบ้าน

--- ฝ้าย

ต่อพืชสมุนไพร 2

--- พญาไร้ใบ, พรหมตีนสูง, พริกขี้หนู, พริกไทย, พลับพลึง, พลู, พลูคาว, พิมเสน, พิมเสนต้น, เพชรสังฆาต

--- ฟักข้าว, ฟักเขียว, ฟักทอง, ฟ้าทะลายโจร, ไฟเดือนห้า

--- มะเขือขื่น , มะเขือเทศ, มะเขือพวง, มะเขือยาว , มะรุม, มะอึก, มันแกว, มันเทศ, ม้ากระทืบโรง, ม้าทลายโรง, แมงลัก

--- ยอ, ยี่หร่า

--- ระงับพิษ, ระย่อมน้อย , รางจืด, รางจืดต้น, เร่ว     

--- ละหุ่ง, ลำโพงกาสลัก, ลิ้นมังกร, เล็บครุฑ

--- ว่านกีบแรด, ว่านกีบแรด, ว่านนาคราช, ว่านน้ำ, ว่านพระฉิม, ว่านลูกไก่ทอง, ว่านสิงหโมรา, ว่านหางจระเข้

--- สนแผง, สบู่ดำ, สบู่เลือด, ส้มเช้า-บ่ายมัน, สลัดไดป่า, สะระแหน่, สะระแหน่ญี่ปุ่น, เสนียด, เสลดพังพอน

--- หญ้าหนูต้น, หนุมานประสานกาย, หอมแดง, โหระพา

--- อ้อยแดง

--- ฮ-ว่านง็อก, ฮ่อสะพายควาย

(อยู่ระหว่างการปรับปรุง)

กระเจี๊ยบมอญ

ชื่อวิทยาศาสตร์  Abelmoschus esculentus (L.) Moench
ชื่อสามัญ  Lady's Finger, Okra
ชื่ออื่น  กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเขียว มะเขือทะวาย มะเขือละโว้ มะเขือขื่น มะเขือพม่า
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด แอฟริกาตะวันตก - เอธิโอเปีย ซูดาน
เขตกระจายพันธุ์ ประเทศในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี สูง1-2เมตร ลำต้นตั้งตรง ลำต้นและใบมีขนหยาบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปฝ่ามือ กว้าง8-25ซม.ยาว10-30ซม. ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ ดอกใหญ่สีเหลืองสดใส โคนกลีบด้านในสีม่วงแดง ก้านชูอับเรณูติดกันเป็นหลอด ผลเป็นผลแห้งแตกได้ เปป็นสันรูป5เหลี่ยม เมล็ดกลมรี เมล็ดอ่อนสีขาว แก่สีเทา ผลแก่จะแตกตามรอยสันของเหลี่ยม

กระเจี๊ยบ เขียวหรือกระเจี๊ยบมอญมีคุณสมบัติในการรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี มาก มีสารเมือกจำพวก เพคติน (Pectin)และกัม(Gum) ที่มีฤทธิ์ในการเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ไม่ให้ลุกลาม รักษาความดันโลหิตให้เป็นปกติ เป็นยาบำรุงสมอง มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ที่สำคัญสามารถรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคพยาธิตัวจี๊ดให้หายได้ ด้วยข้อมูลทางวิชาการ โดยจะต้องรับประทานกระเจี๊ยบเขียวเป็นเมนูอาหารทั่วไปติดต่อกันเป็นเวลา นานอย่างน้อย 15วัน

ตำรายำไทยใช้ผลแห้งป่นชงน้ำ กินบำบัดโรคกระเพาะอาหาร ผลอ่อน ระงับพิษ ขับปัสสาวะ

กระเจี๊ยบแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์  Hibicus sabdariffa L.
ชื่อสามัญ  Red sorrel, Roselle, 
ชื่ออื่น  กระเจี๊ยบแดง, กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง), ส้มพอ ส้มพอเหมาะ
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด แอฟริกาตะวันตก- ซูดาน, เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ไทย มาเลเซีย อินเดีย
เขตกระจายพันธุ์ ประเทศในกึ่งเขตร้อนและเขตร้อน

ไม้ ล้มลุก ให้ดอกสีสวยงามและมีประโยชน์มากมาย เป็นไม้พุ่มสูง50-180ซม.มีหลายพันธุ์ ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยวรูปฝ่ามือ 3หรือ5แฉกกว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15ซม. ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบกลีบดอกออกสีชมพูอ่อนอมแดงระเรื่อ

ผลมีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มไว้ จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มเมื่อผลแก่ ผลแห้งแตกได้ กลีบเลี้ยงคือส่วนที่นำมาทำน้ำกระเจี๊ยบ แก้กระหายร้อนใน บำรุงสายตา แก้ท้องเสีย ขับเสมหะ สรรพคุณที่สำคัญคือช่วยขับปัสสาวะให้ออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ อาการขัดเบา หรือโรคระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะน้อยลง

ตำรายาไทย ใช้ใบและยอดอ่อนซึ่งมีรสเปรี้ยวแก้ไอ เมล็ดบำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ 

กระแจะ

ชื่อวิทยาศาสตร์  Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson
ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  ขะแจะ ,ตุมตัง, พญายา
ชื่อวงศ์ RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ พม่า ปากีสถาน ศรีลังกา อินเดีย บังกลาเทศ มณฑลยูนนานของจีน และในภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทย พบทางภาคเหนือ และ ภาคตะวันตกเฉียงใต้

         

ไม้ พุ่มกึ่งไม้ต้นสูง 2-8 เมตร ผลัดใบ กิ่งก้านมีหนาม ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 4-13ใบ รูปวงรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง1.5-3ซม.ยาว2-7ซม. ก้านใบแผ่เป็นปีก แผ่นใบมีตุ่มน้ำมันใสเป็นจุดทั่วไป ดอกช่อออกที่ซอกใบ ดอกสีขาวอมเหลืองมีกลิ่นหอมอ่อน ผลสดรูปทรงกลม

เนื้อไม้และเปลือกสีเหลืองบดเป็นผงมีกลิ่นหอมใช้ทาผิวทำให้ผิวเนียน ออกสีเหลือง

ต้นไม้ที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับกระแจะที่สาวพม่านิยมใช้กันมากคือต้นที่เรียกว่า" ทานาคา" (Tanaka)

ไม้ ยืนต้นที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า LIMONIA ACIDISSIMA LINN. 

ลักษณะของลำต้นจะตั้งตรง สูงประมาณ 6-10 เมตร เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง กิ่งและก้านตั้งฉากกับลำต้น มีหนามยาวเล็กคล้ายกิ่งสั้นๆ ดอกเป็นช่อสีขาว ผลกลมสีเหลือง

เนื้อไม้ทานาคาส่วนที่เป็นเปลือกและผิวเนื้อไม้จะมีกลิ่นหอมเย็นอ่อน ๆ มีสีออกเหลืองนวล พบมากทางภาคเหนือตอนล่างของพม่า สาวพม่ารู้จักใช้ทานาคามานานกว่า 200 ปี แทบทุกบ้านมักมีท่อนไม้ทานาคา วางไว้คู่กับกระจกเสมอ เวลาใช้ก็นำเอาท่อนไม้ทานาคามาฝนกับแผ่นหิน เจือด้วยน้ำเล็กน้อย แล้วใช้ทาเรือนร่างโดยเฉพาะใบหน้าจะเน้นมาก
นอกจากจะใช้เป็นแป้ง ทาหน้าแล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรเช่นใบแก้โรคลมบ้าหมู ผลแห้งแก้พิษ แก้ไข้ ท้องอืดเฟ้อ บำรุงร่างกาย รากเป็นยาระบาย ขับเหงื่อ และลำต้นใช้ฝนกับน้ำสะอาดทาหน้าแก้สิวฝ้า ป้องกันการอักเสบของผิวหนัง

ยา พื้นบ้านใช้ ต้น ต้มน้ำดื่ม ครั้งละครึ่งแก้ว วันละ3ครั้ง แก้ปวดตามข้อ ปวดเมื่อยเส้นตึง แก้ร้อนใน แก้ประดง(อาการโรคผิวหนังมีผื่นคัน เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย)

ระยะเวลาออกดอก---มีนาคม - พฤษภาคม

ระยะผลแก่---พฤษภาคม-ตุลาคม

ขยายพันธุ์—ด้วยเมล็ด, ปักชำกิ่งอ่อนหรือราก

กระไดลิง

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Bauhinia scandens var. horsfieldii (Prain) K.Larsen & S.S.Larsen
ชื่อพ้อง __Lasiobema horsfieldii Miq.
ชื่อสามัญ  __
ชื่ออื่น  __มะลืมคำ มะลืมดำ กระไดวอก บันไดลิง โซกนุ้ย เครือเสี้ยว
ชื่อวงศ์ __FABACEAE
ถิ่นกำเนิด __เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ __อินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน และอินโดนีเซีย

ไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีมือเกาะ ขึ้นพาดพันตามเรือนยอดของต้นไม้ไปได้ไกล เถาแก่แข็งเหนียว แบน โค้งไปมาเป็นลอนสม่ำเสมอลักษณะเป็นขั้นๆ คล้ายบันได ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปพัด ใบที่ส่วนปลายเว้าลึกลงมาค่อนใบแผ่นใบมีลักษณะเป็น 2 แฉก ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายกิ่ง มีขนประปราย แตกแขนงน้อย แต่ละแขนงมีดอกเล็กจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ติดกันคล้ายรูปถ้วย กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง แยกกัน ฝักแบน รูปรีหรือรูปไข่แกมรี ฝักแก่สีน้ำตาลแดง ปลายมน มีติ่งแหลมสั้นๆ

สรรพคุณ

เถามีรสเบื่อเมา มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษทั้งปวง แก้พิษฝี แก้ไข้ตัวร้อน ขับเหงื่อ  แก้พิษไข้ แก้พิษร้อน แก้ร้อนใน แก้ไข้เซื่องซึม แก้พิษโลหิต ในประเทศอินโดนีเซียจะนิยมใช้น้ำเลี้ยง หรือน้ำที่ตัดได้จากเถาหรือต้นสดของกระไดลิงที่ไหลซึมออกมา แล้วใช้ภาชนะรอง นำมาจิบกินบ่อย ๆ เพื่อเป็นยาบรรเทาอาการ

 

กระทงลาย

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Celastrus paniculatus Willd.
ชื่อพ้อง __
ชื่อสามัญ  __Black ipecac, Black oil plant, Black oil tree, Celastrus dependens, Climbing staff plant, Climbing staff tree, Intellect tree, Oriental bittersweet
ชื่ออื่น  __มะแตก ,มะแตกเครือ, มักแตก , กระทงลาย กระทุงลาย
ชื่อวงศ์ __CELASTRACEAE
ถิ่นกำเนิด __เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ __ จีน อินเดีย ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย นิวคาลิโดเนีย

ไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นประมาณ 3-10 เมตร หรือขึ้นพาดพันต้นไม้อื่นไปได้ไกลถึง 10 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลปนสีเทา ผิวขรุขระเล็กน้อย ตามกิ่งจะมีรูอากาศกระจายอยู่ทั่วไป ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน เป็นรูปรี หรือรูปวงรี หรือเป็นรูปวงรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบเข้าหากัน ส่วนขอบใบหยักละเอียดเป็นฟันเลื่อย หลังใบเรียบ ส่วนท้องใบมีขนอยู่ประปราย

ดอกเป็นช่อแบบแยกแขนง ดอกย่อยมีขนาดเล็กและมีจำนวนมาก ดอกสีขาวอมสีเหลือง

ผลค่อนข้างกลม ผิวผลเรียบ มีพู 3 พู ผลอ่อนสีเขียว พอแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มปนเหลืองและแตกออกเป็น 3 ซีก มีเมล็ดอยู่ประมาณ 3-6 เมล็ด

สรรพคุณ

ใบมีฤทธิ์ในการกระตุ้นประสาท ด้วยการนำใบมาต้มหรือคั้นเอาแต่น้ำกิน สารสกัดด้วยน้ำมันจากเมล็ดสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านความจำได้ ผลช่วยบำรุงโลหิต แก่นใช้เป็นยารักษาวัณโรค ใช้ราก เถา และใบ รับประทานเป็นยาแก้ไข้ลงท้องหรืออาการท้องเดิน รากตากแห้งใช้ต้มผสมกับข้าวเปลือก 9 เมล็ด ใช้ดื่มกินแก้อาการปวดท้อง รากตากแห้งใช้ต้มผสมกับข้าวเปลือก 9 เม็ด ใช้ดื่มกินแก้อาการปวดท้อง ลำต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยแก้ไตพิการ (โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ มีปัสสาวะขุ่นข้นเป็นสีเหลืองหรือแดง และมักมีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้ร่วมด้วย) ด้วยการใช้ลำต้นนำมาต้มกับน้ำเป็นยาดื่ม เถานำมาต้มหรือฝนเป็นยารับประทานแทนการอยู่ไฟของสตรีหลังคลอดบุตรและอยู่ในเรือนไฟ อีกทั้งยังเป็นยาบำรุงน้ำนมด้วย


กระทุงหมาบ้า

ชื่อวิทยาศาสตร์  Dregea volubilis (L.f.) Benth. ex Hook.f.
ชื่อสามัญ  Green wax flower, Sneeze Wort, Cotton Milk Plant, Green Milkweed Climber
ชื่ออื่น  ผักฮ้วนหมู, ผักง่วนหมู, เครือเขาหมู, มานหูกวาง, เถาคัน, คันชุนสุนัขบ้า, 
ชื่อวงศ์ ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด ประเทศอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์ อินเดีย จีนตอนใต้ ไต้หวัน ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์

เป็นไม้เถาเนื้อเข็งเลื้อยพาดพันไม้อื่น ยาวได้ถึง 10 เมตร เถากลมสีน้ำตาลอมเทา มียางสีขาว  ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม รูปไข่ ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้น โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ดอกสีเขียวอ่อน ผล เป็นฝักคู่ มีขนสีน้ำตาล

สรรพคุณทางสมุนไพร

รากและลำต้นอ่อนมีสรรพคุณ ทำให้อาเจียนขับพิษได้ ใช้เป็นยาขับพิษร้อน กระทุ้งพิษ พิษฝี แก้ไข้พิษ พิษไข้หัว ไข้กาฬ แก้พิษน้ำดีกำเริบ ลำต้น ใช้ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ แก้ปวดศรีษะ

                        เถามีรสเมาเบื่อใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ใช้กระทุ้งพิษไข้หัว ไข้กาฬ ปวดศีรษะ น้ำตาตกหนัก แสบร้อนหน้าตาเถาใช้เป็นยาแก้พิษงูกัดได้

ใบมีรสเมาเบื่อเอียนติดขม ใช้เป็นยาแก้แผลที่ถูกน้ำร้อนลวก แก้บวม แก้ฝี แก้ฝีภายใน แก้พิษต่าง ๆ การใช้ภายนอกให้นำใบสดมาตำให้ละเอียดแล้วใช้ทาบริเวณที่เป็นแผลหรือใช้พอกฝีและบริเวณที่อักเสบ


กระวาน

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Amomum krevanh Pierre
ชื่อพ้อง __
ชื่อสามัญ  __ Siam Cardamom,Round Siam Cardamon, Camphor Seed.
ชื่ออื่น  __ ข่าโคก,กระวานจันทร์, กระวานโพธิสัตว์, กระวานดำ, กระวานขาว, กระวานแดง
ชื่อวงศ์ __ ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด __ประเทศศรีลังกา และตอนใต้ของประเทศอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์ __ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-กัมพูชา ลาว เวียตนาม ไทย

ไม้ ล้มลุกสูง 1-3 เมตร มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเทียมสูงราว 2เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ แคบยาวรูปขอบขนาน ปลายแหลมไม่มีก้านใบ ดอกช่อแทงจากเหง้า ชูขึ้นมาเหนือพื้นดิน ใบประดับสีเหลืองนวลมีขนคาย เรียงซ้อนสลับกันตลอดช่อ ในซอกประดับ มีดอก1-3ดอก กลีบดอกสีเหลืองเป็นหลอดแคบ เกสรเพศผู้เป็นหมันเปลี่ยนเป็นกลีบปากขนาดใหญ่สีขาว มีแถบสีเหลืองตรงกลาง

 ผล กลมเกลี้ยง เมื่อแก่เปลือกผลจะแห้งและแข็ง เมล็ดมีขนาดเล็ก 12-18 เมล็ด รวมกลุ่มเป็น 3กลุ่ม โดยมีเยื่อบางๆกั้น มีกลิ่นหอมและรสเผ็ด

สรรพคุณทางยาใช้ผลเป็นยาขับลม รักษาโรคท้องอืดเฟ้อ แน่นจุกเสียด และใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร

กวาวเครือขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Pueraria candollei var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.)
ชื่อพ้อง __ Pueraria mirifica Airy Shaw & Suvat.
ชื่อสามัญ  __ Pueraria mirifica, White Kwao Krua
ชื่ออื่น  __กวาวเครือ ทองเครือ ตานจอมทอง จอมทอง กวาวหัว
ชื่อวงศ์ __ FABACEAE ( LEGUMINOSAE)
ถิ่นกำเนิด __เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ __อินเดีย พม่า ไทย จีน

ไม้เลื้อย ในตระกูลถั่ว โดยเป็น 1 ใน 4 ชนิดของกวาวเครือทั้งหมด มีหัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะกลม มีหลายขนาด เมื่อเอามีดผ่าออกจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อในจะมีสีขาวคล้ายมันแกว เนื้อเปราะ มีเส้นมาก นิยมเพาะปลูกหรือพบมากทางภาคเหนือและอีสานของประเทศ

สรรพคุณของกวาวเครือขาวช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง นุ่มนวลเรียบเนียน ช่วยขยายทรวงอกให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แก้ปัญหาทรวงอกหย่อนคล้อย ช่วยให้ผมขาวกลับคืนสภาพปกติ ลดการหลุดร่วงของเส้นผม แก้อาการปวดประจำเดือน ปัญหาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ

กวาวเครือขาวเป็นสมุนไพรไทยที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับเพศหญิง แต่สำหรับเพศชายก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน เพราะมีสรรพคุณช่วยทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย และเป็นยาอายุวัฒนะ ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข จัดให้กราวเครือขาวเป็นตัวยาชนิดหนึ่งในตำรับยาบำรุงร่างกาย และได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเป็นตำรับยาแผนโบราณและยาแผนโบราณสามัญประจำบ้าน ซึ่งสามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์


กะทือ

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm.
ชื่อพ้อง __
ชื่อสามัญ  __Shampoo ginger, Wild ginger
ชื่ออื่น  __เฮียวแดง, กระทือป่า กะแวน กะแอน แสมดำ เฮียวดำ แฮวดำ
ชื่อวงศ์ __ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด __อินเดีย
เขตกระจายพันธุ์ __เอเซีย

ไม้ล้มลุก ลำต้นเหนือดิน สูง 0.9-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน พักตัวในหน้าแล้งงอกขึ้นใหม่ในหน้าฝน ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปเรียวยาว ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ดอก ออกเป็นช่อแทงออกจากเหง้าขึ้นมา ช่อดอกรูปทรงกระบอก มีใบประดับสีเขียวแกมแดง เรียงซ้อนกันแน่นเป็นระเบียบ ดอกสีเหลือง ผลแห้งแล้วแตก รูปทรงค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดสีดำ

นิยม นำดอกแห้ง หน่ออ่อนและเหง้ากระทือมาบริโภคเป็นอาหาร อีกทั้งยังนิยมปลูกเป็นไม้ประดับอาคารบ้านเรือน เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ดอกที่มีสีสันสวยงาม เป็นพืชผักสวนครัวและมีสรรพคุณทางยา
สรรพคุณ  ใช้เหง้าสด บำรุงและขับน้ำนม ขับปัสสาวะ แก้ท้องอืด บิด ปวดมวนในท้องขับเสมหะ เบื่ออาหาร ใบขับเลือดเน่าในเรือนไฟ ดอกแก้ไข้เรื้อรังและโรคผอมแห้ง รากใช้แก้ไข้ตัวเย็น

กะเพรา

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Ocimum tenuiflorum L.
ชื่อพ้อง __Ocimum sanctum
ชื่อสามัญ  __Holy Basil,Thai Basil, Sacred Basil
ชื่ออื่น  __กะเพราขาว, กะเพราแดง, กะเพราขน,ก้อมก้อ, ก้อมก้อดง
ชื่อวงศ์ __LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด __อนุทวีปอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์ __เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

 ไม้พุ่มเล็ก สูง0.3-1เมตรลำต้นตั้งตรง ลักษณะเป็นรูปเหลี่ยม โคนต้นแข็ง มีขนปกคลุมทั่ว แตกกิ่งก้านสาขามากใบมีขนปกคลุมทุกส่วนมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว   ต้นใบสีแดงในรูปเจอขึ้นเองในป่าเป็นดงกลิ่นแรงหอมกว่ากระเพราใบขาวที่เราใช้ ทำอาหารตามบ้าน

สรรพคุณ ที่เป็นยาเหมือนกันใบและยอดทั้งสดและแห้งแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้อาเจียน หรือใช้ขยี้กับปูนแดงทาท้องแก้อาการได้เหมือนกัน

ใบสดตำแช่กับเหล้าโรงให้ข้นพอสมควร ใช้ทั้งหมดทาให้ทั่วบริเวณที่เป็นเชื้อรา หรือกลากเกลื้อน จะ่ช่วยบรรเทาได้

ใบหรือยอดอ่อนกินสดหรือต้มกับน้ำ ใส่แกงเลียงกินทุกวัน จะช่วยบำรุงน้ำนม

รากแก้ไข้ และรักษาโรคหนองใน

เมล็ดมีเมือก(mucillage)เป็นยาหล่อลื่นคล้ายแมงลักและโหระพา

กาแฟ

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Coffea canephora Pierre ex Froehner
ชื่อพ้อง __Coffea robusta
ชื่อสามัญ  __Robusta Coffee
ชื่ออื่น  __กาแฟ
ชื่อวงศ์ __RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด __ ทวีปแอฟริกา -ประเทศเอธิโอเปีย
เขตกระจายพันธุ์ __เขตร้อน

ไม้พุ่มสูง 2-4 เมตร นิยมปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ พบมากทางภาคใต้ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

ประโยชน์ ด้านเป็นสมุนไพร มีรสขม บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย กระตุ้นประสาท กระตุ้นหัวใจ ไต และกล้ามเนื้อ ขับปัสสาวะ

แก้พิษที่ไปกดระบบประสาทส่วนกลาง

มีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ กาแฟอาราบิก้า (Coffee arabica) และ กาแฟโรบัสต้า (Coffee canephora) โดยกาแฟอาราบิก้าจะเป็นกาแฟที่ได้รับความในการนิยมดื่มมากกว่ากาแฟโรบัสต้า เนื่องจากกาแฟโรบัสต้ามีรสชาติที่ขมกว่าและให้รสชาติได้น้อยกว่ากาแฟอาราบิ ก้า ด้วยเหตุผลนี้ กาแฟที่เพาะปลูกกันเป็นจำนวนมากกว่า 3 ใน 4 ของโลก จึงเป็นกาแฟอาราบิก้า

กาแฟมีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแข็งตัว การดื่มกาแฟสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคหอบ ช่วยบรรเทาอาการหอบหืด แก้หอบหอบหืดได้

การบูร

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Cinnamomum camphora Nees ex Eberm.
ชื่อพ้อง

---Camphora officinarum Nees, Laurus camphora L.

---Cinnamomum camphora (L.) J.Presl

ชื่อสามัญ  __Camphor Tree, Laurel Camphor, Gum Camphor , Formosan Camphor
ชื่ออื่น  __การบูร, อบเชยญวน, พรมเส็ง (เงี้ยว), เจียโล่ (จีน)
ชื่อวงศ์ __LAURACEAE
ถิ่นกำเนิด

----เอเชียตะวันออก-จีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน

เขตกระจายพันธุ์

----ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ อียิปต์ จาไมกา บราซิล ออสเตรเลีย ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ตอนใต้ของยุโรป มาดากัสการ์ และหมู่เกาะในมหาสมุทรที่อยู่ในเขตอบอุ่น

ต้น การบูรเป็นพืชพื้นเมืองของ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่สูง 15-30 ม. ลำต้นและกิ่งเรียบ ทุกส่วนมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะที่รากและโคนต้น ตาใบมีเกล็ดซ้อนเหลื่อมกันหุ้มอยู่ ใบดกทึบ ใบเดี่ยวเรียงสลับ สีเขียว รูปรีปลายแหลม โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างเหนียว ด้านบนเป็นมัน ด้านล่างมีนวล

ดอก ช่อสีขาวอมเขียวหรือเหลือง ขนาดเล็ก ออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ  ผลขนาดเล็กมีเมล็ด 1 เมล็ด ผิวสีชมพูหรือน้ำตาลม่วง เปลือกต้นผิวมันเกลี้ยง สีน้ำตาลอมเขียว เกิดตามป่าดงดิบเขาสูง ออกดอกติดผลเดือนเมษายน-มิถุนายน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งตอน
เปลือกและราก  นำมากลั่นด้วยไอน้ำ ได้การบูรดิบ
              ผลการบูรเป็นผลเนื้อขนาดเล็กรูปค่อนข้างกลมสีเขียวเข้มเมื่อแก่สีดำมีเมล็ด1เมล็ด 

ส่วน การบูรธรรมชาติเป็นผลึกเล็กๆที่เกิดอยู่ทั่วไปทั้งต้น มักอยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้ มีมากที่สุดในแก่นของราก รองลงมาคือที่แก่นของต้น การบูรจะละลายอยู่ในน้ำมันระเหยง่ายที่อยู่ในต้น

การ ผลิตการบูรใช้การกลั่นจากต้น โดยเอารากและต้นของการบูรที่มีอายุ40ปีมาเลื่อยและสับเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปกลั่นโดยใช้ไอน้ำในเครื่องกลั่นพิเศษที่ทำด้วยไม้ เมื่อกลั่นได้น้ำมันระเหยง่าย การปูรจะตกผลึกแยกออกมา เป็นเกล็ดกลมเล็กๆสีขาวแห้ง อาจจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่ายทิ้งไว้ในอากาศจะระเหิดไปหมด

แพทย์โบราณใช้การบูร รส ร้อนปร่าเมา บำรุงธาตุ ขับเสมหะและลม แก้ธาตุพิการ แน่นจุกเสียด ปวดท้อง ขับลมในลำไส้ แก้ไอ แก้เลือดลม ชูกำลัง แก้คัน แก้โรคตา  บำรุงความกำหนัด ขับเหงื่อ แก้ปวดตามเส้น เกลื่อนฝี แก้เคล็ดขัดยอก บวม แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้โรคผิวหนังเรื้อรัง ขับน้ำเหลืองบำรุงหัวใจ ใช้ปรุงกลิ่นรสในยาอื่น ใช้ในการทำพลาสติกและเซลลูลอยด์ วางไว้ในห้อง ไล่แมลงรบกวน

ภาพถ่ายจากสวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติ ม.มหิดล ศาลายา


 กุยช่าย

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Allium tuberosum Roxb.
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ 

---Arlic chives, Oriental garlic, Asian chives, Chinese chives, Chinese leek.

ชื่ออื่น  ---กูไฉ่ (จีน-แต้จิ๋ว)
ชื่อวงศ์ ---ALLIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---ทั่วโลก

พรรณ ไม้ที่ปลูกมากในประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีนทั้งต้นจะมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว  เป็นไม้ล้มลุกลำต้นตั้งตรงเป็นใบเกล็ดรูปทรงกระบอกเรียวยาว สูง20-30ซม.ใบเดี่ยวรูปเส้นยาว ดอกช่อสีขาวออกที่ซอกใบ ก้านดอกยาว30-45ซม.กลีบรวมสีขาว ใบประดับเป็นเยื่อบางๆ ผลแห้งแตกได้มี3พู

ตำรายาไทย

ใช้ เมล็ดขับพยาธิเส้นด้าย หรือพยาธิแส้ม้า ขับประจำเดือนที่เป็นลิ่มเป็นก้อนได้ดี ต้นและใบตำละเอียดผสมเหล้าโรงทาบริเวณที่เป็นผดผื่นคันหรือลมพิษ

ต้นและใบตำละเอียดผสมเหล้าโรงและสารส้มเล็กน้อยกรองเอาน้ำดื่มครั้งละ1ถ้วยชา แก้โรคนิ่ว หนองใน

ใบมีสรรพคุณฆ่าเชื้อและเป็นยาขับปัสสาวะ ดอกกุยช่ายมีธาตุฟอสฟอรัส วิตามินซีและเบต้าแคโรทีน ในปริมาณที่สูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และมีกากใยช่วยในเรื่องการขับถ่ายได้ดี เมล็ด แก่ คั่วไฟให้เกรียมดำ บดให้ละเอียด ผสมน้ำมันยางชุบสำลีอุดในรูฟันที่ผุ เพื่อบรรเทาอาการปวด หรือนำมาเผาไฟ รมควันฆ่าแมลงที่เข้าไปในรูหู

กำแพงเจ็ดชั้น

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Salacia cochinchinensis   L.
ชื่อพ้อง __
ชื่อสามัญ  __Willow leaf five dragon
ชื่ออื่น  __หลุ่มนก ,   ตะลุ่มนก ,  น้ำนอง, มะต่อมไก่
ชื่อวงศ์ __CELASTRACEAE
ถิ่นกำเนิด __จีน-ยูนนาน สิบสองปันนา
เขตกระจายพันธุ์ __เวียตนาม กัมพูชา ลาว ไทย

กำแพงเจ็ดชั้น เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย แต่ไดัภาพนี้มาจากสวนสมุนไพรกองทัพอากาศ ปลูกไว้นานหลายปีแล้วคงรอเลื้อยจนเบื่อหรือเพราะคงโดนห้ามเลื้อยเอาไว้ ในธรรมชาติมักพบในป่าลึกแถวบริเวณที่มีจอมปลวกขึ้น ลักษณะลำต้นสูงประมาณ 2-6 ม. ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี หรือรูปไข่กลับ ปลายแหลมหรือมน โคนสอบ ขอบหยักหยาบๆ   ดอก ดอกออกเป็นกลุ่มหรือเป็นช่อสั้นๆ ที่ง่ามใบ ดอกเล็ก สีเขียวอมเหลืองหรือเหลือง กลีบเลี้ยงเล็กมาก  กลีบดอก 5 กลีบ
     ผลค่อนข้างกลมหรือรี เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 ซม. ผลสุกสีแดงหรือแดงอมส้ม มี 1 เมล็ด เมล็ดค่อนข้างกลม
   ผลของกำแพงเจ็ดชั้น เนื้อในสีขาว กินได้
ถ้าตัดต้นต้นกำแพงเจ็ดชั้น ตาม ขวางจะเห็นวงกลมซ้อนกัน ในเนื้อไม้ นับได้5ชั้นรวมเปลือกกับเนื้อเยื่ออีก2ชั้นจะได้เจ็ดชั้นตามชื่อทันที

ส่วนที่ใช้ประโยชน์

ราก  ขับลม รักษาโรคตา บำรุงน้ำเหลือง หัว
 รักษาบาดแผลเรื้อรัง รักษาตะมอยหรือตาเดือน
เถา ขับโลหิตระดู ฟอกโลหิต บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ   แก้ไข้   แก้โรคปวดบวม
ตามข้อ แก้ประดง แก้ซางให้ตาเหลือง แก้ดีพิการใบ แก้มุตกิต ขับโลหิตระดู ขับน้ำคาวปลา
ดอกแก้บิดมูกเลือด

กำลังช้างเผือก

ชื่อวิทยาศาสตร์ 

---Hiptage benghalensis (Linn.) Kurz

ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ 

---Hiptage

ชื่ออื่น  ---โนรา, มโนราห์, กำลังช้างเผือก, กะลังจ่าง, พญาช้างเผือก
ชื่อวงศ์ ---MALPHIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อนุทวีปอินเดีย จีนตอนใต้ ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม จนถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

                  กำลังช้างเผือก หรือชื่อที่รู้จักในฐานะเป็นไม้ประดับคือ โนรา เป็นไม้เลื้อยยืนต้นเนื้อแข็ง หรือรอเลื้อย คือสามารถตัดแต่งเป็นพุ่ม และแตกกิ่งก้านเป็นไม้พุ่มได้เหมือนกัน  กิ่งก้านเรียวเล็กห้อยลง เปลือกนอกบางสีเทา มีรูระบายอากาศทั่วไป เปลือกในสีขาว

ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่3-5คู่  หูใบเล็กมาก แผ่นใบรูปหอกถึงรูปไข่กลับ ขนาดกว้าง3-4 ซม.ยาว4-8ซม.ปลายใบแหลมเป็นติ่งยาว โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบอ่อนมีขนสีขาวหนาแน่น ใบแก่เกลี้ยงเป็นมัน แต่ท้องใบมีขนละเอียด

ดอก ออกเป็นช่อกระจะยาว1-1.5ซม. สีขาวมีแต้มเหลืองหรือชมพู ออกเป็นกลุ่มช่อ ตามปลายกิ่ง และมันจะออกเกือบทุกข้อต้นตามแนวกิ่ง ช่อยาว4-35ซม.

ผลขนาด3.5-5.5ซม.แยกออกเป็น3เสี้ยว แต่ละเสี้ยวมีปีกซึ่งมีขน ปีกกลางจะใหญ่ที่สุด ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีน้ำตาล

  สรรพคุณด้านสมุนไพร

แก่นใช้บำรุงร่างกายแก้อาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เป็นยาอายุวัฒนะ ลำต้นหรือรากต้มน้ำดื่มบำรุงน้ำนมขณะอยู่ไฟ

กำลังช้างสาร

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Pithecellobium tenue Craib
ชื่อพ้อง __Acacia tenue (Craib)Kosterm., Thailentadopsis tenuis (Craib)Kosterm.
ชื่อสามัญ  __Blackbeads
ชื่ออื่น  __ฮ่อสะพายควาย, เหล็กไนผึ้ง
ชื่อวงศ์ __LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE(FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด __เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย
เขตกระจายพันธุ์ __ภาคเหนือตอนล่างแถบจังหวัดตาก นครศวรรค์ และทางภาคตะวันตกที่จังหวัดกาญจนบุรี


ไม้ ยืนต้นสูง5-8เมตรกิ่งก้านมีหนาม ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย1-3คู่ รูปไข่กลับ หรือรูปวงรีก้านใบแผ่เป็นครีบ หูใบเป็นหนามดอกช่อออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว เกสรเพศผู้สีขาวจำนวนมาก ผลเป็นฝักแบนคอดเล็กน้อย เมื่อสุกสีน้ำตาล

ยา พื้นบ้านใช้ต้นต้มกับน้ำซาวข้าว ดื่มแก้ไข้แก้ร้อนใน หรือผสมกับแก่นฝาง ต้นพญาท้าวเอว โด่ไม่รู้ล้มทั้งต้น ต้นเครืองูเห่า ต้มน้ำดื่มแก้ปวดเส้น ปวดเอว

---ออกดอกและผลเดือน มีนาคม - มิถุนายน

---สถานภาพ : พืชถิ่นเดียว และพืชหายากที่ใกล้สูญพันธุ์

กำลังวัวเถลิง

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Anaxagorea luzonensis A.Gray
ชื่อพ้อง __
ชื่อสามัญ  __
ชื่ออื่น  __กำลังทรพี, แหลขี้ควาย, ช้าวัวเถลิง, ปูน, ปูนทา, ชะแมบ
ชื่อวงศ์ __ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด __เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ __อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไทย

เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 0.5-1เมตร เปลือกต้นสีเทาอมดำ มีกลิ่นฉุน เนื้อไม้เหนียว ใบเดี่ยวรูปไข่กลับ ขนาด 6-9x3-7 ซ.ม ดอกสีขาวกลีบบาง ผลกลุ่ม เมื่อแก่แล้วเปลือกแตกกลางผล เมล็ดสีน้ำตาลมันเป็นเงาดีดเมล็ดกระเด็นไปได้ไกล

เนื้อไม้,เปลือก ต้มหรือดองสุรารับประทาน บำรุงโลหิต บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย บำรุงกำลัง บำรุงกระดูกให้แข็งแรง เป็นยาอายุวัฒนะ

ระยะเวลาออกดอก—เดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน

ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

กำลังเสือโคร่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Betula alnoides Buch.-Ham.ex G.Don.
ชื่อพ้อง __Betula alnoides var. acuminata (Spach) H.J.P.Winkl
ชื่อสามัญ  __Birch, Indian Birch
ชื่ออื่น  __พญาเสือโคร่ง, กำลังพญาเสือโคร่ง
ชื่อวงศ์ __BETULACEAE
ถิ่นกำเนิด __เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ __ ตอนใต้ของจีน ,ตอนเหนือของ อินเดีย , เนปาล , บังคลาเทศ, ภูฏาน, พม่า, ไทย, เวียดนาม

ไม้ ยืนต้นผลัดใบระยะสั้นต้นสูงถึง 30(40)เมตร เรือนยอดโปร่ง กิ่งก้านลู่ลงเล็กน้อย เปลือกต้นสีน้ำตาลปนดำ หรือสีเทาออกเงิน มีรูอากาศรูปขอบขนานใหญ่ๆหลุดลอกออกเป็นช้อนบางๆในแนวขวางของต้น ในต้นแก่เปลือกจะหยาบขรุขระ เปลือกชั้นในสีน้ำตาลอ่อนมีกลิ่นหอมเฉพาะคล้ายการบูร เมื่อโตเต็มที่ลำต้นจะลอกออกเป็นชั้นๆคล้ายกระดาษที่ยอดอ่อน

ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปไข่รี แกมรูปใบหอก ขนาดของใบกว้าง2.5-5 ซม.ยาว 6-14 ซม. ขอบใบหยักเป็นซี่จักแหลมไม่สม่ำเสมอ ยอดอ่อนมีขนสีเงินหนาแน่น ใบแก่บางเกลี้ยงหรือมีแผงขนที่ซอกของเส้นใบ ผิวด้านล่างมีจุดน้ำยางเล็กๆมากมาย

ดอกขนาดเล็กสีเขียว ออกเป็นช่อแบบหางกระรอก ดอกแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน  ผลขนาดเล็กหลุดร่วงง่าย มีปีกแบนสองข้าง และโปร่งแสง

           ชาวบ้านนิยมนำเปลือกมาดองเหล้าเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น เปลือกมีน้ำมันหอม เป็นยาหลายขนาน นิยมทำเหล้าพื้นเมือง(เหล้าขาว)

สรรพคุณทางสมุนไพร

            ทำ ให้เส้นเอ็นแข็งแรง ช่วยชำระล้างไตให้สะอาด บำรุงกองธาตุให้เป็นปกติ ขับลมในลำไส้  ใช้บำบัดอาการผู้ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับมดลูกของผู้หญิงไม่สมบูรณ์ มดลูกชอกช้ำ อักเสบเนื่องจากการกระทบกระเทือน แท้งบุตร มดลูกไม่แข็งแรงให้หายเป็นปกติ

ระยะออกดอก---เดือนตุลาคม-เดือนมกราคม


โกโก้

ชื่อวิทยาศาสตร์  Theobroma cacaoLinn.
ชื่อสามัญ  Cacoa Tree
ชื่ออื่น  โคโค่
ชื่อวงศ์ STERCULIACEAE
ถิ่นกำเนิด เม็กซิโก
เขตกระจายพันธุ์ ทั่วไปในเขตร้อน

ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูง3-8เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกที่กิ่งก้าน ดอกสีขาวแกมเหลือง เกสรตัวผู้เป็นหมันสีม่วงเข้ม ปลายยอดสีขาว ผลสดรูปไข่แกมกระสวย ผิวย่น เมื่อสุกสีม่วงหรือเหลือง เมล็ดรูปกระสวยสีน้ำตาลเข้ม

ตำรา ยาไทยใช้เมล็ด บำรุงร่างกาย ไขมันที่แยกได้ขณะบดเมล็ดนำมาใช้เป็นตัวยาพื้นในการทำยาเหน็บ เนื้อเมล็ดมีสารทีโอโบรมีนและคาเฟอีนมีผลกระตุ้นประสาทส่วนกลางและขับ ปัสสาวะ

ภาพถ่ายจากสวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติ ม.มหิดล ศาลายา


เกากีฉ่าย

ชื่อวิทยาศาสตร์  Lycium chinense Mill.
ชื่อสามัญ 

Chinese Boxthorn, Chinese Desert-thorn, Chinese Matrimony- Vine, Goji Berry, Chinese Wolfberry, Chinese teaplant

ชื่ออื่น  เก๋ากี๊, เกากีฉ่าย ,เกาจีฉ่าย
ชื่อวงศ์ SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์

จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไทย

เป็นไม้พุ่ม สูง 1-1.5 เมตร ลำต้นมีหนามแหลม ดอกสีม่วง ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ผล รูปกลมรี ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดเล็กจำนวนมาก สีขาว รูปไต ออกดอกและผลช่วงฤดูหนาว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง

สรรพคุณทางสมุนไพร

                   ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ดวงตามีความกระจ่างใส ลดความดันโลหิต สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยลดอาการตาฝ้าฟางและกระหายน้ำในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชะลอความแก่ บรรเทาความเหนื่อยล้ากำจัดพิษ บำรุงระบบสืบพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก

โกฐจุฬาลัมพา

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Artemisia vulgaris L.
ชื่อพ้อง __Artemisia vulgaris var. coarctata
ชื่อสามัญ  ---Common wormwood ,Riverside wormwood, Felon herb, Chrysanthemum weed, Old Uncle Henry, Sailor's tobacco, Naughty man, St. John's plant
ชื่ออื่น  __ชิงเฮา พิษนาศน์ พิษนาค โกฐจุฬาลำพาไทย
ชื่อวงศ์ __COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด __ยุโรป เอเซีย แอฟริกา อเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ __ยุโรป เอเชีย แอฟริกาเหนือ อเมริกาเหนือ  ตะวันตกของเอเชีย จีน

ไม้ ล้มลุกอายุสั้นอยู่ได้ปีเดียว ทั้งต้นมีกลิ่นแรง มีขนประปราย เมื่อแก่หลุดร่วงไป สูงประมาณ 1-1.5เมตร  ออกดอกออกผลแล้วต้นจะตาย ลำต้นกลม ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ เนื้อใบบาง ต้นที่กำลังจะออกดอก ใบบริเวณโคนต้น จะแผ่คลุมดิน ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง สีเหลืองอ่อน บริเวณส่วนยอดจะออกมาก ผลเป็นผลแห้งรูปยาวรีเล็กมากสีดำ
ส่วนที่ใช้ทั้งต้นเหนือดิน

                   ตำรา ยาไทยจะใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้เจลียง (ไข้จับวันเว้นวัน ซึ่งเป็นไข้จับสั่นประเภทหนึ่ง) แก้ไข้เพื่อเสมหะ ช่วยลดเสมหะ แก้ไข้มาลาเรีย แก้หืด แก้หอบ แก้ไอ ช่วยขับเหงื่อ และใช้เป็นยาแก้ดีซ่าน

กัญชา

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Cannabis sativa  L.
ชื่อพ้อง __Cannabis sativa subsp. indica (Lam.) E.Small & Cronquist, Cannabis indica Lam.
ชื่อสามัญ  __Cannabis, Hemp, Indian Hemp, Marihuana, Marijuana
ชื่ออื่น  __ปาง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ยานอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), คุนเช้า คุณเช้า (จีน)
ชื่อวงศ์ __CANNABACEAE
ถิ่นกำเนิด __ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ __แอฟริกาเขตร้อน ยุโรป อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้-บราซิล แถบตะวันออกของสหรัฐอเมริกา

ต้นสูงประมาณ 0.50-1 เมตร ใบเลี้ยงคู่ใบจะแยกออกเป็นแฉกประมาณ 5-8 แฉก คล้ายใบมันสำปะหลัง ที่ขอบใบจะมีรอยหยักอยู่เป็นระยะๆ ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ ตามง่ามของกิ่งและก้าน ส่วนที่คนนำมาเสพได้แก่ส่วนของกิ่ง ก้าน ใบ และยอดช่อดอกกัญชา ทั้งนี้ กัญชาจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และในประเทศไทยไม่มีการอนุญาตให้นำมาใช้ในทางการแพทย์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ในหลายประเทศให้ความสนใจศึกษาสารสำคัญในกัญชาเพื่อ ศึกษากลไกการออกฤทธิ์ต่อร่างกายและประโยชน์ในทางการแพทย์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยตั้งแต่อดีตเรื่อยมาก็พบว่ากัญชาสามารถใช้เป็นยาในการ บำบัดรักษาอาการป่วยในบางโรคได้ เช่น ลดการอาเจียนระหว่างรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด, ลดการปวดอักเสบในโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย และลดการปวดและเกร็งที่เป็นผลมาจากเส้นประสาทถูกทำลาย

สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร

ใบกัญชา ใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืด ช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม ด้วยการนำใบสดมาหั่นให้เป็นฝอย แล้วเอาไปตากแห้ง จากนั้นจึงนำมาสูบเป็นยารักษาโรค เมล็ดใช้เป็นยาแก้กระหายน้ำ ทั้งต้นใช้ภายนอกเป็นยาแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน

ตำรายาไทยจะใช้เมล็ดกินเป็นยาชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร แต่ถ้ากินมากจะมีอาการหวาดกลัวและหมดสติ ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เมล็ดกัญชาจำนวน 3 เมล็ด นำมาผสมกับพริกไทย 3 ผล บดให้เป็นผง ใช้ผสมกับน้ำกินทุกคืนเป็นยาคุมกำเนิดสำหรับสตรี ช่วยแก้ประจำเดือนไม่ปกติของสตรี

ข่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ 

---Alpinia galanga (Linn.) Swartz.

ชื่อพ้อง ---Languas galanga (Linn.) Stuntz
ชื่อสามัญ  ---Galangal, False galangal, Greater galangal
ชื่ออื่น  ---กฏุกกโรหิณี, ข่าหยวก, ข่าหลวง,สะเอเชย, เสะเออเคย
ชื่อวงศ์

---ZINGIBERACEAE

ถิ่นกำเนิด ----ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ----เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ข่า เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นลงหัวอยู่ใต้ดิน มีข้อปล้องเห็นชัด ส่วนที่อยู่เหนือดินจะเป็นก้าน ใบ สูงราง1-2เมตร เนื้อในเหง้าสีขาวรสขมเผ็ดร้อน แต่ไม่เผ็ดเหมือนขิง มักมีกลิ่นหอมฉุน

ข่ามีอยู่3ชนิดคือ ข่าใหญ่(ข่าหลวง) ข่าตาแดง(ข่าหยวก) หรือข่าทั่วไป และข่าลิง

สรรพคุณทางสมุนไพร

มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ขับน้ำดี ขับลม ลดการอักเสบ ยับยั้งแผลในกระเพาะอาหาร ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อรา รักษากลากเกลื้อน

ส่วน ที่นำมาใช้บริโภคคือ เหง้า ดอก หน่ออ่อน เหง้าอ่อนมีรสเผ็ดใช้ขับลมในลำไส้แก้ปวดมวนในท้อง ดอกอ่อนก็มีรสเผ็ดเช่นเดียวกัน ผลข่ามีสรรพคุณคล้ายเหง้า

ผงจากผลแห้งสามารถรักษาอาการปวดฟันได้โดยนำไปบดและทาบริเวณที่ปวด

ข่าลิง

ชื่อวิทยาศาสตร์ 

---Alpinia conchigera Griff.

ชื่อพ้อง

---Languas conchigera

ชื่อสามัญ  ---Joint-whip Ginger, Lesser Alpinia
ชื่ออื่น  ---กูวะกือติง
ชื่อวงศ์ ---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเดเซีย
เขตกระจายพันธุ์

---บังคลาเทศ อินเดีย จีน(ยูนนาน) กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียตนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย(สุมาตรา)


               พืช ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเทียมสูง 30-50 ซม.ใบรูปรีหรือรูปหอกกว้าง 3-4 ซม.ยาว 7-8 ซม.ปลายใบเรียว แหลม ผิวใบเรียบดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดยาว 10-13 ซม.มดอกย่อยสีเหลืองจำนวนมาก เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีจงอยโค้งห้อยลงเป็นรูปตะขอ

             สรรพคุณเป็นสมุนไพร เหง้าและ รากแก้พิษฝี แก้หูน้ำหนวก แก้โรคหืด แก้ประดง รักษากามโรค เกลื้อน ปวดท้อง ขับลมในลำไส้ แก้พิษสุนัขบ้า


ข้าวฟ่างสมุทรโคดม

ชื่อวิทยาศาสตร์  Sorghum bicolor (Linn.) Moench
ชื่อสามัญ  Negro Guinea Grass, Millet Grass
ชื่ออื่น  ข้าวฟ่าง, จังหันมะพุด, สมุทรโคดม (ภาคกลาง), ข้าวฟ่างหางช้าง
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE
ถิ่นกำเนิด แอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์

แอฟริกา อินเดีย เอเซีย ยุโรป และอเมริกา


พืช ตระกูลหญ้าเป็นพืชฤดูเดียวหรือล้มลุก มีลำต้นเดียว แต่อาจจะแตกกอหรือหน่อได้ ข้าวฟ่างเป็นพวกที่ใช้ประโยชน์จากเมล็ด ดอก จะออกเป็นช่อตรงปลายยอด ยาวประมาณ 30 ซมข้าวฟ่างออกดอกให้เมล็ดแล้วก็ตาย

แต่มีข้าวฟ่างหลายประเภทที่สามารถอยู่ข้ามปีได้โดยการแตกกอจากต้นเดิม ผลที่แก่จะมีเนื้อแข็ง ผิวภายนอกจะเป็นมัน จะมีลักษณะกลมเท่าเมล็ดพริกไทย โผล่พ้นออกมาจากเปลือก ส่วนเมล็ด มีแป้งมาก ข้าวฟ่างมีอยู่2ชนิดคือข้าวฟ่างที่ใช้เลี้ยงสัตว์ เมล็ดจะเป็นสีแดงหรือขาวเมล็ดจะใหญ่ละแข็ง ส่วนอีกชนิดเป็นชนิดสำหรับคนกิน เมล็ดจะเป็นสีน้ำตาลหรือเหลืองเมล็ดจะมีขนาดเล็ก

สรรพคุณ ทางเป็นสมุนไพรของข้าวฟ่าง ใช้เมล็ด แห้ง ต้มน้ำกินรสชุ่ม บำรุงกายและให้พลังงาน รักษาโรคอหิวาตกโรค บิด ฝาดสมานลำไส้และกระเพาะอาหาร ช่วยขับปัสสาวะ ราก แห้ง และสด ต้มน้ำกิน ใช้ขับปัสสาวะ ห้ามโลหิต ระงับอาการหอบ ไอหอบ ตกโลหิตหลังคลอด สงบประสาท และยังช่วยในการเร่งคลอดทารก

(สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน)

ขิง

ชื่อวิทยาศาสตร์ 

Zingiber officinale Roscoe

ชื่อพ้อง ----
ชื่อสามัญ  ---Ginger
ชื่ออื่น  ขิงแกลง ขิงแดง ขิงเผือก
ชื่อวงศ์

ZINGIBERACEAE

ถิ่นกำเนิด ---ป่าดิบชื้นเขตร้อน
เขตกระจายพันธุ์ ---อนุทวีปอินเดีย ถึง เอเชียใต้

ไม้ ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อนแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นเฉพาะ ดอกช่อแทงออกจากเหง้า ผลเป็นผลแห้งมี3พู

สรรพคุณในตำรายาทั่วไป

ใบรสเผ็ดร้อน เป็นยาบรรเทาอาการฟกช้ำจากการหกล้ม กระทบกระแทก  ขับลมช่วยย่อยอาหาร

ลำต้นเทียมเหนือดินรสเผ็ดร้อน แก้ท้องร่วง จุกเสียด ขับลมในลำไส้

ดอก รสฝาดร้อน ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าพยาธิ บำรุงไฟธาตุ แก้บิด แก้ขัดปัสสาวะ และโรคประสาทที่ทำให้หัวใจขุ่นมัว แก้คอเปื่อย และทำให้ชุ่มชื่น

เมล็ดรสหวานเผ็ด รักษาอาการไข้ บำรุงน้ำนม บรรเทาอาการคอแห้ง เจ็บคอ แก้ตาฟาง เป็นยาอายุวัฒนะ

เหง้า รสหวานเผ็ดร้อน เป็นยาขับลม รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้ อาเจียน ขับปัสสาวะ แก้หอบ แก้พิษจาก ปู ปลา นก เนื้อสัตว์อื่นๆ ต้มดื่มแก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยขยายหลอดเลือดใต้ผิวหนังทำให้เหงื่อออก ปรับอุณหภูมิในร่างกายให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย

เปลือก เหง้ารสเผ็ดร้อน ใช้เปลือกเหง้าแห้งต้มน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ ขับลม รักษาอาการ ท้องอืด จุกเสียดแน่น อาการบวมน้ำ หรือใช้ภายนอกรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อนและแผลมีหนอง

ราก รส หวานเผ็ดร้อน เป็นยาขับลม ฆ่าพยาธิ และเจริญอาหาร แก้เสมหะ แก้บิด แก้พรรดึก บำรุงเสียงให้เพราะ ทำให้ผิวหนังสดชื่น แก้นิ่ว แก้ไอ รักษาบิดโลหิตตกเป็นสีขมิ้น

ตำรา ยาไทยใช้เหง้าขิงแก่ทั้งสดและแห้ง เป็นยาขับลม แก้อาเจียน แก้ไข้ขับเสมหะ และขับเหงื่อโดยใช้เหง้าสดต้มกับน้ำหรือใช้ผงขิงแห้งชงน้ำดื่ม ในเหง้าขิงมีน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ขับลม ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันนอกจากนี้พบสารรสเผ็ดลดการบีบตัวของลำไส้ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง

เข็มพวงขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Ixora finlaysoniana Wall. ex G. Don.
ชื่อพ้อง

---Ixora findlayana B.S.Williams

ชื่อสามัญ  ---Siamese White lxora, Fragrant Ixora.
ชื่ออื่น  ---เข็มขาว,เข็มหอม
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด อินเดีย อินโดจีน
เขตกระจายพันธุ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย (อัสสัม), คาบสมุทรอินโดจีนและฟิลิปปินส์

เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง สูง1.5-3เมตร พุ่มแน่น ใบเดี่ยว ออกเป็นคู่เวียนสลับรอบลำต้นและกิ่ง

  ใบเดี่ยวรูปรีขอบขนาน  ขอบใบเรียบ  ปลายใบเรียวแหลม  ขนาดของใบกว้างประมาณ 2.5-5ซม.  ยาว 7.5ซม.เนื้อใบค่อนข้างหนาสีเขียวสด
ออกดอกรวมเป็นช่อขนาดใหญ่สั้นแน่น ขนาด 10-15 ซม. ก้านดอกยาวกว่าดอกเข็มอื่น ๆ  ปลายดอกแยกออกเป็น 4 กลีบ  ปลายกลีบดอกมนโค้ง  ไม่แหลม ดอกมีสีขาวกลิ่นหอม เมล็ดกลม สีดำ ออกดอกตลอดปี

ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ปักชำ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ฆ่าพยาธิ แก้ตาแดง แก้ริดสีดวงในจมูก

ราก ใช้ปรุงเป็นยากิน รักษาโรคตา เจริญอาหาร

เขยตาย

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Glycosmis pentaphylla (Retz.) D.C.
ชื่อพ้อง

Limonia pentaphylla Retz.

ชื่อสามัญ  __Ash Sheora, Orangeberry , Gin Berry, Rum Berry.
ชื่ออื่น  __ส้มชื่น, น้ำข้าว, กระรอกน้ำข้าว,กระโรกน้ำข้าว, ลูกเขยตาย,มันหมู,เขยตายแม่ยายชักปรก
ชื่อวงศ์ __RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด __ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์

จีน อินเดีย ศรีลังกา ภูฏาน เนปาล พม่า ไทย กัมพุชา เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

          ไม้พุ่มขนาดกลางสูง3-6เมตรลำต้นเป็นเหลี่ยม เปลือกต้นสีเทา ตกกระเป็นดวงสีขาว ทรงพุ่มโปร่งกิ่งก้านมีขนนุ่มทั่วไป

ใบประกอบเรียงตรงข้ามแผ่นใบหนา กว้าง3-5ซม.ยาว8-14ซม.รูปรีหรือรูปไข่ โคนใบรูปลิ่ม ปลายแหลม ขอบใบบิดแต่เรียบดอกออกแบบช่อแยกแขนงดอกย่อยมีก้าน เรียงสลับบนแกนกลาง  แต่ละช่อย่อยมีดอกย่อยไม่เท่ากัน มีขนสั้นนุ่ม ก้านดอกย่อยสั้นมากหรือไม่มีก้าน ดอกย่อยขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ 0.3 ซม. วงกลีบเลี้ยงเป็นแฉก แต่ละแฉกรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกจำนวน 5 อัน สีขาว รูปขอบขนาน ปลายมน เกสรเพศผู้จำนวน 10 อัน เกสรเพศเมียจำนวน 1 อัน อยู่เหนือวงกลีบ กลีบดอกสีขาว กลิ่นหอมหน่อยๆ

ผลเป็นผลสดสีชมพูมีเมล็ด 1เมล็ด เมล็ดกลมสีดำ ผลเมื่อแก่จัดมีรสหวาน

สรรพคุณทางสมุนไพร

รากมี รสเมาขื่นปร่าและเปลือกกระทุ้งพิษฝีภายในภายนอก แก้ไข้กาฬแก้ไข้รากสาด, แก้ฝีที่นม ตัดรากฝีที่นม ดอกและผลรักษาหิด ยางสีน้ำนมใช้ทาหูดให้หลุดจากผิวหนัง ลำต้นเผาไฟใช้พอกแผลเน่าเปื่อย

ขันทองพยาบาท

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Suregada multiflora (A. Juss.) Baill.
ชื่อพ้อง

---Gelonium fasciculatum, Gelonium multiflorum, Gelonium tenuifolium

ชื่อสามัญ 

---False lime tree

ชื่ออื่น  ---กระดูก ยายปลูก ขนุนดง ขอบนางนั่ง ขัณฑสกร ช้องรำพัน สลอดน้ำ ขันทอง มะดูก หมากดูก ข้าวตาก ขุนทอง คุณทอง ดูกไทร ดูกไม้ เหมือดโรด ดูกหิน ดูกไหล ทุเรียนป่า ป่าช้างหมอง ยางปลอก  มะดูกดง มะดูกเลี่ยม
ชื่อวงศ์ ---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์

---อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน และคาบสมุทรมลายู


ไม้ไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง4-15เมตร ทรงพุ่มแน่นทึบ ลำต้นตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลแก่ ผิวบางเรียบ  ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานขนาดของใบกว้าง3-6ซม.ยาว9-14ซม.ใบ แก่เหนียวสีเขียวสดด้านบนเป็นมัน

ดอกสีเหลืองกลิ่นหอมออกช่อละ5-10ดอกดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ผลกลมโตมีสามพูแตกออกได้ ผลแก่สีส้มแดง แต่ละเสี้ยวมี1เมล็ดมีเนื้อบางๆสีขาวหุ้ม

ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม ติดผลเดือนเมษายน–มิถุนายน

     สรรพคุณทางสมุนไพร

เนื้อไม้และรากมีรสเฝื่อนเมา ปนจืด กลิ่นหอมจีด

ส่วน ที่นำมาใช้เป็นยา เปลือกและต้น ใช้ถูฟันทำให้เหงือกแข็งแรง เป็นยาถ่าย

รักษาโรคตับพิการ แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เป็นยาถ่ายฆ่าพยาธิ เนื้อไม้ต้มดื่มแก้ลมพิษ แก้ไข้ แก้กามโรค

ฃมิ้นเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ 

---Arcangelisia flava (L.) Merr.

ชื่อพ้อง

---Arcangelisia lemniscata (Miers) Becc., Arcangelisia loureiri (Pierre) Diels.

ชื่อสามัญ 

---Yellow-fruited moonseed

ชื่ออื่น 

---ขมิ้นเครือ, ขมิ้นฤาษี, ฮับ , ขมิ้นฤาษี, ผ้าลายห่อทอง, มันแดง, แหนเครือ

ชื่อวงศ์ ---MENISPERMACEAE
ถิ่นกำเนิด

---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขตกระจายพันธุ์

---จีน ไทย เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ชวา บอร์เนียว สุลาเวสี ฟิลิปปินส์ นิวกินี

    ไม้เถาเนื้อแข็ง เนื้อไม้สีเหลือง ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่หรือหัวใจสีเขียวสด  ดอกช่อออกตามเถา ดอกแยกเพศ กลีบบาง สีขาวแกมเหลืองหรือแกมเขียว ผลสดรูปกลม

ตำรา ยาพื้นบ้านโบราณไทยไทยใช้เนื้อไม้ บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต ขับประจำเดือน แก้ท้องเสีย  ใช้แก้ดีซ่าน บำรุงน้ำดี ดีพิการ ตับอักเสบ ตัวเหลือง ตาเหลือง รากเป็นยาระบาย

ตำรากลาง ไม้เทศเมืองไทย ใบต้มกินขับโลหิตเน่าเสีย เป็นลิ่มเป็นก้อนให้ออก ดอกแก้บิดมูกเลือด ต้นขับผายลมให้เรอ แก้น้ำดีพิการ รากบำรุงน้ำเหลือง ฝนเป็นยาหยอดตา แก้ตาเฉะ ตาแดง ตาเปียก ตาอักเสบ

ขมิ้นชัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ 

---Curcuma longa L.

ชื่อพ้อง

---Curcurma domestica Valeton

ชื่อสามัญ  ---Turmeric
ชื่ออื่น  ---ฃมิ้น ขมิ้นดี ขมิ้นทอง ขมิ้นป่า ขมิ้นหยอก
ชื่อวงศ์ ---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อนุทวีปอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี ใบมักแห้งและลงหัวในฤดูแล้ง แต่จะแตกออกดอก ใบใหม่ในฤดูฝน ลำต้นเทียมสูง 1.30-2เมตร

       ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า เนื้อในเหง้าสีเหลืองเข้มถึงสีส้ม มีกลิ่นเหมือนชันไม้ที่ใช้ยาเรือ  แตกแขนงย่อย มีรากสะสมอาหารจำนวนมาก

ใบเป็นใบเดี่ยว ก้านใบยาวแทงออกจากเหง้าเรียงเป็นวงซ้อนหุ้มกัน ขนาดกว้าง12-15ซม.ยาว30-40ซม.แผ่นใบเหนียว

       ช่อดอกออกที่ปลายลำต้นเทียม ยาว7-15ซม.กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อนหรือสีนวลบานครั้งละ3-4ดอก ผลกลมมี3พู

ออกดอกช่วงเดือนสิงหาคม – ตุลาคม ขยายพันธุ์ โดยการแยกเหง้าใต้ดิ

เหง้า ของขมิ้นชันมีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และช่วยขับน้ำดี น้ำมันหอมระเหยของขมิ้นชันช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุกเสียด อาการแพ้อักเสบ แผลฝีพุพอง แมลงกัดต่อย มีรสฝาดกลิ่นหอม

ใช้ เป็นยาบำรุงธาตุ ฟอกโลหิต แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน ใช้หุงกับน้ำมันมะพร้าวใช้เป็นยาสมานแผล แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขมิ้นชันสดๆใช้แก้ท้องร่วง แก้กระเพาะอาหารอักเสบ

ขมิ้นอ้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Curcuma zedoaria (Berg) Roscoe
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ 

---Zedoary, Zedoary root, Long zedoary, Round zedoary, White turmeric, Kentjur, Luya-Luyahan.

ชื่ออื่น 

---ขมิ้นขึ้น ว่านเหลือง ละเมียด(เขมร) ว่านขมิ้นอ้อย, ขมิ้นเจดีย์, หมิ้นหัวขึ้น, สากกะเบือ

ชื่อวงศ์ ---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด

---ประเทศอินเดีย และ อินโดนีเซีย

เขตกระจายพันธุ์

---อนุทวีปอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ลำ ต้นเทียมสูงกว่า1.5เมตร ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า เหง้าหลักรูปไข่แคบ เนื้อในสีเหลืองเข้ม แตกแขนงย่อยไม่เป็นระเบียบ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหอกแกมรี ท้องใบจะมีขนนิ่มๆ ช่อดอกออกก่อนใบก้านดอกจะยาวและพุ่งออกจากเหง้าที่อยู่ใต้ดิน ดอกสีชมพูอมม่วงอ่อน พักตัวในฤดูหนาว การขยายพันธุ์โดยการใช้เหง้ามาปลูก 

                มีสรรพคุณด้านสมุนไพร

แก้พิษโลหิต แก้ลม แก้บวม ขับเสมหะ แก้ไข้ทั้งปวงตามแพทย์ชนบท ใช้ขมิ้นอ้อยคุมฤทธิ์ยาอื่นๆ

ตำรายาพื้นบ้านใช้ขมิ้นอ้อยเป็นยาขับเบา แก้ระดูขาวตกหนัก แก้หนองใน เป็นยาชำระโลหิต หากนำใบขมิ้นอ้อยมาคั้นน้ำดื่ม ช่วยอาการท้องมารโดยขับทางปัสสาวะ ใช้หุงกับน้ำมันมะพร้าวนำมาใส่แผลทำให้แผลหายเร็ว เหง้าสดนำมาบดแล้วผสมน้ำปูนใสดื่มรักษาโรคท้องร่วง


จักรนารายณ์

ชื่อวิทยาศาสตร์  Gynura divaricata (L.) DC.
ชื่อสามัญ  Purple passion vine, Purple velvel plant
ชื่ออื่น  แปะตำปึง, ว่านกอบ, ผักพันปี, กิมกอยมอเช่า, จินฉี่เหมาเยี่ย
ชื่อวงศ์ COMPOSITAE
ถิ่นกำเนิด ประเทศจีน

 ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นทรงกลมสีม่วงแดง ทั้งต้นมีขนขึ้นปกคลุม รากอยู่ใต้ดินเป็นเหง้าใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่มน ปลายใบแหลม ส่วนขอบใบ แผ่นใบหนาและนุ่ม หลังใบเป็นสีเขียวส่วนท้องใบเป็นสีเขียวอ่อนออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายยอดลำต้น มีสีเหลืองสดคล้ายดอกดาวเรือง แต่จะมีขนาดเล็กกว่าดอกดาวเรือง ผลสุกสีน้ำตาล

สรรพคุณทางสมุนไพร

ราก ก้าน และใบ  ใช้เป็นยาเย็นมีพิษเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อปอด ตับ และม้าม มีสรรพคุณช่วยทำให้เลือดเย็น ช่วยกระจายโลหิต แก้เส้นเลือดอุดตันและแก้อาการตกเลือด

กะลา

ชื่อวิทยาศาสตร์  Alpinia nigra Burrt
ชื่อสามัญ  -----
ชื่ออื่น  ข่าน้ำ ,หน่อกะลา,  เร่วน้อย
ชื่อวงศ์ ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์

ภูฏาน จีน อินเดีย ไทย บังคลาเทศ พม่า และ ศรีลังกา

พืชวงศ์ขิง มีเหง้าเป็นลำต้นอยู่ใต้ดินมีลำต้นบนดินเป็นต้นเทียม ต้นโตสูงประมาณ 3 เมตร เจรืญเป็นกอแน่น ชอบอยู่ในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง มีแสงแดดส่อง เหง้าหน่อกะลาสามารถใช้พอกแผลแก้ผื่นคันตามผิวหนัง เพราะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยายืนยันได้ว่าเป็นภูมิปัญญาไทยที่ถูกต้องว่าสามารถ ยับยั้งเชื้อราบนผิวหนังได้หลายชนิด  ต้นหน่อกะลานั้นยังมีสรรพคุณทางยา โดยจะช่วยแก้อาการท้องอืด แน่นเฟ้อ จุกเสียด และช่วยไล่ลมในร่างกาย เสียด โรคเสมหะ โรคริดสีดวง รักษาอาการปวดหัวใจ บรรเทาอาการกระหายน้ำ

เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย มีเฉพาะที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรีเท่านั้น

คงคาเดือด

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Arfeuillea arborescens Pierre.
ชื่อพ้อง __Koelreuteria arborescens Pierre.
ชื่อสามัญ  __Hop Tree
ชื่ออื่น  __หมากเล็กหมากน้อย, ตะไลคงคา, สมุยกุย, ช้างเผือก, ตะไล
ชื่อวงศ์

---SAPINDACEAE

ถิ่นกำเนิด __ไทย ลาว
เขตกระจายพันธุ์ __ภูมิภาคอินโดจีน

ไม้ ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง20เมตรเปลือกต้นสีเทาหรือเทาแกมขาว ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ใบย่อย1-9ใบ รูปไข่ กว้าง2.5-4ซม.ยาว4.5-7ซม. ปลายใบเป็นติ่งหรือเรียวแหลม โคนใบมน แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ บริเวณเส้นกลางใบทั้งสองด้านมีขนประปราย

ดอก สีขาว ออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อยาวถึง19ซม. มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยง5กลีบสีน้ำตาลแกมม่วง กลีบดอก2-4กลีบ ผลแห้งแตกมี4ปีกตามยาว เมล็ดสีดำมีขนสีน้ำตาล

นอก จากการเป็นไม้ประดับให้ร่มเงาใบเขียวครึ้มและสถานภาพที่เป็นไม้นอกประเภทหวง ห้ามแล้วด้านสมุนไพรยังมีสรรพคุณและคุณค่ามากมาย โดยเปลือกต้นของคงคาเดือด ต้มน้ำดื่ม แก้ไอ แก้คัน แก้แสบร้อนตามผิวหนัง แก้ซาง แก้ร้อนใน เจริญอาหาร เนื้อไม้ฆ่าพยาธิผิวหนัง ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แก้พุพอง น้ำเหลืองเสีย แก้ผิวหนังเปื่อยเน่า

ตำรา ยาไทยใช้

แก่น ฝนกับน้ำกินเป็นยาฆ่าพยาธิ เปลือกต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้และช่วยเจริญอาหาร ต้มน้ำอาบ ช่วยรักษาอาการคัน แสบร้อนตามผิวหนัง

และโรคซาง (โรคของเด็กเล็ก มีอาการสำคัญคือ เบื่ออาหาร ซึม มีเม็ดขึ้นในปากและคอ ลิ้นเป็นฝ้า

คนทา

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Harrisonia perforata (Blanco) Merr.
ชื่อสามัญ  __
ชื่ออื่น  __ สีฟันคนทา จี้หนาม กะลันทา ขี้ตำตา  หนามกะแท่ง โกทา หนามโกทา
ชื่อวงศ์ __ SIMAROUBACEAE
ถิ่นกำเนิด __ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์

---- จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

ไม้ พุ่มแกมไม้เถา ลำต้นกิ่งก้านมีหนาม ยอดอ่อนมีสีแดง ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ก้านและแกน ใบแผ่ขยายออกเป็นปีแคบๆ ใบย่อย1-15ใบ รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง1-1.5ซม.ยาว2-2.5ซม.ขอบใบหยักห่างๆ

ดอก ช่ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ กลีบดอกด้านนอกสีแดงแกมม่วง ด้านในสีนวล ออกเป็นช่อ ดอกย่อยขนาด5-8มม. ภายในมีแป้นดอก กลีบรองดอกและกลีบดอก มีอย่างละ4-5กลีบ  ผลเป็นผลสด ค่อนข้างกลม ผิวนอกคล้ายแผ่นหนัง ภายในมีเมล็ดแข็ง1-2เมล็ด

เปลือก ต้นและรากมีรสขม ใช้รากเป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด

แก้โรคทางเดินลำไส้และท้องร่วง สารสกัดจากใบจากกิ่ง มีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรียในหลอดทดลองได้


คนทีเขมา

ชื่อวิทยาศาสตร์  Vitex negundo L.
ชื่อสามัญ  Chinese chaste, Five-leaved chaste tree, Negundo chest nut, Indian privet.
ชื่ออื่น  คนทิ, คนที, คนทีสอดำ , โคนดินสอ, คนดินสอดำ, ดินสอดำ, ผีเสื้อดำ
ชื่อวงศ์ LABIATAE (LAMIACEAE)
ถิ่นกำเนิด ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ เอเซีย-เอเชียตอนใต้ ถึงญี่ปุ่น

ไม้ พุ่มสูง 3-4 เมตร ใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงตรงข้าม ใบย่อย (3-)5(-7)ใบ รูปใบหอกแคบ ขนาดของใบกว้าง1-2.5ซม.ยาว 4-7ซม .ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยัก

ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ15ซม.ดอกย่อยขนาดเล็กมีจำนวนมาก กลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นถ้วย ปลายแยกเป็น5แฉก มีขนด้านนอก กลีบดอก5กลีบ ขนาดไม่เท่ากันที่โคน ปลายกลีบล่างแผ่โค้ง เกสรผู้4อัน

ตำรายาไทยใช้รากและใบต้มกินเป็นยาลดไข้แก้ปวดท้อง


คนทีสอ

ชื่อวิทยาศาสตร์  Vitex trifolia L.
ชื่อสามัญ 

Tree Leaved, Chaste Tree, Indian Privet, Indian Wild Pepper

ชื่ออื่น  คนทีสอ ดินสอ คนทีสอขาว คุนตีสอ โคนดินสอ ดอกสมุทร สีเสื้อน้อย ทิสอ สีสอ
ชื่อวงศ์ LABIATAE (LAMIACEAE)
ถิ่นกำเนิด แอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์

เขตร้อนของ แอฟริกาตะวันออก  หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

ไม้ พุ่มขนาดกลาง สูง 3-6เมตร เปลือกสีเทา กระด่างดำขาวและเขียว ใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงตรงข้าม ใบย่อย 3 ใบรูปใบหอกกว้างกว้าง2.5-3ซม.ยาว4-6ซม. หลังใบสีเขียว ท้องใบสีนวลขาว ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งกลีบดอกสีม่วง ปลายแยกเป็น2ปาก ปากบนมี2กลีบ ปากล่าง3กลีบ  ผลเป็นผลสดรูปกลม

ตำรา ยาไทยใช้ใบ ตั้งตรีสมุฎฐานให้เป็นปกติ รักษาอาการสาบคายในกาย เป็นยาขับเสมหะ บำรุงธาตุ  ผลแก้หืดไอ มองคร่อ(อาการไอชนิดหนึ่ง) ริดสีดวงทวาร

ดอกใช้รักษาอาการไข้ซึ่งบังเกิดแต่ในทรวง

รากรักษาโรคตับ รากและใบต้มแก้ไข้ ขับเหงื่อ ใช้รักษาอาการไข้ซึ่งมีอาการอันกระทำให้ร้อน

เปลือกใช้รักษาอาการกระทำให้เย็น รักษาอาการคลื่นเหียน ใบแช่น้ำอาบแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน

คนทีสอต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Vitex trifolia L. subsp. trifolia
ชื่อสามัญ  __Simple Leaved Chaste tree
ชื่ออื่น  __คนทิสอ ดินสอ คนทิสอขาว คนตีสอ โคนดินสอ ดอกสมุทร สีเสื้อน้อย ทิสอ ผีเสื้อ ผีเสื้อน้อย มูดเพิ่ง สีสอ
ชื่อวงศ์ __LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด __แอฟริกา เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ __เขตร้อนของแอฟริกาตะวันตก  หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก -ฟิจิ วานูอาตู ซามัว ตองกา

คนทีสอต้นจัดเป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงตรงข้าม ใบย่อย 3 ใบ  รูปขอบขนานแกมไข่กลับ ดอกออกเป็นช่อ กลีบดอก สีม่วง ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 2 กลีบ ปากล่างมี 3 กลีบ ผลเป็นผลสด รูปกลม

สรรพคุณทางสมุนไพร         

ใบใช้เป็นยาขับเสมหะ บำรุงธาตุ รากใช้ รักษาโรคตับ ผลใช้ แก้หืดไอ  มองคร่อ (อาการไอชนิดหนึ่ง) ริดสีดวงทวาร รากและใบ แก้ไข้ ขับเหงื่อ ใบ แช่น้ำอาบ แก้โรค ผิวหนังผื่นคัน


คนทีสอทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์  Vitex trifolia L. var . simplicifolia Cham.
ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  คนที คนทิ
ชื่อวงศ์ LABIATAE (LAMIACEAE)
ถิ่นกำเนิด เอเซียถึงออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์ ชายฝั่งทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก

ไม้ เลื้อยตามผิวดิน ใบประกอบชนิดมีใบย่อยใบเดียว เรียงตรงข้าม ผิวใบมีนวล ดอกช่อออกปลายกิ่งกลีบดอกสีม่วง

ผลสดรูปกลม

ตำรายาไทยใช้รากรักษาโรคตับ ใบเป็นยาบำรุงธาตุ ขับเสมหะ ต้มน้ำอาบ แก้โรคผิวหนังผื่นคัน
ถ้า ถูก แมงกระพรุน ไม่มียาแก้แผนปัจจุบัน ใช้รากคนทีสอทะเล (ที่เห็นตามชายหาดเป็นเถา ดอกสีม่วงเป็นช่อ) ฝนกับน้ำฝนทาบริเวณที่ถูกแมงกระพรุน อาการเจ็บปวดจะทุเลาลง


คราม

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Indigofera tinctoria L.
ชื่อสามัญ  __ Indigo, True Indigo
ชื่ออื่น  __ คราม
ชื่อวงศ์ __ LEGUMINOSAE (FABACEAE)-PAPILIOIDEAE
ถิ่นกำเนิด __Probably originally from Malaysia
เขตกระจายพันธุ์

--- อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา

     ไม้ พุ่มสูง 1-2 เมตร ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ  ใบย่อยรูปวงรีแกมขอบขนาน ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว ออก เป็นช่อที่ซอกใบ  มีสีเขียวอ่อนอมครีม เริ่มบานมีสีแดงหรือชมพูฝักคล้ายฝักถั่วเมล็ดขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อน

สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร 

ใบ เป็นยาดับพิษ แก้ไข้ตัวร้อนและแก้ปวดศีรษะ ลำต้น เป็นยาแก้กระษัย แก้ไข้ตัวร้อน แก้ปวดศีรษะ เปลือกใช้แก้พิษงู แก้พิษฝีและแก้บวมถ้าถูกมีดบาดหรือเป็นแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก สามารถนำเนื้อครามทาเพื่อสมานแผลได้ ผ้าที่ย้อมครามก็มีคุณสมบัติทางยาเช่นกัน เพียงนำผ้าครามไปนึ่งให้อุ่น ประคบตามรอยช้ำก็สามารถบรรเทาอาการได้

น้ำคั้นจากใบสดช่วยบำรุงเส้นผม ป้องกันผมหงอก

สารสกัดครามทั้งต้น (ยกเว้นใบ) เป็นส่วนผสมในสีที่ใช้ย้อมผม
ครามยังเป็นพืชที่มีการนำมาใช้ย้อมสีมากที่สุด เนื่องจากเป็นพืชให้สีน้ำเงินใช้ในการย้อมฝ้ายได้ผลดีโดยใช้ ต้นสดหมักในน้ำ สีน้ำเงินจะตกอยู่ที่ก้นภาชนะ เทใส่ถุงผ้าหนาๆทับให้สะเด็ดน้ำ 1-2น้ำ นำผงสีไปทำให้แห้ง ใช้เป็นสีย้อมผ้า สารที่มีสีคือ indigo-blue

ไคร้หางนาค

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Phyllanthus taxodiifolius Beille
ชื่ออื่น  __ เสียวน้อย เสียวเล็ก เสียวหางนาค เสียวน้ำ ตะไคร้หางสิงห์
ชื่อวงศ์ __ EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด __ ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์

--- จีน(ยูนนาน) กัมพูชา ไทย เวียตนาม

ไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดเล็ก สูงประมาณ 2 เมตร เปลือกลำต้นเรียบ สีน้ำตาล กิ่งอ่อนเป็นสันเหลี่ยมสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียวกัน ออกหนาแน่น ใบมีขนาดเล็ก หลังใบเรียบเป็นมัน ท้องใบเรียบสีอ่อนกว่า แผ่นใบแผ่บาง ใบอ่อนสีแดง ก้านใบสั้นมาก

 ดอก ออกเดี่ยวๆที่ ซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกย่อยสีขาว ผลแห้ง แตกแบบแคปซูล ออกเป็นกระจุกหรือเดี่ยว ทรงค่อนข้าง พบที่ระดับสูงจากระดับน้ำทะเล 500-800 เมตร ออกดอกราวเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ติดผลราวเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม

สรรพคุณทางสมุนไพร    
              ตำรายาพื้นบ้านอีสาน ราก ต้มน้ำดื่ม แก้มดลูกอักเสบ
              ตำรายาไทย ไม่ระบุส่วนที่ใช้ เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้เลือดออกตามไรฟัน

คันทรง

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Colubrina asiatica L.ex. Brongn
ชื่อพ้อง

----Ceanothus asiaticus

ชื่อสามัญ 

---Latherleaf, Peria Laut, Peria Pantai, Asian nakedwood, Wild coffee.

ชื่ออื่น  ---ก้านเถิง, ผักก้านถึง, ก้านตรง, กระทรง
ชื่อวงศ์

---RHAMNACEAE

ถิ่นกำเนิด

---ชายฝั่งทะเลประเทศในเขตร้อน

เขตกระจายพันธุ์

---ตะวันออกของแอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

             ไม้พุ่มไม่ผลัดใบลำต้นตรงแตกกอหลายกอ กิ่งก้านมากคล้ายลักษณะรอเลื้อย สูง 1-4 เมตร เปลือกนอกสีน้ำตาล มีร่องแตกตามยาว

ใบ เดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ กว้าง3-6ซม.ยาว5-9ซม.ขอบใบหยักมนแกมฟันเลื่อยละเอียด ท้องใบมีขน เนื้อใบบาง ดอกเป็นช่อกระจุกออกที่ซอกใบดอกย่อยประกอบด้วยดอกสมบูรณ์เพศ2-3ดอกและดอกเพศ ผู้หลายดอก กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียวเกสรสีเหลืองเป็นกระจุกตรงกลาง ออกดอกตลอดปี

ผลสดรูปทรงกลมแป้น ฐานรองดอกติดที่ผล ขนาดผล0.7-1ซม.ผลอ่อนสีเขียวผลแก่สีน้ำตาลดำ

การขยายพันธุ์ เพาะกล้าจากเมล็ดและปักชำกิ่ง เป็นพืชสมุนไพรที่มีค่ามากชนิดหนึ่ง ปลูกเพื่ออนุรักษ์ไว้

สรรพคุณใช้รากกินแก้บวม ตานขโมยในเด็ก แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ใบและเปลือกต้น แก้เม็ดผื่นคัน บวม ใบมีรสขม พบว่ามีสารซาโปนิน ขยำกับน้ำจะเกิดฟองใช้แทนสบู่ ใบและผลเป็นพิษต่อปลา

งา

ชื่อวิทยาศาสตร์  __Sesamum orientale L.
ชื่อพ้อง __Sesamum luteum Retz. , Seaamum oleiferum Moench.
ชื่อสามัญ  __Sesame
ชื่ออื่น  __งาขาว งาดำ
ชื่อวงศ์ __PEDALIACEAE
ถิ่นกำเนิด __แอฟริกา อินเดีย
เขตกระจายพันธุ์ __เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และเขตร้อนทั่วโลก

ไม้ ล้มลุกสูง0.3-1เมตร ลำต้นเหลี่ยมมีร่องตามยาวและขนปกคลุม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบกลีบดอกสีขาวหรือชมพูผลแห้งแล้ว แตกสีดำ น้ำตาลหรือขาว

ใช้ น้ำมันระเหยยากซึ่งบีบจากเมล็ด หุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผล และทานวดแก้ขัดยอก พบมีสารลดการอักเสบบรรเทาอาการระคายเคือง ขับระดู ขับปัสสาวะ  แก้ไอ ใบสดช่วยบรรเทาอาการคันศรีษะ ที่เกิดจากรังแคหรือหนังหัวลอก

เมล็ดงาดิบหุงเคี่ยวเพื่อสกัดเอาน้ำมันออกมาใช้ชโลมผมช่วยให้ผมดกดำเป็นประกายเงางาม

เมล็ดงาคั่วแล้วบดเป็นผง ชงกับน้ำร้อนเติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งกินเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ บรรเทาอาการเจ็บคอ


เจตพังคี

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Cladogynos orientalis Zipp. ex Span
ชื่อพ้อง __ Adenochlaena siamensis Ridl.[
ชื่อสามัญ  __
ชื่ออื่น  __ ตองตาพราน ,เปล้าเงิน ,หนาดตะกั่ว, ใบหลังขาว , เปล้าน้ำเงิน , พังคี, พังคีใหญ่
ชื่อวงศ์ __ EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด __ ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์

__เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( ไทย เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ) และภาคใต้ของ จีน

( มณฑลกวางสี )

ไม้ พุ่มขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบสูง 1-2 เมตร กิ่งก้านมีขนรูปดาวสีขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปวงรี กว้าง3-8ซม.ยาว6-15ซม. ผิวใบด้านบนสีเขียวอ่อนและมีขนเล็กน้อยด้านล่างใบ เคลือบขาวเด่นชัดมาก ก้านใบยาวเรียว

ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดขนาดเล็ก แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ไม่มีกลีบดอก ผลกลมดำแห้งไม่แตก มี3พูลักษณะเป็นเส้นใยสีขาว

สรรพคุณทางสมุนไพร ตำรายาไทย ใช้ รากซึ่งมีรส เผ็ด ขื่น เฝื่อนเล็กน้อย และมีกลิ่นหอม ขับลม แก้ท้องขึ้น ปวดแน่นท้อง หรือใช้รากฝนกับน้ำปูนใสทาท้องเด็กอ่อนทำให้ผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ หรือใช้ร่วมกับมหาหิงคุ์ หรือการบูรก็ได้

ยา พื้นบ้านใช้ทั้งต้นต้มน้ำหรือทำเป็นผง หรือดองเหล้า กินแก้ลมจุกเสียด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ท้องร่วง รากผสมกับรากกำยานต้มน้ำดื่มบำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ หรือผสมกับไพล กะทือบ้าน กะทือป่า กระเทียม ขิง พริกไทย ดีปลี เจตมูลเพลิงแดง บดเป็นผงละลายน้ำ เติมน้ำตาลทรายพอหวานดื่มเป็นยารักษาธาตุ เจริญอาหาร

ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แก้ผิวหนังกลากเกลื้อน แก้คุดทะราด ตับอักเสบ มดลูกพิการ


เจตมูลเพลิงขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Plumbago zeylanica L.
ชื่อพ้อง __
ชื่อสามัญ  __ Ceylon leadwort, White leadwort, Wild leadwort, Doctorbush
ชื่ออื่น  __ ปิดปิวขาว ปิ๋ดปี๋ขาว ปี่ปีขาว
ชื่อวงศ์ __ PLUMBAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด __ เอเซียใต้
เขตกระจายพันธุ์ __ อนุทวีปอินเดีย(ประเทศอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน และมัลดีฟส์)

ไม้ พุ่มลำต้นสูงไม่เกิน2เมตร สีเขียวออกแดง ใบเดี่ยวรูปมนรีออกสลับตามข้อต้น โคนใบมนปลายใบแหลม ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายใบมะลิ แตะจะมีขนาดใหญ่กว่า

ดอกออกเป็นช่อที่ยอด ดอกย่อยสีขาว โคนดอกเป็นหลอดเล็กๆส่วนปลาดอกจะบาน แยกเป็น5กลีบ กลีบเลี้ยงมีสีเขียวมีขนเหนียวติดมือ ผลเป็นฝักกลมเมื่อแก่จะแตกออก

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำ

สรรพคุณใช้แทนรากเจตมูลเพลิงแดงได้ ใช้ รากรสร้อนขับประจำเดือน กระจายลม บำรุงธาตุ รักษาโรคริดสีดวงทวาร สารสกัดจากรากมีฤทธิ์บีบมดลูก

           และมีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราสาร Plumbagin ที่แยกได้จากรากมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง ลดไขมันในเลือด


เจตมูลเพลิงแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Plumbago indica L.
ชื่อพ้อง __ Plumbago rosea L.
ชื่อสามัญ  __Indian leadwort, Scarlet leadwort, Whorled plantain, Rose-colored leadwort, Rosy leadwort, Fire plant
ชื่ออื่น  __ปิดปีแดง , ปิดปิวแดง , ไฟใต้ดิน ,เจ็ดหมุนเพลิง
ชื่อวงศ์ __ PLUMBAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด __ ประเทศอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์ __Southeast Asia, Indonesia, the Philippines, and Yunnan in southern China.

ไม้ พุ่มสูง 0.8-1.5 เมตร ยอดอ่อนสีแดง ลำต้นกลมเรียบมีสีแดงบริเวณข้อ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเมื่อจับจะรู้สึกเหนียว กลีบดอกสีแดง ผลเป็นผลแห้งแตกได้

สรรพคุณทางยาตำราไทยให้ใช้รากแห้งขับประจำเดือน กระจายลม บำรุงธาตุ รักษาโรคริดสีดวงทวาร
และเพิ่มความอยากอาหารแต่การใช้ควรระวังเพราะพบว่ามีสาร plumbaginซึ่งระคายเคืองกับทางเดินอาหารอาจเป็นพิษได้

ชะเอมไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Albiziz myriophylla Benth.
ชื่อพ้อง

---Albizia thorelii Pierre

ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  ---ชะเอมป่า ตาลอ้อย ส้มป่อยหวาน บ่านงาย อ้อยช้าง
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSACEAE [FABACEAE]
ถิ่นกำเนิด ---อินเดีย
เขตกระจายพันธุ์ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม มาเลเซีย

ไม้ เถายืนต้น มีหนามตามลำต้นและกิ่งก้าน ใบประกอบขนนกสองชั้น ยาว10-15ซม.โคนก้านใบป่องออก ใบย่อยรูปขอบขนาน ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ลักษณะเป็นพู่ กลีบดอกสีขาวกลิ่นหอม ผลเป็นฝัก สีเหลืองถึงน้ำตาล

ตำรา ยาไทยใช้รากที่มีรสหวานเป็นยาแก้กระหายน้ำ สกัดเป็นชาสมุนไพร ดื่มช่วยบำรุงหัวใจ แก้เสมหะ แก้น้ำลายเหนียว แก้ไอทำให้ชุ่มคอ แก้กำเดา แก้ลม ผลขับเสมหะ เนื้อไม้มีรสหวานแก้โรคในคอ แก้ไอขับเสมหะ

ดีปลี

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Piper chaba Hunt.
ชื่อพ้อง

---Piper retrofractum Vahl.,Piper officinarum (Miq.) C. DC.

ชื่อสามัญ  ---Long pepper
ชื่ออื่น  ---ดีปลีเชือก ,ประดงข้อ, ฟันพญาไฟ, บี้ฮวด, ปานนุ
ชื่อวงศ์ ---PIPERACEAE
ถิ่นกำเนิด ---เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์

---พบทั่วอินเดียและภูมิภาคอื่น ๆ ที่ร้อนชื้นใน เอเชีย รวมทั้ง มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และ ศรีลังกา

ไม้ เถาเลื้อยพันข้อมีรากฝอยสำหรับยึดเกาะ ลำต้นค่อนข้างกลม เปราะหักง่าย คดไปมาใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง3-5ซม.ยาว7-10ซม.สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยเรียงแน่นบนช่อ ดอกแยกเพศ ผลอัดแน่นบนแกนช่อโคนกว้างปลายมน เป็นผลสด สีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลสุกใช้ปรุงเป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร
สรรพคุณทางสมุนไพรแต่ละส่วน
ราก-รสเผ็ดร้อน แก้พิษอัมพฤกษ์ อัมพาต พิษปัตคาด แก้ตัวร้อน แก้พิษคุดทะราดให้ปิดธาตุ แก้ท้องร่วง ขับลมในลำไส้  แก้คุดทะราด
เถา -รสเผ็ดร้อน แก้พิษงู ขับเสมหะ แก้ปวดฟัน ปวดท้อง จุกเสียด แก้เสมหะพิการ แก้ลมอัมพฤกษ์ แก้มุตฆาต(เมื่อปัสสาวะออกมาจะปวด ขัด เจ็บ เป็นหนองข้นขุ่น)
ใบ -รสเผ็ดร้อน แก้เส้นสุมนา(โรคเส้นที่อยู่ตรงสะดือแล้วแล่นไปในอกไต่ไปลำคอออกมาที่ลิ้น) แก้เส้นอัษฎากาศ(เส้นขึ้นเบื้องสูง) แก้ปวดเมื่อย แก้เส้นเอ็น
ดอก -รสเผ็ดร้อน  แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับลมในลำไส้ แก้หืด ไอ แก้ริดสีดวง คุดทะราด แก้ลมวิงเวียน แก้เสมหะ น้ำลายเหนียว แก้ไอ บำรุงธาตุ แก้ท้องเสีย
 แก้ปถวีธาตุ 20 ประการ แก้อัมพาต และเส้นปัตคาด
ตำรายาไทย

ใช้ ผลแก่จัดแต่ยังไม่สุกตากแห้งเป็นยาขับลม บำรุงธาตุ แก้ท้องเสีย ขับรกหลังคลอด โดยใช้ผล1กำมือ (ประมาณ10-15ผล) ต้มเอาน้ำดื่ม นอกจากนี้ใช้เป็นยาแก้ไอ โดยเอาผลแห้งครึ่งผลฝนกับมะนาวแทรกเกลือ ใช้กวาดคอ หรือจิบบ่อยๆ ฤทธิ์ขับลมแก้ไอ

โด่ไม่รู้ล้ม

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Elephantopus scaber L.
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ 

---Elephant's Foot, Prickly-leaved elephant's foot, Dila-dila.

ชื่ออื่น  ---ขี้ไฟนกคุ่ม คิงไฟนกคุ่ม หญ้าไก่นกคุ่ม หญ้าสามสิบสองหาบ  หนาดผา หนาดมีแคลน
ชื่อวงศ์ ---ASTERACEAE (COMPOSITAE)
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปแอฟริกาเขตร้อน เอเชียตะวันออก อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางตอนเหนือของ ประเทศออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์

---ประเทศในเขตร้อนชื้นหรือ กึ่งเขตร้อนทั่วโลก

                                                      

โด่ไม่รู้ล้มเป็นไม้ล้มลุกลำต้นสั้นใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับเป็นวง มักแผ่ราบกับผิวดิน ขอบใบหยักฟันเลื่อย ท้องใบมีขนมากกว่าหลังใบ ดอกแทงช่อออกจากกลางต้น ก้านช่อแตกแขนงได้

ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีม่วงออกเป็นกระจุก ที่ปลายก้านดอกรองรับด้วยใบประดับแข็งรูปรีปลายแหลม2อัน ก้านช่อดอกเหนียว ไม่หักล้มง่ายๆแม้ว่าจะถูกเหยียบย่ำ ก้านช่อดอกก็จะตั้งขึ้นมาใหม่เหมือนเดิม จึงได้ชื่อว่า "โด่ไม่รู้ล้ม"

ผลเป็นผลแห้งไม่แตกเมล็ดแบนสีน้ำตาล

สรรพคุณเป็นสมุนไพร

ต้นแก้ไอ รักษาวัณโรค แก้ไข้ แก้อักเสบ ขับน้ำเหลืองเสีย แก้ดีซ่าน นิ่ว บิด เหน็บชา บำรุงหัวใจ บำรุงกำหนัด ทำให้มีกำลัง

ใบ ต้มเป็นยาหล่อลื่น ช่วยขับปัสสาวะ แก้ท้องร่วง บิด โรคบวม และปวดแผลในกระเพาะ ใบต้มกับน้ำมะพร้าว  รักษาแผลและผิวหนัง หรือบดผสมพริกไทย แก้ปวดฟัน แก้อาเจียน แก้อาการท้องร่วง กระเพาะอาหารเป็นแผล หรือนำมาต้มให้สตรีคลอดบุตรอาบ ช่วยรักษากามโรคในสตรี แก้โรคมุตกิด นอกจากนี้น้ำสกัดจากต้นยังมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะ

ตำรายาไทยใช้ใบต้มน้ำเป็นยาขับพยาธิไส้เดือน ขับปัสสาวะ กระตุ้นกำหนัด ใบและรากเป็นยาคุมกำเนิด และยาบำรุงสำหรับผู้หญิงหลังคลอด

ตองแตก

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Baliospermum solanifolium (Burm.) Suresh
ชื่อพ้อง --Baliospermum axillare Blume, Baliospermum montanum (Willd.) Müll.Arg.
ชื่อสามัญ  ----
ชื่ออื่น  ---ตองแต่ ถ่อนดี นองป้อง ลองปอม โทะโคละ
ชื่อวงศ์ ---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์

---อนุทวีปอินเดีย-อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ภูฏาน เนปาล ศรีลังกา

---อินโดจีน-พม่า กัมพูชา ลาว ไทย เวียดนาม

---มาเลเซีย- สุมาตรา ชวา สุลาเวสี มาลูกู เกาะซุนดาน้อย

ไม้ พุ่มขนาด 1-2 เมตร กิ่งแตกแขนงจากโคนต้น ยอดอ่อนมีขน ใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบที่บริเวณยอดรูปใบหอกกว้าง3-4ซม.ยาว6-7ซม. ใบที่บริเวณโคนต้นมักมีขอบหยักเว้าเป็น3-5แฉกรูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง7-8ซม.ยาว15-18ซม.

ดอกช่อ แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกันหรือบนช่อเดียวกัน ออกเป็นช่อตามง่ามใบสีขาว ดอกเพศผู้จำนวนมากอยู่ตอนบนของช่อ ไม่มีกลีบดอก กลีบเลี้ยงสีเหลืองแกมเขียว4-5กลีบ ดอกเพศเมียอยู่ที่โคนช่อไม่มีกลีบดอก ผลมี3พูกว้างยาวราว1ซม.ปลายเว้าเข้าโคนผลกลม ยังมีกลีบเลี้ยงติดอยู่

ผลแก่แห้งแตกตามยาวที่กลางพู แต่ละพูมี1เมล็ด

สรรพคุณด้านสมุนไพร

ตำรายาไทยใช้ ใบตองแตกมีรสจืด ต้มน้ำดื่มเป็นยาถ่าย หรือแช่น้ำดื่ม รักษาโรคหืด

เมล็ดรสจืดเป็นยาถ่ายอย่างแรง ใช้แทนน้ำมันสลอดได้

ราก มีรสจืดต้มน้ำดื่ม ฝนน้ำกิน เป็นยาถ่ายที่ไม่รุนแรง ถ่ายลมพิษ(ผื่นคัน หรือตุ่มหนองที่ผิวหนัง) ถ่ายพิษพรรดึก (อาการท้องผูก ถ่ายเป็นก้อนแข็งคล้ายขี้แพะ) ถ่ายเสมหะเป็นพิษ (เช่นเสมหะเขียวเป็นก้อน) ขับพยาธิ แก้ม้ามอักเสบ

ตะขาบหิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ 

---Muehlenbeckia platyclada (F.v.Muell.) Meissn.

ชื่อพ้อง

---Homalocladium platycladum (Fv Muell.) Bailey

ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  ---ตะขาบบิน ตะขาบปีนกล้วย ว่านตะเข็บ ผักเปลว ตะขาบทะยานฟ้า
ชื่อวงศ์ ---POLYGONACEAE
ถิ่นกำเนิด ---หมู่เกาะทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก
เขตกระจายพันธุ์ ---เขตร้อน

ไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรงสูง 1-2เมตร ลำต้นแบนเป็นข้อๆ สีเขียว ตั้งตรง แตกกิ่งก้านมาก ต้นแก่โคนต้นเป็นสีน้ำตาล ต้นอ่อนสีเขียว แบนเรียบ ใบเดี่ยว มีขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายลำต้น มีใบน้อย หรือไม่มีเลย ใบเรียงสลับ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หลังใบและท้องใบเรียบ ขอบใบเรียบ เนื้อใบอ่อนนิ่ม ไม่มีก้านใบ ดอกออกเป็นช่อสั้นๆ เป็นกระจุกเล็กๆ ที่บริเวณข้อ

สรรพคุณทางยา ระบุว่าทั้งต้น รสหวานสุขุม แก้ร้อนใน ดับพิษต่างๆ  พิษเลือด พิษร้อน พิษฝี แก้ฝีในปอด แก้เจ็บคอ เจ็บอก ใช้ภายนอกระงับปวด แก้เจ็บตามผิวหนัง แก้ผื่นคันแก้น้ำเหลืองเสีย แก้ฝีตะมอย แก้งูสวัด

การนำใช้ประโยชน์ของชาวบ้านจะใช้ต้นและใบสด ตำผสมเหล้า หรือกับน้ำซาวข้าว คั้นเอาน้ำใช้ทา ส่วนกากใช้พอก ถอนพิษแมงป่อง และตะขาบกัดต่อยและแก้ฟกช้ำบวม เคล็ดขัดยอก หรือใช้ส่วนต้นและใบตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา ทาแก้เคล็ดขัดยอก

ไม้ทั้งสองชนิดนี้สามารถขยายพันธุ์โดยการปักชำ ขึ้นง่าย เลี้ยงง่าย ปลูกในกระถางเป็นไม้ประดับ ตามต่างจังหวัดที่มีภูมิอากาศชื้น หรือมีพวกตะขาบชุก จะนิยมปลูกริมรั้วเป็นทั้งไม้ประดับและใช้ประโยชน์ได้ด้วย


ตะไคร้

ชื่อวิทยาศาสตร์ 

---Cymbopogon citratus Staph.

ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ  ---Lemongrass
ชื่ออื่น 

---จะไคร, ไครั , เชิดเกรย, เหลอะเกรย(เขมร-สุรินทร์)

ชื่อวงศ์ ---GRAMINEAE (POACEAE)
ถิ่นกำเนิด ---ไทย อินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย และทวีปอเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---เขตร้อน

พืช ล้มลุก สูง4-6ฟุตใบคล้ายใบหญ้ามีต่อมน้ำมันหอมระเหย โคนใบแผ่เป็นกาบอัดกันแน่น เรียกว่าต้นตะไคร้  ดอกออกเป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้โตง่ายอาจมีทรงพุ่มสูงได้ถึง1เมตร

สรรพคุณทางสมุนไพรนำมาเป็นยาคือน้ำมันจากใบและต้น ทำเครื่องดื่มและทำสบู่ ลำต้นแก่หรือเหง้านำมาปรุงอาหารแก้ท้องอืด ขับปัสสาวะแก้นิ่วและขับประจำเดือน แก้เบื่ออาหาร ขับลมในลำไส้ นอกจากนี้ตะไคร้ยังนำมาแต่งกลิ่นอาหารแก้หรือดับกลิ่นคาวปลาและเนื้อสัตว์ได้ดีมากๆเป็นของฝาก

วิธีทำน้ำตะไคร้ไว้ดื่ม

นำ ต้นตะไคร้มาทุบแล้วใส่ลงต้มในน้ำที่กำลังเดือดพล่าน รอจนน้ำเปลี่ยนสีให้ยกลง เอากากออกแล้วเอาน้ำตาลใส่ ชิมดูรสหวานปานกลาง พอเย็นลง นำเก็บเข้าตู้เย็น แก้กระหาย ใช้ดื่มก่อนดื่มเหล้าจะทำให้ดื่มได้น้อยลงและทำให้เจริญอาหาร

                        ในกรณีที่หลวมตัวดื่มมากไปหน่อย ดื่มมาแล้วเมามาก ใช้ต้นตะไคร้สดโขลกคั้นเอาแต่น้ำดื่มแก้อาการเมา จะทำให้สร่างเร็ว

ตะไคร้หอม

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Cymbopogon winterianus Jowitt.
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ 

---Barbed wire grass, silky heads, citronella grass

ชื่ออื่น  ---จะไคมะขูด ตะไครมะขูด มะไคร้แดง
ชื่อวงศ์ ---GRAMINEAE (POACEAE)
ถิ่นกำเนิด ---เอเชีย-อินโดนีเซีย ไทย ไต้หวัน แอฟริกา ออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์

---เขตร้อน

ลักษณะ ส่วนใหญ่จะคล้ายตะไคร้ ผิดกันที่กลิ่น กาบใบและแผ่นใบ กาบใบของตะไคร้หอมจะมีสีเขียวปนม่วงแดง แผ่นใบกว้าง ยาวและนิ่มกว่าเล็กน้อย ทำให้ปลายห้อยลงปรกดินมากกว่าตะไคร้ธรรมดา

ดอกช่อสีน้ำตาลแดงแทงออกจากกลางต้น ผลเป็นผลแห้งไม่แตก

สรรพคุณทางเป็นยา

ใช้ เหง้าเป็นยาบีบมดลูก ขับประจำเดือน ขับปัสสาวะ ขับระดูขาว ใบและกาบใบมีน้ำมันหอมระเหยใช้เป็นยากันยุง โดยละลายน้ำมันตะไคร้หอม7ส่วนในแอลกอฮอล์เช็ดแผล(70%)93ส่วนฉีดพ่น หรือตำใบสดหมักในแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน 1:1 ชุบสำลีแขวนไว้ตรงประตูทางเข้าออกหรือ ใช้ใบสดมัดแล้วทุบให้ช้ำวางไว้ตามมุมห้องหรือใต้เตียง

                                                          มีรายงานว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคพืชด้วย

ตะไคร้ต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Litsea cubeba (Lour.) Pers. L. citrata B
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ 

---Mountain pepper, Pheasant-pepper

ชื่ออื่น  ---สะไค้ ตะไคร้ดอย ตะไคร้ภูเขา
ชื่อวงศ์ ---LAURACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์

---จีน เอเชียตะวันออก อินเดีย อินโดจีน

ไม้ เนื้ออ่อนกึ่งผลัดใบสูง 10เมตร ออกดอกไวขณะเป็นพุ่มอยู่ ใบ แก่บางไม่มีขน ด้านล่างมีสีนวลเทา เส้นข้างใบนูนเด่นขึ้นทั้งสองด้าน

       ดอกสีเหลืองสดออกเป็นช่อกลมแน่น ผลสีเขียวอมเหลืองเมื่อสุกสีดำ ฉ่ำน้ำ

เปลือกและรากใช้รักษาไข้ ผลเป็นเครื่องเทศ และเป็นยารักษาโรคกระเพาะ

น้ำมันจากผล ใบ ใช้ในงานอุตสาหกรรมและยา


แตงกวา

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Cucumis sativus L.
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ  ---cucumber
ชื่ออื่น 

---แตงขี้ไก่ แตงขี้ควาย แตงช้าง แตงปี

ชื่อวงศ์ ---CUCURBITACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ประเทศอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์ ---ทั่วทุกทวีป

เป็นไม้เถาเลื้อย ใบบางส่วนเป็นมือม้วนงอจับไม้ค้างหรือนั่งร้าน ลำต้นเหลี่ยมมีขนขึ้นปกคลุม ลำต้นสูงประมาณ 3 เมตร มีรากแก้ว ใบเดี่ยวมีมุมแหลม 3-5 แฉกปกคลุมผล
ดอก แยกเพศเป็นดอกตัวผู้และตัวเมียซึ่งแยกพบบนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม 3-5 ดอก ดอกตัวเมียมีสีเหลืองพบเป็นดอกเดี่ยวเห็นรังไข่ได้ชัดเจน 
ผลยาวทรงกระบอกปลายสอบอาจยาวได้ถึง 60 เซนติเมตร ผลอ่อนมีหนามขนาดเล็กเห็นได้ชัดเจน พบทั้งที่มีหนามสีขาวและสีดำ สรรพคุณในการช่วยบำรุงรักษาผิวให้มีความชุ่มชื้น และเพื่อให้ใบหน้ามีความสดใส
แตงกวามีคุณสมบัติออกฤทธิ์เย็น สามารถช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกายและช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น นอกจากนี้แตงกวายังมสรรพคุณเป็นยา ช่วยขับปัสสาวะ แก้ไข้หวัด กระหายน้ำ ส่วนใหญ่นิยมนำน้ำแตงกวามาใช้ดื่มเพื่อให้ความสดชื่น แก้ร้อนในบรรเทาอาการเจ็บคอและช่วยขจัดของเสียตกค้างในร่างกาย ส่วนรากแตงกวาสามารถนำเอามาแก้อาการท้องเสีย บิด ได้อีกด้วย


แตงโม

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Citrullus lanatus (Thunb.) Matsum & Nakai
ชื่อพ้อง

---Citrullus vulgaris Schrad.

ชื่อสามัญ 

---Watermelon

ชื่ออื่น 

---บะเต้า บักโม หมากแตงโม

ชื่อวงศ์ ---CUCURBITACEAE
ถิ่นกำเนิด

---ทะเลทรายคาลาฮารีตอนเหนือของทวีปแอฟริกา

เขตกระจายพันธุ์

---เขตอบอุ่นทั่วโลก


ไม้เถา มีมือเกาะแยกเป็น 2-3 แขนง ใบเดี่ยวเรียงสลับกัน มีรอยหยักเว้าแบบนิ้วมือ 3-7 แฉก แต่ละแฉกมีรอยหยักเว้าตื้นๆ แบบขนนก ผิวใบเป็นรอยขรุขระ ดอกเดี่ยว แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน โดยดอกเพศผู้ก้านดอกเล็กมีขนนุ่ม กลีบรองกลีบดอกติดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีขนอ่อนนุ่ม กลีบดอก 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ผลกลมหรือค่อนข้างกลม ผิวเรียบ สีเขียวแก่ หรือเขียวอ่อน หรือเขียวแก่และเขียวอ่อนสลับกันภายในมีเนื้อสีแดง รสหวาน ฉ่ำน้ำ เมล็ดมีจำนวนมาก รูปไข่ แบน ผิวเรียบ สีน้ำตาลเข้ม
ราก แก้บิด แก้ท้องร่วง แก้ร้อนในกระหายน้ำ เปลือก แก้ปวดฟัน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ ผล แก้ร้อนใน บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย เมล็ด ขับพยาธิ

ถั่วเขียว

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Vigna radiata (L.) R.Wilczek
ชื่อพ้อง ---Phaseolus aureus Roxb., Phaseolus radiatus L
ชื่อสามัญ  ---Mung bean, Mung, Moong bean, Green bean.
ชื่ออื่น 

---ถั่วจิม, ถั่วมุม, ถั่วเขียว, ถั่วทอง

ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด

---ประเทศอินเดียและเอเชียกลาง

เขตกระจายพันธุ์

---พม่า ไทย ศรีลังกา ปากีสถาน อิหร่าน จีน และในภาคตะวันออกของอดีตสหภาพโซเวียต

พืชล้มลุกอายุสั้นราว65-70วัน ลำต้นตั้งตรงเป็นพุ่ม สูงประมาณ 30-120 ซ.ม. ลำต้นแตกแขนงที่บริเวณโคนและส่วนกลาง ใบเป็นใบประกอบแบบใบย่อย 3 ใบ เกิดแบบสลับอยู่บนลำต้น มีขนปกคลุมอยู่ทั่วไป

ดอก ออกเป็นช่อ แบบช่อกระจะ มีดอกย่อยอยู่หนาแน่น ในช่อหนึ่ง ๆ จะมีดอกย่อยอยู่ประมาณ 2-25 ดอก กลีบดอกเป็นสีเหลือง หรือสีขาว หรือสีม่วง มีกลีบ 5กลีบ ฝักรูปร่างกลมยาว อาจมีความยาวถึง 15 เซนติเมตร ปลายฝักอาจโค้งงอเล็กน้อย เมื่อฝักแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีขาวนวล สีน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำ โดยในฝักหนึ่งๆ จะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 10-15 เมล็ด

เมล็ด มีสรรพคุณช่วยขับร้อน ถอนพิษ ขับของเหลวในร่างกาย บำรุงสายตา ลดความดันโลหิต รักษาอาการกระหายน้ำ ไตอักเสบ หรือลำไส้อักเสบ ไข้หวัด ผื่นคัน เบาหวาน รักษาพิษจากพืชและสารหนู ช่วยทำให้ เจริญอาหาร

เมล็ดถั่วขึยวต้มแล้วกินเป็นยาขับปัสสาวะ สำหรับคนที่เป็นโรคเหน็บชา

เมล็ดถั่วเขียวที่ดิบ หรือต้มสุกแล้วใช้ตำพอก บ่มให้ฝีสุก

ถั่วพู

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Psophocarpus tetragonolobus (Linn.) DC.
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ 

---Goa bean, Four-angled bean, Four-cornered bean, Manila bean, Dragon bean.

ชื่ออื่น  ---ถั่วพูใหญ่ ถั่วพูตะขาบ ถั่วพูจีน
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด ---ไทย ลาว พม่า อินเดีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศในแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ ล้มลุกเลื้อยพัน มีรากสะสมอาหารเป็นหัวใต้ดิน ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ดอกช่อออกที่ซอกใบรูปดอกถั่ว กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงินหรือสีขาว ผลเป็นฝักแบนมีครีบ4ครีบตามยาว เมล็ดสีขาว สีน้ำตาลแกมเหลืองหรือดำ

ตำรายาไทยใช้หัวใต้ดินรสขมขื่นเล็กน้อย บำรุงกำลังแก้อ่อนเพลีย ทำให้จิตใจชุ่มชื่น

ถั่วฝักยาว

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Vigna unguiculata sesquipedalis (L.) Verd
ชื่อพ้อง

---Vigna unguiculata (L.) Walp.,Vigna sinensis (L.) Savi ex Hausskn., Vigna sinensis (L.) Savi ex Hassk., Vigna unguiculata subsp. unguiculata

ชื่อสามัญ 

---Yardlong bean, Bora, Bodi, Long-podded Cowpea, Asparagus bean, Pea bean, Snake bean, Chinese long bean.

ชื่ออื่น  ---ถั่วพู
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด ---ประเทศจีนและอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์

---เขตอบอุ่นของเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทางตอนใต้ของประเทศจีน

ถั่ว ฝักยาวเป็นไม้เถา ลำต้น มีขนเล็กน้อย เถาแข็งและเหนี่ยว คล้ายกับถั่วพู แต่มีอายุเพียงปีเดียว หรือฤดูเดียว เถาสีเขียวอ่อน ลำต้นม้วนพันสิ่งยึดเกาะได้ดี ใบเป็นใบประกอบแบบฝ่ามือ มี 3 ใบย่อย รูปสามเหลี่ยมยาว 6 -10 เซนติเมตร ดอก เป็นดอกช่อออกตามซอกใบกลีบดอกคล้ายผีเสื้อมี สีขาว หรือม่วงอ่อน หรือสีขาวออกเหลืองผลหหรือฝัก กลม เล็กเรียวยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 - 1 เซนติเมตร ยาว 20 - 80 เซนติเมตร มีหลายเมล็ด รูปไต

ใบ รักษาหนองในหรือปัสสาวะเป็นหนอง ฝักระงับอาการปวดบวม ปวดตามเอวและแผลที่เต้านม เมล็ดในฝักมีรสชุ่มเป็นยาบำรุงม้ามและไตแก้กระหายน้ำ อาเจียน ปัสสาวะกระปริบกระปรอยและตกขาว รากนำมา เผาไฟให้เป็นเถ้าเกรียม แล้วนำมาบดให้เป็นผง ผสมทารักษาฝีเนื้อร้าย จะช่วยให้เนื้อเจริญเร็วขึ้น หรือใช้รากสดนำมาต้มเคี่ยวให้งวด ใ้ช้น้ำกินรักษาหนองในที่มีหนองไหล

ถั่วลิสง

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Arachis hypogaea L.
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ  ---Peanut, Groundnut, Monkey Nut, Goober, Pindar.
ชื่ออื่น  ---ถั่วคุด , ถั่วดิน, ถั่วยี่สง, ถั่วลิง, ถั่วใต้ดิน
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่ลุ่มน้ำอเมซอนไปจนถึงประเทศบราซิล
เขตกระจายพันธุ์ ---เขตร้อน

ไม้ ล้มลุกอายุหนึ่งปี ตั้งตรงหรือทอดราบกับพื้นบางส่วน สูงได้ถึง 30 เซนติเมตร ใบเรียงสลับ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 2 คู่ กว้าง 1-3 เซนติเมตร ยาว 1-7 เซนติเมตร รูปไข่กลับหรือรูปรี เกลี้ยง หรือมีขนด้านท้องใบประปราย หูใบยาวได้ถึง 4 เซนติเมตร รูปใบหอกแกมรูปแถบ ดอกออกตามซอกใบ กลีบคลุมยาวได้ถึง 1.5 เซนติเมตร สีเหลือง เส้นใบแดงเมื่อติดผล ผลกว้าง 1.5 เซนติเมตร ยาว ประมาณ 6 เซนติเมตร ก้านชูเกสรเพศเมียยื่นยาวได้ถึง 20 เซนติเมตร แทงลงในพื้นดิน ผลเป็นฝักแบบถั่ว ผนังผลหนาแข็ง เมล็ดรูปไข่ เมล็ด 1-3 ต่อฝัก

สรรพคุณและประโยชน์ของถั่วลิสง
ก้านและใบ ใช้สดและแห้งถ้าสดใช้ประมาณ 40 กรัม ถ้าใช้แห้งประมาณ 30 กรัม นำมาต้มกินน้ำหรือใช้ภายนอกตำพอกรักษาแผลหกล้มกระทบกระแทกหรือแผลที่มีหนอง เรื้อรังใช้กินเป็นยาลดความดันโลหิตสูง
  เมล็ดแห้งประมาณ 60-100 กรัม นำมาบดชงหรือต้มกินจะมีรสชุ่มหล่อลื่นปอดรักษาอาการไอแห้ง ๆ บำรุงกำลัง บำรุงน้ำนมในสตรีหลังคลอดที่มีน้ำนมน้อย สมานกระเพาะอาหารและในเมล็ดนั้นจะมีน้ำมันประมาณ 40-50% สารประกอบพวกที่มีไนโตนเจน เซลลูโลส แห้ง เถ้า และพวกวิตามินต่าง ๆ สารไนโตรเจนนอกจากจะเป็นโปรตีนแล้วยังมีพวกกรดอมิโน อัลคาลอยด์ และวิตามินได้แก่วิตามินบีหนึ่ง
  น้ำมันจากเมล็ด ใช้ประมาณ 30-60 มล. นำมาผสมกินจะมีรสชุ่ม เป็นยาระบาย หล่อลื่นลำไส้ ถ้าใช้ภายนอกให้ใช้ทาถูนวด นอกจากนี้แล้วน้ำมันในเมล็ดยังประกอบด้วยกรดไขมันและกลีเซอไรด์

เถาขยัน

ชื่อวิทยาศาสตร์  Bauhinia strychnifolia Craib
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  เครือขยัน, ขยัน, สยาน, ขยาน.หญ้านางแดง
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE
ถิ่นกำเนิด พืชเฉพาะถิ่นของประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์ พบทางภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง กำแพงเพชร นครสวรรค์ และสุโขทัย


ไม้เลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ อายุหลายปี เถามีขนาดเล็กเลื้อยได้ไกลถึง5เมตร  ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง3-4ซม.ยาว5-8ซม. ปลายใบเรียวแหลมโคนใบสอบ มีมือพันออกเป็นคู่ ปลายม้วนงอ

ดอก ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ยาวได้ถึง1เมตร กลีบเลี้ยงรูประฆัง กลีบดอก5กลีบรูปไข่กลับ มีขนสีน้ำตาลทั้งสองด้าน ดอกขนาด8มม. มีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์3อัน ก้านเกสรสีแดงสด ผลเป็นฝักรูปขอบขนานมี5-8เมล็ด

นิยม ปลูกเป็นไม้ประดับรั้วแต่ควรทำซุ้มให้แข็งเรงเพราะไม้โตเร็วเถามีน้ำหนักมาก พบมากทางภาคเหนือยอดอ่อนกินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก เปลือกนำมาลอกทำเชือก ชยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

คุณสมบัติทางสมุนไพร

เถาหรือรากต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต สำหรับสตรีหลังคลอดขณะอยู่ไฟ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น เหง้าฝนกับน้ำหรือน้ำซาวข้าวหรือต้มดื่ม ใช้กระทุ้งพิษไข้ กินพิษยาเบื่อเมา ยาสั่ง

ธรณีสาร

ชื่อวิทยาศาสตร์  Phyllanthus pulcher Wall. ex Mull.Arg.
ชื่อพ้อง
ชื่อสามัญ 
ชื่ออื่น  แดงครีบยอด มะขามป้อมดิน ว่านธรณีสาร
ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด
เขตกระจายพันธุ์


    ไม้ พุ่มสูง30-150ซ.ม.ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่แกมรี กว้าง0.8-1ซม.ยาว1.5-2.5ซม. ดอกออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง แยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นกระจุกที่โคนกิ่ง ดอกเพศเมียมักออกตอนปลายกิ่ง สีเขียวอ่อน โคนกลีบสีแดงเข้ม ก้านดอกยาว ผลเป็นผลแห้งแตกได้

            เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ทั้งต้นต้มน้ำ ดื่มแก้ปวดท้อง ใช้เป็นยาล้างตา ทาผิวหนังแก้ฝี แก้คัน ทาท้องแก้ไข้หรือทาท้องเด็ก ช่วยให้ไตทำงานปกติ ใบตำเป็นยาพอกเหงือกแก้ปวดฟัน พอกฝีแก้บวม หรือนำมาบดเป็นผงผสมพิมเสน ใช้กวาดคอเด็กแก้ตัวร้อน แก้พิษตานซางในเด็ก และช่วยขับลมในลำไส้ด้วย
ตำรายาไทย ใช้ใบแห้งบดเป็นผงแทรกพิมเสน กวาดคอเด็กเพื่อลดไข้และรักษาแผลในปาก ภายนอกใช้พอกฝี บรรเทาอาการบวมคัน

ใน อดีตใช้สำหรับประพรมน้ำมนต์ โดยเฉพาะน้ำมนต์ธรณีสาร แต่ภายหลังหายากจึงใช้ใบมะยมหรือหญ้าคาแทน ว่านนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักสำหรับป้องกันผีร้าย โบราณมักปลูกไว้หน้าบันไดบ้านเพื่อเป็นสิริมงคลและเก็บมาทำยาได้สะดวก

น้ำเต้า

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Lagenaria siceraria (Molina) Standl
ชื่อพ้อง

---Lagenaria leucantha Rusby, Lagenaria vulgaris Ser.

ชื่อสามัญ  ---Bottle Gourd, Flower Gourd, Calabash Gourd, Opo squash, Long melon, Suzza melon.
ชื่ออื่น  ---น้ำเต้าพื้นบ้าน น้ำเต้างาช้าง น้ำเต้าขม
ชื่อวงศ์ ---CUCURBITACEAE
ถิ่นกำเนิด ---แอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเชียยุโรปและอเมริกา ประเทศในเขตร้อนชื้นทั่วโลก

น้ำเต้าคือพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่อยู่ใน ตระกูลแตงเป็นไม้เถา ขนาดใหญ่

อาจมีความยาวกว่า 10 เมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีมือเกาะที่แยกออกเป็น 2 ทาง ใบมีขนาดใหญ่คล้ายรูปหัวใจ ผิวใบ มีขนนุ่มทั้ง 2 ด้านผลมีเนื้อในสีขาวหรือสีเขียวค่อนข้างจะนุ่ม เปลือกมีสีเขียวเป็นลายน้ำเต้ามีอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น น้ำเต้าพื้นบ้าน น้ำเต้าทรงเซียน เปลือกผลของน้ำเต้ามีสีเขียวออกขาว ถ้าไม่เก็บผลไปรับประทานเมื่อปล่อยทิ้งไว้นานเปลือกจะแข็งมีสีน้ำตาล

สรรพคุณ ทางสมุนไพร

ราก ต้มน้ำดื่มแก้อาการบวมน้ำ ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ท้องร่วงหรือใช้ล้างแผล เมล็ดแก้เจ็บหน้าอก น้ำต้มผลใช้สระผม เปลือกผลใช้สุมหัวทารกแก้ไข้ ผลดิบกินเป็นยาระบายอ่อนๆ แต่อย่ากินมากจะทำให้อาเจียน

น้ำเต้ามีคุณสมบัติและรสชาดที่เย็นจืด บรรเทาอาการร้อนใน แก้กระหายได้ดี ลดไข้ทำให้โล่งศรีษะคลายเครียด น้ำคั้นของน้ำเต้ามีฤทธิ์ลดกรดในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยและแผลในกระเพาะอาหาร ยังเป็นยาที่ช่วยเจริญอาหารและเพิ่มกำลังวังชาให้กับร่างกาย สุขภาพจะดีขึ้นหากกินน้ำเต้าเป็นประจำ

บวบเหลี่ยม

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Luffa acutangular (L) Roxb.
ชื่อพ้อง

---Cucumis acutangulus

ชื่อสามัญ  ---Angled loofah
ชื่ออื่น 

---มะนอย หมักนอย บวบหวาน มะนอยงู มะนอยข้อง มะนอยเหลี่ยม

ชื่อวงศ์ ---CUCURBITACEAE
ถิ่นกำเนิด

---ประเทศอินเดีย

เขตกระจายพันธุ์

---อนุทวีปอินเดีย เอเชีย ประเทศในเขตร้อนชื้น

เป็นไม้เถาอายุปีเดียว เถามีความยาว 6-8 เมตร ใช้ยอดเลื้อยพัน เลื้อยได้ไกล1-3 เมตรมีมือเกาะแยกแขนง ใบออกตรงข้ามรูปหัวใจ ขนาดกว้าง5-10ซม.ยาว1-12ซม.ขอบใบหยักเว้าเป็นพูตื้นๆ 5 พู โคนใบเว้าเป็นแฉกลึก

ดอกรูปกรวยตื้นออกตามซอกใบ เป็นดอกแยกเพศอยู่ต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลืองโคนเชื่อมติดกันปลายแผ่เป็น5กลีบ ขนาดดอก9-15ซม.

ผล ของบวบมีเนื้อ รูปทรงกระบอกมีเหลี่ยมนูนขึ้นเป็นสันแข็งตามความยาวผลยาว30-50ซม. เมล็ดมีลักษณะเป็นวงรีรูปหยดน้ำ สีดำ ผิวขรุขระ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว อายุ 45-50 วัน หลังหยอดเมล็ด และสามารถเก็บผลผลิตได้เป็นเดือน ถ้ามีการดูแลรักษาที่ดี
      ผลอ่อนสามารถนำมา แกงส้ม หรือนำมาต้มจิ้มน้ำพริก ใส่ในแกงเลียงเรียกน้ำนมให้สตรีหลังคลอดบุตร
ใบ บวบใช้ต้มดื่ม ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ขับเสมหะ ถอนพิษไข้ แก้ริดสีดวงทวาร ถอนพิษแมลงกัดต่อย แก้คัน ผลบวบบำรุงร่างกาย ลดไข้ แก้ร้อนใน ระบายท้อง ขับเสมหะทำให้ชุ่มคอ รากใช้ต้มดื่มแก้อาการบวมน้ำ ระบายท้อง

บอระเพ็ด

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook. f. et Thomson
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ 

---Heart leaved moonseed

ชื่ออื่น  ---เครือเขาฮอ จุ่งจิง จุ่งจะลิง เจตมูลหนาม ตัวเจตมูลยาน
ชื่อวงศ์ ---MENISPERMACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์

---ตอนใต้ของจีน อินเดีย ศรีลังกา เวียตนาม ลาว ไทย กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

ไม้เถาเนื้ออ่อนเลื้อยพัน มี รากอากาศคล้ายเชือกเส้นเล็กๆห้อยลงมาเป็นสาย เถาอ่อนสีเขียวผิวเรียบ เถาแก่สีน้ำตาลปนเขียวผิวขรุขระและมีปุ่มกลมนูนขึ้นมาโดยทั่วตลอดรอบๆเถา ยางมีรสขมจัด ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่จนถึงค่อนข้างกลม โคนใบเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ มีปุ่มใกล้ฐานใบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบบาง

ดอก แยกเพศอยู่ต่างต้น ออกเป็นช่อ ดอกขนาดเล็กสีเหลืองอมเขียว แดงอมชมพู เขียวอ่อน เหลืองอ่อน ติดผลเป็นช่อ มีผลอ่อนจำนวนมากรูปกลมผลอ่อนสีเขียว แก่สีเหลืองเปลือกผลนิ่มมี1เมล็ด                

มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะแก้มะเร็งเม็ดเลือด แก้ท้องเฟ้อ มดลูกเสีย กินทุกวันทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นหวัด

                   ตำรายาไทยใช้เถารสขมจัด เป็นยาแก้ไข้ ขับเหงื่อแก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน รสขมทำให้เจริญอาหาร ใบ นำมาโขลกให้ละเอียดใช้พอกปิดฝี แก้ฟกบวม แก้ปวดแสบปวดร้อน รากนำมาตำผสมมะขามเปียกและเกลือ หรือใส่ในยาดองเหล้า กินครั้งละ1ช้อนชา ช่วยลดไข้ เจริญอาหาร รักษาไข้มาลาเรียขึ้นสมอง

หาก ท่านใดมีอาการร้อนในและกระหายน้ำ ให้นำเอาเถาบอระเพ็ดตัดเป็นท่อนๆลอกผิวออก และดึงไส้ออก แช่ลงในน้ำซาวข้าวใส่เกลือ นำไปลวกจนกว่าจะหายขม แล้วนำไปเชื่อมกับน้ำตาล ใส่โหลดองกินเป็นประจำ

บุก

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Amorphophallus konjac K.Koch
ชื่อพ้อง ---Amorphophallus rivieri Durand ex Carrière
ชื่อสามัญ  ---Devil’s tongue, Shade palm, Umbrella arum
ชื่ออื่น  ---บุกหูช้าง บุกโคราช บุกไข่ บุกเนื้อทราย บักกะเดื่อ มันซูรัน
ชื่อวงศ์ ---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศในเอซียตะวันออกเฉียงใต้และพบพบมากที่สุดที่อินโดนีเซียมีมากกว่า80ชนิด

ไม้ ล้มลุกมีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ เจริญงอกงามในฤดูฝน พอหนาวก็เหี่ยวพักตัว ออกดอกแทงจากหัวใต้ดิน ใบอ่อนรับประทานได้นิยมต้มกินกับน้ำพริก หัวใต้ดินใส่แกงส้ม

มีสรรพคุณทางเป็นยาคือ ใช้กัดเสมหะ กัดเถาดานเลือดเป็นก้อน หรือนำไปหุงเป็นน้ำมันใส่แผลกัดฝ้ากัดหนอง

หัว บุกมีสารกลูโคแมนแนน เป็นแป้งที่มีเส้นใยมากสามารถดูดน้ำได้มากจนขยายใหญ่กว่าเดิม ถึง30เท่า ใน1ชั่วโมง ทำให้อิ่มเร็ว อุจจาระนิ่ม ถ่ายคล่อง และยังช่วยดูดซับสารพิษ ออกไปกับเส้นใยนั้นทางอุจจาระได้มากและรวดเร็วจึงมีผลลดการเกิดมะเร็งลำไส้ และยังช่วยลดแรงกดดันกระเพาะปัสสาวะทำให้กระเพาะปัสสาวะไม่ เกิดการอักเสบทำให้การดูดซึมของไขมันและน้ำตาลลดลง จึงใช้ลดน้ำหนัก ลดระดับไขมัน เบาหวาน ใช้เป็นยาแก้โรคท้องมาน แก้ไอ ขับเสมหะ โรคตับ

เปล้าใหญ่

ชื่อวิทยาศาสตร์ 

---Croton oblongifolius Roxb.

ชื่อพ้อง ---Croton roxburghii N.P. Balakr.
ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  ---เปล้าใหญ่ เปล้าหลวง เปาะ
ชื่อวงศ์ ---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศอินเดีย เนปาล ภูฎาน บังคลาเทศ ภูมิภาคอินโดจีน พม่า และในประเทศไทย

ไม้ต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 5-8 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล-เทา บางเรียบ หรือมีรอยแตกเล็กน้อย กิ่งก้านแตกเป็นวงรอบ ใบเดี่ยว รูปไข่ แกมขอบขนาน  ขอบใบมีซี่หยักแต่ไม่สม่ำเสมอ ใบอ่อนสีน้ำตาลออกชมพู ใบแก่สีเขียวหม่น ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง แยกเพศ อาจจะอยู่ในต้นเดียวกันหรือ ต่างต้น กลีบดอก สีเหลืองแกมเขียว เกสรเพศผู้ 10-12 อัน อับเรณูสีเหลือง ดอกเพศเมียมีกลีบเลี้ยงที่มีเกล็ดขนเล็กๆปกคลุม ผลแห้ง รูปทรงกลมหรือรี มี 3 พู เหนียว มีเกล็ดเล็กๆห่างๆ

ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ติดผลเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

สรรพคุณเปล้าใหญ่เป็นพืชสมุนไพร มักใช้ร่วมกับเปล้าน้อย เรียกว่าเปล้าทั้งสอง ใบบำรุงธาตุ ดอก-ขับพยาธิ ผลใช้ ดองสุรา ดื่มหลังคลอด เปลือกต้นและกระพี้ ช่วยเจริญอาหาร เปลือกต้นและใบ แก้ท้องเสีย บำรุงโลหิต แก่น เป็นขับพยาธิไสเดือน

รากมีสรรพคุณ ช่วยขับเสมหะ แก้โรคผิวหนังผื่นคัน น้ำเหลืองเสียได้

 

เปล้าน้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Croton fluviatilis Esser.
ชื่อพ้อง ---Oxydectes sublyrata (Kurz) Kuntze)
ชื่อสามัญ  ---Thai croton
ชื่ออื่น  ---เปล้าท่าโพ
ชื่อวงศ์ ---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---พืชถิ่นเดียวของไทย
เขตกระจายพันธุ์ ---พบทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นตามป่าดิบแล้ง ความสูงถึงประมาณ 500 เมตร

เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 1-4 เมตร แตกกิ่งก้านตั้งแต่โคนต้น เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทา ผิวค่อนข้างเรียบใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปใบหอกรียาว มีความยาวประมาณ 10-15 ซ.ม.กว้าง 4-6 ซ.ม.ปลายใบแหลม โคนใบเรียว แผ่นใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม เมื่อใบแก่จะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ส่วนขอบใบเป็นจักคล้ายซี่ฟันดอกออกเป็นช่อขนาดเล็ก ออกบริเวณซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกย่อย เป็นแบบแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน กลีบดอกเป็นเส้นเมื่อบานแล้วจะโค้งไปด้านหลัง มีประมาณ 10-15 กลีบสีขาวนวล ผลค่อนข้างกลม เปลือกผลเมื่อแห้งมีสีน้ำตาลและแตกได้ง่าย โดยผลจะแบ่งออกเป็นพู 3 พู มีรอยกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่ก้นผล ในแต่ละพูจะมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด

 ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน ติดผลเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม

              ตำรายาไทย  ใช้  ใบ รสร้อน แก้คันตามตัว รักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี ผล รสร้อน ต้มน้ำดื่ม ขับหนองให้กระจาย ดอก เป็นยาขับพยาธิ เปลือกต้น รสร้อน ช่วยย่อยอาหาร เปลือกและใบ รักษาโรคท้องเสีย บำรุงโลหิตประจำเดือน รักษาโรคผิวหนัง ราก รสร้อน แก้ลมขึ้นเบื้องบนให้เป็นปกติ แก่น รสร้อน ขับโลหิต แก้ช้ำใน


ผักชีช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์  Artemisia sp.
ชื่อสามัญ 

Mugwort, Wormwood, Sagebrush..

ชื่ออื่น  ผักชีช้าง
ชื่อวงศ์ ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาเนือ
เขตกระจายพันธุ์ ตะวันออกกลาง จีน ยุโรป

                

เป็นไม้พุ่ม อายุสั้น ต้นสูงประมาณ 80 ซม. ทุกส่วนเมื่อขยี้มีกลิ่นหอมใบ เป็นเส้นฝอย ออกเวียนรอบกิ่ง  ช่อดอกออกที่ปลายยอด ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว เมล็ดมีขนาดเล็ก สีดำ

ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับน้ำพริก ลาบ หรืออาหารรสจัดต่าง ๆ ช่วยดับกลิ่นคาว

                              ชอบดินชุ่มชื้น มีน้ำขังเล็กน้อย แสงแดดรำไรถึงครึ่งวัน ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งหรือเพาะเมล็ด สามารถปลูกเป็นไม้กระถางได้

สรรพคุณทางสมุนไพร

รากนำมาต้มน้ำดื่มแก้โรคเบาหวาน น้ำต้มจากใบใช้อาบแก้ซางเด็ก


ผักชีล้อม

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Oenanthe javanica (Blume) DC
ชื่อพ้อง __ Oenanthe javanicum, Oenanthe stolonifera Wall.
ชื่อสามัญ  __Water dropwort, Java waterdropwort, Indian pennywort, Water celery.
ชื่ออื่น  __ผักอัน ผักอันอ้น ผักอันอ้อ ผักผันอ้อ จีอ้อ ผักหนอกช้าง
ชื่อวงศ์ __ APIACEAE
ถิ่นกำเนิด

--- เอเชียตะวันออก เอเชียเขตร้อน

เขตกระจายพันธุ์ __เอเชียตะวันออก-จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน, เอเชียเขตร้อน-ปากีสถาน, ออสเตรเลีย-ควีนส์แลนด์

ขึ้น ตามที่น้ำขังตื้นๆ ใบรูปไข่ปลายแหลมขอบใบจักซี่เลื่อย ดอกออกเป็นช่อซี่ร่มสีขาวมีกลิ่นฉุน

ทั้งต้นกินเป็นผัก ใช้แต่งกลิ่นอาหารคาว ลูกผักชีล้อมกินเป็นยาขับลมในลำไส้ ต้มอบไอน้ำรมเข้ากระโจมทั้งตัวรวมกับผักบุ้ง แก้บวม ขับเหงื่อ  แก้เหน็บชา


ผักเชียงดา

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Gymnema inodorum (Lour.) Decne.
ชื่อสามัญ  __
ชื่ออื่น  __เชียงดา, เจียงดา, ผักเจียงดา, ผักเซียงดา, ผักจินดา, ผักม้วนไก่, เครือจันปา, ผักอีฮ่วน
ชื่อวงศ์ __APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด __ เอเซียเขตร้อน แอฟริกาเขตร้อน
เขตกระจายพันธุ์ __ อินเดีย ศรีลังกา ไทย เวียดนาม มาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน และแอฟริกา

ไม้เลื้อย ลำต้นสีเขียว มีน้ำยางใสสีขาวคล้ายน้ำนม ใบเป็นใบเดี่ยวสลับเป็นคู่ตรงข้ามกันรูปรีหรือรูปกลมรี ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อที่ง่ามใบ สีเหลือง,เหลืองอมส้มหรือสีเขียว ผลเป็นฝักรูปร่างคล้ายหอก

ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี เป็นผักพื้นบ้านที่ชาวเหนือในแถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และพะเยา นิยมปลูกไว้หน้าบ้านเพื่อนำยอดไปประกอบอาหาร

สรรพคุณทางสมุนไพร

หมอยาพื้นบ้านจะใช้ผักเชียงดาเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการปวดเมื่อยอันเนื่องมาจากการทำงานช่วยทำให้เจริญอาหาร

และช่วยชำระล้างสารพิษตกค้างในร่างกาย

ใช้รักษาเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ปรับระดับอินซูลินในร่างกายให้สมดุล ช่วยสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ตับอ่อน ด้วยการนำผักเชียงดามาปรุงเป็นอาหารรับประทาน

ใบนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณกระหม่อมเพื่อรักษาไข้ อาการหวัด ปรุงเป็นยาลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ หรือนำไปประกอบในตำรายาแก้ไข้อื่น ๆ ใบใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนังทุกชนิด ทำให้น้ำเหลืองแห้ง และแก้กามโรค ใบสดใช้ตำพอกฝีหรือหัวลำมะลอก งูสวัด เริม ถอนพิษ แก้ปวดแสบปวดร้อน ต้นใช้เป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ แก้ไอ แก้ปอดอักเสบ ต้นแห้งหรือต้นสดใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ช่วยแก้โรคบิด ช่วยแก้อาการบวมน้ำ หัวมีรสมันขม ใช้เป็นยาแก้พิษอักเสบ พิษร้อน ช่วยดับพิษกาฬ แก้พิษไข้เซื่องซึม และแก้เริม

ผักหวานบ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์ 

---Sauropus androgynus (L.) Merr.

ชื่อพ้อง

---Sauropus albicans Blume

ชื่อสามัญ 

---Star gooseberry, Sweet leaf

ชื่ออื่น  ---มะยมป่า, ก้านดง, จ๊าผักหวาน,ผักหวานใต้ ใบมะยมป่า
ชื่อวงศ์ ---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด

---เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขตกระจายพันธุ์ ---เขตร้อน

ไม้พุ่มขนาดเล็กลำต้นตั้งตรงสูง2-3เมตร แตกกอจำนวนมาก กิ่งก้านตั้งฉากกับลำต้น ยอดอ่อนเป็นส่วนที่นิยมรับประทานเป็นผักและสุก ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง1.5-3ซม.ยาว2-7ซม.หลังใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีเขียวอ่อน เนื้อใบบาง ดอกออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ มีดอกเพศเมีย1-3ดอก มีดอกเพศผู้จำนวนมากไม่มีกลีบดอก ผลอ่อนสีเขียว มีกลีบเลี้ยงสีแดงติดอยู่ที่ขั้วผล ผลแก่แห้งแตกได้

ออกดอกออกผลตลอดปี

ยอด อ่อนและใบอ่อนรสหวาน นิยมนำมาลวกรับประทานกับน้ำพริกหรืออาหารรสจัดต่างๆ สรรพคุณทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยในการยืดหดของกล้ามเนื้อ ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี รวมทั้งป้องกันโรคภูมิแพ้จากมลพิษทางอากาศ

สรรพคุณ ด้านเป็นสมุนไพร รสหวานเย็น บรรเทาอาการร้อนใน กระหายน้ำ รากแก้ไข้ ถอนพิษไข้ซ้ำ ไข้กลับ แก้คางทูม ถอนพิษผิดสำแดงกินของแสลงเป็นพิษ ใบเป็นยาพอกแผล ฝี ขับเหงื่อ แก้โรคกำเดา ดอกขับโลหิต

ฝาง

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Caesalpinia sappan L.
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ 

---Sappanwood, Indian redwood, False sandalwood, Bukkum wood, Sappan lignum.

ชื่ออื่น  ---ฝางส้ม
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINIOIDEAE
ถิ่นกำเนิด

เ---อเชียเขตร้อน

เขตกระจายพันธุ์

---อินเดีย จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์

ไม้ พุ่มสูง 5-8 เมตร ต้นมีหนามแหลมทั้งต้น ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่หรือรูปขอบขนานกว้าง 0.6-0.8ซม.ยาว1.5-1.8ซม. โคนใบเฉียง

ดอกช่อออกที่ซอกใบตอนปลายกิ่งดอกย่อยสีเหลืองผลเป็นฝักแข็งสีน้ำตาล แก่รูปข้าวหลามตัดเช่นเดียวกับรูปร่างใบ

สรรพคุณทางสมุนไพร แก่น บำรุงเลือด แก้ปอดพิการ ขับเสมหะ ทำให้เลือดเย็น แก้ท้องร่วง ส่วนเนื้อไม้ให้สีแดงนำมาใช้ทำน้ำยาอุทัยใช้แต่งกลิ่นอาหารและทำสีย้อม ทำยาชา ทำให้ประจำเดือนมาปกติ

ฝ้าย

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Gossypium  herbaceum  L
ชื่อพ้อง
ชื่อสามัญ  ---Cotton , Sea Iceland Cotton
ชื่ออื่น  ---ฝ้ายเทศ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ฝ้ายชัน (ลำปาง), ฝ้ายดอก (เชียงใหม่
ชื่อวงศ์ ---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด
เขตกระจายพันธุ์

ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้น มีสีน้ำตาลแดงอาจเป็นเหลี่ยม มีขนรูปดาวปกคลุมประปรายหรือเกลี้ยง ใบ เดี่ยว รูปไข่กว้าง ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก 3-5 หยัก ฐานใบเป็นรูปหัวใจ ก้านใบค่อนข้างยาว ดอก เดี่ยว มีใบประดับ 5 กลีบติดกัน กลีบดอกสีเหลือง ผล กลมปลายยาวแหลม เมล็ด รูปไข่ มีขนสีขาวยาว 3.7-5 เซนติเมตร รอบๆ เมล็ด

เขตกระจาย พันธุ์อินเดีย ถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในเขตร้อนของทวีปออสเตรเลีย ชอบขึ้นบนดินชื้นและมีน้ำขัง หรือแผ่คลุมผิวน้ำ ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์

สรรพคุณ เปลือกและรากฝ้ายเป็นยาบีบมดลูก


ระย่อมน้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Rauvolfia serpentina (L.)Benth.ex Kurz
ชื่อสามัญ  __ Indian Snakeroot, Serpentine Roots
ชื่ออื่น  __กะย่อม เข็มแดง ปลายข้าวสาร  ระย่อมน้อย ย่อมตีนหมา 
ชื่อวงศ์ __ APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด __ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ __ ศรีลังกา อินเดีย เนปาล พม่า ภูฏาน จีน เวียดนาม ไทย กัมพูชา ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย

ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ30-70 เซนติเมตร มียางขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามหรือออกรอบข้อข้อละ3ใบ รูปวงรีหรือใบหอก กว้าง4-8ซม.ยาว7-20ซม.ดอกเป็นช่อออกแบบซี่ร่มที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีขาวแกมเขียว เมื่อกลีบดอกโรยจะเปลี่ยนเป็นสีแดง กลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกสีแดง ผลเป็นผลสด รูปวงรี รากสะสมอาหารแบบรากกระชายออกดอกต้นฤดุหนาว ผลเมื่อสุกสีม่วงดำ

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

                         สรรพคุณที่ใช้เป็นยา ราก แก้ไข้ เจริญอาหาร  พบว่ามีอัลคาลอยด์reserpineต้มดื่มลดความดันโลหิตและกล่อมประสาท แก้บ้าคลั่ง ปัจจุบันทำเป็นยาเม็ดสำหรับลดความดันโลหิต เป็นยากล่อมประสาท เป็นยาขับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร น้ำจากใบรักษาโรคแก้วตามัว

รากสดของต้นระย่อมน้อย ตำละเอียด ผสมน้ำสะอาดเล็กน้อย หรือน้ำมันพืช ทากำจัดหิด


อ้อยแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Saccharum officinarum L.
ชื่อสามัญ  __ Sugar-cane
ชื่ออื่น  __ อ้อย อ้อยขม อ้อยดำ อ้อยตาแดง
ชื่อวงศ์ __ GRANINEAE
ถิ่นกำเนิด __นิวกินี เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ __ ประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก

ไม้ล้มลุก สูง 2-5 เมตร ลำต้นสีม่วงแดง มีไขสีขาวปกคลุม ไม่แตกกิ่งก้าน ใบเดี่ยว เรียงสลับ  ดอกช่อ ออกที่ปลายยอด สีขาว ผลเป็นผลแห้ง ขนาดเล็ก อ้อยมีหลายพันธุ์ แตกต่างกันที่ความสูงความยาวของข้อและสีของลำต้น

สรรพคุณทางสมุนไพร ตำรายาไทยใช้ลำต้นเป็นยาขับปัสสาวะ โดยใช้ลำต้นสด  หั่นเป็นชิ้น ต้มน้ำดื่ม  ก่อนอาหาร แก้ไตพิการ หนองในและขับนิ่ว แพทย์พื้นบ้านใช้ขับเสมหะ

ต้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Hoya kerrii Craib
ชื่อพ้อง __ Hoya obovata var. kerrii
ชื่อสามัญ  __ Wax Hearts, Wax Plant, Sweetheart Hoya, Sweetheart Plant, Valentine Hoya, Porcelain Flower, Heart Leaf, Lucky Hearts
ชื่ออื่น  __ หัวใจทศกัณฑ์, ต้าง, เทียนโขมย,เครือหนอนตาย
ชื่อวงศ์ __ ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด __ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ --- จีนตอนใต้ ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย-เกาะชวา

พืช ชนิดนี้เป็นไม้เถาอิงอาศัย ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว มีอายุยืนนานหลายปี เถาเหนียวเลื้อยได้ไกล 1-4 เมตรดอกออกเป็นช่อแบบครึ่งวงกลมซี่ร่ม มีดอกย่อย10-15ดอก กลีบดอกสีชมพูอมเขียว มีขนฟูเป็นกำมะหยี่เมื่อบานกลีบดอกจะพลิกกลับไปด้านหลัง ชอบเกาะอยู่ตามต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่อยู่กลางแจ้งจะนำมาปลูกก็ตัดแยกเอาส่วน เถามาผูกติดกับต้นไม้อื่นรดน้ำปกติก็ออกราก และจะยึดติดต้นไม้นั้นไปเอง

สรรพคุณทางสมุนไพร

ยาพื้นบ้านอีสาน ใช้  ต้นและใบ ต้มน้ำดื่ม แก้เบาหวาน น้ำยางขาว ใช้ทาแผลสด เช่นแผลมีดบาด ช่วยสมานแผล ใบสด ตำผสมปูนที่กินกับหมาก ทารักษาแผลเน่าเปื่อยของกระบือ
              ตำรายาไทย  ใช้  ใบ ภายนอก รักษาบาดแผล บวม รูมาตอยด์ ข้ออักเสบ ช่วยสมานแผลและห้ามเลือด และใช้ภายใน รักษาสมองอักเสบ โรคปอดบวม และอัณฑะอักเสบ
              ยาพื้นบ้านภาคเหนือ  ใช้  ใบสด อังไฟให้ร้อน นาบแก้อาการบวมตามข้อ

ลำโพงกาสลัก

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Datura metel L. (Datura metel var. fastuosa(L.) Saff.)
ชื่อพ้อง __ Datura fastuosa L.
ชื่อสามัญ  __ Black, Blackcurrant Swirl, Double Blackcurrant Swirl, Double Purple, Purple Hindu
ชื่ออื่น  __ มะเขือบ้าดอกดำ,ลำโพงกาลัก,กาสลัก, ลำโพงแดง, ลำโพงดำ
ชื่อวงศ์ __ SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด __ Unclear
เขตกระจายพันธุ์ __ India, east African and some oceanic islands with warm climates.

ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 1-2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม ตามลำต้นและกิ่งก้านเป็นสีม่วง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมนและไม่เท่ากัน ส่วนขอบใบจักเป็นซี่ฟันห่าง ๆ ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ กลีบดอกสีม่วง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายกลีบบานเป็นรูปแตร กลีบซ้อนกัน 2-3 ชั้นกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียวติดกันเป็นหลอดยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวดอก ผลเป็นรูปทรงค่อนข้างกลมผิวเป็นขนคล้ายหนามเป็นตุ่ม เนื้ออ่อนเป็นตุ่ม ๆ รอบ ขั้วเป็นแผ่นกลมหนาริมคม ผลเป็นสีเขียวอมม่วง พอผลแห้งจะแตกออกได้ ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีลักษณะกลมแบนคล้ายเมล็ดมะเขือ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ที่นิยมนำมาใช้ทำยาจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ลำโพงขาว (ต้นเขียว ดอกสีขาว), และลำโพงกาสลัก (ต้นสีแดงเกือบดำ ดอกสีม่วงเป็นชั้น ๆ) และในด้านการทำยาจะนิยมใช้ลำโพงกาสลักดอกสีม่วงม่วงดำ ยิ่งซ้อนชั้นมากยิ่งมีฤทธิ์แรง ดอกนำมาหั่นตากแดดผสมกับยาสูบ ใช้สูบแก้อาการหอบหืด แก้การบีบตัวของหลอดลม ส่วนใบมีสรรพคุณแก้หอบหืด และขยายหลอดลม รากใช้สุมให้เป็นถ่านปรุงเป็นยาแก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ไข้เซื่องซึม ราก ใช้ฝนทาแก้พิษร้อน ดับพิษฝี แก้ปวดบวม แก้อักเสบ

เมล็ด นำมาคั่วให้หมดน้ำมัน ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้กระสับกระส่าย

น้ำคั้นจากต้นเมื่อนำมาหยอดตาจะทำให้ม่านตาขยาย น้ำมันจากเมล็ด ใช้ปรุงเป็นยาใส่แผล แก้กลากเกลื้อน หิด เหา ผื่นคัน

 ทุกส่วนของต้นมีฤทธิ์เป็นยาเสพติด ช่วยระงับอาการปวด และแก้อาการเกร็ง

หญ้าหนูต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Dianella ensifolia (L.) DC.
ชื่อสามัญ  __ Umbrella Dracaena, Common Dianella, Sword leaf dianella
ชื่ออื่น  __ โก่กำแล่น หางไก่เถื่อน มะพร้าวป่า ศรีคันไชย ลำพัน
ชื่อวงศ์ __ LILIACEAE
ถิ่นกำเนิด __ เขตร้อนของทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์ __มาดากัสการ์ อินเดีย ศรีลังกา จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

ไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ขึ้นเป็นกอขนาดเล็ก ใบเดี่ยวเรียงสลับ แตกเป็นกระจุกที่โคนต้น ขอบใบเรียบ ก้านใบแผ่เป็นแผ่นหุ้มซ้อนกัน ดอกช่อ ออกจากซอกใบที่โคนต้น กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเหมือนกัน สีขาวปนม่วง เป็นหลอดเล็กๆ ปลายแยกเป็นกลีบ 6 กลีบ เกสรเพศผู้มี 6 อัน สีเหลือง ผลสดรูปทรงกลม เมื่อสุกมีสีม่วงอมน้ำเงิน พบทั่วไปตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ออกดอกราวเดือนตุลาคมถึงธันวาคม
ลักษณะเด่น อยู่รวมเป็นกอ ก้านใบมีหนามเรียวแหลม ท้องใบสีเทา ใบย่อยขอบใบพับเข้า แข็งตรง ผลแก่ สีส้ม
นิเวศวิทยา ขึ้นตามป่าชายเลนค่อนข้างสูง ภายใต้อิทธิพลของน้ำกร่อย
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ รากและใบ เข้ายากับแส้ม้าฮ้อ ดีปลากั้ง และซิ่นบ่ฮี ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลังทางเพศ ราก บำรุงกำหนัด ขับปัสสาวะ
              ยาพื้นบ้าน ใช้ ทั้งต้น ผสมกับสมุนไพรอื่น ต้มน้ำดื่ม รักษามะเร็งและแผลเรื้อรัง (อาการแผลเรื้อรัง เน่าลุกลาม รักษายาก) ราก ต้มน้ำดื่มแก้อาการท้องผูก ช่วยขับลม


ว่านกีบแรด

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Angiopteris evecta (Forst.) Hoffm.
ชื่อพ้อง __ Polypodium evectum G. Forst.
ชื่อสามัญ  __Giant fern, Elephant Fern, Mule’s-foot, Madagascar tree fern, Oriental vessel fern,Paku Gajah.
ชื่ออื่น  __ กีบแรด, กีบม้าลม, ว่านกีบม้า, เฟิร์นกีบแรด, กูดกีบม้า, ผักกูดยักษ์
ชื่อวงศ์ __ MARATTIACEAE
ถิ่นกำเนิด __ มาดากัสการ์ และเอเซียเขตร้อน
เขตกระจายพันธุ์ __ ศรีลังกา เวียตนาม ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

พืช พวกเฟินสูง60-180ซม.โคนต้นพองออก ใบประกอบแบบขนนกสองหรือสามชั้น ใบย่อยรูปขอบขนานปลายแหลมขอบเรียบ ว่านนี้ลงหัวจะมีลักษณะคล้ายกีบเท้าของแรดหรือกระบือ หัวสีน้ำตาลเกือบดำ เนื้อในสีเหลืองเหมือนขมิ้น สัตว์ป่าชอบกินมาก หัวของกีบแรดนี้เมื่อเก็บมาต้องนำมาตากแดดให้แห้งแล้วย่างไฟอีกทีจึงจะเก็บ ไว้ได้นานไม่อย่างนั้นจะเื่ปื่อยผุง่าย

สรรพคุณ ทางยา หัวรสเย็นชืดแก้ไข้เพื่อกาฬ แก้กาฬมูตร ใช้หัวว่านเป็นยาแก้พิษตานทรางในเด็กทางจังหวัดสุโขทัยใช้หัวและต้นกินแก้ ไข้ ใบอ่อนกินเ็นผักได้ ใช้กินแก้ปวดหัว ขับปัสสาวะและใช้เป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย

ตำรายาไทยใช้หัวใต้ดินเป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องร่วง อาเจียน ปวดศรีษะ ขับปัสสาวะและใช้รากห้ามเลือด



ว่านลูกไก่ทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Cibotium barometz(Linn.) J. Smith
ชื่อพ้อง __
ชื่อสามัญ 

--- Golden chicken fern, Woolly fern, Golden Moss, Chain Fern.

ชื่ออื่น  __ ว่านไก่น้อย, หัสแดง, นิลโพสี, กูดเสือ, กูดผีป่า, กูดพาน, ละอองไฟฟ้า, เฟินลูกไก่
ชื่อวงศ์ __ DICKSONIACEAE
ถิ่นกำเนิด __ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ __จีน อินเดีย มาเลเซีย

พืชจำพวกเฟินมีเหง้าใต้ดินซึ่งปกคลุมด้วยขนสีเหลืองทอง สูง1.5-2.5เมตร

ใบประกอบแบบขนนกสองชั้นยาวได้ถึง2เมตร 

ตำราไทยใช้ขนสดจากเหง้า ปิดแผล หรือตากแห้งบดเป็นผงโรยห้ามเลือด รักษาแผลปลิงเกาะและบาดแผลทั่วไป

ว่านพระฉิม

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Dioscorea bulbifera L.
ชื่อพ้อง __
ชื่อสามัญ  __ Air potato, Aerial yam, Bulbilbearing yam, Potato yam
ชื่ออื่น  __ มันอีโม้ , มันอีลุ้ม ,  มันกะทาด , มันเสิน มันตกเลือด, มันขมิ้น ว่านสามพันตึง
ชื่อวงศ์ __ DIOSCOREACEAE
ถิ่นกำเนิด __ แอฟริกา เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ __ อินเดีย ศรีลังกา มัลดิฟส์ จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา เวสต์อินดีส

ไม้เถาล้มลุกเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่น เถาเลื้อยแบบหมุนเวียนซ้าย อาจยาวได้ถึง 6 เมตร ลำต้นมีลักษณะเกลี้ยงเป็นเหลี่ยมคล้ายปีกหรือคล้ายหนามปราศจากขน มีหัวอยู่ใต้ดินขนาดใหญ่ มีลักษณะโป่งนูนเป็นลูก ๆ โดยเชื่อมติดกันที่โคนต้น

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตำรายาไทยใช้หัวใต้ดินนำมาทำให้สุกใช้รับประทานเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร หัวนำมาฝานตากแห้ง ใช้ปรุงเป็นอาหารแป้ง และกินเป็นยารักษาโรคกระเพาะ


ปีบฝรั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Hippobroma longiflora(L.) G.Don
ชื่อพ้อง __ Isotoma longiflora, Laurentia longiflora
ชื่อสามัญ  __ Star of bethlehem, Madamfate, Madam Fate
ชื่ออื่น  __ แสนประสะ
ชื่อวงศ์ __ CAMPANULACEAE
ถิ่นกำเนิด __ อเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์ __ ประเทศในเขตร้อน

ไม้ล้มลุก มีอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 20-30 เซนติเมตร โคนของลำต้นเป็นแกนแข็ง ตามลำต้นมีขนขึ้นประปราย ใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบลำต้นรูปไข่กลับ รูปยาวรี หรือรูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบมนหรือสอบ ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยหรือหยักเว้าไม่สม่ำเสมอ หลังใบและท้องใบเรียบ ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม เส้นกลางใบเป็นสีขาว

ดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ สีขาว มีกลีบดอก 5 กลีบ ปลายกลีบดอกแหลม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ส่วนปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ผลเป็นรูปทรงรี เป็นผลแห้งแตก เมื่อแก่จะโป่งออกและโค้งลง ภายในผลมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปรีจำนวนมาก

สรรพคุณทางสมุนไพร

 ทั้งต้นมีรสเฝื่อนร้อน นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยารักษาโรคลมบ้าหมู  ใช้เป็นยาแก้โรคหอบหืด รักษาหลอดลมอักเสบ รักษากามโรค  ด้วยการใช้ลำต้นหรือทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำรับประทาน

ใบสดนำมาตำให้ละเอียดเอามาอุดบริเวณฟันที่ปวด เป็นยาแก้ปวดฟัน ใบมีรสเฝื่อนร้อน ใช้เป็นยาถูทาให้ร้อนแดง


กลอย

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Dioscorea hispida Dennst. var. hispida
ชื่อพ้อง __ Dioscorea hirsuta  Blume
ชื่อสามัญ  __ Asiatic bitter yam, Intoxicating yam, Nami
ชื่ออื่น  __ กลอยนก, กอย , มันกลอย , กลอยข้าวเหนียว, กลอยหัวเหนียว
ชื่อวงศ์ __DIOSCOREACEAE
ถิ่นกำเนิด __เอเซียตะวัออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ __จีน อนุทวีปอินเดีย(อินเดีย ภูฏาน) อินโดจีน(กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียตนาม)  นิวกินี

ลำต้นเป็นเถา พาดเลื้อยตามต้นไม้ที่ขึ้นด้านข้าง เถามีขนาดเล็กสีเขียว เถาแตกกิ่งเถาตามความยาวของเถา โดยในหนึ่งหัวจะมีเถาแทงออก 2-5 เถา และเถาที่โตเต็มที่จะมีหนามแหลมคมขนาดเล็ก

ใบ เป็นใบประกอบ ลักษณะคล้ายใบถั่ว โคนใบ และปลายใบสอบแหลม โดยปลายใบจะมีติ่งแหลม กลางใบกว้าง แผ่นใบสีเขียว แผ่นใบและขอบใบเรียบ ใบจะร่วงในช่วงฤดูแล้ง พร้อมกับเถาที่แห้งเหี่ยวตาย

ดอกออกเป็นช่อ ออกตามซอกใบบนกิ่ง และลำต้น ปลายช่อห้อยลงดินดอก มี 6 กลีบขนาดเล็ก สีขาวอมเขียว

ผลมีรูปร่างเป็นแผ่น 3 แผ่น เชื่อมติดกันเป็น 3 เหลี่ยม ด้านในมีเมล็ดแบบมีปีกสำหรับช่วยในการลอยตามแรงลม

สรรพคุณทางสมุนไพร
 หัวกลอยดิบนำมาต้มน้ำดื่มแก้อาการเบื่อเมา ทั้งเมาสุรา เมาพืชมีพิษ หรือ เห็ดพิษ
นำหัวกลอยดิบมาฝานเปลือก นำเปลือกมาขยี้ทาแผล รักษาแผลติดเชื้อ แผลเป็นหนอง ช่วยให้แผลแห้ง และหายเร็ว
ใบกลอยนำมามาบดใช้ทาผิวหนัง แก้อาการผื่นคัน แก้ลมพิษ

ข้อควรระวัง
กลอย มีสารที่ออกฤทธิ์กดประสาททำให้เกิดอาการมึนเมา ก่อนจะรับประทานต้องทำให้สุกโดยการผ่านความร้อนด้วยการต้มหรือย่างเสียก่อน


พญามือเหล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Strychnos lucida R.Br
ชื่อพ้อง __ Strychnos roborans A.W.Hill
ชื่อสามัญ  __ Saintignatus Bean
ชื่ออื่น  __ พญามูลเหล็ก, ย่ามือเหล็ก , กะพังอาด, เสี้ยวดูก
ชื่อวงศ์ __STRYCHNACEAE
ถิ่นกำเนิด __เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ __ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ตอนเหนือของออสเตรเลีย

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง เปลือกต้นสีเขียวหม่น เกิดตามป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ใบเดี่ยวรูปไข่ปลายแหลม ขอบและผิวมันคล้ายใบแสลงใจ แต่ใบเรียวและบางกว่าใบแสลงใจ มีเส้นใบหลักสามเส้น ดอกออกเป็น ดอกช่อ  ผลกลมขนาดผลส้ม เมล็ดคล้ายเมล็ดแสลงใจ

ใบ รสขมเมา แก้ฟกบวม เนื้อไม้ รสขมเมา กัดเสมหะในลำคอ ตัดไข้จับ ดับพิษไข้ แก้กระษัยเลือด แก้ไข้จับสั่น ฝนทาศีรษะเด็กแก้คัน แก้รังแค แก้ไข้ที่มีพิษร้อนให้ละเมอเพ้อพก ราก รสขมเมา แก้ไข้เรื้องรัง แก่น รสขมเมา แก้พิษดีและโลหิต แก้ไข้จับ แก้ไข้ร้อน


พลับพลึง

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Crinum asiaticum L.
ชื่อพ้อง __ Crinum northianum
ชื่อสามัญ  __ Giant crinum lily, Grand crinum lily, Crinum lily , Cape lily, Spider lily, Poison bulb
ชื่ออื่น  __ ลิลัว , วิรงรอง (ชวา), พลับพลึงขาว, พลับพลึงดอกขาว
ชื่อวงศ์ __ AMARYLLIDACEAE
ถิ่นกำเนิด

--- เอเชียเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน

เขตกระจายพันธุ์

--- จีน, ฮ่องกง, อินเดีย ญี่ปุ่น มัสคารีนส์

ไม้ล้มลุกขึ้นเป็นกอ มีหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นกลม โตเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12-15 เซนติเมตร และมีความสูงราว 90-120 เซนติเมตร ใบแคบ เรียวยาว ขอบใบจะเป็นคลื่น ปลายใบแหลม ใบหนาอวบน้ำ ดอกออกเป็นช่อใหญ่ มีกลิ่นหอม แต่ละช่อมีดอกประมาณ 15-40 ดอก ก้านดอกชูขึ้นจากตรงกลางลำต้น ผลกลมสีเขียวอ่อนทยอยออกดอกตลอดปี

 ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อที่ขึ้นบริเวณโคนต้นและวิธีการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร

นำมาใช้ได้แค่ภายนอกเท่านั้น จะไม่ใช้พลับพลึงเป็นยากินหรือใช้ภายในเนื่องจากมีพิษ

รากใช้ตำพอกแผล ใช้รักษาพิษยางน่อง หัวใช้เป็นยาบำรุง ยาระบาย ใบ ประคบแก้เคล็ดยอก ข้อเท้าแพลง สามารถนำมาใช้รักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย กล้ามเนื้ออักเสบ หมอพื้นบ้านนิยมนำใบพลับพลึงมาลนไฟให้ตายนึ่ง แล้วพันตามอวัยวะที่เคล็ดขัดยอก บวม หรือหักแพลง ถอนพิษได้ดี แถบสุพรรณบุรีใช้ใบลนไฟ รักษาโรคไส้เลื่อน

และใบพลับพลึงยังสามารถนำมาใช้กับสตรีที่เพิ่งคลอดบุตรหรือกำลังอยู่ไฟได้ ด้วยการใช้ใบประคบบริเวณหน้าท้อง จะช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ทำให้น้ำคาวปลาแห้ง ช่วยขับของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ นอกจากนี้ยังช่วยขจัดไขมันส่วนเกินได้อีกด้วย เมล็ด เป็นยาบำรุง ยาระบาย ขับเลือดประจำเดือน และขับปัสสาวะ


 มะกล่ำเผือก

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Abrus pulchellusWall. Ex Thwaites subsp.
ชื่อพ้อง __
ชื่อสามัญ  __ Liquorice Root
ชื่ออื่น  __ มะกล่ำตาหนู, แปบฝาง, คอกิ่ว, มะขามป่า, มะขามย่าน
ชื่อวงศ์ __ LEGUMINOSAE
ถิ่นกำเนิด __ แอฟริกา เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ __ เซเนกัล เอธิโอเปีย แองโกลา โมซัมบิก อนุทวีปอินเดีย จีน มาเลเซีย อินโดจีน ฟิลิปปินส์

                      ไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่นหรือเลื้อยบนพื้นดินลำต้นแตกกิ่งก้านมาก สีน้ำตาลเข้มอมสีม่วงแดง  ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 4-7 คู่ ออกเรียงตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบเป็นติ่งหนามหรือมน โคนใบเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ  ดอกออก เป็นช่อกระจะตามซอกใบ ดอกเป็นรูปดอกถั่ว กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียวปนสีชมพูอ่อน โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบกลางสีขาว ส่วนกลีบคู่ด้านข้างสีชมพูอ่อน ผล เป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนสีเหลืองอ่อน ฝักแห้งแตกออกได้ ในฝักมีเมล็ดประมาณ 4-5 เมล็ด เมล็ดอ่อนเป็นสีขาว เมื่อสุกเป็นสีดำเข้มหรือสีเหลืองอ่อน

สรรพคุณทางสมุนไพร

ทั้งต้น แก้อาการร้อนใน แก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ ช่วยลดความดันโลหิต ยาแก้อาการปวดกระเพาะ ยากล่อมตับ รักษาตับอักเสบชนิดเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ตับแข็ง ท้องมาร ช่วยคลายและกระจายการคั่งของตับ รักษาตับอักเสบที่ติดเชื้อแบบดีซ่าน แก้อาการปวดข้อ ปวดกระดูกเนื่องจากลมชื้นเกาะติด

ราก ใช้เป็นยาแก้หืด หลอดลมอักเสบ แก้ไอแห้ง แก้เจ็บคอ ช่วยกัดเสมหะ ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้ร้อนใน ยาแก้อาการปวดท้องและแก้จุกเสียด ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใบใช้เป็น ยาแก้เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ  ใช้เป็นยาขับ แก้อาการปวดตามแนวประสาท ปวดบวมตามข้อ

 เมล็ด แก้กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิผิวหนัง ฝีมีหนอง บวมอักเสบ



กระบองเพชร เสมา

ชื่อวิทยาศาสตร์  __ Opuntia elatior Mill.
ชื่อพ้อง __
ชื่อสามัญ  __Prickly pear, Red-flower prickly pear
ชื่ออื่น  __ เสมาบ้าน, เสมาป่า นิ้วมือผี
ชื่อวงศ์ __ CACTACEAE
ถิ่นกำเนิด __อเมริกากลาง-โคลัมเบีย เวเนซูเอล่า ปานามา แคริบเบียน
เขตกระจายพันธุ์ __เปรู อเมริกากลาง สหรัฐอเมริกา อินเดีย อินโดนีเซีย  ออสเตรเลีย


ไม้พื้นเมืองของประเทศเปรู เป็นไม้พุ่มอวบน้ำ สูง 2-4 เมตร ลำต้นโคน กลมส่วนปลาย เป็นแผ่นแบน รูปไข่กลับ สีเทาหรือสีเขียวเข้ม ใบเล็กมาก ออกตามปุ่มที่จะเกิดหนาม เมื่อแก่ร่วงหมด   ดอกเดี่ยว สีเหลืองเปลี่ยน เป็นสีแดงหรือชมพู ภายในสีขาว ผลเดี่ยวกลม เนื้อนุ่ม แก่แล้วเป็นสีส้มอมแดง มีเกล็ดคล้ายใบอยู่รอบผล

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบ รสเมาเย็น ตำพอกดับพิษร้อน แก้อักเสบ ลูก แก้ไอกรน แก้หนองใน ต้น แก้พิษงูกัด ยาง รสเฝื่อนเมา ใช้เป็นยาถ่าย

 

 

 

 



















Tags : สมุนไพร ต้นไม้ จัดสวน ไม้พุ่ม

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view