สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

สวนสไตล์ต่างๆ

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 17/05/2022
สถิติผู้เข้าชม 11,394,188
Page Views 17,034,607
 
« May 2022»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

ต้นไม้ในป่า2

ต้นไม้ในป่า2

ต้นไม้ในป่า2

ข-ค-ง-จ-ฉ

For information only-the plant is not for sale


1 ขจาว/Holoptelea integrifolia 39 แคชาญชัย/Radermachera eberhardtii
2 ขมิ้นต้น/Mahonia nepalensis 40 แคทราย/Stereospermum Colais
3 ขะเจาะ/Milletia kangensis Craib 41 แคทะเล/Dolichandrone spathacea
4 ขางปอย/Alchornea tiliifolia 42 แคฝอย/-Stereospermum cylindricum
5 ขางหัวหมู/Miliusa velutina 43 แคยอดคำ/Stereospermum fimbriatum
6 ขามคัวะ/ Pterospermum semisagittatum 44 แคสันติสุข/Santisukia kerri
7 ข้าวสารป่า/Pavetta tomentosa 45 แคหันแห้/Stereospermum neuranthum
8 ขี้ผึ้ง/Clausena excavata var,excavata 46 แคหางค่าง/Markhamia stipulata var. stipulata
9 ขี้ผึ้ง/Gordonia dalglieshiana 47 แคหางอึ่ง/ernandoa adenophylla
10 ขี้หนอน/Zollingeria dongnaiensis 48 แคอึ่ง/Heterophragma sulfereum
11 ขี้หมากเปียก/Anogeissus acuminata 49 ไคร้มด/Ilex umbellulata
12 ขี้เหล็กเลือด/Senna timoriensis 50 ไคร้มันปลา/Glochidion sphaerogynum 
13 เข็มป่า/Pavetta indica 51 ง้าว/Bombax anceps
14 เข็มใหญ่/Ixora grandifolia 52 งำเงาะ/Stelechocarpus cauliflorus
15 เขลง/Dialium cochinchinense 53 งุ้นผึ้งดำ/Nothapodytes foetida
16 เขากวาง/Mischocarpus sundaicus 54 งุ้นสะบันงา/Cananga latifolia
17 เขางัวเผือก/Oxyceros longiflora 55 จักหัน/Orophea polycarpa
18 แข้งกวาง/Wendlandia tinctoria 56 จันเขา/Diospyros dasyphylla
19 ไข่เต่า/Diospyros martabanica 57 จันดง/Diospyros curtisii 
20 ไข่ปลา/Debregeasia longifolia 58 จันทน์หิมาลัย/Santalum album
21 คอไก่/Tarennoidea wallichii 59 จันทร์ทอง/Fraxinus floribunda
22 คัดเค้าหมู/Pisonia aculeata 60 จ้าม่วง/Buchanania arborescens
23 คันหามเสือ/Aralia armata 61 จำปาขอม/Polyalthia cauliflora var. desmantha 
24 คันแหลน/Psydrax nitida 62 จำปาขาว/Magnolia champaca
25 ค้างคาว/Aglaia edulis 63 จำปาแขก/Pterospermum acerifolium
26 ค่างเต้น/Canthium glabrum 64 จำปาเทศ/Pterospermum littorale
27 คำไก่/Olea salicifolia 65 จำปาป่า/Magnolia champaca var. pubinervia
28 คำขาว/Rhododendron moulmeinense 66 จำปีช้าง/Magnolia citrata
29 คำแดง/Rhododendron arboreum ssp. Delavayi 67 จำปีป่า/Paramichelia baillonii
30 คำฟู/Cyathocalyx martabanicus
68 จำปีรัชนี/Magnolia rajaniana
31 คำมอกน้อย/Gardenia obtusifolia 69 จำปีศรีเมืองไทย/Magnolia thailandica
32 คำรอก/Ellipanthus tomentosus 70 จำปีหนู/Magnolia compressa
33 คำแสด/Mallotus philippensis 71 จำลา/Magnolia praecalva
34 คำหด/Engelhardtia spicata 72 จิงจาบ/Miliusa mollis  var. mollis
35 เคด/Catunaregam tomentosa 73 จีผาแตก/Ardisia nervosa
36 เคี่ยม/Cotylelobium melanoxylon 74 จี้ย้อย/Micromelum minutum 
37 เคี่ยมคะนอง/Shorea henryana 75 ฉนวน/Dalbergia nigrescens
38 แคขาว/Dolichandrone serrulata 76 แฉลบแดง/Acacia leucophloea

Online Resources
---JSON (data interchange format)
---GBIF
---Encyclopaedia of Life
---Biodiversity Heritage Library
---ALA occurrences
---Google search         

ขจาว/Holoptelea integrifolia

 

ภาพประกอบการศึกษา : หนังสือคู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราชเล่ม1โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch.(1848)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.
---Basionym: Ulmus integrifolia Roxb. (1798)
ชื่อสามัญ--- Indian Elm, Entire-leaved elm tree, Jungle cork tree, South Indian elm tree, Monkey Biscuit Tree.
ชื่ออื่น---ขจาว, กระเจา, กระเชา, ขจาว, ขจาวแจง, ขเจา, ฮังคาว; [BENGALI: Nata Karanja.];[BURMESE: Myauk-seik, Pyauk-seik.];[HINDI: Papri, Chilbil, Kanju, Cilbil, Poothigam, Chirabill.];[KANNADA: Kaladri, Nilavahi, Rahubija, Rasbija.];[MALAYALAM: Aaval.];[MARATHI: Ainasadada, Vavala, Vavli, Papra, Bawal.];[NEPALI: Sano pangro];[SANSKRIT: Chirivilva, Pootikaranja, Vayasi, Karanji, Chirabilwa.];[SIDDHA: Iya.];[TAMIL: Aya, Ayil, Kanci, Avil, Pattai.];[TELUGU: Nemilinara, Nali, Thapasi, Nemali, Pedanevili.];[THAI: Khachaow, Krachaow, Khachaowchang, Hungkhao.].
[TRADE NAME: Indian elm, Kanju, Rajain.].
EPPO Code---HQPIN (Preferred name: Holoptelea integrifolia.)
ชื่อวงศ์ ---ULMACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ภูฏาน พม่าและภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย
Holoptelea integrifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Elms (Ulmaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Jules Émile Planchon (1823 –1888) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2391
ที่อยู่อาศัยพบในอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ภูฏาน พม่า อินโดจีน มาเลเซีย (บอร์เนียว) พบมากในที่ราบแต่ยังพบได้บนภูเขาที่ระดับความสูงถึง 1100 เมตร.ในประเทศไทยพบประปรายในที่กึ่งโล่งแจ้งในป่าผลัดใบ ป่าไผ่ ป่าผสมผลัดใบและป่าดิบแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ที่สูงจากระดับน้ำทะเล150-500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางผลัดใบ ลักษณะต้นโตเต็มที่ สูงประมาณ 20-25 (-30) เมตร ลำต้นเปลาตรงเปลือกหนา 6-8 มม.สีน้ำตาลอมครีม หรือสีเทาค่อนข้างเกลี้ยง ตามกิ่งและลำต้น มีต่อมระบายอากาศเป็นจุดกลมเล็กๆสีขาวมองเห็นได้ง่าย เรือนยอดเป็นพุ่มรูปไข่กว้างค่อนข้างทึบ ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปรีป้อม- รูปไข่ ยาว 8-13 ซม.กว้าง 3.2-6.3 ซม. ขอบใบเรียบปลายใบแหลม โคนใบมนหรือรูปหัวใจ ฐานใบมักไม่สมมาตร แผ่นใบสีเขียวเข้มหม่น ใบแก่เรียบมีขนเล็กๆด้านล่างใบ เปลือกและใบมีกลิ่นเหม็นเขียว ช่อดอกออกแบบช่อแยกแขนง ออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ ดอกไม้มีขนาดเล็กสีเขียวเหลืองถึงน้ำตาลมีขนสั้น ดอกสมบูรณ์เพศและดอกเพศผู้อยู่ปะปนในช่อเดียวกัน ผลรูปขอบขนานเบี้ยวหรือกลมมีปีกบางและกว้างห่อหุ้ม เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 ซม.ผลแยกเป็น 2 ซีกแต่ละซีกมีก้านเกสรเพศเมียคงอยู่ ก้านผลมีรอยต่อตรงกลางเมล็ดรูปรีหรือหัวใจกลับอยู่ตรงกลางผล เมล็ดแบน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยหรือดินทั่วไป ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง แสงแดดตลอดวัน
ศัตรูพืช/โรคพืช---Sinoxylon conigerum (ด้วงต้นสนชนิดหนึ่ง), Acaudaleyrodes rachipora (แมลงหวี่ขาวบาบูล)                 ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาอาหารและเป็นแหล่งของน้ำมันและไม้
-ใช้เป็นยา เปลือกใช้ในโรคไขข้อ เปลือกเมล็ดและเปลือกต้นใช้ในการรักษากลาก เปลือกและใบใช้สำหรับรักษาอาการบวมน้ำ เบาหวาน โรคเรื้อนและโรคผิวหนังอื่น ๆ และใช้ในความผิดปกติของลำไส้ และป่วง
-วนเกษตร ใช้ในการทำป่าไม้เชิงนิเวศเพื่อ ต่อต้านความร้อนและความแห้งแล้งและมีความสามารถในการฟื้นฟู
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกตามบ้านเรือนและสวนสาธารณะเพื่อให้ร่มเงา
-อื่น ๆ ไม้สีเทาอมเหลือง ไม่มีความแตกต่างระหว่างกระพี้และแก่นไม้ เนื้อไม้มีความแข็งแรงและความแข็งปานกลาง ง่ายต่อการทำงานและสามารถขัดเงาสวยงามได้ ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ราคาถูกและอุปกรณ์ก่อสร้าง ทำเกวียนและการแกะสลัก เปลือกใช้ทำเชือก กระดาษและกระสอบ น้ำมันสกัดจากเมล็ด เมล็ดมีน้ำมันประมาณ 37.4%
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม/กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด  


ขมิ้นต้น/Mahonia duclouxiana


ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Mahonia duclouxiana Gagnep.(1908)
ชื่อพ้อง---This is a synonym of Berberis napaulensis (DC.) Spreng.(1825)
See http://www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:107421-1
ชื่อสามัญ---Siam Hollygrape
ชื่ออื่น---ขมิ้นต้น ; [CHINESE: Chang zhu shi da gong lao];[MALAYALAM: Mahēāṇiya];[THAI: Khamin ton.].
EPPO Code: 1MAHG (Preferred name: Mahonia) รหัสนี้ถูกปิดใช้งานและแทนที่ด้วย1BEBG (Preferred name: Berberis)
ชื่อวงศ์ ---BERBERIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ อินเดีย พม่า ไทย
Mahonia duclouxiana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Berberis (Berberidaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยFrancois Gagnepain (1866-1952 )นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2451
หมายเหตุ: สายพันธุ์ Mahonia ทั้งหมดได้รับการโอนไปยังสกุล Berberis

 

ที่อยู่อาศัย เป็นพืชสายพันธุ์พื้นเมืองอินเดีย, พม่า ประเทศไทยและภาคใต้ของจีน (มณฑลยูนนาน, กวางสีและเสฉวน )เติบโตในที่โล่งบนเขาหินปูน ทั่วไปที่ระดับความสูง 1,800 - 2,700 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือที่แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ ขึ้นตามป่าดิบเขา แต่ไม่มาก บริเวณพื้นหินที่โล่งแจ้ง ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,000-1,200เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบ สูงถึง 4-8 เมตร ลักษณะลำต้นสั้น กิ่งก้านหนาใหญ่ เปลือกสีน้ำตาลอ่อน หนาและมีรอยแตกลึกๆ เปลือกในสีเหลืองสด ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับกัน ขนาดใบ30-60 ซม. ใบย่อยเรียงตรงข้ามกันมี 4-9 คู่ ใบย่อยคู่ล่างสุดมักจะกลมและขนาดเล็กว่าใบอื่นๆ ใบย่อยขนาดกว้าง3-5ซม ยาว5-12ซม. รูปไข่แคบปลายแหลม ฐานใบสองข้างไม่สมมาตร ใบแก่หนาและแข็ง ขอบใบมีซี่หยักแหลม ดอกขนาดประมาณ1ซม.สีเหลืองสดเป็นช่อยาวตั้งขึ้นกลีบเลี้ยง6กลีบเรียงเป็น 2 วง ซ้อนกัน ผลขนาด 0.8-1 ซม.สีน้ำเงินมีเหลือบเทาอ่อนเนื้อผลฉ่ำน้ำสีแดงเข้ม มี 4-7 เมล็ด
ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยา ขายเพื่อการค้าใช้เป็นยาในตลาดท้องถิ่นในประเทศจีน
-ใช้เป็นยา เปลือกและรากใช้เป็นสมุนไพร ใช้ลดไข้ รักษาโรคตา ดีซ่าน ความดันโลหิตสูง, ปวดฟัน, เหงือกอักเสบ, เจ็บคอและโรคทางผิวหนัง รากและลำต้นนั้นบดเป็นผงสำหรับการใช้ภายนอกกับแผลฝีและอื่น ๆ
-สายพันธุ์ Mahonia มีประวัติการใช้ยามายาวนานโดยมีสมาชิกหลายประเภทที่ใช้กันทั่วไปในการแพทย์แผนโบราณและในสมุนไพรที่ทันสมัย พวกเขาใช้ในการรักษาสภาพที่หลากหลายและได้รับการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ดีในการรักษาทางคลินิกของโรคบิด, ตกเลือดภายในและภายนอก สิวและอักเสบเรื้อรังในหมู่โรคอื่น ๆ การศึกษาไฟโตเคมีคอลในพืชสกุลนี้ส่งผลให้มีการระบุองค์ประกอบทางเคมีมากกว่า 150 ชนิดซึ่งอัลคาลอยด์เป็นองค์ประกอบหลัก สารประกอบที่แยกได้และสารสกัดจากน้ำมันดิบแสดงให้เห็นว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในหลอดทดลองและในร่างกายรวมถึงยาต้านจุลชีพ, ต้านการอักเสบ, ตับ, ต้านอนุมูลอิสระ, คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและยาแก้ปวด Berberine อัลคาลอยด์ที่อยู่ในระดับสากลในเหง้าและลำต้นของสายพันธุ์ Mahonia แสดงให้เห็นว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และยังใช้เป็นยาชูกำลังที่มีรสขม พืชนี้ไม่ควรใช้กับสายพันธุ์ Glycyrrhiza (ชะเอม) เพราะสิ่งนี้จะทำให้ผลกระทบของ berberine เป็นโมฆะ
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้เป็นสีย้อม ให้สีเหลือง มีรายงานจากอินเดียว่าผลกินได้
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ข่อยหนาม/Streblus ilicifolius


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Streblus ilicifolius (Vidal) Corner.(1962)
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms
ชื่อสามัญ--- Jungle holly
---Pseudotrophis laxiflora Warb.(1891)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-50085754
ชื่ออื่น---ข่อยหนาม, กระชิด, กาซึ้ม, ขี้แรดเมีย, ขี้แรดควน ;[MALAYSIA: Kesinai, Limau Nyanik, Nunuk Daun Berduri (Malay).];[THAI: Khoi hnam, Krachit, Kasuem, Khiraet mia, Khiraet khuean.];[VIETNAM: Duối ô rô, Cây gai quít, Duối núi.]
EPPO Code---ACUIL (Preferred name: Acanthus ilicifolius.)
ชื่อวงศ์ ---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังกลาเทศ จีนตอนใต้ พม่า เวียดนาม เมลเซีย ฟิลิปปินส์
Streblus ilicifolius เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะเดื่อ (Moraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย António José (Rodrigo) Vidal (1808-1879)นักพฤกษศาสตร์ชาวสเปนและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Edred John Henry Corner FRS(1906-1996)นักพฤกษศาสตร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ (พ.ศ. 2469-2489) และศาสตราจารย์วิชาพฤกษศาสตร์เขตร้อนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (พ.ศ. 2508-2516)ในปี พ.ศ.2505



ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือคู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราชเล่ม1โดยดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ที่อยู่อาศัยพบในบังกลาเทศ เมียนมาร์ จีนตอนใต้ (รวมไหหลำ) อินโดจีน ไทย; ในมาเลเซีย: สุมาตรา (ตอนเหนือ), คาบสมุทรมาเลย์, บอร์เนียว, ฟิลิปปินส์ (ปาลาวัน, ลูซอน, มินโดโร, บาซิลัน, ปาเนย์, หมู่เกาะซูลู), เซเลเบส (เช่น เกาะบูตอน), หมู่เกาะเลสเซอร์ซุนดา ติมอร์), โมลุกกะ (ฮัลมาเฮรา, อัมบน, Ceram, หมู่เกาะ Sula, หมู่เกาะคีย์), นิวกินี (เกาะ Batanta) ในประเทศไทยพบทั่วไปในป่าดิบแล้งในทุกภาคของประเทศ ตั้งแต่ระดับน้ำทะเล จนถึง 500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง 6-8 เมตร มักแตกกิ่งเป็นพุ่มแน่น มักมีหนามด้านข้าง (หรือปลาย) ยาวไม่เกิน 4.5 ซม.แตกแขนงต่างหาก เปลือกนอกเรียบสีเทามีรอยด่างขาว ขาวอมเขียว หรือเทา มียาง กิ่งอ่อนมีหนามยาว1ซม.ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรีหรือรูปหอกกลับ กว้าง 2-3 ซม.ยาว 4-5 ซม.ฐานใบรูปลิ่ม ขอบใบจักฟันเลื่อย ผิวใบเกลี้ยง เนื้อใบบางเส้นแขนงใบไม่ชัดเจน ช่อดอกเพศเมียจะมีดอก 1-3(-15) ดอก ผลอ่อนสีเขียวอ่อน สุกสีเหลืองผลมีเมล็ดแข็ง หนามปลายแหลมนั้นหาได้ยากในมาเลเซีย ส่วนใหญ่จะพบในประเทศไทย
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลไม้สุก กินได้
-ใช้เป็นยาในเวียตนามชาวบ้านใช้เปลือกไม้เป็นยาในการกำจัดสิว  
-อื่น ๆมักใช้ปลูกเพื่อทำรั้วบ้าน เนื้อไม้เหนียวมาก ลำต้นนำมาทำด้ามมีดสำหรับถางไร่
ภัยคุกคาม--เนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง ประชากรจึงมีขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2019
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


ขางปอย/Alchornea tiliifolia


ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือ คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Alchornea tiliifolia (Benth.) Müll.Arg.(1865)
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Alchornea villosa (Benth.) Müll.Arg.(1865)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-5854
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ขางปอย ;[CHINESE: Yèshān má gān, Duan ye shan ma gan.];[NEPALI: Sanu-malata];[THAI: Khang poi.];[VIETNAM: Đom đóm, Lá đay, Đồng châu, Vông đỏ, Long đồng, Mạy tắc xế (Tày).]
EPPO Code---AHQSS (Preferred name: Alchornea sp.)
ชื่อวงศ์ ---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา ภูฏาน พม่าและภูมิภาคอินโดจีน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'tiliifolia'หมายถึง 'ใบเป็นTilia ' สกุลในตระกูล Malvaceae
Alchornea tiliifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Euphorbiaceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย George Bentham (1800-1884) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยJohannes Müller Argoviensis (1828-1896)นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสในปี พ.ศ.2408
ที่อยู่อาศัย พบในอินเดีย (เบงกอลตะวันตก สิกขิม อรุณาจัลประเทศ อัสสัม เมฆาลัย นากาแลนด์ และหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์), ภูฏาน, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย เติบโตป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าทุติยภูมิ ป่าดิบเขา ป่าไผ่ พุ่มไม้หนาทึบริมน้ำ มักพบเป็นพันธุ์บุกเบิกตามริมถนนและในที่โล่ง ที่ระดับความสูง 30-1,500 เมตร ในประเทศไทยพบทั่วไปตามป่าดิบแล้ง ในที่ค่อนข้างร่มและชื้น ที่ระดับความสูง 200-500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นสูง 1-5 เมตรไม่ผลัดใบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 12 ซม ลักษณะทรงพุ่ม แตกกิ่งน้อยพุ่มโปร่งแผ่กลม เปลือกนอกเรียบสีน้ำตาลมีรอยด่างขาว เปลือกบาง ใบเดี่ยวเวียนสลับรูปหอกกลับ กว้าง 4-6 ซม.ยาว10-14 ซม. ฐานใบรูปลิ่ม ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อย ผิวใบเกลี้ยง หูใบเป็นติ่งหนาม 1 คู่ที่โคนก้านใบ เส้นแขนงใบชัดเจนทั้งสองด้านของใบ แผ่นใบอยู่รวมเป็นกระจุกที่ปลายยอด ดอกช่อแตกจากโคนก้านดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ผลแคปซูลรูปไข่หรือกลมมี 3 พู 3 (Tuberculate:มีลักษณะเฉพาะโดยมีตุ่มหรือก้อนเล็กๆ) เมล็ดขนาดประมาณ. 10 x 9 มม.
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าสำหรับเส้นใยที่มีคุณภาพสูงที่ได้จากเปลือกของต้น เปลือกที่แข็งมากให้ไฟเบอร์คุณภาพสูงซึ่งถือว่าเป็นวัสดุทดแทน ป่านรามิ (Boehmeria nivea) เปลือกใช้สำหรับทำเชือกที่แข็งแรง
-ใช้เป็นยาในเวียตนาม ใบใช้รักษาโรคหัด ห้ามเลือด แก้บวมน้ำ ฝี พุพอง
-อื่น ๆไม้ใช้ทำเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-ตุลาคม-สามารถออกดอกและติดผลได้ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ขางหัวหมู/Miliusa velutina


ภาพประกอบการศึกษา: หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,     พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์--- Miliusa velutina (A.DC.) Hook.f. & Thomson.(1855)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Guatteria velutina (Dunal) A.D.C.(1832)
---Uvaria velutina Dunal.(1817 )
---Uvaria villosa Roxb.(1832)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2365302
ชื่อสามัญ--- Velvety Miliusa
ชื่ออื่น---ขางหัวหมู, หางรอก, โกงกาง, จอแจ, โจรเจ็ดนาย, หัวใจไมยราพ ;[HINDI: Chopar chilla, Dom-sal, Domsal.];[INDIA: Kanakaitha, Karai, Kari, Villooni.];[KANNADA: Anachae.];[MALAYALAM: Kanakaitha, Kana-kaitha, Viluni, Villooni.];[PAKISTAN: Dom-sal, Gidar-rukh.];[SANSKRIT: Rsyaprokta.];[THAI: Khang hua mu, Hang rok, Kongkang, Jorjae, Joen chetnai, Huajai maiyarap.].
EPPO Code---MZAVE (Preferred name:  Miliusa velutina.)
ชื่อวงศ์--- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ไปยัง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Miliusa velutina เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Alphonse Louis Pierre Pyrame de Candolle(1806-1893) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสลูกชายของAugustin de Pyrame Candolleและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Joseph Dalton Hooker (1817–1911)นักพฤกษศาสตร์และนักไลเคน, แพทย์ชาวอังกฤษและThomas Thomson (1817–1878 ) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2398
ที่อยู่อาศัย พบในอัสสัม บังกลาเทศ อินเดีย เนปาล พม่า กัมพูชา ลาว ไทย เวียตนาม เติบโตในป่าเต็งรัง ที่ระดับความสูงประมาณ 400-700 เมตร ในประเทศไทย พบทั่วประเทศทุกภาค ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังและป่าดิบแล้งที่ระดับความสูง 200-500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 5-12 เมตร เปลือกค่อนข้างหนาและขรุขระ เรือนยอดโปร่ง ตามกิ่งหรือยอดมีขนนุ่ม ใบรูปไข่ กว้าง 9-12ซม.ยาว15-20ซม.โคนใบมนหรือหยักเว้า ปลายใบมนและมีติ่งแหลม ขอบใบเรียบใบค่อนข้างหนา มีขนสั้นปกคลุมหนาแน่นทั้งสองข้าง เส้นแขนงใบนูนเด่นด้านล่างของใบ ดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบ หรือตามกิ่งแก่ เหนือรอยแผลของก้านใบ 1-8 ดอก ดอกสีน้ำตาล ก้านดอกเรียว ยาว 5-8 ซม. มีขนสีน้ำตาลหนาแน่น กลีบเลี้ยงสีเขียวรูปสามเหลี่ยม ปลายกลีบกระดกขึ้น กลีบดอกเรียงเป็นสองชั้น ชั้นนอกรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกชั้นในรูปไข่ เมื่อบานปลายกลีบกระดกขึ้น ดอกบานขนาด 1.5-2 ซม.ผลกลุ่ม มี 10-15 ผล ผลย่อยรูปกลมแยกกัน เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2 ซม. ก้านยาว 5-8 มม.มีขน ผลแก่สีเหลืองอมส้ม มี1-2 เมล็ด การผสมเกสรคือ entomophilous เช่น โดยแมลง; บางครั้งดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (dioecious) กล่าวคือ ต้นไม้มีดอกเพศผู้ (staminate) บนต้นหนึ่ง และดอกเพศเมีย (pistillate) บนอีกต้นหนึ่ง หรือ polygamous เช่น มีดอกเพศผู้บนต้นเพศเมีย และดอกเพศเมียบางดอกบนต้นเพศผู้
ใช้ประโยชน์--- เปลือกเป็นยาระบาย ใช้เป็นไม้ปลูกป่า
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-พฤษภาคม /มิถุนายน-ตุลาคม.
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ขามคัวะ/ Pterospermum semisagittatum

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Pterospermum semisagittatum Buch.-Ham. ex Roxb.(1832)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2552036
---Eriolaena roxburghii Spreng.(1826)
---Pterospermadendron semisagittatum (Buch.-Ham. ex Roxb.) Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กะหนาน, ขนาน, หำฮอก, หำคัวะ ; [THAI: Ka hnan, Khahnan, Huumhok, Huum khua.]; [VIETNAM: Lòng mang lá lệch.]
EPPO Code---PUFSE (Preferred name: Pterospermum semisagittatum)
ชื่อวงศ์ --- MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-บังคลาเทศ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม
Pterospermum semisagittatum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ชบา (Malvaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Francis Buchanan-Hamilton(1762-1829) แพทย์ชาวสก็อตที่มีส่วนร่วมสำคัญในฐานะนักภูมิศาสตร์นักสัตววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ในขณะที่อาศัยอยู่ในอินเดีย จากอดีต William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตในปี พ.ศ.2375


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบในบังคลาเทศ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม  เปิดตัวในศรีลังกา ขึ้นกระจัดกระจายในป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้งและในป่าที่เปิดกว้างเติบโต ที่ระดับความสูง100 - 900 เมตร ในประเทศไทยพบตามป่าเบญจพรรณชื้น ที่ความสูง 400-800 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 10-20 เมตร  ลักษณะลำต้นเป็นร่องเล็กน้อย เปลือกต้นสีเทาหลุดล่อนเป็นแผ่นเล็กๆบางๆ เปลือกในสีขาว กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานแกมรูปหอก กว้าง 4-6 ซม.ยาว 10-20 ซม. ก้านใบสั้นมาก หูใบเป็นริ้วโคนใบเว้าและเบี้ยว ซีกหนึ่งกลมอีกซีกคล้ายปลายลูกศร สังเกตง่ายจากฐานใบตรงนี้เพราะเป็นลักษณะเฉพาะ ผิวหลังใบเขียวเข้ม ท้องใบสีหม่นกว่า เพราะว่ามีขนนุ่มปกคลุม ดอก เดี่ยวหรือเป็นช่อเล็ก ดอกสีขาวขนาดใหญ่ 6-8.5ซม. ออกที่ปลายกิ่งหรือใกล้ปลายกิ่ง ใบประดับ 3-5 กลีบรูปไข่กลับสีเขียวอ่อนมีขนสีน้ำตาลรูปดาวด้านนอก ด้านในคล้ายกำมะหยี่ กลีบดอกสั้นและกว้างกว่ากลีบเลี้ยง ผลขนาดกว้าง 3-5 ซม.ยาว 5-8 ซม.ทรงกระบอกไม่มีเหลี่ยมมีขนสีสนิมออกน้ำตาลปกคลุมหนาแน่นคล้ายกำมะหยี่ ผลแห้งจะแตก แข็งเหมือนเนื้อไม้
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นสำหรับบดเคี้ยวและเป็นแหล่งของเส้นใยและไม้
-ใช้เป็นยา เปลือกมีรสฝาดใช้กินกับหมากแทน Areca catechu ในเวียตนามรากใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ, โรคไขข้อ, อาการปวดหลัง, บวม, อัมพาตครึ่งซีก
-อื่น ๆเนื้อไม้สีเทาแดง หนักและทนทานใช้เพื่อทำด้ามขวาน ใช้เป็นเสาบ้านในอาคารแบบดั้งเดิม เส้นใยเปลือกไม้ถูกนำมาใช้เป็นเชือก สายระโยงระยาง เนื้อไม้ชาวบ้านยังใช้ทำฟืน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ข้าวสารป่า/Pavetta tomentosa

ภาพประกอบการศึกษา: หนังสือคู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์---Pavetta tomentosa Roxb.ex Sm.(1813)
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms.
---Ixora tomentosa (Roxb. ex Sm.) Thwaites.(1859)
---Pavetta indica var. tomentosa (Roxb. ex Sm.) Hook.f.).(1880)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-149006
ชื่อสามัญ---Ixora Tomentosa
ชื่ออื่น--- เข็มแพะ (เชียงใหม่), กระดูกงูเหลือม เข็มขาว (สุรินทร์), เข็มป่า ;[CHINESE: Róngmáo dà shā yè.];[THAI: Khaao saan paa, Khem phae (Chiang Mai), Khem khao, Khem paa.]
EPPO Code---PAUSS (Preferred name: Pavetta sp.)
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย, อินโดจีน-ลาว เวียตนาม กัมพูชา ไทย
Pavetta tomentosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต จากอดีต James Edward Smith (1759 - 1828) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2356
ที่อยู่อาศัย พบตามป่าฝนเขตร้อน ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบเขา ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-1,000เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศในป่าเต็งรัง ที่ความสูง100-700 เมตร จากระดับน้ำทะเล
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูง 3-4 เมต รกิ่งอ่อนกลวง มีขนปกคลุมทั่วไป เปลือกต้นด้านนอกเป็นสีน้ำตาลเข้มปนดำ มีปุ่มปมตามลำต้น เป็นสะเก็ดแตกอ้าเล็กน้อย ก้านใบยาว 2-3.5 ซม ใบเดี่ยวออกตรงข้ามสลับฉาก รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 4-11 ซม.ยาว 9-18 ซม. ปลายใบมนหรือแหลม ปลายใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ ผิวใบมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน หูใบรูปสามเหลี่ยมหลุดร่วงง่าย ดอกสีขาวออกเป็นช่อกลม ยาวได้ถึง 10-15 ซม.มีดอกย่อยจำนวนมาก ส่วนโคนเป็นหลอดปลายแยกเป็น 4 กลีบ ขนาด 1.5-2 ซม.ผลกลมเมื่อแก่เป็นสีดำขนาด 4-5 มม.ภายในมีเมล็ด 2 เมล็ดสีน้ำตาล ด้านหนึ่งโค้ง อีกด้านหนึ่งแบน  
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ตำรายาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากหรือลำต้นข้าวสารป่านำไปผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ อีกหลายชนิด ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้มะเร็ง ใบสดใช้บดเป็นยาแก้ไข้ใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ ใบและรากใช้เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร ใช้เป็นยาพอกฝี แก้หิด รากใช้ต้มกับน้ำดื่มกินเป็นยาแก้บิด รากนำมาใช้กับหญิงคลอดบุตรช้ากว่ากำหนด รากใช้ต้มกับน้ำดื่มช่วยเพิ่มน้ำนมของสตรี ดอกมีรสฝาดเย็น ใช้เป็นยาแก้ตาแดงตาแฉะ ผลมีรสเมาเบื่อ ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงงอกในจมูก
-ใช้ปลูกประดับ นำมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ขี้ผึ้ง/Gordonia dalglieshiana


ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyspora dalglieshiana (Craib) Orel, Peter G.Wilson, Curry & Luu.(2012)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms.See all https://www.gbif.org/species/7793294
---Gordonia dalglieshiana Craib. (1924)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ขี้ผึ้ง (ตรัง), เมี่ยงขี้ผึ้ง;[THAI: Khipueng, Miang Khipueng.].
EPPO Code---PFOSS (Preferred name: Polyspora sp.)
ชื่อวงศ์ --- THEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
Polyspora dalglieshiana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ชา (Theaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย George Orel ( fl. 2006) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลีย, Peter Gordon Wilson (เกิดปี 1950) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลีย, Curry และ Hong Truong Luuนักพฤกษศาสตร์ชาวเวียดนามในปี พ.ศ.2555

 

ที่อยู่อาศัย พืชถิ่นเดียวประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคเหนือและภาคใต้ขึ้นตามชายป่าดิบที่มีร่มเงาที่ระดับความสูง1000-2,200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ขนาดเล็กสูง 10 เมตร เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลเทา ใบกว้าง 2-4.5 ซม.ยาว 4.5-16 ซม สีเขียวเข้มเป็นมัน ปลายใบแหลมโค้ง ขอบใบหยักห่างๆเส้นกลางใบจม เส้นอื่นๆเห็นไม่ชัดมักมีแต้มชมพู ดอก ออกดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ที่ซอกใบอ่อน ดอกขนาด4-5ซม.  กลีบดอก4-5กลีบ เกสรเพศผู้สีเหลืองสด มีมากมายรวมเป็นมัด 5 มัด เกสรเพศเมียมีปลายแยก 3-5 พู ผลขนาด 3-5 ซม. คล้ายลูกปืนแตกออกเป็น5แฉกมีเมล็ดมากมายมีปีกติดที่เมล็ดด้านหนึ่ง เป็นไม้หายาก
ภัยคุกคาม---พื้นฐานข้อมูลไม่เพียงพอ ข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความเสี่ยงของการสูญพันธุ์
สถานะการอนุรักษ์---DD -Data Deficient-IUCN Red List of Threatened Species.2018
ระยะออกดอก--- กันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ขี้หนอน/Zollingeria dongnaiensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Zollingeria dongnaiensis Pierre.(1886)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms. See all http://powo.science.kew.org/taxon/785639-1
---Belingia dongnaiensis (Pierre) Pierre.(1895)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ขี้หนอน (ทั่วไป), ขี้มอด (ขอนแก่น, นครราชสีมา);[THAI: Khi hnon, Khi mot.]; [VIETNAM: Giao Linh.]
EPPO Code--- ZLISS (Preferred name: Zollingeria sp.)
ชื่อวงศ์ --- SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย เวียตนาม พม่า กัมพูชา เวียตนาม ลาว
Zollingeria dongnaiensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เงาะ(Sapindaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2429


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและเวียตนาม และขึ้นกระจายในพม่า กัมพูชา เวียตนามและ ลาว พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงมักจะไม่เกิน 200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 20 เมตร เรือนยอดรูปไข่หรือเป็นพุ่มกลม ตามลำต้นหรือกิ่งไม้จะมีหนามยาว ๆ อยู่ประปราย เปลือกนอกสีเทาดำ เรียบ แตกเป็นสะเก็ดเล็กๆมีรูระบายอากาศสีน้ำตาลทั่วไป เปลือกในสีขาว ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวปลายคู่ (paripinnate) เรียงสลับ มี 5-8 คู่ ใบย่อยออกเรียงตรงข้ามกัน หรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปรีหรือรูปขอบขนาน ขนาดใบ กว้าง2-6.5 ซม.ยาว 5-16 ซม.โคนใบเบี้ยว ปลายใบมนหรือสอบ หลังใบสีเขียวเป็นมัน ท้องใบมีขนสั้นนุ่ม แผ่นใบห่อเข้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงตามซอกใบค่อนไปทางปลายกิ่ง ยาวได้ถึง 30 ซม.ดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยง สีเขียว 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบสีขาวหรือเหลืองขนาดบานเต็มที่ 3-4 ซม. ผลแห้งมีปีก ยาว 3-4 ซม. x กว้าง 1.5-2.5 ซม. มีปีกสามปีก กว้าง 7-12 มม. บ่อยครั้งที่ปีกจะหลุดลุ่ยเป็นขนแปรงกว้างคล้ายกับขนนก ในบางครั้งปีกอาจม้วนงอและพันรอบ achene คล้ายกับไข่ม้วนหรือปอเปี๊ยะขนาดเล็ก เมล็ดรูปไข่สีน้ำตาลอ่อน กว้าง1.2 ซม.
ใช้ประโยชน์ ---ใช้กินได้ ยอดอ่อนใช้กินเป็นผักสด
-ใช้เป็นยา เปลือกใช้เป็นยาแก้ไข้ ดับพิษร้อน แก้หวัดคัดจมูก ด้วยการนำเปลือกมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมาแช่กับน้ำตีให้เป็นฟองสีขาว แล้วใช้ฟองนั้นสุมหรือพอกศีรษะเด็ก ด่างไม้ใช้เป็นยาแก้โรคกระษัย แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาขับระดูขาวของสตรี
-ใช้ปลูกประดับ ขี้หนอนเป็นไม้ป่าแต่นำมาใช้ปลูกประดับได้ดี พุ่มหนา ให้ร่มเงาได้ดี ปลูกง่ายโตเร็ว ผลัดใบแล้วออกดอกขาวสะพรั่ง
-อื่น ๆ ใช้ทำ แชมพู สบู่ เครื่องสำอาง ฟองที่ได้จากเปลือกใช้ซักผ้า ผลใช้ทำเป็นเครื่องประดับ ผลขายในการค้าบุหงาเป็น potpourri trade “wild tulip flowers.” -ไม้ใช้ทำฟืนหรือถ่านไม้
รู้จักอันตราย---ดอกมีพิษถ้ากินเข้าไปจะทำให้ตายได้ *สมุนไพรชนิดนี้มีความเป็นพิษเช่นเดียวกับมะคำดีควาย คือ เป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่น ถ้ากิน Saponin จะทำให้อาเจียนและท้องร่วง ถ้านำมาฉีดเข้าเส้นเลือดจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก (ศาสตราจารย์พเยาว์ เหมือนวงษ์ญาติ)*เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai) https://medthai.com
ภัยคุกคาม---พื้นฐานข้อมูลไม่เพียงพอ ข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความเสี่ยงของการสูญพันธุ์
สถานะการอนุรักษ์---DD -Data Deficient-IUCN Red List of Threatened Species.1998
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤศจิกายน-มกราคม/มกราคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ขี้หมากเปียก/Anogeissus acuminata


ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Anogeissus acuminata (Roxb. ex DC.) Wall. ex Guill. & Perr.(1832)
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms
----Terminalia phillyreifolia ( Van Heurck & Müll.Arg. ) Gere & Boatwr.(2017)
---See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2641162
ชื่อสามัญ---Axlewood, Buttontree, Dindiga-tree, Ghattitree, Gum-ghatti
ชื่ออื่น--ขี้หมากเปียก, ตะเคียนหนู (นครราชสีมา); เบน (พิจิตร, ประจวบคีรีขันธ์); เปอเยอ, สะเร้า, ส่าเราะ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); หมากเปียก (นครราชสีมา); เหว, เหียว (ภาคเหนือ); แหว (ภาคใต้); เอ็นมอญ (เลย); เอ็นลื่น (นครศรีธรรมราช) ;[BENGALI: Itchri.];[BURMESE: Rone, Yon.];[CHINESE: Yu lü mu shu.];[HINDI: Dhau, Dhoy, Dhaura.];[MALAYALAM: Panchman, Vekkali.];[TAMIL: Nunnera.];[TELUGU: Bu-chakaram, Pasi Chettu, Pedda Manu.];[THAI: Khi mak pieak,Takien hnoo.];[URDU: Pasi.];[VIETNAM: CâyChò Nhai.]
EPPO Code---AOGSS (Preferred name: Anogeissus sp.)
ชื่อวงศ์ ---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม
Anogeissus acuminata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์สมอ(Combretaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต จากอดีต Augustin Pyrame de Candolle (1778-1841) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยNathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก จากอดีต Andre Guillaumin (1885–1974) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและ George Samuel Perrottet (1790 –1870) นักพฤกษศาสตร์และนักพืชสวนชาวสวิสในปี พ.ศ.2375


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:ไม้ต้นในสวน Trees in the Garden โดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี (The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister) พิมพ์ครั้งที่1- พฤษภาคม 2542
ที่อยู่อาศัย พบในอินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม เติบโตในป่าดิบชื้น ลุ่ม เขตร้อนหรือป่ากึ่งผลัดใบ ที่ระดับความสูงต่ำกว่า 700 เมตร ในประเทศไทย พบทั่วไปในป่าดิบชื้นทั่วภาคเหนือ มักพบตามริมธารน้ำในป่ากึ่งเปิด
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูงถึง 35 เมตร ลำต้นตรงยาวเรือนยอดแคบ กิ่งก้านลู่ลง เปลือกต้นสีเทาเข้ม มีร่องลึกตามยาว ต้นอ่อนจะมีหนาม ใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาว 3.5-8 ซม.แผ่นใบด้านล่างมีขนยาว เส้นแขนงใบข้างละ 5-7 เส้น ก้านใบยาว 2-6 มม.ใบมักอยู่ในระนาบ ใบอ่อนสีเงินมีขนยาวคลุมคล้ายไหม ดอกสีเขียวเหลืองเป็นช่อกลม ออกในซอกใบก้านดอกยาว 4-6 มม. ใบประดับย่อยรูปรีหรือรูปไข่ ยาว 1-2 มม.ช่อดอกเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.7 ซม.ก้านช่อยาว 0.6-2 ซม.ใบประดับมี 1-2 คู่  ผลเรียงเป็นวงกลมแน่น ผลยาวประมาณ 6 × 5 มม. รวมทั้ง "จงอยปาก" มีขนสั้นถึงเกลี้ยง สีน้ำตาลแดง มักเป็นมัน กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 6 มม.เมล็ดรูปไข่ขนาด 3-5 x 2.5-3 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบตำแหน่งที่มีแดด ชอบดินอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ ไม่ชอบดินเหนียว ค่า pH ในช่วง 5 - 6.5 ซึ่งทนได้ 4.5 - 7
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกนำมาจากป่าเพื่อใช้ไม้ เปลือกของสายพันธุ์นี้มีปริมาณแทนนินสูง
-ใช้ปลูกประดับ เป็นต้นไม้ปลูกประดับตามถนนริมฝั่งแม่น้ำหรือในสวนสาธารณะ
-อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีเทาอมแดง ไม้ไม่ทนทานมากทนต่อน้ำหรือความชื้นไม่ดี ใช้ในงานก่อสร้าง ไม้ค้ำ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องดนตรี เป็นไม้ที่นำมาแกะสลักได้ดี
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด พืชสามารถงอกใหม่ได้ดีในที่โล่งในป่า


ขี้เหล็กเลือด/Senna timoriensis

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Senna timoriensis (DC.) H.S.Irwin & Barneby.(1982)
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms
---Basionym: Cassia timoriensis DC (1825)-source: Catalogue of Life Checklist
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/ild-1139
ชื่อสามัญ---Limestone Cassia
ชื่ออื่น--- ขี้เหล็กเลือด, ขี้เหล็กนางชี, ช้าขี้เหล็ก (ภาคใต้); ขี้เหล็กคันชั่ง, ขี้เหล็กแดง, ขี้เหล็กดง, ขี้เหล็กแมลงสาบ (เชียงใหม่); มะเกลือเลือด (ราชบุรี); กะแลงแง็น (นราธิวาส); ปี้ตะขะ (ละว้า-เชียงใหม่), แมะขี้เหละที แมะแคะแหล่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮองสอน), จี้ลีหลอย (เงี้ยว-แม่ฮองสอน);[AUSTRALIA: Haringhing, Eheng, Kajoo Pelen];[BURMESE: Taung-Mezali, Taw-Mezalie.];[INDONESIA: Eheng, Hing, Ihing, Nyinging, Ture, Waringinan (Javanese), Haringhin (Sunda) Kayu Pelen (Timor).];[MALAYSIA: Beresksa, Beksa, Babatai, Bebatai, Sinteng Hutan (Malay).];[PHILIPPINES: Malalungkai.];[THAI: Khilaek lueat, Khilaek lueang, Khilaek paa.];[VIETNAM: Muồng Đỏ, Muồng Tía, Khỉ Pọi.].
EPPO Code---SJNSS (Preferred name: Senna sp.)
ชื่อวงศ์ ---  FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย, ศรีลังกา, พม่า, ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, ออสเตรเลีย
Senna timoriensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว(Fabaceae)วงศ์ย่อยราขพฤกษ์ (Caesalpinoideae หรือ Caesalpiniacese)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Augustin Pyrame de Candolle (1778?1841) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยHoward Samuel Irwin Jr.(1928 –2019)นักพฤกษศาสตร์และTaxonomistชาวอเมริกันและRupert Charles Barneby (1911 –2000)นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันในปีพ.ศ.2525
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ตั้งแต่ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงทางตอนเหนือของออสเตรเลีย เติบโตในที่ลุ่มมักจะอยู่บนหินปูน ภูเขาหินปูนในป่าเปิดที่ระดับความสูง 1,100 เมตร ประเทศไทยพบทั่วทุกภาค ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ชายป่าที่แห้งแล้ง สองข้างถนน บางครั้งพบตามเขาหินปูน
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ หรือไม่ผลัดใบ แต่แตกใบใหม่เร็ว สูงถึง 10 เมตร โดยปกติจะมีลำต้นสั้น ๆ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นถึง 50 ซม. กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงหรือเหลืองเข้ม เปลือกต้นสีน้ำตาลแกมเทาใบประกอบแบบขนนกปลายทู่ ออกตรงข้ามกัน แกนกลางยาวประมาณ 20-30 ซม.ใบย่อย10-20คู่ รูปขอบขนาน ยาว2-6 ซม.ปลายใบแหลม โคนใบมน แผ่นใบเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่มสีเหลืองทั้งสองด้าน ยอดอ่อนสีเขียวอมแดง ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อแน่นแยกแขนงตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ยาว 10-30 ซม. เกลี้ยงหรือมีขน ใบประดับรูปไข่ ปลายแหลม ร่วงง่าย ก้านดอกย่อยยาว 1-3 ซม. มีขนสั้นนุ่ม กลีบเลี้ยงรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายกลม ยาวไม่เท่ากัน  มีขนสั้นนุ่มด้านนอก กลีบดอกสีเหลือง แผ่นกลีบรูปไข่กลับ ยาว 1.5-2 ซม.ผลเป็นฝักรูปขอบขนานแบนแคบ ไม่มีสันสีเหลืองเมื่อแก่จะแตกออก เมล็ดสีน้ำตาลดำ10-30 เมล็ด รูปรี แบน เป็นมันวาวมีขนาดกว้างประมาณ 5 มม.และยาวประมาณ 7 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้ดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
การใช้ประโยชน์--- พืชถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหาร เป็นยาและใช้ไม้
-ใช้กินได้ ดอกไม้ผลอ่อนและใบอ่อน กินหลังจากแช่ในน้ำร้อน 2-3 ครั้งเพื่อกำจัดสารพิษ แต่ยังคงรสขม
-ใช้เป็นยา แก่นมีรสขม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต แก้กระษัย ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคสตรีที่มีโลหิตระดูเสีย เป็นยาล้างขับโลหิต ใช้เป็นยารักษาอาการปวดเอว แก้ปวดเมื่อย แก้เส้นปัตคาดบริเวณท้องน้อยและหน้าขาตึง เปลือกต้นใช้รักษาโรคหิด
-วนเกษตรใช้ เป็นสายพันธุ์บุกเบิก เป็นไม้เบิกนำในถิ่นที่อยู่ เหมาะสำหรับการปลูกป่าผสมเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันดิน
-ใช้อืน ๆ ไม้มีความทนทานต่อการโจมตีของแมลงและมักถูกใช้เพื่อการก่อสร้างที่หลากหลาย เช่นทำกล่องไม้และทำไม้วงกบประตูหน้าต่าง ส่วนลำต้นนำไปใช้ทำฟืน
ระยะออกดอก/ติดผล---กันยายน-ตุลาคม/พฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ขี้อ้าย/Terminalia triptera


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---(ภาพดอก: บ้านตาก ตาก, ภาพผล: ลพบุรี; - ราชันย์ ภู่มา)
สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) (Concise Encyclopedia of Plants in Thailand)http://www.dnp.go.th/botany/
ชื่อวิทยาศาตร์---Terminalia nigrovenulosa Pierre.(1886)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.  
---Terminalia triptera Stapf.(1895)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-8200572
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น--กำจาย (เชียงใหม่); กำจำ (ภาคใต้); ขี้อ้าย (ราชบุรี); คำเจ้า (ภาคเหนือ); ตานแดง (ภาคใต้); แนอาม (ชอง-จันทบุรี); เบ็น (ประจวบคีรีขันธ์, สุโขทัย); ประดู่ขาว (ชุมพร); ปู่เจ้า, ปู่เจ้าหามก๋าย, พระเจ้าหอมก๋าย, พระเจ้าหามก๋าย (ภาคเหนือ); แฟบ (ประจวบคีรีขันธ์); มะขามกราย (ชลบุรี); สลิง (ภาคเหนือ); สังคำ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); สีเสียดต้น, แสงคำ, แสนคำ (เลย); หนองมึงโจ่ (กะเหรี่ยง-จันทบุรี); หนามกราย (ชลบุรี); หอมกราย (จันทบุรี); หานกราย (ราชบุรี); หามกราย (ชลบุรี); หามก๋าย (ภาคเหนือ) ; [CHINESE: Hai nan lan ren];[KHMER: Preah phnao];[THAI: Khi ai.].
EPPO Code---TEMSS (Preferred name: Terminalia sp.)
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินโดจีน คาบสมุทรมาลายา
Terminalia nigrovenulosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์สมอ(Combretaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2429
ที่อยู่อาศัย ขึ้นกระจายใน จีน (ไหหลำ) พม่า, ไทย, เวียดนาม, กัมพูชา, ลาว, มาเลเซีย (NW Peninsular Malaysia และ Lankawi Islands) พบตามป่าไม้ ป่าผสม ป่าโปร่ง ป่าทึบ ภูเขา ชายทะเลที่แห้งแล้งที่ระดับความสูง 500 เมตร ในประเทศไทยขึ้นกระจายทั่วไปในป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบทั่วทุกภาค พบขึ้นบ่อย ๆ บนพื้นที่ที่ประกอบด้วยหินปูน ในระดับความสูง 100-500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางลักษณะทรงต้นสูง 3-15 เมตร ลำต้นตรง โคนต้นมีพูพอน กิ่งอ่อนมักมีกิ่งรยางค์ปรากฏ เมื่อสับจะมียางสีแดงส้มชัดเจน  ก้านใบ 1-2.4 ซม ใบเป็นใบเดี่ยว 4-11 × 2.5-5.5 ซม.รูปมนแกมรูปไข่ ปลายใบแหลมยาว ฐานใบมนหรือสอบเข้าหากันเป็นรูปลิ่ม มีต่อมคู่อยู่ที่ขอบใบเยื้ยงไปทางโคนใบ ใบอ่อนคลุมด้วยขนสีน้ำตาลอ่อนหนาแน่น และร่วงเมื่อใบมีอายุมากขึ้น ดอก เป็นช่อมีกิ่งแขนงมาก ขนาด 2.5-5 ซม. ช่อดอกอ่อนคลุมด้วยขนสีน้ำตาลหนาแน่น ดอกสีขาวอมเหลือง มีขนาดเล็กมาก ลักษณะเป็นถ้วยกลีบรองกลีบดอกมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ทั้งด้านนอกและด้านใน ผล  มีครีบ 4 ครีบบางๆตามความยาวของผล  
ใช้ประโยชน์---ผลไม้มีแทนนิน 20 - 40% เปลือกต้นเป็นแหล่งของแทนนิน เปลือกมีรสฝาดใช้กินกับหมากได้
-ใช้เป็นยา เปลือกต้นใช้เป็นยาสมานแผล ใช้รักษาโรคบิดและท้องร่วง เจ็บคอ กล่องเสียงอักเสบ ริดสีดวงทวาร ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และบำรุงหัวใจ ใช้รักษาภายนอกโดยการนำมาชะล้างบาดแผลเรื้อรังและห้ามโลิต
-อื่น ๆไม้เหมาะสำหรับใช้ในการก่อสร้างที่หลากหลาย ใช้ในการก่อสร้าง บ้านเรือน เครื่องเรือน
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน-สิงหาคม/กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

             

เข็มป่า/Pavetta indica

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย                           โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Pavetta indica L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms
ชื่อสามัญ---Indian sorrel, Indian Pavetta Tree, Indian Pellet Shrub, Bride's bush, Christmas bush, White pavetta.
ชื่ออื่น---เข็มป่า; [AFRIKAANS: Bruidsboom, Bruidsbos, Kers(mis)bos.];[ASSAMESE: Sam-suku.];[BANGLADESH: Kukurchura, Bisophal, Falda, Si sa thang, Na raing.];[BENGALI: Jui.];[CHINESE: Da sha ye shu.];[FRENCH: Bois de pintade];[HINDI: Kankara, Kathachampa.];[INDIA: Adavarai, Adayaara];[INDONESIA: Soka];[LAOS: Kho som kang, Kho som kao];[MALAYALAM: Malikamutti, Nochi, Pavetta, Kamatta];[MALAYSIA: Jarum-jarum, Nyarum-nyarum, Gading-gading.];[MARATHI: Papat.];[MYANMAR: Myet-hna-pan, Myet-na-myin-gyin, Ponnayeik, Se-baung-gyan, Za-gwe-pan.];[PHILIPPINES: Gusokan (Cebu Bisaya), Bohunan-ug-puso; Lankuilan (P. Bis.); Bohunan-ug-puso (C. Bis.).];[SANSKRIT: Kakachdi.];[SUOMI: Pampputorvet.];[SRI LANKA: Pawatta.];[THAI: Khem paa.];[VIETNAM: Dọt sành Ấn].
EPPO Code---PAUIN (Preferred name: Pavetta indica.)
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามัน อินเดีย จีน Malesia ออสเตรเลีย
Pavetta indica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2296
ที่อยู่อาศัย มีการกระจายอย่างกว้างขวางจากหมู่เกาะอันดามัน อินเดียและเทือกเขาหิมาลัยทางตะวันตกเฉียงเหนือ ไปยังประเทศจีนตอนใต้และทางใต้ตลอด Malesia ถึงทางตอนเหนือของออสเตรเลีย พบได้ทั่วไปในป่าชั้นต้นและป่าทุรกันดารซึ่งมักจะก่อตัวเป็นลำต้นเดี่ยว แต่ก็พบได้ในพื้นที่เปิดโล่งจะมีกิ่งก้านมากขึ้น ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กต้นสูงถึง 5 เมตร เรือนยอดแผ่กว้างระเกะระกะ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมชมพู ผิวเรียบหลุดลอกเล็กน้อย ขนาดใบกว้าง 2-7 ซม.ยาว 8-22 ซม. ใบแก่เรียบบางหรือมีขนห่างๆ มีตุ่มพองสีเข้มบนผิวใบด้านล่าง ตุ่มพองที่ใต้ใบนี้มีแบคทีเรียที่ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ดอกสีขาวขนาด1.5-2.5 ซม.มีกลิ่นหอม บางครั้งมีแต้มสีม่วงหรือเขียวที่ปลายกลีบ ช่อดอกหลวมๆ ผลขนาด 0.5-0.7 ซม.สีเขียวเป็นมันเปลี่ยนเป็นสีดำ ผลกลมหรือแบนเล็กน้อยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 - 6 มม.มี 2 พูเนื้อผลบางมีเมล็ดสีน้ำตาล 2 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดดจัดเลือกดินที่อุดมด้วยฮิวมัสความชื้นสม่ำเสมอและการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์--- พืชนี้มีการใช้ในยาหลายชนิดและใช้แบบดั้งเดิมเล็กน้อย มักจะได้รับการปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้กินได้ ผลไม้มีรสหวานเมื่อสุกและยังใช้เป็นเครื่องปรุงรสเมื่อเก็บไว้ในน้ำส้มสายชู
-ใช้เป็นยา มีสรรพคุณเป็นสมุนไพร ใบและรากใช้พอกฝีและแก้ผื่นคัน เปลือกลำต้นใช้ทาสำหรับริดสีดวงทวาร เปลือกรากที่บดรวมกับน้ำข้าวและขิง นำมาใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ในพม่าใช้เป็นยาระบายและรักษาอาการท้องมาน เป็นยาอายุวัฒนะ บนคาบสมุทรมาเลย์ ใบบดจะทำเป็นยาพอกและรากบดสำหรับอาการคัน ใบยังทำหน้าที่เป็นโลชั่นสำหรับจมูกเป็นแผล (อาจจะเมานิดหน่อย) (เพอร์รี่ 1980) ในประเทศฟิลิปปินส์ ใช้เปลือกผงหรือยาต้มเพื่อแก้ไขสิ่งกีดขวางอวัยวะภายในโดยเฉพาะในเด็ก และใบที่ต้มแล้วจะใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากโรคริดสีดวงทวาร (Perry 1980)
-ใช้อื่น ๆ ดอกแช่น้ำใช้เหมือนเครื่องสำอางหลังอาบน้ำ
ความเชื่อ/พิธีกรรม---ชาวม้งในภาคเหนือของประเทศไทยใช้ในพิธีทางศาสนาเพื่อสื่อสารกับวิญญาณบรรพบุรุษ
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


เข็มใหญ่/Ixora grandifolia

ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ), รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
ชื่อวิทยาศาสตร์---Ixora grandifolia Zoll. & Moritzi.(1846)
ชื่อพ้อง---Has 17 Synonyms
---Pavetta macrophylla Blume.(1826)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-103533
ชื่อสามัญ---Largeflower jungleflame
ชื่ออื่น---เข็มใหญ่ ;[MALAYSIA: Jarum Hutan (Malay).];[THAI: Khem yai.]
EPPO Code: IXRSS (Preferred name: Ixora sp.)
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา พม่า ไทย เวียตนาม บอร์เนียว ชวา สุมาตรา สุลาเวสี อันดามัน นิโคบาร์
Ixora grandifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Alexandre Moritzi (1806-1850) นักธรรมชาติวิทยาชาวสวิส และ Alexandre Moritzi (1806-1850) นักธรรมชาติวิทยาชาวสวิสในปี พ.ศ.2389
ที่อยู่อาศัย พบในศรีลังกา พม่า ไทย เวียตนาม บอร์เนียว ชวา สุมาตรา สุลาเวสี อันดามัน นิโคบาร์ พบขึ้นในป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้งถึงป่าดิบเขา ที่ราบลุ่มและบนพื้นที่แอ่งน้ำ
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูง 5-15 เมตร  ลักษณะทรงต้นเรือนยอดเป็นพุ่มกลมสูง เปลือกเรียบแตกเป็นร่องหรือแผ่นสะเก็ด สีเทาหรือเทาอมน้ำตาล มีรูหายใจเป็นตุ่มขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป ใบเดี่ยวเรียงสลับตรงข้าม รูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ขนาดใบกว้าง6-10ซม.ยาว12-20ซม.เนื้อใบบาง ขอบใบเรียบ หูใบรูปสามเหลี่ยมกว้างมีสันตรงกลางยาว1ซม.ปลายยอดมีรยางค์คล้ายหนวดดอกแบบช่อกระจุกสองด้านหลายชั้นแยกแขนงออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่งและใกล้ปลายยอด ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็งขนาด1-1.2ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดจัดและในที่ร่มบางส่วน ในดินที่อุดมด้วยฮิวมัส ชุ่มชื้น แต่มีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น
-ใช้เป็นยา ยาต้มจากรากใช้สำหรับรักษาอาการปวดและอาการจุกเสียด ใบกินก่อนคลอดจะทำให้คลอดบุตรง่ายขึ้น การแช่ใบรักษาอาการปวดท้อง
ระยะออกดอก---กันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง โดยเมล็ดจะงอกภายใน 42 - 56 วัน

เขลง/Dialium cochinchinense

 

ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือคู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราชเล่ม1โดย ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dialium cochinchinense Pierre.(1898)  
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---Velvet Tamarind.
ชื่ออื่น---เขลง, นางคำ, ยี, หยี, กายี ;[CAMBODIA: Kraleanh (Central Khmer).];[INDONESIA: Asam keranji, Kranji, Asam cina, Kuranji, Ki pranji (Sunda).];[TAMIL: Kaṭu puḷi];[THAI: Khleng (Central); Kaa yee, Yee (Peninsular); Naang khum (Nakhon Ratchasima]; [KHMER: Kraleanh, Krolanh.];[VIETNAM: Nhoi, Xay, Xoay, Lát mét, Nai sai mét, Kiền kiền.].
EPPO Code---DJACO (Preferred name: Dialium cochinchinense.)
ชื่อวงศ์ ---FABACEAE (LIGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่าไทย เวียตนาม ลาว กัมพูชา มาเลเซีย
Dialium cochinchinense เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว(Fabaceae) วงศ์ย่อยราขพฤกษ์ (Caesalpinoideae หรือ Caesalpiniacese)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยJean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2441
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอินโดจีน ไปยัง W. Malesia และไปยังอีกหลายประเทศในแอฟริกาตะวันตก เกิดขึ้นในป่าดิบแล้ง ป่ากึ่งผลัดใบและในป่าเปลี่ยนผ่านระหว่างป่าดิบเขาและป่าเต็งรังที่ระดับความสูงไม่เกิน 800 เมตร ในประเทศไทยพบในป่าดิบแล้งและป่าผสมผลัดใบทั่วทุกภาค ในระดับความสูง 50-400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง 30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 80 - 100 ซม.ลักษณะเปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทา มีรอยคอดกิ่วเป็นวงตามลำต้น มีน้ำยางสีแดงเลือดหมู ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับใบย่อย 5-9 ใบ รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 2-4 ซ ม.ยาว 4-8 ซม. ฐานใบมนหรือเบี้ยว ขอบใบเรียบปลายใบเรียว แผ่นใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ยาว 10-30 ซม. ออกตามปลายกิ่งมี ดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก สีขาว ดอกตูมรูปไข่ ไม่มีกลีบดอก ผลแห้งรูปกลมรีหรือรูปไข่ขนาด1-1.5 ซม.เปลือกผลบาง ตามผิวนอกเป็นขนเหมือนกำมะหยี่ ภายในมีเมล็ด 1เมล็ด มีเนื้อหุ้มบางๆ เรียก ลูกหยี
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดจัด ชอบดินที่ระบายน้ำได้ดี สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ ยอดอ่อนให้รสเปรี้ยวใช้ประกอบอาหาร ผลมีวิตามินซีสูง ไม่รับประทานสดแต่นิยมนำมาแปรรูป เช่น ลูกหยีฉาบ ลูกหยีกวน ลูกหยีทรงเครื่อง ใช้ทำน้ำผลไม้ เปลือกไม้บางครั้งใช้เคี้ยว - แทน Areca ในหมากพลู
-ใช้เป็นยา สรรพคุณบำรุงไขข้อ แก้ไข้ร้อนใน ผลดิบนำมาต้มเป็นน้ำดื่มแก้ไข้หวัดและอาการร้อนใน ใบใช้เป็นยาระบาย เปลือกต้มเอาน้ำที่ต้ม ล้างแผล ใช้เป็นยาสมานแผล
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีน้ำตาลทองหรือสีน้ำตาลแดง ไม้นั้นหนัก มีความทนทานปานกลาง มีความหนาแน่นและละเอียดและง่ายต่อการขัด ใช้เป็นไม้สำหรับการก่อสร้าง (ประตู, หน้าต่าง), การสร้างเรือและเครื่องใช้ประจำวัน ใช้ทำด้ามเครื่องมือการเกษตร คาน ไม้หมอนรถไฟ สีน้ำตาลย้อมได้จากเปลือกไม้
ภัยคุกคาม---เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์จากต้นไม้มากเกินไปในท้องถิ่น ต้นไม้เริ่มหายากขึ้นในหลาย ๆ ช่วงของมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนาม จึงถูกจัดวางไว้ในThe IUCN Red List ประเภท ความเสี่ยงใกล้ถูกคุกคาม (NT) - ใกล้จะมีคุณสมบัติที่มีความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามโดยไม่มีมาตรการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่องหรือใกล้สูญพันธุ์และ/หรืออาจมีคุณสมบัติในอนาคตอันใกล้
สถานะการอนุรักษ์---NT - Near Threatened - National - IUCN Red List of Threatened Species.2009
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-กรกฎาคม/มิถุนายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


เขากวาง/Mischocarpus sundaicus


ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ), รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Mischocarpus sundaicus (Blume) Rehder.(1825)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Cupania erythrorhachis Miq.(1861)
------(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.info/tpl1.1/record/kew-2747532
ชื่อสามัญ--- Purple Aril Mischocarp
ชื่ออื่น---แบกไพร, อีติ้ว, คอแลนแฮน, ไม้หนาดลิง, ซำลิง, สีทัน;
EPPO Code--- MZCSS (Preferred name: Mischocarpus sp.)
ชื่อวงศ์ --- SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ตอนใต้ของจีน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย
Mischocarpus sundaicus เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์พิกุล (Sapotaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยCarl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยAlfred Rehder(1863-1949) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2368
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน (กวางสี ไห่หนาน) กระจายอย่างกว้างขวางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบขึ้นทั่วไปตามขอบป่าชายเลนติดต่อกับป่าชายหาด หรือตามแนวหลังป่าชายเลน ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบเขา ที่ระดับความสูงไม่เกิน 800 เมตรบางครั้งถึง 1,600 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มถึงไม้ต้นขนาดเล็กสูง 2-8 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกเรียบสีน้ำตาลคล้ำถึงสีน้ำตาลอมเทา ใบมีความผันแปรสูงมากทั้งขนาดและจำนวนใบย่อย เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ (imparipinnate) แผ่นใบย่อยรูปไข่ขนาดกว้าง 2-10 ซม.ยาว 5-20 ซม.ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน เนื้อใบบางและเหนียว ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า ดอกแบบช่อคล้ายผสมกระจุกสองด้านหลายชั้นแยกแขนง ช่อดอกยาวถึง25ซม.ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น(monoecious)แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก สีเขียวอ่อนมีสีขาวแต้ม มีกลิ่นหอม ไม่มีกลีบดอก ก้านดอกสั้นมาก ผลแบบผลแห้งแตกกลางพู รูปทรงกลมมน โคนผลคอดคล้ายก้าน มี 2(3) พู ผลสุกสีแดงมักมีเมล็ด1เมล็ดรูปทรงกลมขนาด 0.5 ซม.สีน้ำตาลคล้ำถึงม่วงดำ ผิวเป็นมันวาวมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีน้ำเงินเรื่อ
ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา
-ใช้เป็นยา ยาต้มรากใช้เป็นยาแก้ไอ
-อื่น ๆ เป็นแหล่งที่มาของถ่านคุณภาพดี
ระยะออกดอก---มกราคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


เขางัวเผือก/Oxyceros longiflora


ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ), รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Oxyceros longiflora (Lam.) T. Yamaz.(1970)  
ชื่อพ้อง---Has 22 Synonyms
---Basionym: Randia longiflora Lam.(1789)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-145031
ชื่อสามัญ---Sharp-horned Vine
ชื่ออื่น---คัดเค้า, เค็ดเค้า, กาไอ, เล็บเหยี่ยว; [MALAYSIA: Akar Berdara Laut, Akar Duri, Akar kait, Pepanjat, Siantan jantan (Malay).];[THAI: Khutkhao, Khet khau, Ka ai, Lep yieo.].
EPPO Code---OXWLO (Preferred name: Oxyceros longiflorus.)
ชื่อวงศ์ --- RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังกลาเทศ อินโดจีน (ไทย กัมพูชา เวียดนาม) มาเลเซีย อินโดนีเซีย
Oxyceros longiflora เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean-Baptiste Lamarck (1744–1829) นักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาชาวฝรั่งเศสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Takasi (Takashi) Yamazaki (1921-2007) นักพฤกษศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ในปี พ.ศ.
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดใน พม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และพบใน หมู่เกาะอันดามัน เกาะบอร์เนียว, กัมพูชา ,ชวา, สุมาตรา, หมู่เกาะซุนดาน้อย, หมู่เกาะนิโคบาร์ พบขึ้นตามป่าพรุ ริมฝั่งแม่น้ำลำคลองและแนวป่าชายเลนที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยลำต้นสูง 3-5 เมตรกิ่งแขนงแตกด้านข้างสั้น สีเขียวคล้ำออกตรงข้ามสลับตั้งฉากกับลำต้น มีหนามโค้งงอคล้ายตะขอ1คู่เหนือง่ามใบ ลำต้นแก่แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยมเล็กๆสีน้ำตาลคล้ำ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับฉาก แผ่นใบรูปไข่ถึงขอบขนาน ขนาด 3-6 ซม.ยาว 5-10 ซม.โคนใบแหลมถึงมนกลม ขอบใบเรียบปลายใบเรียวแหลมผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวคล้ำ ด้านล่างสีซีดกว่า เนื้อใบบางคล้ายแผ่นหนัง ดอก แบบช่อกระจุกสองด้านหลายชั้นสั้นๆออกตามปลายกิ่ง ดอกย่อยหลายดอกรูปดอกเข็มมี 5 กลีบสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นเหลืองนวลมีกลิ่นหอม ขนาดดอก 2 ซม.ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็งค่อนข้างกลมขนาด 1 ซม.ผนังชั้นนอกหนาเกลี้ยงเป็นมันเมล็ดจำนวนมากฝังอยู่ในเนื้อ
หมายเหตุ เขางัวเผือกมักจำแนกชนิดสับสนกับคัดเค้าเครือ(Oxyceros horridus Lour.)แตกต่างกันที่คัดเค้าเครือดอกเล็กกว่า พบขึ้นในป่าโปร่ง
ระยะออกดอก---มกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


แข้งกวาง/Wendlandia tinctoria


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Wendlandia tinctoria (Roxb.) DC.(1830)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Rondeletia tinctoria Roxb.(1824)
---Wendlandia tinctoria subsp. tinctoria
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น--- แข้งกวาง, แข้งฟาน กว้าวกวาง ;[ASSAMESE: Kadam, Kara-khol.];[AYURVEDIC: Tilak.];[CHINESE: Rǎnsè shuǐ jǐn shù.];[THAI: Khang gwang, Khang-faan, Kwow gwang.].
EPPO Code---WELSS (Preferred name: Wendlandia sp.)
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฏาน จึน พม่า อินโดจีน
Wendlandia tinctoria เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Augustin Pyrame de Candolle (1778?1841) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสในปี พ.ศ.2373


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:ไม้ต้นในสวน Trees in the Garden โดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี (The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister) พิมพ์ครั้งที่1- พฤษภาคม 2542
ที่อยู่อาศัย ขึ้นกระจายจากอินเดียถึงคาบสมุทรอินโดจีน พบในอินเดีย เนปาล ภูฏาน จีนตอนใต้และตะวันออก พม่า ไทย เวียดนาม ตามป่าเบญจพรรณชื้นทั่วไป ที่ระดับความสูง 200 - 2,800 เมตร ในประเทศไทยพบตามป่าเบญจพรรณหรือป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 200-800เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูง 4-8 เมตร ไม่ผลัดใบ เปลือกต้นสีน้ำตาล มีร่องแตกตามยาวหลุดเป็นชิ้นยาวๆ ใบเดี่ยว กว้าง2.4-5ซม.ยาว3.5-9ซม.ออกตรงข้ามเป็นคู่ หรือ 3 ใบ ยอดอ่อนมีขนนุ่ม ใบแก่ด้านบนเรียบเกลี้ยง สีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมีขนนุ่ม ก้านใบยาว 0.8-1.2 ซม. มีหูใบรูปสามเหลี่ยม ดอกสีขาว ขนาดเล็ก 2-2.5 มม.ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดอยู่ที่ปากหลอดกลีบดอก ผลแคปซูลกลมขนาด 1.5 × 2-2.5 มม. แห้งแตกเป็นสองซีก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแดดจัดและอยู่ในที่ร่มบางส่วนในดินที่อุดมด้วยฮิวมัส เป็นชนิดพันธุ์ที่แปรผันได้มาก
-ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยาในอายุรเวท เปลือกเป็นยาทาภายนอกร่างกายเพื่อบรรเทาตะคริวในผู้ป่วยอหิวาตกโรค
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้ค่อนข้างเหนียว ใช้ทำด้ามเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในร่มได้ดี เปลือกส่วนใหญ่ใช้ในแคว้นเบงกอลและอัสสัมเป็นสีย้อมติดในการย้อมสี
ภัยคุกคาม--เนื่องจากมีการกระจายที่กว้างมาก ประชากรจำนวนมาก ปัจจุบันไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงและไม่มีการระบุภัยคุกคามที่สำคัญในอนาคต จัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species. 2018
ระยะออกดอก/ติดผล---ธันวาคม-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ


ไข่เต่า/Diospyros martabanica


ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Diospyros martabanica C.B.Clarke.(1882)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Diospyros eugenii Lecomte.(1928)
---Diospyros mollis (Kurz) Gürke.(1891)
---Gunisanthus mollis Kurz.(1873)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ไข่เต่า, พลับไข่เต่า; [CAMBODIA: Meak k (Central Khmer).];[Thai: Khai tao, Plub Khai tao]; [Vietnam: ThịTrâm]
EPPO Code: DOSML (Preferred name: Diospyros mollis.syn.)
ชื่อวงศ์ ---EBANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ไทย พม่า ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์
Diospyros martabanica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะพลับ (Ebenaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Charles Baron Clarke (1832-1906)เป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์กัลกัตตาระหว่างปี พ.ศ.2412-2441.ในปี พ.ศ.2425
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในอินโดจีนถึงคาบสมุทรมาเลเซีย พบในพม่า (พะโคและมัณฑะเลย์)ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ อาจพบในอินเดีย (อัสสัม) ยังพบในลาว เวียตนามและ คาบสมุทรมาเลย์
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ สูงถึง 13เมตร เนื้อไม้สีน้ำตาลแดง มักถูกทำลายโดยเชื้อรา ยอดอ่อนมีขนสีทอง ใบแก่ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนคล้ายไหม
ดอกสีเหลืองแกมเขียว ผล1.5-2.5ซม.รูปไข่ฐานผลบุ๋ม
ใช้ประโยชน์---ผลใช้ทำสีย้อม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ไข่ปลา/Debregeasia longifolia


ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Debregeasia longifolia (Burm.f.) Wedd.(1869)
ชื่อพ้อง---Has 21 Synonyms
---Basionym: Urtica longifolia Burm.f. (1768)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2758520
ชื่อสามัญ---Wild Rhea, Orange Wild Rhea
ชื่ออื่น---ไข่ปลา. ตะไคร้น้ำ; [CHINESE: Zhang ye shui ma, Má yè shù, Shuǐ zhū má.];[INDIA: Kaatu nochi, Kapsi.];[INDONESIA: Totongoan.];[JAPANESE: Yanagi ichigo.];[MALAYALAM: Njandumutta, Pulichi, Kattunochi, Narambili, Poonoolmaram, Neeranji.];[TAMIL: Katunochchi, Kaattunochchi.];[THAI: Blaen ki (Chiang Mai), Khai pla, Kho tang ta, Ta khrai nam]
EPPO Code---DBGLO (Preferred name: Debregeasia longifolia)
ชื่อวงศ์---URTICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย จีน อินโดจีน เมลีเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี มาดากัสการ์
Debregeasia longifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ตำแย (Urticaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nicolaas Laurens Burman (1733–1793) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ลูกชายของ Johannes Burman ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Hugh Algernon Weddell (1819–1877) นักพฤกษศาสตร์ที่เกิดในอังกฤษเติบโตในฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2412
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพื้นที่ครอบคลุมจากอินเดียและศรีลังกาผ่านพม่าไทยอินโดจีนและภาคใต้ของจีนไปยังอินโดนีเซียฟิลิปปินส์และปาปัวนิวกินี มันยังปรากฏอยู่ทางตอนเหนือของมาดากัสการ์และเติบโตในอเมริกากลางเช่นกัน เติบโตในป่าเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนตามขอบของป่าดิบและป่าสูง ในหุบเขาริมธารน้ำที่ระดับความสูงถึง 500-3,200 เมตร ในประเทศไทยพบเกือบทุกภาคบริเวณพื้นที่ชุ่มชื้นริมน้ำหรือในป่าที่กำลังฟื้นคืนสภาพ
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูง 2-6 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล บางและเรียบมีรอยแตกลึกๆและรูอากาศกลมใหญ่ ใบเดี่ยวรูปหอกแคบกว้าง 2.5 ซม.ยาว 9-23 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบหยักผิวใบขรุขระมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ดอกสีขาวขนาดเล็กออกเป็นช่อกลมแน่นตามกิ่งก้าน ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (Dioecious) ผล Achenes ขนาดไม่เกิน1.2 ซม.สีแสดชุ่มน้ำผิวบางทรงกลมติดกันแน่นเป็นก้อน เมล็ดสีดำขนาดเล็ก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---สามารถเติบโตได้ในกึ่งร่มเงา ใน ดินทราย ดินร่วนและดินเหนียว  pH ที่เหมาะสม: ดินที่เป็นกรด เป็นกลาง และด่าง ชอบดินชื้น ทนอุณหภูมิต่ำเป็นช่วงสั้น ๆได้ประมาณ -5 องศาเซลเซียส สายพันธุ์ที่แปรปรวนมาก ต้องปลูกพืชแยกกันทั้งต้นเพศผู้และต้นเพศเมียหากต้องการเมล็ดและผล
ใช้ประโยชน์--- พืชที่รวบรวมจากป่าส่วนใหญ่เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพสูงที่ได้จากเปลือก ปลูกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทย
-ใช้กินได้ ผลไม้ - ดิบหรือปรุงสุก ผลไม้สีเหลืองหวานน่ากิน ว่ากันว่ารสชาติคล้ายสตรอเบอร์รี่
-ใช้เป็นยา น้ำคั้นจากใบนำไปใช้ทาผิวหนังที่เป็นหิด รายการต่อไปนี้อยู่ภายใต้รายการ Debregeasia edulis แต่น่าจะใช้ที่นี่แทน ยาต้มจากใบและ/หรือผลไม้เป็นยาต้ม ใบนำมาต้มกับเชื้อ Pterocarya spp ใช้รักษาอาการคัน
-วนเกษตรใช้ ปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ
-ใช้อื่น ๆ เส้นใยที่แข็งแรงได้มาจากเปลือกลำต้นที่มีคุณภาพสูง ใช้สำหรับทำเกลียวและเชือก ไม้ส่วนใหญ่จะใช้เป็นเชื้อเพลิง
ภัยคุกคาม---เนื่องจากมีการกระจายที่กว้างมาก ประชากรจำนวนมาก ปัจจุบันไม่พบภัยคุกคามที่สำคัญใด ๆ และไม่มีการระบุภัยคุกคามในอนาคตที่สำคัญ พืชถูกจัดในIUCN Red List ประเภทเป็น 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2019    
ระยะออกดอก/ติดผล---กรกฎาคม-กันยายน/ผลสุกตั้งแต่เดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ เมล็ดมักงอกภายใน 1 - 2 เดือน

คอไก่/Tarennoidea wallichii


ภาพประกอบการศึกษา :หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Tarennoidea wallichii (Hook.f.) Tirv. & Sastre.(1979)
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms
---Aidia wallichii ( Hook.f. ) T.Yamaz.(1970)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-201988
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น--- คอไก่ ;[CHINESE: Ling Luo Mai.];[MYANMAR: Katmya.];[THAI: Kho Kai.].
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้  ฟิลิปปินส์
Tarennoidea wallichii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Sir Joseph Dalton Hooker (1817-1911) นักพฤกษศาสตร์นักชีววิทยาและศัลยแพทย์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Deva D. Tirvengadum (เขามีบทบาทมากที่สุดในปี 1986) นักพฤกษศาสตร์ชาวศรีลังกา จากอดีต Claude Henri L?on Sastre (เกิดปี 1938) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2522

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นกรจายอย่างกว้างขวางใน จีน-กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหลำ, ยูนนาน [อินเดีย,เนปาล,บังคลาเทศ, ภูฏาน, กัมพูชา, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, พม่า,  ฟิลิปปินส์, ไทย, เวียดนาม] เกิดขึ้นในส่วนที่แห้งของป่าดิบ ป่าฝนเขตร้อนและกึ่งผลัดใบ ป่าดิบชื้น ใกล้หุบเขาและลำธารที่ระดับความสูง 400-2,200 เมตร เป็นไม้ถิ่นเหนือของประเทศไทย พบทั่วไปในป่าดิบเขาที่ถูกรบกวนน้อย
ลักษณะ เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ สูง5-18เมตร  ลำต้นสั้นเป็นตะปุ่มตะป่ำ เรือนยอดทึบแตกกิ่งก้านอย่างเป็นระเบียบ เปลือกต้นบาง สีน้ำตาลเทาหรือน้ำตาลเทา ผิวเรียบหรือแตกเล็กน้อย เปลือกชั้นในสีส้มอ่อน มีเส้นใยสีเหลือง ใบ รูปมนรีหรือรูปไข่กลับเรียงตรงข้าม ก้านใบยาว1.3ซม. ขนาดใบกว้าง4-8ซม.ยาว10-24ซม.ใบอ่อนสีเขียวอ่อน ใบแก่เหนียวคล้ายหนัง ผิวด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างซีดช่อดอกยาว 4-12 ซม. กว้าง 8-13 ซม. มีขนหนาแน่นไม่มีก้านช่อ ใบประดับ รูปใบหอกปลายแหลม 1-3 มม. แหลมถึงกลม ก้านดอก 1-5 มม. ดอกขนาด หลอดดอกยาว3-4 มม. กว้าง 1.5 มม. ปลายแยกเป็น 5 กลีบ รูปขอบขนาน ยาวประมาณ 2.5 มม. และกว้าง 1.4 มม ดอกอ่อนสีเขียวอ่อนแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผลขนาด0.8-1.8ซม.สีเขียวแก่มีวงสีเหลืองที่ปลาย ผลกลมเกลี้ยงมีเนื้อบางๆชั้นหุ้มเมล็ดแข็งยาว 5 มม.ภายในมี2-4เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ทนต่อร่มเงาบางส่วนในบริเวณที่มีความชื้น
ใช้ประโยชน์---มีประโยชน์สำหรับการคัดแยกและปลูกแบบผสมผสาน
-ไม้เนื้อแข็งและหนักเหมาะสำหรับการต่อเรือ สะพาน, การก่อสร้าง ฯลฯ นอกจากนี้ยังใช้ทำเฟอร์นิเจอร์
ภัยคุกคาม---เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์จากต้นไม้มากเกินไปในท้องถิ่น ต้นไม้เริ่มหายากขึ้นในหลาย ๆ ช่วงของมัน ถูกจัดวางไว้ในThe IUCN Red List ประเภท "ความเสี่ยงใกล้ถูกคุกคาม" (NT) - ใกล้จะมีคุณสมบัติที่มีความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามโดยไม่มีมาตรการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่องหรือใกล้สูญพันธุ์และ/หรืออาจมีคุณสมบัติในอนาคตอันใกล้
สถานะการอนุรักษ์---NT - Near Threatened - National - IUCN Red List of Threatened Species.2003
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-มิถุนายน/กรกฎาคม-กุมภาพันธ์ของปีต่อไป
ขยายพันธุ์---เมล็ด

คัดเค้าหมู/Pisonia aculeata


ชื่อวิทยาศาตร์---Pisonia aculeata L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 22 Synonyms
---Pallavia aculeata (L.) Vell. (1827)
---(More).See all The Plant List
ชื่อสามัญ---Cockspur, Thorny pisonia, Devil's claw, Pull-back-and-hold, Devils-claw pisonia, Fingringo, Old-hook, Prickly mampoo, Pull-and-hold-back, Wait-a-bit cockspur, Blackthorn, Pullback
ชื่ออื่น---คัดเค้าหมู, ตังขุย, ตังผี, ตังหนู, ตังตุ่น, มะกั๋งผี, หูชะลวง ;[CHINESE: Zhu gou du, Ci teng, Bi shuang huo, Qi tou guo, Xian guo teng.];[FRENCH: Garabato prieto.];[INDIA: Karindu, Murukkaali, Muruvilikkodi.];[INDONESIA: Alar, Cuhun-lamarang, Ram pari.];[KANNADA: Ottu chedi.];[MALAYALAM: Karindhu, Kodimullaram.];[PHILIPPINES: Digkit, Pakat-aso, Panakla, Mankit (Tag.).];[PORTUGUESE: Espinho-de-santo-amaro, Tapaciriba.];[TAMIL: Marukalli, Kodi kuttippadatthi, Selamaranjaan.];[THAI: Khat, khao, Ma kang phee, Huu cha luang.];[Vietnam: Bì sơn nhọn, Tuyến quả đằng.].
EPPO Code---PISAC (Preferred name: Pisonia aculeata.)
ชื่อวงศ์---NYCTAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกา แอฟริกา พม่า อินโดจีน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นิวกินี ตอนเหนือของออสเตรเลีย
Pisonia aculeata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์บานเย็น (Nyctaginaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2296
ที่อยู่อาศัย พบตั้งแต่อเมริกากึ่งเขตร้อนไปจนถึงแอฟริกาไปจนถึงอินโดจีนอินโดจีนตลอดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงนิวกินีและออสเตรเลียตอนเหนือ เกิดขึ้นตามชายฝั่งในพุ่มไม้ป่าฝนและป่าเปิดตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึง 500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยสูงได้ถึง 8-10 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นสูงสุด 16 ซม กิ่งก้านมีหนามที่โค้งมนแข็งแรงตามซอกใบยาวประมาณ 0.5-1 ซม.ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่หรือรี ขนาด 4-10  x 1.3-5 ซม.ก้านใบยาว 1-3 ซม.ดอกช่อออกที่ซอกใบและปลายยอด ช่อดอกย่อยรูปทรงกลม หนาแน่น เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-3 ซม.ก้านดอกสั้นประมาณ 3-6 ซม ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีเขียวอ่อนแกมเหลือง ผลแห้งไม่แตกขนาด 15 มม. x 2-2.5 มม
ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา ชิ้นส่วนที่ใช้เปลือกไม้และใบไม้ เป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในระบบยาพื้นบ้านในอินเดีย ทิเบต ไทย จีนและเกาหลี -ในฟิลิปปินส์มีการใช้ยาต้มใบสดรักษาหิด น้ำผลไม้กับพริกไทย (และสมุนไพรอื่น ๆ ) ใช้ในการรักษาโรคปอดในเด็ก -ในอินเดียใช้สำหรับรักษาหิด ซิฟิลิส  เปลือกต้นใช้แก้โรคไขข้อ ยาต้มใบใช้สำหรับโรคตับอักเสบ -ตำรายาพื้นบ้านไทยใช้เถาดองเหล้าดื่มวันละ3ครั้ง ครั้งละ1ถ้วยตะไลเช้า กลางวัน เย็น บำรุงกำลัง.
ภัยคุกคาม--เนื่องจากไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม - เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

คันหามเสือ/Aralia armata  

  

ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์--- Aralia armata (Wall. ex G.Don) Seem.(1868)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-13963
---Basionym: Panax armatus Wall. ex G.Don.(1834)
---Aralia tengyuehensis C.Y.Wu.(1979)
---Aralia thomsonii var. glabrescens C.Y.Wu.(1979)
ชื่อสามัญ--- Wild sarsaparilla
ชื่ออื่น---คันหามเสือ;[CHINESE: Hǔ cì cōng mù, Guang dong song mu, Ye cong tou.];[TAIWAN: Hu ci mu.];[THAI: Khan haam suea.];[VIETNAM: Đơn châu chấu, Cây răng, Cây cuồng, Đinh lăng gai, Cẩm giàng (Tày).].
EPPO Code---ARLSS (Preferred name: Aralia sp.)
ชื่อวงศ์---ARALIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- เนปาล ภูฏาน อินเดีย จีน คาบสมุทรอินโดจีน มาเลเซีย ชวา
Aralia armata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวAraliaceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก จากอดีต George Don (1798–1856) นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Berthold Carl Seemann (1825–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2411
ที่อยู่อาศัย เทือกเขาหิมาลัยถึงอินโดจีน กระจายอยู่ในรัฐสิกขิม, อินเดีย, มาเลเซีย, เวียดนาม, พม่า, จีนแผ่นดินใหญ่ (กุ้ยโจว, มณฑลกวางตุ้ง, ยูนนา , เจียงซี, มณฑลกวางสี) มาเลเซียและอินโดนีเซีย (ชวา) พบในป่าและบริเวณชายป่า ที่ระดับความสูง 200-1,400 (-1,600) เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มสูงได้ถึง 4-8 เมตร มักจะมีลำต้นเดี่ยวคล้ายปาล์ม ต้นอ่อนมีหนามแหลม ใบขนาดใหญ่มากขนาด1.2-3 เมตรเป็นใบประกอบแบบขนนก 2-4 ชั้น ใบย่อยขนาดกว้าง 3-5 ซม.ยาว 4-13 ซม.ใบแก่มีหนาม แหลมบนเส้นใบ ใบย่อยด้านข้างมีก้านใบสั้นมาก ก้านใบย่อยที่ปลายยาวถึง2.5ซม. ก้านใบร่วมมักมีหนามและพองออกที่ข้อหุ้มลำต้นที่ฐานก้าน ช่อดอกซับซ้อนยาวถึง1เมตร มีกาบรูปสามเหลี่ยมรองรับดอกสีขาว ผลสีดำกลมมีก้านเกสรเพศเมียที่ปลาย มีเนื้อบาง เมื่อแห้งมีสัน 5 สัน เมล็ดเป็นเหลี่ยมมี 5 เมล็ด
ใช้ประโยชน์----ใช้เป็นยา รากใช้เป็นยาแก้ไข้ รักษาโรคไขข้อ, อัมพาต ไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน, คอตีบ, โรคไตอักเสบ, เต้านมอักเสบ, มาลาเรีย, บำรุงร่างกาย, รักษาสิว ใบและรากรักษางูกัด
ภัยคุกคาม--เนื่องจากไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2019
ระยะออกดอก/ติดผล---สิงหาคม-ตุลาคม/ตุลาคม, กันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

คันแหลน/Psydrax nitida

 

ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือ คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์---Psydrax nitida (Craib.) K.M.Wong.(1989)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-273689
---Basionym: Canthium nitidum Craib.(1932)
---Canthium nitidum var. suboblique Craib.(1932)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---คันแหลน, หมากพริก, ลิเภาไม้; [THAI: Khan laen, Mak prik, Liphao mai.].
EPPO Code---QDXSS (Preferred name: Psydrax sp.)
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย
นิรุกติศาสตร์---สกุลนี้ตั้งชื่อโดยJoseph Gaertnerในปี ค.ศ.1788 ชื่อสกุล "Psydrax" เป็นภาษากรีกแปลว่า ตุ่มหรือปุ่ม Gaertner อาจเลือกชื่อนี้เพื่ออ้างถึงผลไม้ที่เป็นปุ่มปมหรือเมล็ดตุ่มของบางชนิด
Psydrax nitida เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Dr Wong Khoon Meng (2497-) นักพฤกษศาสตร์ชาวมาเลเซียในปี พ.ศ.2532
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในมาเลเซียและไทย ในประเทศไทย พบในป่าดิบแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ ที่ระดับความสูง100-400เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 8-10 เมตร ลำต้นเปลา ทรงพุ่มโปร่ง เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเทาหรือสีน้ำตาลเข้ม เปลือกแตกเป็นสะเก็ด ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปรี กว้าง 2-4 ซม.ยาว 5-9 ซม.โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเป็นคลื่น กิ่งอ่อนรูปสี่เหลี่ยม ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่ม ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีขาวอมเหลืองหรือเหลืองอ่อน โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ผลรูปรีขนาด 6 มม.ผลมีสองพูมีเมล็ดแข็งสุกสีม่วงอมดำ
ใช้ประโยชน์---ไม้เนื้อแข็งใช้ในงานก่อสร้าง
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 

ค้างคาว/Aglaia edulis

ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือคู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราชเล่ม1โดยดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Aglaia edulis (Roxb.) Wall.(1840)
ชื่อพ้อง---Has 31 Synonyms.
---Basionym: Milnea edulis Roxb.(1814)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2626278
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---คอแลน (ประจวบคีรีขันธ์)  คังคาว, ค้างคาว(ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จังกรู้ (เขมร-จันทบุรี) ฮางคาว (อุดร,ชัยภูมิ) ;[ASSAMESE: Mumai-leteku];[MALAYALAM: Cuvannakil, Karaikil.];[THAI: Kho laen (Prachuap Khiri Khan); Khangkhao (Eastern, Northeastern); Chang-kru (Khmer-Chanthaburi); Hang khao (Udon Thani, Chaiyaphum); Tokbrai, Langsat-lotung.].    
EPPO code--- AFASS (Preferred name: Aglaia sp.)
ชื่อวงศ์ --- MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ตั้งแต่อินเดียจนถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
Aglaia edulis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระท้อนหรือมะฮอกกานี (Meliaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กในปี พ.ศ.2383
ที่อยู่อาศัย ขึ้นกระจายอยู่ใน เอเชีย - จีน, อนุทวีปอินเดีย, พม่า, ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, กัมพูชา, เวียดนาม ในป่าดิบและป่าดงดิบตามชายฝั่งทะเล ส่วนใหญ่อยู่บนเนินเขาและสันเขาเติบโตบนดินร่วนปนทราย ดินหินทรายและปะการัง ที่ระดับความสูง(-1,670) เมตร ในประเทศไทยพบตามบริเวณริมห้วยในภาคตะวันออก-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ความระดับสูง 300-700 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 10-20 (33) เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 50 ซม.ลักษณะ โคนต้นมีรากพอนสูงถึง 1.5 เมตรหนา15 ซม. เปลือกต้นสีน้ำตาลแดง แตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ  เปลือกชั้นในสีชมพูหรือสีน้ำตาล ก้านใบยาว 5-18 มม ใบประกอบแบบขนนก ปลายใบคี่ ใบยาว40 ซม. ใบย่อย 6-10 ใบเรียงสลับ ผิวเกลี้ยงรูปรีแกมขอบขนาน ยาว10-20 ซม. ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น (Dioecious) ดอกออกเป็นช่อยาว15-20 ซม. มีขนนุ่ม ดอกย่อยขนาดเล็กสีครีมอมส้ม กลีบดอก 5 กลีบ ผลแคปซูลกลม 3.2 x 3.8 ซม สีเหลืองส้มเมื่อสุก เปลือกหนาคล้ายหนัง ภายในมีเนื้อสีขาว เมล็ดค่อนข้างกลม สีดำมันมี 1 - 3 เมล็ด
ใช้ประโยชน์--- บางครั้งพืชถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้เป็นผลไม้กินได้ใช้เป็นสมุนไพรและไม้ซุงซึ่งใช้ในท้องถิ่น
-ใช้กินได้ ผลมีเนื้อหุ้มรสเปรี้ยวเล็กน้อย
-ใช้เป็นยา ลำต้นและราก ผสมรากทองกวาว กาฝากยางเหียงทั้งต้น ต้มดื่มน้ำ แก้อาการทางประสาท เปลือกมีคุณสมบัติเป็นยาใช้ในการรักษาโรคท้องร่วง
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้สีแดงอ่อน-แดงทองแดง ที่ลึก เห็นได้ชัด เนื้อไม้มีลักษณะแข็งและหนัก ใช้ในท้องถิ่นสำหรับงานก่อสร้างเบา สร้างบ้านและสร้างสะพาน เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์การเกษตร  เนื้อไม้ใช้ทำเชื้อเพลิง ผลแก่เป็นอาหารของสัตว์ป่า
ภัยคุกคาม---เนื่องจากถูกคุกคามจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่ จัดอยู่ในใน IUCN Red List ประเภท 'ใกล้ถูกคุกคาม'  
สถานะการอนุรักษ์---NT - Near Threatened - National - IUCN Red List of Threatened Species.2011
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-มีนาคม/เมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

ค่างเต้น/Canthium glabrum


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย                    โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Canthium glabrum Bl.(1823)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Plectronia glabra (Blume) Benth. & Hook.f. ex Kurz.(1877)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-33602
ชื่อสามัญ---Garden Coffee, Green Coffee
ชื่ออื่น---ค่างเต้น(นครราชสีมา); หูเสือ(กำแพงเพชร); เขากวาง(สุราษฎร์ธานี); [MALAYSIA: Kopi Utan (Malay).];[THAI: Khang taen, Hu suea, Khao kwang.];[VIETNAM: Cay Cang.].
EPPO Code---CBJSS (Preferred name: Canthium sp.)
ชื่อวงศ์ --- RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย คาบสมุทรอินโดจีน คาบสมุทรมาเลย์ ฟิลิปปินส์
Canthium glabrum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน-เนเธอร์แลนด์ในปี พ.ศ.2366
ที่อยู่อาศัย ขึ้นการกระจายใน อินเดีย, อินโดจีน, คาบสมุทรมาเลเซีย, สุมาตรา, ชวา, เกาะซุนดาน้อย, เกาะบอร์เนียว (ซาราวัก, บรูไน, ซาบา, ตะวันตก - และตะวันออก - กาลิมันตัน), ฟิลิปปินส์, เซเลเบส เติบโตใน ในป่าทุติยภูมิ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ บนพื้นที่ลุ่มน้ำและเนินเขา ที่ระดับความสูงถึง 1,700 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูง15 เมตร ไม่ผลัดใบลำต้นตรงสอบเข้าตรงปลาย กิ่งข้างออกเป็นคู่ขนานกับพื้นดิน เปลือกสีน้ำตาลเทาอ่อน เกลี้ยงหรือมีร่องเล็กๆตามยาวไม่มีหนาม ใบออกระนาบลู่ลง กว้าง 3-9 ซม.ยาว 7-18 ซม.ใบแก่เกลี้ยงเป็นมันสีเขียวเข้ม ด้านล่างมักมีจุดต่อมลึกลงระหว่างเส้นใบ หูใบรูปสามเหลี่ยมมีสันชัดเจน ดอก 0.5 ซม.สีเขียวอ่อนหรือขาวออกเป็นช่อเล็กๆ ผลขนาด 1.2-2.2 ซม.สีเขียวแก่ เมื่อสุกสีดำ มนรีหรือรูปไข่กลับปลายบุ๋มเล็กน้อย มักจะเป็น 2 พูมีเนื้อบาง เมล็ดแข็งรูปสามเหลี่ยม2เมล็ด
ขยายพันธุ์---เมล็ด


คำไก่/Olea salicifolia


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Olea salicifolia Wall. ex G.Don.(1837)
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms
---Linociera cambodiana Hance.(1877)
---Mayepea cambodiana (Hance) Kuntze.(1891)
---Olea dentata Wall. ex DC.(1844)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-355003
ชื่อสามัญ---Willow-leaved olive tree.
ชื่ออื่น--- คำไก่, กาแป๊ด, มวกกอ, แดงเขา, สนั่น ;[CHINESE: Xi ma mu xi lan.];[FRENCH: Olivier à feuilles de saule.];[THAI: Khum kai, Ka paad, Mouak ko, Daeng khao, Sanan.];
EPPO Code---OLVSS (Preferred name: Olea sp.)
ชื่อวงศ์ --- OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังคลาเทศ ทิเบต พม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม ลาว เวียตนาม มาลายา
Olea salicifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์วงศ์มะลิ (Oleaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก จากอดีต George Don (1798–1856) นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตในปี พ.ศ.2380


ที่อยู่อาศัย พบในอินเดีย(อัสสัม) บังคลาเทศ ทิเบต พม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม ลาว เวียตนาม มาลายา เกิดขึ้นประปรายในป่าดิบเขาที่มีการรบกวนน้อย ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นผลัดใบระยะสั้นสูงประมาณ 4 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มมีรอยแตกเป็นร่องก้านใบยาว 5-10 มม.ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวเรียงตรงข้าม ใบรูปใบหอกไปจนถึงรูปไข่ (7-) 10-15 (-23) × (2-23) 3-4.5 (-7) ซม. ขอบใบมีหยักป้าน ใบไม่มีขน ช่อดอกออกที่ซอกใบยาว 4-12 x1-3ซม. มีขนละเอียดมาก ดอกเล็กสีขาวหรือเหลืองอ่อน ชั้นกลีบเลี้ยงมีขนยาวปกคลุมชั้นกลีบดอก อับเรณูมีติ่งสั้นๆ ผลมีเนื้อรูปวงรีแคบ 1.2-1.5 ซม.×5-7 มม.
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 


คำขาว/Rhododendron moulmeinense


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhododendron moulmeinense Hook.(1856)
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms.
---Rhododendron klossii Ridl.(1909)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-50060663
ชื่อสามัญ---Westland's rhododendron
ชื่ออื่น---คำขาว, กุหลาบป่า, กุหลาบพันปีป่า, กุหลาบเขาหลวง; [THAI: Kham khao, Kulap paa, Kulap phan pi paa, Kulap khao louang.].
EPPO code---RHOSS (Preferred name: Rhododendron sp.)
ชื่อวงศ์--- ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีนตอนใต้ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสามัญWestland's rhododendron ("โรโดเดนดรอนของเวสต์แลนด์") เป็นเกียรติแก่ AB Westland ผู้อำนวยการคนแรกของสวนพฤกษศาสตร์ฮ่องกง
Rhododendron moulmeinense เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวEricaceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Sir William Jackson Hooker (1785-1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษซึ่งเป็นผู้อำนวยการคนแรกของ Royal Botanic Gardens (Kew Gardens)ในปี พ.ศ.2399
ที่อยู่อาศัย สายพันธุ์พืชพื้นเมืองทางตอนใต้ของประเทศจีน (ฝูเจี้ยน ,กวางตุ้ง ,กวางสี ,กุ้ยโจว ,ฮ่องกง ,หูหนาน ,ยูนนาน ),พม่า ,มาเลเซีย ,ไทยและเวียดนาม เจริญเติบโตบนภูเขาสูงอากาศหนาวเย็น สภาพป่าสมบูรณ์ ร่มครึ้ม ความชื้นสูงที่ระดับความสูง 500-700 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ตามป่าดิบเขาที่ค่อนข้างโปร่ง ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 950-2,200 เมตร เช่น เขาหลวงและเขานัน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็ก สูง 3-8 เมตร ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ เป็นกลุ่มห่างๆกลุ่มละ 3-6 ใบ รูปรีแกมรูปหอกยาว 7-14 ซม.กว้าง 3-6 ซม.ปลายใบแหลม ดอกสีขาวออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและซอกใบช่อละ 3-5 ดอก ดอกกว้างถึง 6 ซม.กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวยปลายแยกแผ่เป็น 5 กลีบบริเวณโคนกลีบมีประสีเหลืองแต้มเป็นทาง ผลเป็นแคปซูลทรงกระบอกปลายแหลม ยาว 2.5–5 ซม. มีมุม 6 แฉกตามความยาว ผลแก่แล้วแตก มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดแบนมีปีกบางใสล้อมรอบ
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-เมษายน/กรกฏาคม-ธ้นวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

คำแดง/Rhododendron Delavayi

ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์ ,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhododendron delavayi Franch.(1886)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-12304787
---Rhododendron arboreum subsp. delavayi (Franch.) Chamb.(1979)
---Rhododendron delavayi var. delavayi
---Rhododendron pilovittatum Balf. f. & W.W. Sm.(1917)
ชื่อสามัญ---Azalea, Tree rhododendron, Delavay’s Rhododendron
ชื่ออื่น---กุหลาบพันปี,  คำแดง (เชียงใหม่) ;[THAI: Kulap phanpi, Khamdaeng.].
EPPO code---RHOSS (Preferred name: Rhododendron sp.)
ชื่อวงศ์--- ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีนตอนใต้ พม่า ไทย
Rhododendron delavayi เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวEricaceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Adrien René Franchet (1834-1900)นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2429
ที่อยู่อาศัย อินเดีย จีนตอนใต้ พม่า ไทย พบทั่วไปตลอดเทือกเขาหิมาลัย ที่ระดับความสูง 2,000-2,500 เมตร ในประเทศไทย การ กระจายพันธุ์จำกัดอยู่เฉพาะตอนบนของดอยอินทนนท์ และอำเภอ อมก๋อย
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ขนาดความสูง 10 เมตร ลำต้นอ้วนสั้นเป็นตะปุมตะป่ำ กิ่งก้านบิดงอ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมแดง หลุดลอกได้ ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับที่ปลายกิ่ง รูปหอกกว้างแกมขอบขนาน ขนาดใบกว้าง 2-3 ซม.ยาว 7-14 ซม.ใบแก่เหนียวขอบใบเรียบด้านบนของใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่ามีขนสีเงินแต่ไม่มีเกล็ด
ดอก สีแดงเข้มออกเป็นช่อกลมที่ปลายกิ่งมีกาบขนาดใหญ่ที่มีขนรองรับ จำนวน 4-12 ดอก ดอกย่อยรูประฆังปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ขนาดของดอก 3-5ซม.ผลขนาด 1.5-3 ซม.รูปขอบขนานโค้งน้อยๆสีน้ำตาล มีสัน ผลแข็งแตกได้เป็น 5 ส่วน เมล็ดมากมายสีน้ำตาล มีแผงขนทั้ง 2 ด้าน
ระยะออกดอกบานเต็มที่---ปลายเดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


คำฟู/Cyathocalyx martabanicus var. martabanicus

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---จากหนังสือพรรณไม้วงศ์กระดังงา ผู้แต่ง ดร ปิยะ เฉลิมกลิ่น
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Cyathocalyx martabanicus var. martabanicus
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---คำฟู;[THAI: Khamfu.]
EPPO code---1KXYG (Preferred name: Cyathocalyx)
ชื่อวงศ์ --- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย-อินโดจีน
ที่อยู่อาศัยกิดขึ้นตามธรรมชาติในอินเดีย ( อัสสัม) พม่า ,ไทย ,ลาว ขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคเหนือ ที่ระดับความสูง 200-400เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 15-20เมตร โคนต้นเป็นพูพอน เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม เปลือกหนา กลิ่นฉุน แตกกิ่งเฉพาะที่ยอด กิ่งตั้งฉากกับลำต้น กิ่งอ่อนเรียบ เนื้อไม้เหนียวมาก
ใบรูปรี กว้าง7-10ซม.ยาว15-25ซม. โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลม ใบหนา แข็ง ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมันทั้งสองด้าน
ดอกออกเป็นกระจุก 2-3 ดอกตามกิ่งตรงข้ามใบ ดอกอ่อนสีเขียว บานเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กลีบดอกเรียงเป็น2ชั้น ดอกบานได้หลายวันส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน และหอมแรงตอนช่วงพลบค่ำ ผลเป็นผลรวมขนาด กว้าง5-6ยาว10ซม.
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-พฤษภาคม/ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

คำมอกน้อย/Gardenia obtusifolia

ภาพประกอบการศึกษา :หนังสือคู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Gardenia obtusifolia Roxb. ex Kurz.(1880.)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl/record/kew-88475
---Gardenia suavis Wall.(1847) [Invalid]    
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กระมอบ (ราชบุรี), กระบอก (สุโขทัย), ไข่เน่า (กาญจนบุรี), คมขวาน, พญาผ่าด้าม, พุดนา, พุดน้ำผึ้ง (ภาคกลาง),คำมอก น้อย (เชียงใหม่), ฝรั่งโคก (ปราจีนบุรี), มอก (นครราชสีมา), สีดาโคก (หนองคาย) ;[LAOS: S̄īdā khok.];[THAI:  Kramop (Ratchaburi); Krabok (Sukhothai); Khai nao (Kanchanaburi); Khom khwan, Phaya pha dam, Phut na (Central); Kham mok noi (Chiang Mai); Farang khok (Prachin Buri); Mok (Nakhon Ratchasima); Sida khok (Nong Khai).].
EPPO Code---GADSS (Preferred name: Gardenia sp.)
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชา, ลาว, มลายา, พม่า, ไทย, เวียดนาม
Gardenia obtusifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต จากอดีต Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2423


ภาพประกอบการศึกษา :หนังสือคู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ที่อยู่อาศัย พบในพม่าและภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยพบมากที่จังหวัด ตาก ลำปาง นครราชสีมา เลย ชัยภูมิ ในระดับความสูง 200-500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 2-8 เมตร ผลัดใบระยะสั้นก่อนออกดอก ลักษณะทรงพุ่มกลมแน่นทึบ ปลายยอดมียางข้นสีเหลืองติดอยู่ เปลือกหนาสีน้ำตาลเข้ม โคนลำต้นแตกเป็นร่องลึกตามยาวโคนต้น ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับฉาก ขนาดกว้าง 3-6 ซม.ยาว 6-14 ซม. เนื้อใบหนาผิวใบมีขนสั้นๆคายมือ หูใบอยู่ระหว่างก้านใบ ดอกเดี่ยวออกที่ปลายกิ่ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 ซม.เมื่อดอกบานเต็มที่ กลีบดอกตูมบิดเวียน โคนกลีบ ดอกติดกันเป็นหลอดคล้ายรูปแจกัน ส่วนปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปขอบขนานปลายมน ยาว 2-3 ซม.เมื่อเริ่มบานสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล ดอกหอมอ่อนและหอมแรงขึ้นเมื่อพลบค่ำ หากอยู่ในที่แล้งจะทิ้งใบออกดอกพร้อมกันทั้งต้น ผลเดี่ยวสดรูปกลมรีเปลือกแข็งมีกลีบเลี้ยงติดอยู่  เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3.5 ซม.มีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ด กลมรี ค่อนข้างแบน ยาว 3-5 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---คำมอกน้อย หรือพุดน้ำผึ้งเป็นพรรณไม้ที่ทนทานต่อความแห้งแล้ง อัตราการเจริญเติบโต ช้ามาก ความสูง 3 เมตร จากการเพาะเมล็ด ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ลำต้น ยาว 1 คืบ ย่างไฟให้เหลือง ต้มน้ำ ดื่มจนรสจืดทำให้เจริญอาหาร
-อื่น ๆกระพี้ไม้สีน้ำตาลอ่อน เนื้ออ่อนมาก ให้น้ำมันยางสีเหลืองใส
ระยะออกดอก---เดือนกันยายน-เดือนธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง
 

คำรอก/Ellipanthus tomentosus


ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือ คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์---Ellipanthus tomentosus Kurz.(1872)
ชื่อพ้อง---Has 16 Synonyms.
---Ellipanthus gibbosus King.(1897)
---Ellipanthus cinereus Pierre.(1898)
---Ellipanthus subrufus Pierre.(1898)
---(More).See all The Plant List http://theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2787668
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น ---กะโรงแดง, หมาตายทากลาก(ภาคตะวันออก) หำฟาน (เชียงใหม่); อุ่นขี้ไก่ (ลำปาง); ตานนกกดน้อย ประดงเลือด (สุโขทัย); กะโรงแดง คำรอก ช้างน้าว จันนกกด จับนกกรด (นครราชสีมา); ตานนกกดน้อย (สุรินทร์); กะโรงแดง คำรอก จันนกกด ช้างน้าว (ราชบุรี); ตานนกกรดตัวเมีย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ตานกกด ;[CAMBODIA: Kh a nh kdam ( Central Khmer).];[INDONESIA: Kelin, Kilin (Borneo); Wojo (Sulawesi).];[MALAYALAM: Padappen, Paṭappa.];[MALAYSIA: Kelin (Melanau); Kerantai merah.];[PHILIPPINES: Alomahgoi, Atarukan, Banato (Tag.); Dahgalis (Bag.); Pahgaldmag (Mbo.); Guisik (Yak.); Saling-udk (Bis.).];[THAI: Kham rok.];[VIETNAM: Mồng gà, Đầu gà.].
EPPO code---ELQTO (Preferred name: Ellipanthus tomentosus)
ชื่อวงศ์ --- CONNARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมุทรมลายู และสุมาตรา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Ellipanthus มาจากภาษากรีก “ellipes” ไม่สมบูรณ์ และ “anthos” ดอก อาจอ้างอิงถึงเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันติดเหนือกลีบดอก
Ellipanthus tomentosus เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวConnaraceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2415


ที่อยู่อาศัย เติบโตตามธรรมชาติในอินเดีย, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ พยตามป่าเต็งรังผสมป่าพรุตามฤดูกาลและป่าพรุ ที่ระดับความสูง1,500 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 800 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูงได้ถึง 10-20 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลแดงหรือสีเทา แตกเป็นร่องลึกตามความยาวของลำต้น และเป็นสะเก็ดหนา กิ่งก้านมีขนละเอียดสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปใบหอกหรือรูปไข่ กว้าง 3-9 ซม.ยาว 7-22 ซม. ฐานใบมน หรือ รูปลิ่ม ปลายใบมน หรือ เรียวแหลม ท้องใบมีขนโดยเฉพาะที่เส้นใบ เส้นแขนงใบมีข้างละ 6-10 เส้น ปลายจรดกันใกล้ขอบใบ ก้านใบยาวประมาณ 0.8-1.5 ซม. ปลายก้านใบมีข้อ ใบลักษณะลู่ลง ดอกช่อออกเป็นกระจุกแบบช่อกระจะ ออกที่ซอกใบยาวประมาณ 3 ซม.ดอกมักสมบูรณ์เพศ ดอกย่อยจำนวนไม่มาก มีขนปกคลุมเล็กน้อย กลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอ่อน กลีบดอกจำนวน 5 กลีบ ดอกสีขาว หรือสีครีม ด้านนอกมีขนประปราย ด้านในมีขนมาก เกสรเพศผู้ เกสรเพศผู้10 อัน เป็นหมัน 5 อัน เกลี้ยงยกเว้นตรงฐาน เกสรเพศเมีย มีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่เบี้ยว มีขนขึ้นหนาแน่น ยอดเกสรเพศเมีย ปลายแยกเป็น 2 แฉก ส่วนใบประดับเป็นรูปสามเหลี่ยม ผลรูปทรงค่อนข้างกลม ปลายผลแหลม มีขนละเอียดสีน้ำตาลแดงขึ้นหนาแน่น มีก้านผลสั้น ผลอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนผลแก่เป็นสีน้ำตาล เปลือกผลบาง ไม่มีเนื้อผล พอแก่แล้วจะแตกออกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดสีดำ1เมล็ด เมล็ดรูปไข่หรือรูปรี ขนาด 12-20 x 6-10 มม.มีเยื่อหุ้มสีแดงสด ครอบคลุมส่วนที่ฐาน ¼ ถึง 1/3
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการคำแหน่งแสงแดดจัด พบได้ในป่าบนดินหลายประเภทตั้งแต่ทรายไปจนถึงดินเหนียว
ใช้ประโยชน์--- บางครั้งต้นไม้ถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้เป็นยาและใช้ไม้
-ใช้เป็นยา ตำรายาไทยจะใช้เนื้อไม้ นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง เนื้อไม้ใช้เป็นยาแก้กระษัย เป็นยาถ่ายพิษเสมหะและโลหิต ใช้เป็นยาถ่ายพิษตับ แก้ตับทรุด -ตำรายาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานีจะใช้เนื้อไม้คำรอกเข้ายากับตาไก้และขันทองพยาบาท นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องผูก แก้อาการปวดเมื่อย
ยาพื้นบ้านใช้ กิ่งก้านและต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดท้องเกร็ง แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เจริญอาหาร ผสมกับแก่นพลับพลา ต้นกำแพงเจ็ดชั้น ต้นสบู่ขาว ต้นพลองเหมือด และแก่นจำปา ต้มน้ำดื่ม แก้หืด เปลือกต้นและแก่น ต้มน้ำดื่ม แก้ไตพิการ (โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ มีปัสสาวะขุ่นข้น เหลืองหรือแดง มักมีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้)
-ใช้อื่น ๆกระพี้มีสีเหลืองซีดไม้เนื้อแข็งและทนทาน ถูกใช้ในงานก่อสร้างในท้องถิ่น เช่นสะพานและเสาบ้าน เครื่องมือการเกษตร เครื่องมือใช้สอยต่าง ๆ และใช้ทำเชื้อเพลิงได้ดี
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-มีนาคม/มีนาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


คำแสด/Mallotus philippensis


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา: หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Mallotus philippensis (Lam.) Muell.Arg.(1865)
ชื่อพ้อง---Has 16 Synonyms
---Aconceveibum trinerve Miq.(1859)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-119039
ชื่อสามัญ--- Kamala tree, Red kamala, Orange Kamala, Kamala Dye Tree, Monkey Face Tree.
ชื่ออื่น---มะกายคัด, มะกายขัดหิน ,มะคาย, ผงขี้ตั้ง ;[ASSAMESE: Lochan, Rohini phal,Joroth.];[BENGALI: Kamala];[BURMESE : Hpawng-awn.];[CHINESE: Cu kang chai, Xiang gui shu, Jia ma la.];[FRENCH: Croton tinctorial, Rottlière des teinturiers.];[GERMAN: Kamalabaum.];[HINDI: Raini, Rohan, Kamala,Raini, Sinduri, Rohini.];[KHMER: Annadaa.];[MALAY : Balik angin, Galuga furu.];[SANSKRIT: Kampilyaka.];[TAMIL: Thirisalakkai maram, Kapila, Thavattai.];[THAI: Cha tri khao, Ma khai, Makai khat, Sa-bo-se, Thaeng thuai.];[VIETNAM: Ba chia, Canh kiên, Rùm nao.].
EPPO Code---MLLPH (Preferred name: Mallotus philippensis.)
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE                                                                                                                               ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อาฟกานิสถาน หมู่เกาะอันดามัน คาบสมุทรอินโดจีน พม่า สุมาตรา ชวา ออสเตรเลีย
Mallotus philippensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวEuphorbiaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean-Baptiste Lamarck (1744–1829) นักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาชาวฝรั่งเศสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยJohannes Muller Argoviensis (1828-1896)นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสในปี พ.ศ.
ที่อยู่อาศัยเอเชียตะวันตก (อาฟกานิสถาน) เทือกเขาหิมาลัย อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ อินโดจีน มาเลเซีย จีน (รวมถึงไต้หวัน ทิเบต) นิวกินี ออสเตรเลีย เป็นพืชในเขตร้อนพบได้ทั่วไปในป่าดิบชื้นโดยเฉพาะในป่าทุรกันดารสามารถพบได้จากระดับน้ำทะเลถึง 1,600 เมตร                                                                                                                                                        ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง12- 15เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางถึง 50 ซม. แต่มักจะน้อยกว่า เรือนยอดแน่นทึบ ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลออกแดงหนาแน่น  ใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนาน ยาว7-16ซม.โนใบมนปลายใบแหลมใบแก่เรียบเกลี้ยง ด้านล่างสากคาย ดอกช่อแบบช่อกระจะ สีเหลืองอมเขียว ขนาดเล็ก ดอกเพศผู้มีจำนวนมากเส้นผ่านศูนย์กลาง 3มม.ยาว 5- 8 ซม. ดอกเพศเมียอยู่ในช่อดอกเดี่ยว ๆ มีความยาว 3-7 ซม.ผลค่อนข้างเส้นผ่านศูนย์กลาง 6- 8 มม.มีขนสั้นๆและต่อมเล็กๆสีแดง ผลแห้งแตกกลางพู มีสันกลางพู เมล็ดกลม มี1-4 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่แสงแดดเต็ม แต่พืชยังสามารถทนต่อร่มเงาได้ดี ต้องการ pH ในช่วง 5 - 6.7 ทนได้ 4.5 - 7.5  ทนแล้ง
การใช้ประโยชน์--- แหล่งที่มาของผง kamala ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในเอเชียเป็นสีย้อมและยา พืชยังให้ไม้ที่มีประโยชน์น้ำมันและแทนนิน
-ใช้เป็นยา ชิ้นส่วนที่ใช้ใบเปลือกและเมล็ด มีคุณสมบัติทางสมุนไพร เป็นยาใช้ภายนอกสำหรับการติดเชื้อที่ผิวหนัง เป็นยาภายในใช้ถ่ายพยาธิ ขนของผลต่อมให้ผลผลิต“ ผงกมลา” ใช้ในความผิดปกติของช่องท้อง, การติดเชื้อหนอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพยาธิตัวตืด ท้องผูก บาดแผล, นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ห้ามเลือด หิด, ขี้กลากและเริม การเตรียมยาอายุรเวทโดยใช้พืชชนิดนี้คือ "Krimighatini bati" และ "Krimikuthar rasa" ที่ใช้เป็นยาแก้พยาธิ การขูดรากเคี้ยวกับส่วนผสมของพลูใช้เป็นยาคุมกำเนิดสำหรับผู้หญิง-ในปากีสถานผงเมล็ดแห้งที่ผสมกับนมเปรี้ยวครึ่งถ้วยจะได้รับวันละครั้งเป็นเวลา 1 ถึง 2 วันสำหรับอาการท้องผูกและเพื่อฆ่าหนอนลำไส้
-ใช้อื่น ๆ ผงสีแดง ('กมลา') บนผลสุกให้สีย้อมสีส้มสดใสที่มีค่าซึ่งใช้ในการย้อมผ้าไหมและผ้าขนสัตว์ ยังถูกใช้สำหรับระบายสีอาหารและเครื่องดื่ม ใบใช้เป็นอาหารสัตว์ น้ำมันจากเมล็ดใช้สำหรับรักษาสภาพ ใช้เป็นน้ำมันชักเงา และสีแห้งเร็ว
ความเชื่อ/พิธีกรรม--- เป็นต้นไม้ที่ใช้ในงานพิธีต่างๆในศาสนาฮินดู
รู้จักอันตราย--- Rottlerin สารที่พบในผง kamala ได้รับการแสดงให้เห็นว่ามีผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของหนูเพศเมียและหนูตะเภาและมีรายงานว่าเป็นพิษต่อกบหนอนและปลาบางชนิด ในการใช้ยาเกินขนาด (overdoses)มันทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ในมนุษย์ เมล็ดมีรายงานว่ามี glycoside ที่เป็นพิษ  รากลำต้นและใบมีไฮโดรเจนไซยาไนด์ซึ่งเป็นกรดพิษ ในสุมาตราพืชนี้ใช้ยาเบื่อปลา
ระยะออกดอก/ติดผล--- ตุลาคม - มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

คำหด/Engelhardtia spicata

 

ภาพประกอบการศึกษา: หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Engelhardtia spicata Lesch. ex Blume.(1826 )
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Engelhardtia aceriflora (Reinw.) Blume.(1829)
---Gyrocarpus pendulus Blanco.(1845)
---Juglans pterococca Roxb.(1826)
---Pterilema aceriflorum Reinw.(1828)
ชื่อสามัญ---Mauwa
ชื่ออื่น---คำหด ; [ASSAMESE: Lal amiri, Lewa, Rumgach];[CHINESE: Yun nan huang qi];[HINDI: Gadh mauha, Mahwa, Samma, Silapoma];[NEPALI: Mauwa.];[THAI: Khamhod.].
EPPO Code---ENHSP (Preferred name: Engelhardtia spicata.)
ชื่อวงศ์ --- JUGLANDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ภูฏาน, อินเดีย, สิกขิม, เนปาล, ปากีสถาน,  พม่า, ไทย,  ลาว, เวียดนาม อินโดนีเซีย, มาเลเซีย,  ฟิลิปปินส์
Engelhardtia spicata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ค่าหด (Juglandaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Leschenault de la Tour (1773-1826)นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส จากอดีต Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ.2369


ที่อยู่อาศัย จีน (กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหลำ, เซียง, ยูนนาน) ภูฏาน, อินเดีย, สิกขิม, เนปาล, ปากีสถาน,  พม่า, ไทย,  ลาว, เวียดนาม อินโดนีเซีย, มาเลเซีย,  ฟิลิปปินส์ เป็นต้นไม้ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน พบเห็นได้ทั่วไปบนเนินเขาหรือในหุบเขาจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึงระดับความสูง 2,500 เมตร ในประเทศไทย พบขึ้นตามป่าดิบเขาและป่าเบญจพรรณทั่วไป ยกเว้นทางภาคใต้ ตั้งแต่ระดับ 500-1,500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 20-30เมตร เรือนยอดทึบ แต่ดูซีด กิ่งตั้งขึ้น เปลือกต้นสีเทา หรือน้ำตาลแตกเป็นร่องลึก เปลือกชั้นในสีน้ำตาลแดงเป็นเยื่อใย ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่หรือคี่ มีใบย่อย3-5คู่ คู่บนใหญ่สุดถึงกว้าง2.2ซม.ยาว 8 ซม.ก้านใบย่อยยาว 2.5-11.5 ซม. ขอบใบเรียบก้านใบร่วมยาว15-37ซม. ดอก เล็กเป็นช่อเรียวแตกแขนง ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ในช่อเดียวกัน ดอกเพศเมียอยู่ปลายช่อ ดอกเพศผู้ออกตามกิ่งข้างด้านล่าง แต่ละดอกมีกาบที่ปลาย3พูรองรับ กลีบเลี้ยง4กลีบไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้(6)8-13อัน ผลมี3ปีก ปีกกลางใหญ่กว่าปีกข้าง มีเส้นปีกเล็กละเอียด ส่วนกลางผล3-5ซม.มีขนหนาม  
ใช้ประโยชน์--- เปลือกไม้นั้นเก็บเกี่ยวจากต้นไม้ป่าเป็นแหล่งของแทนนินซึ่งใช้ในท้องถิ่น มันเป็นของกลุ่มไม้ที่รู้จักกันในการค้าเป็น 'Dungun Paya' และไม้บางครั้งมีการซื้อขาย -ในเกษตร ต้นไม้ถูกใช้เป็นต้นไม้บุกเบิกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทย
 -ใช้เป็นยา เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน นำมาต้มน้ำให้หญิงหลังคลอดบุตรอาบ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว เป็นยารักษาตุ่มคันในเด็ก ยาสมานแผล แก้อักเสบ
-วนเกษตรใช้ ต้นไม้ถูกปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว
-ใช้อื่น ๆ ไม้ค่อนข้างแข็งใช้งานง่ายแต่การใช้งานไม่คงทน เปลือกมีสารแทนนินมาก ต้นไม้ใช้สำหรับเลี้ยงครั่ง
รู้จักอันตราย--- เปลือกและใบอุดมไปด้วยแทนนินถูกใช้เป็นสารพิษเบื่อปลา
ภัยคุกคาม--เนื่องจากไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วง จัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2013
ระยะออกดอก--- มีนาคม - เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เคด/Catunaregam tomentosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Catunaregam tomentosa (Blume ex DC.) Tirveng.(1979.)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-36208
---Basionym: Gardenia tomentosa Blume ex DC.(1872 )
---Gardenia dasycarpa Kurz.(1830)      
---Randia dasycarpa (Kurz) Bakh.f.(1956)       
---Randia tomentosa (Blume ex DC.) Hook.f.(1880)  [Illegitimate]
---Xeromphis tomentosa (Blume ex DC.) T.Yamaz.(1970 )
ชื่อสามัญ---There are no common names associated with this taxon.
ชื่ออื่น---มะเค็ด, ระเวียงใหญ่, หนามแท่ง ;[CAMBODIA: lvieng (Central Khmer).];[THAI: Ma khet, Ra wiang yai, Nam thaeng (Northeastern).]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน-เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
Catunaregam tomentosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ จากอดีต Augustin Pyrame de Candolle (1778?1841) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิส และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยDeva D. Tirvengadum (เขามีบทบาทมากที่สุดในปี 1986) นักพฤกษศาสตร์ชาวศรีลังกาในปี พ.ศ.2522
ที่อยู่อาศัย พบใน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา คาบสมุทรมาเลเซียตอนบน และเกาะชวา ในประเทศไทย พบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ พบในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 4-8 เมตร ลำต้นกลม เปลือกสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นสะเก็ดบางๆ กิ่งก้านมีหนามแหลมยาวออกเป็นคู่ตามซอกใบ หนามยาว 2-7 ซม. ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง3-5ซม.ยาว5-7ซม.แผ่นใบหนา ปลายใบแหลม-กลม และมีติ่งหนาม ขอบใบม้วนลง โคนใบสอบ มีเส้นแขนงใบข้างละ 6-12 เส้น ผิวใบด้านบนมีขน และมีรอยกดเป็นร่องตามแนวเส้นแขนงใบ ด้านล่างมีขนหนานุ่มสีขาวอมน้ำตาล ก้านใบยาว 3-10 มม.หูใบอยู่ระหว่างก้านใบ ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อใกล้โรย กลิ่นหอม เมื่อบานกว้าง 3-5 ซม. มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก 7-9 กลีบ แฉกลึก มีโคนเชื่อมติดกัน หลอดกลีบดอกสั้นกว่ากลีบดอก ดอกมี 8–10 กลีบ บิดเวียน รูปใบหอกแกมรูปไข่กลับ ยาว 1.5–2 ซม. ปลายมน-กลม และมีติ่งแหลม เกสรเพศผู้เท่าจำนวนกลีบดอก ติดใต้ปากหลอดกลีบดอก ก้านดอกสั้นมาก ผลแห้งไม่แตกรูปไข่กว้าง 4-6 ซม. ปลายผลมีกลีบเลี้ยงติดคงทน ผิวมีขนนุ่มแบบกำมะหยี่สีน้ำตาล เมื่อสุกสีเหลืองคล้ำ เนื้อในรอบเมล็ดสีดำ มีเมล็ดจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา แก่นหรือรากใช้รักษาเบาหวาน วัณโรค มะเร็งต่างๆ เนื้อไม้ใช้รักษาแผลที่ถูกหนามทิ่มแทงหักคาในเนื้อ ตำรับ ยารักษาแผลเบาหวาน/แผลอักเสบเรื้อรัง
-อื่นๆ ชาวบ้านใช้ผลแก่ตีกับน้ำเป็นยาสระผม ไม้ใช้ทำฟืน หรือเผาถ่าน เชื้อเพลิง
ระยะออกดอก/ติดผล---ธันวาคม-เมษายน/มีนาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เคี่ยม/Cotylelobium melanoxylon

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cotylelobium melanoxylon (Hook.f.) Pierre.(1889)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2740429
---Cotylelobium beccarianum Heim.(1889)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2740429
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น--- เคี่ยม, เคียมขาว, เคี่ยมดำ, เคี่ยมแดง ;[MALAYSIA: Resak tembaga , Resak, Resak Tempurong (Malay); Resak Tempurung (Sabah); Resak Hitam (Sarawak).];[THAIi: Khieam, Khieam khao, Khieam dam, Khieam daeng.].
EPPO Code---CBMME (Preferred name: Cotylelobium melanoxylon.)
ชื่อวงศ์---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - คาบสมุทรไทยมาเลเซียอินโดนีเซีย
Cotylelobium melanoxylon เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ยางนา (Dipterocarpaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Sir Joseph Dalton Hooker (1817-1911) นักพฤกษศาสตร์นักชีววิทยาและศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2432
ที่อยู่อาศัย พบในประเทศไทยคาบสมุทรมาเลเซียสุมาตราบอร์เนียว (ซาราวัก บรูไน ซาบาห์ตะวันตกและตะวันออก - กาลิมันตัน) พืชเขตร้อนชื้นซึ่งพบได้ในระดับความสูงถึง 300-1,500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง 20-40 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น0.70-1.6เมตรลำต้นตรง เปลือกเรียบสีน้ำตาลเข้ม มีรอยด่าง เทาเหลืองสลับ มีต่อมระบายอากาศกระจายทั่วไป ตามยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลสั้นๆปกคลุม ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปไข่หรือมนกว้าง ปลายใบแหลมสอบเรียว ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบหนาเป็นมัน
ดอกออกเป็นช่อยาว ดอกมีสีขาวกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลเป็นผลแห้งรูปทรงกลมมีขนนุ่ม ปีกยาว1คู่ปลายปีกมนมีสันตามยาว5สัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดดจัด ชอบดินที่แห้งมักเป็นทรายหรือดินร่วน มีการระบายน้ำดี ค่า pH ในช่วง 4 - 4.5 ซึ่งทนได้ 3.7 - 5 อุณหภูมิตอนกลางวันต่อปีอยู่ในช่วง 22 - 34°c แต่ทนได้ 12 - 38°c
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้เป็นไม้
-ใช้กินได้ เปลือกไม้ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันฟองในน้ำหวานและเพื่อจับการหมักของไวน์ท้องถิ่น
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้สีน้ำตาลถึงเกือบดำหนักมากแข็งเนื้อแน่นทนทานและทนปลวกและผุ ใช้ทำพื้น เรือ แพ สะพาน หมอนรองรถไฟ และสิ่งก่อสร้างที่ต้องการความแข็งแรงทนทานมากๆ
สำคัญ---เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี , ประเทศไทย
ภัยคุกคาม---สายพันธุ์นี้ถูกคุกคามโดยการแปลงที่ดินและการสูญเสียถิ่นที่อยู่ ถูกจัดอยู่ในใน IUCN Red List ประเภท 'ใกล้สูญพันธุ์'  สถานะการอนุรักษ์---EN - ENDANGERED - IUCN Red List of Threatened Species. 2011
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

เคี่ยมคะนอง/Shorea henryana


ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือ คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์---Shorea henryana Pierre.(1886)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Shorea longestipulata Tardieu
---Shorea sericeiflora C.E.C.Fisch. & Hutch.
ชื่อสามัญ---White Meranti, Meranti Sutera
ชื่ออื่น---เคี่ยมคะนอง, เคียนทราย, สยา, เชื่อม, ชีนรุ่ง ;[FRENCH: Meranti blanc.];[INDONESIA: Meranti puteh, Meranti putih.];[MALAYSIA: Meranti Jerit (Malay); Meranti Sutra (Perlis); Tengkawang (West Kalimantan).];[PHILIPPINES: Manggasinoro (Tagalog).];[THAI: Chueam, Khiam, Khiam khanong, Khian sai.];[VIETNAM: Sến nghệ.]
EPPO Code---SHOSS (Preferred name: Shorea sp.)
ชื่อวงศ์---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- กัมพูชา ,ลาว ,มาเลเซีย ,พม่า ,ไทย, เวียดนาม
Shorea henryana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ยางนา (Dipterocarpaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2429

ที่อยู่อาศัย พบได้บ่อยครั้งในป่าดิบแล้งบนภูเขาและบนพื้นป่าพร่อง ที่ระดับความสูงไม่เกิน 900 เมตร ในประเทศไทยพบทั่วไปทางภาคตะวันออกและภาคใต้ ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 100-500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบสูง 20-30 เมตรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้สูงสุด 100 ซม.ลักษณะลำต้นเปลาตรงโคนต้นมีพูพอนบางๆเปลือกสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องและสะเก็ดยาวๆ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล มีหูใบรูปขอบขนานแกมรูปหอก ใบ เดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่แกมรูปหอก 6.5-12.5 x 2.5 -5 ซม. โคนใบมนแล้วเรียวสอบไปทางปลาย ใบอ่อนสีชมพูเรื่อๆ มีขนสีน้ำตาลนุ่มทั้งสองด้าน ใบแห้งสีม่วงปนน้ำตาลอ่อน ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ดอกสีขาว กลีบดอก5กลีบ ผลรูปกระสวย 22 x 4 มม.ปลายผลเรียวแหลมห่อหุ้มด้วยกระพุ้ง โคนปีก มีปีกยาว 3 ปีก และสั้น 2 ปึก
ใช้ประโยชน์--- สายพันธุ์นี้เป็นแหล่งที่มาของไม้ซุงสีขาว และเรซิ่น ;-เรซิ่น (dammar)เป็นเรซินแข็งที่ได้จากต้นไม้ต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์เช่นยาเรือและตะกร้าเป็นกาวยา เป็นเชื้อเพลิงสำหรับคบเพลิงและบางครั้งใช้ในอาหาร Dammar มีการใช้งานเชิงพาณิชย์มากมายแม้ว่าการใช้งานเหล่านี้จะมีความสำคัญน้อยลงในทุกวันนี้เนื่องจากการใช้วัสดุสังเคราะห์ทดแทน ในเชิงพาณิชย์ใช้เป็นส่วนผสมของหมึก, แลคเกอร์, สีน้ำมัน, เคลือบเงา ฯลฯ และใช้เป็นสารเคลือบในอาหาร
-ใช้อื่น ๆ ไม้เนื้อแข็งและหนักใช้สำหรับสร้างเรือ ทำเฟอร์นิเจอร์ภายในหรือทำไม้แบบเทหล่อคอนกรีต และอุปกรณ์การเกษตร
ภัยคุกคาม---เนื่องจากถูกคุกคามจากกิจกรรมการตัดไม้และการเพิ่มการตั้งถิ่นฐานและการเกษตร ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง จัดอยู่ใน IUCN Red List ประเภท 'ใกล้สูญพันธุ์' (EN) - มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ในป่า (ความเสี่ยงสูงมากต่อการสูญพันธุ์ในธรรมชาติในอนาคต)
สถานะการอนุรักษ์---EN-ENDANGERED-IUCN Red List of Threatened Species.2013
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธุ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด


แคขาว/Dolichandrone serrulata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dolichandrone serrulata (DC.) Seem.(1870)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Bignonia serrulata Wall. ex DC.(1845.)
---Bignonia serrulata Wall. ex DC.(1838)
---Spathodea serrulata (Wall. ex DC.) DC.(1845)
---Stereospermum serrulatum DC.(1838)
ชื่อสามัญ---Cat tail tree
ชื่ออื่น---แคเก็ดถวา, แคขาว (เชียงใหม่), แคตุ้ย, แคแน, แคฝอย, แคฝา, แคหยุยฮ่อ, แคแหนแห้ (ภาคเหนือ), แคทราย (นครราชสีมา), แคนา(ภาคกลาง), แคป่า (ลำปาง, เสย); แคพูฮ่อ (ลำปาง) ; แคยาว, แคอาว (ปราจีนบุรี) ;[THAI: Khae khao (Chiang Mai); Khae tui,  Khae haen hae (Northern); Khae sai (Nakhon Ratchasima); Khae naa (Central); Khae paa (Lampang, Loei); Khae phu hor (Lampang); Khae yao, Khae aao (Prachin Buri).].
EPPO Code---DQLSE (Preferred name: Dolichandrone serrulata.)  
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม
Dolichandrone serrulata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่าง หรือ วงศ์ปีบ(Bignoniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยAugustin Pyrame de Candolle (1778?1841) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิส และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Berthold Carl Seemann (1825–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2413
ที่อยู่อาศัย พบที่บังคลาเทศ พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ชายทุ่งหรือทุ่งนา ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 300 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูงถึง 20-25 เมตร เรือนยอดแคบทรงกระบอก กิ่งก้านเรียวเล็ก เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน เรียบหรือล่อนหลุดเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ใบย่อย3-5คู่ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ยาว 5-14 ซม.  ขอบใบหยักเป็นซี่ประปรายฐานใบไม่สมมาตรใบอ่อนจับแล้วรู้สึกเหนียว ดอกสีขาวสะอาดบานตอนกลางคืน ตอนเช้าร่วง ช่อดอกสั้นไม่แตกแขนงช่อละ3-7ดอกออกที่ปลายกิ่ผลรูปแถบ บิดงอ ยาวได้ถึง 85 ซม. เมล็ดรูปสี่เหลี่ยม ยาว 2.2-2.8 ซม. รวมปีกบางใส
ใช้ประโยชน์ ---ใช้กินได้ ดอกใช้ปรุงอาหาร ต้ม ลวกจิ้มกินเป็นผัก รสขมช่วยทำให้เจริญอาหาร
-ใช้เป็นยา เปลือกต้น ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ โดยใช้กับสตรีหลังคลอดบุตร ดอกมีรสหวานเย็น ใช้เป็นยาขับเสมหะ โลหิต แก้ไข้หัวลมได้เช่นเดียวกับดอกแคบ้าน ใบใช้ตำพอกรักษาแผล ต้มกับน้ำเป็นยาบ้วนปาก
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา ริมทาง สวนสาธารณะและสวนทั่วไป
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้ทำสิ่งก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้ เช่น ทำเป็นเสา ไม้กระดาน ฝาเพด้าน พื้น ฯลฯ
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


แคชาญชัย/Radermachera eberhardtii


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Radermachera glandulosa (Blume) Miq.(1867)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms. See all The Plant List
---Basionym: Spathodea glandulosa Blume. (1826)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.com/tpl1.1/record/kew-317272
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น--แคชาญชัย (ปัตตานี); เพกาผู้, หนามคาว (ภาคใต้); หูวัว (ตรัง) ;[CHINESE: Guang xi cai dou shu.];[MALAYSIA: Gepal (Temiar).];[THAI: Khae chanchai]; [VIETNAM: Rà đẹt.]
EPPO Code---RADGL (Preferred name: Radermachera glandulosa.)
ชื่อวงศ์--- BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ เมียนมาร์ ลาว ไทย บอร์เนียว และฟิลิปปินส์
Radermachera glandulosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่าง หรือ วงศ์ปีบ(Bignoniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยCarl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Friedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ในปี พ.ศ.2410
ที่อยู่อาศัย เป็นไม้ชั้นล่างในป่าดิบชื้นพบได้ทั่วไปในคาบสมุทรมาเลเซียที่เติบโตในป่าดิบชื้นหรือป่าทุติยภูมิตามไหล่เขา บ่อยครั้งริมลำธาร ที่ระดับความสูง 150–915 เมตร สายพันธุ์นี้ยังกระจายจากจีนตอนใต้ (กวางตุ้ง กวางสี) เมียนมาร์ ลาว ไทย บอร์เนียว และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทย พบทางภาคเหนือและภาคใต้ ขึ้นตามริมลำธารในป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 900 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 10-12 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว (pinnate) ยาว 10-30 ซม มีใบย่อย2-4 คู่ ผิวใบเรียบ มีต่อมสีม่วงดำใกล้ฐานใบ ดอกสีเหลืองสดช่อดอกยาว 12-50 ซม.แยกแขนงสั้น ๆหลอดกลีบดอกรูปกรวยแคบยาว 2.5-3.5 ซม. โคนคอด กลีบรูปรีกว้าง ผลออกเป็นกระจุก เป็นแคปซูลรูปแถบ ตรง ห้อยลง ยาว 18-30 ซม.กว้าง7-8 มม มีหลอดกลีบเลี้ยงรองรับที่ฐานห้อยเป็นพวง เมล็ดรูปแถบ มีปีกสีเงินโปร่งใส รูปขอบขนานแคบ ยาวประมาณ 2 ซม.(รวมปีก)
ระยะออกดอก---เมษายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แคหิน/Stereospermum Colais


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Stereospermum colais (Buch.-Ham. ex Dillwyn) Mabb.(1979)
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms.
---Basionym: Bignonia colais Buch.-Ham. ex Dillwyn.(1839)
---Stereospermum tetragonum DC.(1838)
---(More).See all https://www.gbif.org/species/7298473
ชื่อสามัญ---Trumpet Flower Tree, Yellow Snake Tree.
ชื่ออื่น--- แคหิน, แคฝอย ;[BENGALI: Parul.];[CHINESE: Yu ye qiu];[HINDI: Paral, Paroli, Patal.];[KANNADA: Kalludi, Katniruli, Malali, Pathiri, Vaadari, Bondh, ValaKaala, AdriLingadare, GidaKalaadri, Paadari.];[MALAYALAM:  Pathiri, Poopathiri, Karingazha, Karingkruna.];[SANSKRIT: Patali, Patala, Patal];[TAMIL: Ambu, Ambuvaginim Kural, Padiri, Ponpadiri, Poombathiri, Vellaippadri, Vela pathri.];[TELUGU: Ambuvasini, Kaligottu, Padiri, Patala.];[THAI: Khae hin, Khae foi];[VIETNAM: Quao, Quao núi, Khé]
EPPO Code---SRUSS (Preferred name: Stereospermum sp.)
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน อินโดจีน คาบสมุทรมาเลย์ สิงคโปร์ สุมาตรา
Stereospermum colais เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่าง หรือ วงศ์ปีบ (Bignoniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย (Francis Buchanan-Hamilton(1762-1829) แพทย์ชาวสก็อตที่มีส่วนร่วมสำคัญในฐานะนักภูมิศาสตร์นักสัตววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ในขณะที่อาศัยอยู่ในอินเดีย.จากอดีต Lewis Weston Dillwyn(1778–1855) นักพฤกษศาสตร์และนักประสาทวิทยาชาวอังกฤษ ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย David John Mabberley (เกิดปี 1948) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2522
ที่อยู่อาศัย พบในจีน (กวางสี กุ้ยโจว ไห่หนาน ยูนนาน) บังคลาเทศ ภูฏาน กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย (สุมาตรา) ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ เนปาล สิกขิม ศรีลังกา ไทย เวียดนาม พบค่อนข้างมาก ในที่กึ่งโล่งแจ้งในป่าเบญจพรรณที่ชื้น และป่าดิบเขา ขอบของป่าดิบชื้นที่ระดับความสูง 400-1800 เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ใกล้ลำธาร ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 25-35 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 80 ซม.เรือนยอดมีกิ่งก้านแตกกิ่งมาก ลำต้นสั้นเปลือกสีน้ำตาลครีม หลุดล่อนเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบยาว 25 - 50 ซม. มีใบย่อย 3-6 คู่ รูปขอบขนานยาว 6-14 ซม. กว้าง 3-6 ซม.ใบแก่เกลี้ยงหรือมีขนสีขาวเล็กๆประปรายด้านล่างใบ มักมีต่อมแบนสีเข้มใต้ฐานใบ ช่อดอกหลวมๆที่ปลายกิ่งอ่อนยาว 14 - 70 ซม.กว้าง 0.9 - 3.6 ซม.ดอกขนาด1.8-2.5ซม.ดอกมีกลิ่นหอมเล็กน้อยบานตอนเช้า ผลเป็นฝักยาว 14 - 70 ซม.กว้าง 0.9 - 3.6 ซม.โค้วและบิดมีสันสีสันแตกออกได้ตามยาวเป็น4ซีกปลายเมล็ดทั้งสองด้านมีปีกแคบๆ เมล็ดมีความยาว 2 - 2.6 ซม. กว้าง 0.3 - 0.5 ซม. รวมถึงปีกด้านข้าง
ใช้ประโยชน์--- ไม้ดอกสวยงามสามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้
-ใช้เป็นยา ทุกส่วนของพืชมีผลลดไข้ ในอินเดียใช้รากใบและดอกเพื่อรักษาไข้ ใช้น้ำคั้นใบร่วมกับน้ำมะนาวในกรณีที่มีความวิกลจริต ดอก ใช้รักษาพิษแมงป่องต่อย
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แคทะเล/Dolichandrone spathacea


ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ), รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
ชื่อวิทยาศาสตร์---Dolichandrone spathacea (L.f.) Seem.(1863)
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms
---Basionym: Bignonia spathacea L.f.(1782)
---Dolichandrone rheedii (Spreng.) Seem.(1870.)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-320759
ชื่อสามัญ---Mangrove Trumpet -Tree, Singapore mangrove
ชื่ออื่น---แคน้ำ, แคทะเล ;[BURMESE: Thakutma.];[FRENCH: Bignone de Malaysie.];[MALAYALAM: Neerpongilium.];[MALAYSIA: Pokok kulo, Kaju Pelok, Kulok, Tui, Tuj, Taring Buaya (Malay).]:[MARATHI: Samudrashingi.];[PHILIPPINES: Tiwi,Tua,Tui (Tag); Tanghas (P. Bis.); Pata (Ilk.).];[SINHALESE: Diya danga.];[SRI LANKA: Vilpadri.];[SINHALESE: Diya danga.];[TAMIL: Kaliyacca, Mankulanchi, Pannir, Vilpadri.];[THAI: Khae nam, Khae thalae.];[VIETNAMESE: Quao.].
EPPO Code---DQLSP (Preferred name: Dolichandrone spathacea.)
ชื่อวงศ์--- BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ อินโดจีน มาเลเซีย นิวกินี ออสเตรเลีย
Dolichandrone spathacea เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่าง หรือ วงศ์ปีบ(Bignoniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carolus Linnaeus the Younger (1741–1783) นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนลูกชายของCarolus Linnaeusและ Sara Elisabeth Moraea ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Berthold Carl Seemann (1825–1871)นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2406
ที่อยู่อาศัย คาบสมุทรตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นิวคาเลโดเนีย และหมู่เกาะโซโลมอน พบในอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ อินโดจีน มาเลเซีย นิวกินี ออสเตรเลีย พบขึ้นกระจายห่างๆตามริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง แนวหลังป่าชายเลน หรือในพื้นที่ที่เป็นเลนแข็งและน้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราวที่ระดับความสูงไม่เกิน 100 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบช่วงสั้นๆหรือไม่ผลัดใบ สูง 5-15 เมตร ลักษณะทรงต้นเรือนยอดแผ่กว้าง แตกกิ่งก้านน้อน ทุกส่วนเมื่อแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีดำ เปลือกนอกเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้น สีเทาคล้ำหรือน้ำตาลอมเทา มีช่องอากาศกระจายทั่วลำต้น ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย 2-4 คู่ เรียงตรงข้ามจากเล็กไปหาใหญ่ แผ่นใบย่อยไม่สมมาตร รูปไข่แกมรูปใบหอกถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ขนาดกว้าง 3-7 ซม.ยาว 7-16 ซม.ขอบใบเรียบถึงเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบบางผิวเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า ดอกแบบช่อเชิงลด ออกตามปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาวรูปแตร มีกลิ่นหอม ดอกบานขนาด 7-13 ซม.แต่ละช่อมี 3-7 ดอก ผล แบบผลแห้งแตกกลางพู คล้ายฝักเรียวโค้งและบิดเป็นเกลียว ขนาดกว้าง 2.3 ซม.ยาว 30-40 ซม.ฝักแก่สีเขียวอมม่วง เมื่อแห้งสีเทาขาวแตกได้เป็น 2 ซีก เมล็ดจำนวนมาก รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หนานุ่ม แบน มีปีกแคบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ประสบความสำเร็จในแสงแดดจัดและร่มเงาบางส่วน มักพบในดินทรายถึงดินโคลนในป่า ไม่ค่อยพบบนหินปูน แต่ในการเพาะปลูก สามารถทนต่อดินได้หลากหลาย แม้ว่าที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของมันคือหนองน้ำ แต่ก็สามารถปรับให้เข้ากับพื้นที่แห้งแล้งได้ พืชสามารถทนต่อไอเค็มของลมจากทะเล
ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้
-ใช้กินได้ ดอกอ่อนและฝักอ่อน ปรุงกินเป็นผัก ใบสามารถใช้ทดแทนใบพลูได้
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ เปลือกไม้ ใบไม้ เมล็ด ในฟิลิปปินส์ใช้ใบและเปลือกสดนำมาใช้กับอาการท้องอืดของผู้หญิงหลังคลอด ในชวาใบยาต้มใช้สำหรับการติดเชื้อต่าง ๆ ของปาก ใบไม้ใช้สำหรับทำน้ำยาบ้วนปาก ใบใช้รักษาโรคเชื้อรา
-อื่น ๆ ไม้สีขาวซีดมีความทนทาน น้ำหนักเบาและใช้งานง่าย ใช้สำหรับทำของใช้ในครัวเรือนขนาดเล็ก ทุ่นลอยน้ำ ของเล่นและรองเท้าไม้ ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง
ภัยคุกคาม--เนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง ประชากรจึงมีขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพ ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species (2010)
ระยะออกดอก/ติดผล---เกือบตลอดปี พบออกดอกมากระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แคฝอย/Stereospermum cylindricum

 

ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือ คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์---Stereospermum cylindricum Pierre ex Dop.(1930)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-318193
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---แคฝอย(ภาคกลาง), แคทราย(ภาคตะวันออก), แคสี(ตะวันออกเฉียงใต้) ;[THAI: Khae foi (Central), Khae sai (Easthern), Khae si.];[VIETNAM: Cây Quao Vàng, Quao vàng, Quao trụ].
EPPO Code---SRUSS (Preferred name: Stereospermum sp.)
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา
Stereospermum cylindricum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่าง หรือ วงศ์ปีบ (Bignoniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส จากอดีต Paul Louis Amans Dop (1876 -1954) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2473
ที่อยู่อาศัย พบทั่วไปในป่าผสมผลัดใบ ป่าดงดิบ
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางผลัดใบระยะสั้นสูงประมาณ 10-20 เมตร เรือนยอดแคบเปลือกต้นสีเทาอ่อนหรือน้ำตาลครีม หลุดล่อนเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่(imparipinnate)เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉากใบย่อยเรียงตรงข้ามกัน2-4คู่ รูปใบมนแกมขอบขนาน ยาว8-12ซม. ฐานใบเบี้ยว ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลมด้านล่างใบมีขนนิ่มรอยแผลใบชัดเจน ช่อดอกแบบช่อกระจะออกตามปลายกิ่ง ดอกรูประฆังโคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกบางสีขาวขอบกลีบหยัก ดอกบานตอนกลางคืน ตอนเช้าร่วงใต้ต้นขาวไปหมด ผลเป็นฝักแห้งแล้วแตกคดเป็นเกลียวกว้าง 5-8 มม.ยาว30-40 ซม.เมล็ดมีปีกสองด้าน  
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ราก, ใบ, ดอกใช้แก้ไข้, บิด, ท้องร่วง
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้ประดับโชว์ทรงต้นสูงชะลูด
-ใช้อื่น ๆเนื้อไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือการเกษตร
ระยะออกดอก---เดือนพฤษภาคม-เดือนสิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 

แคยอดคำ/Stereospermum fimbriatum

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Stereospermum fimbriatum (Wall.ex G.Don) A.DC.(1838)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all https://www.gbif.org/species/4092086
---Basionym: Bignonia fimbriata Wall. ex G.Don.(1837)
---Stereospermum mekongense Dop.(1930)
ชื่อสามัญ---snake tree, Snake tree flowers
ชื่ออื่น---แคยอดคำ, แคยอดดำ ;[BURMESE: Paw-taw-yer, Thakut-po, Than-that];[LAOS: Khae foy.];[MALAY: Chi-a, Chi-chah, Cha-chah, Chahchah, Lempoyan ];[THAI: Khae yot kum, Khae yot dam];[VIETNAM: Quao tràng xẻ].
EPPO Code---SRUFI (Preferred name: Stereospermum fimbriatum.)
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ลาว พม่า มาเลเซีย ไทย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Stereospermum คือการรวมกันของคำคุณศัพท์ภาษากรีก 'Stereo' = แข็ง และ 'sperm' ; ชื่อสายพันธุ์ fimbriatum คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน "fimbriatus, a, um" โดยอ้างอิงถึงเกสรของดอกไม้
Stereospermum fimbriatum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่างหรือวงศ์ปีบ (Bignoniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กจากอดีตGeorge Don ((1798–1856) นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Alphonse Louis Pierre Pyrame de Candolle (1806-1893) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสลูกชายของAugustin de Pyrame Candolleในปี พ.ศ.2381


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศลาว, พม่า, มาเลเซีย, คาบสมุทรมาเลเซียและประเทศไทย พบขึ้นประปรายในป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดิบระดับต่ำที่อาศัยอยู่ในป่าชื้นสูงถึงประมาณ 1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบระยะสั้นสูงถึง35 เมตร.เส้นผ่านศูนย์กลาง 40-120 ซม.เรือนยอดแคบโคนต้นเป็นพูพอนขนาดเล็ก เปลือกต้นสีเทาอ่อนหรือน้ำตาลครีมหลุดล่อนเล็กน้อยมีช่องระบายอากาศอยู่ทั่วทั้งลำต้น ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย 5-9 คู่ ยาว 35-65 ซม.แผ่นใบรูปใบหอกปลายแหลมขอบใบเรียบหรือหยักเล็กน้อย ยาว 8-18 ซม.กว้าง 3-8 ซม.ใบอ่อนสีม่วง ใบแก่สีเหลืองถึงเขียวอ่อนมีขนสีน้ำตาลอ่อน ใบอ่อนสีม่วงอมดำ มีขนสีเหลืองเหนียว ช่อดอกห้อย ลงยาว 25-40 ซม ออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกสีขาวหรือชมพูอ่อน เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 5-8 ซม.ดอกมักออกก่อนผลิใบใหม่ ดอกบานตอนกลางคืนและกลีบดอกจะหลุดร่วงในตอนเช้าตรู่ ผลแคปซุลยาว 35-60 ซม.กว้าง 8-12 มม. บิดและโค้งงอ มี20-50 เมล็ด เมล็ดยาว2.5ซม.กว้าง 7 มม.มีปีกสองด้านสีขาวค่อนข้างหนา
ใช้ประโยชน์ ---ใช้เป็นยา ราก ใบ ดอก ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ: น้ำคั้นจากใบหยอดลงในหูเพื่อแก้อาการปวดหู ใบตำผสมมะนาวใช้กับผิวที่คัน; ยาต้มของรากใช้เป็นยาป้องกันหลังจากการคลอดบุตร
-ใช้อื่น ๆเนื้อไม้แข็งมีสีค่อนข้างเข้ม การใช้งานค่อนข้างทน แม้จะอยู่ที่พื้นดิน เหมาะทำเสาบ้านหรือไม้ค้ำ
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-มีนาคม/มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แคสันติสุข/Santisukia kerri

  

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:หนังสือต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,  พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Santisukia kerrii (Barnett & Sandwith) Brummit.(1992)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Radermachera kerrii Barnett & Sandwith.(1966)
---Barnettia kerrii (Barnett & Sandwith) Santisuk.(1973)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---แคสันติสุข แคผู้ ; [THAI: Khae Santisuk, Khae phoo]
EPPO Code---BIGSS (Preferred name: Bignonia sp.)
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด--- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Santisukia ตั้งเป็นเกียรติแก่ ศ.ดร.ธวัชชัย สันติสุข นักพฤกษศาสตร์ชาวไทย; ชื่อสปีชีส์ 'kerrii ' ตั้งเป็นเกียรติแก่หมอคาร์ (Arthur Francis George Kerr (1877–1942)แพทย์ชาวไอริชเขาเป็นที่รู้จักสำหรับการทำงานพฤกษศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการศึกษาพืชของประเทศไทย) ผู้ค้นพบ  
Santisukia kerrii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่างหรือวงศ์ปีบ(Bignoniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย(Euphemia Cowan Barnett (1890–1970)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต และ Noel Yvri Sandwith (1901-1965)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ) ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Richard Kenneth Brummitt (1937–2013) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2535
ที่อยู่อาศัย พบครั้งแรกที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2474 โดยหมอคาร์ เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวหายากที่ใกล้สูญพันธุ์ ขึ้นอยู่บนภูเขาหินปูนที่แห้งแล้งในป่าเบญจพรรณ หรือป่าละเมาะโปร่ง ที่ระดับความสูง 50-200 เมตร มีลักษณะ เด่นเฉพาะตัว กระจายอยู่ในจังหวัด ขอนแก่น นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี
ลักษณะเป็นไม้ต้นสูง 5-10 เมตรใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 13-17ซม.มีใบย่อย5-9คู่ ใบอ่อนมีขนปกคลุม  ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอดยาว 10-20 ซม. มีดอกย่อยจำนวนมาก โคนกลีบดอกรูประฆังสีขาวอมชมพู  ปลายกลีบหยักเว้าและย่น เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางดอก4-5 ซม.ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก โคนและปลายแหลมแห้งแล้วแตกเป็น2ซีกเมล็ดแบนและมีปีกบางๆ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---หากมีช่วงแล้งยาวนานจะทิ้งใบและออกดอกพร้อมกันทั้งต้น ติดฝักจำนวนมากเมล็ดงอกได้ง่ายในบริเวณที่มีความชื้นสูง
-ใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับลงแปลงกลางแจ้ง เลือกปลูกบนพื้นที่บนเนินสูง เป็นแปลงหรือเป็นต้นเดียว ไม่ควรปลูกร่วมกับพรรณไม้อื่นที่ต้องการน้ำมากเพราะจะไม่ออกดอก
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม - มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แคทราย/Stereospermum neuranthum

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Stereospermum neuranthum Kurz.(1873.)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Radermachera wallichii (C.B.Clarke) Chatterjee.(1948)
---Stereospermum grandiflorum Cubitt & W.W.Sm.(1911)
---Stereospermum wallichii C.B.Clarke.(1884)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---แคหันแห้, แคทราย, แคก้อง, แคดง ;[CHINESE: Mao ye yu ye qiu.];[THAI: Khae Sai, Khae hanhae, Khaekong, Khae dong.];[VIETNAMESE: Quao núi, Ké núi, Quao núi quả bốn cạnh.]
EPPO Code---SRUSS (Preferred name: Stereospermum sp.)
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม
Stereospermum neuranthum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่างหรือวงศ์ปีบ (Bignoniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2416
ที่อยู่อาศัยจีนตอนใต้, ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม ขึ้นอยู่ใน ป่าเบญจพรรณ ที่ลาดชันในป่า ที่ระดับความสูง 500-1,600 เมตร ในประเทศไทย พบขึ้นกระจายอยู่ในป่าเบญจพรรณกึ่งโล่งแจ้งและป่าเต็งรัง ที่ระดับความสูง1,200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดความสูง 8-20 เมตรเรือนยอดมีกิ่งก้านมาก ทรงพุ่มกลมรูปไข่โปร่ง ลำต้นเปลาตรงเปลือกนอกค่อนข้างเรียบสีน้ำตาลปนเทา ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ยาว 14-24 ซม. ใบย่อย3-7 (-9)คู่) รูปไข่รีกว้าง ขนาด 8-14 X 5-10 ซม. เนื้อใบหนามีขนสากทั้งสองด้าน ช่อดอกออกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอดช่อดอกยาว 5-14 ซม. ดอกสีขาวอมเขียวมีเส้นสีม่วงเข้ม รูปแตรปลายกลีบแยกเป็น5แฉก ผลแคปซูลยาว โค้ง, 20-47 ซม.เมล็ดรูปไข่น้อยกว่า 3 ซม. มีปีกบาง
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ที่เก็บเกี่ยวมาจากป่าเพื่อใช้ไม้
-ใช้กิน ยอดอ่อนและดอกนำมาต้มลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก
-ใช้ปลูกประดับในสวนทั่วไป
-อื่น ๆเนื้อไม้สีน้ำตาลอมเทามีความแข็งและหนักพอสมควรมีคุณภาพดี
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


แคหัวหมู/Markhamia stipulata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Markhamia stipulata (Wall.) Seem.(1863)
ชื่อพ้อง---Has 19 Synonyms.
---Markhamia stipulata var. stipulata [บันทึกมาจากTropicos (ข้อมูลที่ให้ใน 2012-04-18 ) ซึ่งรายงานว่าเป็นชื่อที่ยอมรับได้]
---Markhamia stipulata (Wall.) Seem. ex K.Schum.(1895)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-317589
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---แคหัวหมู, แคเขา,แคหางค่าง, แคปุ๋มหมู, แคอาว, แคขอน ;[BURMESE: Kwe, Ma-hlwa, Mai-kye, Mayu-de, Pauk-kyn.];[CHINESE: Xi nan mao wei mu.];[THAI: Khae hua mu, khae pa.];[VIETNAMESE: Đinh (Cay).]
EPPO Code---MKMST(Preferred name: Markhamia stipulata.)
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม
Markhamia stipulata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่างหรือวงศ์ปีบ(Bignoniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Berthold Carl Seemann (1825–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันจากอดีตKarl Moritz Schumann (1851–1904) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2406
มีสายพันธุ์ย่อย 3 สายพันธุ์ ;-
-Markhamia stipulata var. canaense V.S.Dang
-Markhamia stipulata var. kerrii Sprague
-Markhamia stipulata var. pierrei (Dop) Santisuk
ที่อยู่อาศัย จีนตอนใต้, เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนามขึ้นอยู่ในที่โล่งแจ้ง ป่าเบญจพรรณหรือป่าดิบ ที่ระดับ 300-1,700 เมตร ในประเทศไทยพบได้ตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังหรือป่าคืนสภาพ ทางภาคเหนือและภาคกลาง ถึงระดับความสูงประมาณ 1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง8-15เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 60 - 80 ซม.ทรงพุ่มกลมทึบ ลักษณะ เปลือกต้นสีครีมออกน้ำตาล มีรอยแตกตามแนวยาวเล็กน้อย เปลือกชั้นในมีชั้นสีส้มอ่อนกับส้มแก่สลับกัน กิ่งอ่อนมีขนแน่น มีรอยแผลใบให้เห็นอยู่ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยรูปขอบขนาน 5-9 ใบ ยาว8-20ซม. ติดตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ปลายใบสอบหยักคดเป็นติ่งยาว เนื้อใบค่อนข้างหนาสีเขียวเข้ม ด้านล่างของใบมีขนสีน้ำตาลอ่อนซึ่งหลุดลอกง่าย ดอกช่อแบบช่อกระจะออกตามปลายกิ่ง ยาว10-20 ซม.ดอกรูปแตรบาน สีเหลืองหม่น และมีสีน้ำตาลแดงบริเวณโคนหลอดกลีบดอกด้านใน ปลายดอกแยกเป็น 5แฉก ขอบกลีบหยัก เมื่อบานมีขนาด 8-10 ซม.ฝักแห้งแล้วแตกลักษณะกลมค่อนข้างแบน กว้าง2.5ซม.ยาว40-60ซม. ผิวฝักมีขนยาวสีเทาหนาแน่น
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและไม้ซุง ยอดอ่อนขายเป็นผักในตลาดท้องถิ่นของลาว
-ใช้กินได้ ดอกใช้กินเป็นผักสด ฝักอ่อนลวกเป็นผักจิ้ม
-ใช้เป็นยาเปลือกต้นใช้ต้มกินเป็นยารักษาโรคอัมพฤกษ์
-วนเกษตร พืชชนิดนี้เติบโตเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทย
-ใช้อื่น ๆ ไม้เนื้อแข็งหนักและทนทานต่อแมลงโดยเฉพาะปลวก เนื้อไม้ใช้ก่อสร้างทำเสาและผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่มีค่า
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แคหางค่าง/Fernandoa adenophylla

 

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา: หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์ ,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Fernandoa adenophylla (Wall. ex G.Don) steenis.(1976).
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Bignonia adenophylla Wall. ex G.Don.(1976)    
---Haplophragma adenophyllum (Wall. ex G.Don) Dop.(1925)    
---Heterophragma adenophyllum (Wall. ex G.Don) Seem. ex Benth. & Hook.f.(1875)    
---Spathodea adenophylla A.DC.(1845)
ชื่อสามัญ--- Floramaster, Katsagon Tree, Petthan.
ชื่ออื่น---แคหางอึ่ง, แคหางค่าง, แคขน, แคบิด ;[ASSAMESE: Dhopa-paroli.];[HINDI: Marodphali, Petthan, 'Karen wood'.];[THAI: Khae Khon, Khae bid, Khae hang khang, Khae hang ueng.];[VIETNAM: Đinh lá tuyến, Đinh có tuyến,Ngọt nai.]
EPPO Code---FNOAD (Preferred name: Fernandoa adenophylla.)
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ อัสสัม หมู่เกาะอันดามัน พม่า กัมพูชา ไทย ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์
Fernandoa adenophylla เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่างหรือวงศ์ปีบ (Bignoniaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย (Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก จากอดีต George Don (1798–1856) นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต) ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Cornelis Gijsbert Gerrit Jan van Steenis (1901–1986)นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.2519
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อัสสัมถึงตะนาวศรีและจิตตะกอง, พม่า, ไทย, อินโดจีน; รวมทั้งในหมู่เกาะอันดามันและโคโค: PRAIN, 1891); ในมาเลเซีย: เฉพาะในตอนเหนือสุดของมาลายา (ลังกาวี, Perlis: Chupeng; Kedah: Alor Star; ในปี 1882 ยังพบที่ Bt. Timah ในสิงคโปร์ I.) พบทั่วไปในป่าเปิดและป่าชั้นที่สอง ในประเทศไทยพบได้มากตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าหญ้า ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-800 เมตร
ลักษณะ เป็นต้นไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดเล็ก สูง 15 เมตร ลักษณะลำต้นคดงอ เปลือกสีเทาค่อนข้างเรียบ หรือหลุดลอกเล็กน้อย เปลือกชั้นในนิ่มสีครีม หรือเหลืองอ่อนมีริ้วสีส้ม ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคี่ (imparipinnate) ใบย่อย 2-4คู่ ใบย่อยบนๆจะใหญ่กว่าใบย่อยตอนล่าง  ด้านล่างใบมีขนรูปดาวสีน้ำตาลแดง ซึ่งถูออกง่าย และมีจุดต่อมจมลึกกระจายในใบ ดอก ช่อแบบช่อแยกแขนงยาวได้ถึง 40  ดอกรูปแตรสีครีมหรือเหลืองออกน้ำตาล บานตอนกลางคืน ทุกส่วนของดอกมีขนหนาแน่น ผลเป็นฝักกว้าง 1.5-2.5ซม.และยาว 35-70 ซม. มีสัน 8-10 สัน ม้วนบิดเป็นเกลียว มีขนสีน้ำตาลหนาแน่น แตกตามยาวเป็นสองซีก เมล็ดแบนกว้าง 0.7-1.2 ซม.ยาว  2-3ซม. มีขอบเป็นเยื่อบางๆคล้ายปีก
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ ดอกและฝักอ่อนลวกรับกินเป็นผักจิ้ม
-ใช้เป็นยา เมล็ด ขับเสมหะ เป็นยาบำรุงเลือด  ใบใช้ตำพอกรักษาแผล  รักษาแผลสด แผลถลอก แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก และช่วยห้ามเลือด เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่ม ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ต้มกับน้ำอาบ ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้ทำสิ่งก่อสร้าง ทำเสาต่าง ๆ ทำด้ามเครื่องมือ ด้ามปืนและใช้ทำเป็นเชื้อเพลิง
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล---สิงหาคม-กันยายน/ตุลาคม - พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แคอึ่ง/Heterophragma sulfereum


ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,     พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Heterophragma sulfereum Kurz.(1873)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-317187
---Haplophragma sulfureum (Kurz) Pichon.(1946)
---Heterophragma vestitum Dop.(1926)
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น---แครกฟ้า (อุตรดิตถ์,สุโขทัย), แคหางค่าง (ภาคเหนือ), นางแฮ้ง, รงแห้ง, ฮังแฮ้ง (นครราชสีมา), รังแร้ง (ชัยภูมิ), แคตุ้ย, แคปี่ฮ่อ, แคอ้อน, แคอึ่ง (ลำปาง) ;[THAI : Khrak fa, Rang-Raeng, Nang haeng.]
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย กัมพูชา ลาว
Heterophragma sulfereum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่าง หรือ วงศ์ปีบ (Bignoniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2416
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอินโดจีนขึ้นประปรายในป่าเต็งรังที่แห้งและเปิด
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูงถึง 22 เมตร เรือนยอดแคบและโปร่ง เปลือกต้นสีเทาหนามีรอยแตกลึก ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ยาว 25-70 ซม.มักจะออกเป็นวง วงละ 3 ใบ ใบย่อย 3-4 คู่ คู่บนใหญ่สุด ดอกขนาด 5-7 ซม.สีขาวหรือเหลืองอ่อนบานกลางวันมีกลิ่นหอมเล็กน้อย ช่อออกปลายกิ่งยาว 10-24 ซม. ผลรูปขอบขนานตรง ขนาด 30-55 x 5-8 ซม. ปลายทั้งสองแหลมไม่มีสัน มีขนสั้นๆสีน้ำตาลเมล็ดมีปีกใสกว้าง
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-กุมภาพันธ์/ผลแก่: เมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ไคร้มด/Ilex umbellulata

 

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์--- Ilex umbellulata (Wall.) Loes.(1901)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl/record/kew-2861595
---Ilex godajam var. sulcata (Wall. ex Hook. f.) Kurz.(1875)
---Ilex sulcata Wall. ex Hook.f.(1875)
--- Ilex umbellulata var. megalophylla Loes.(1908)
---Pseudehretia umbellulata (Wall.) Turcz.(1863)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ไคร้มด, เน่าใน, หว้าขาว, ตานขโมย;[ASSAMESE: Hatikerepa, Kotoki, Boga-kulia];[CHINESE: Sǎn xù dōngqīng, Duōhé dōngqīng];[THAI: Khrai mot, Nao nai.].
EPPO Code--- ILESS (Preferred name: Ilex sp.)
ชื่อวงศ์---AQUIFOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อัสสัม ยูนนาน บังคลาเทศ อินเดีย พม่า ไทย เวียดนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Ilex ในภาษาละตินหมายถึง holm-oak หรือเอเวอร์กรีนโอ๊ค ( Quercus ilex )
Ilex umbellulata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Aquifoliaceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Ludwig Eduard Theodor Loesener(1865 –1941)นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2444
ที่อยู่อาศัย พบที่ประเทศศรีลังกา ตอนใต้ของจีน-ยูนนาน, อินเดีย: อัสสัม เมฆาลัย (Meghalaya)อันดามัน, นิโคบาร์ ; บังคลาเทศ พม่า ไทย เวียดนาม ตามป่าดิบแล้ง ป่าเปิดโล่ง ที่ลาดป่าโปร่งบนเนินเขาที่ระดับความสูง 500-1,700 เมตร ในประเทศไทยพบกระจายทั่วไปในป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าพรุ ทุกภาค ที่ระดับความสูง 500-1,350 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ไม่ผลัดใบ สูง 24-30 เมตร เปลือกนอกของต้นเรียบบาง สีน้ำตาล เทาปนขาว สีเทาหรือสีดำ เปลือกเป็นรอยขวั้นเป็นช่วงๆ ก้านใบยาว1-2ซม.ใบเดี่ยวกว้าง 3-5 ซม.ยาว 4-10 ซม.เรียงสลับ รูปรีหรือรูปรีแกมขอบขนาน โคนใบมน ทู่หรือเบี้นว ขอบใบเรียบ ปลายใบทู่หรือแหลม ใบด้านบนสีเขียวแก่เป็นมัน ใบแก่ก่อนร่วงสีเหลือง ใบแห้งสีน้ำตาลดำ ดอกสีขาวหรือเขียวอ่อนแยกเพศอยู่ต่างต้น ออกเป็นกระจุก แน่นในซอกใบบนๆ เป็นช่อพร้อมใบอ่อน ก้านช่อดอกยาว 2 ซม.มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมากขนาด 2-3 มม. มีกลีบดอก5กลีบ ผลกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 มม.มม.ดิบสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีแดงดำเมื่อสุก เมล็ดแข็ง ขนาด 2.5-4 x 1.5-2.5 มม
ใช้ประโยชน์--- เนื้อไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง ผลเป็นอาหารนก
ระยะออกดอก/ติดผล--- พฤษภาคม-กันยายน/กรกฎาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ไคร้มันปลา/Glochidion sphaerogynum


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ BGO Plant Database, The Botanical Garden Organization
ชื่อวิทยาศาสตร์---Glochidion sphaerogynum (Müll.Arg.) Kurz.(1877.)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-90763
---Phyllanthus sphaerogynus Müll.Arg.(1865)
---Glochidion fagifolium (Müll. Arg.) Hook. f.(1887)
---Diasperus sphaerogynus (Müll.Arg.) Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ไคร้มันปลา มันปลา ;[CHINESE: Yuan guo suan pan zi.];[THAI: Khrai mun plaa, Mun Plaa.];  
EPPO Code---GOCSS (Preferred name: Glochidion sp.)
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์-- จีนตอนใต้, อินเดียตอนเหนือ, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, เวียดนาม
Glochidion sphaerogynumเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Euphorbiaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Johannes Muller Argoviensis (1828-1896)นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2420
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย พบในจีนตอนใต้, อินเดียตอนเหนือ, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, เวียดนาม พบได้ทั่วไปในป่าผลัดใบ (ป่าเต็งรัง-ป่าโอ๊ค) ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ ป่าดิบเขาบนสันเขาสูงชันและตามถนน ที่ระดับความสูง 100-1,600 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-15 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก มักโค้งลงคล้ายเคียว ใบแก่สีแดง กว้างประมาณ2.5-4ซม. ยาว7-12ซม ช่อดอกแยกเพศ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกเพศเมียสีเหลืองก้านดอกสั้น มีกลีบดอก 6 กลีบ ดอกเพศผู้ก้านดอกยาว สีเขียว เหลือง ถึงส้ม ผลกลมแบน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางผล 1ซม ขอบเว้าเป็นพูตื้น 8-12 พู แห้งแล้วแตก.เมล็ดสีส้มรูปร่างไม่แน่นอน ขนาด3-4 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---สายพันธุ์นี้มีความสำคัญสำหรับกลไกการผสมเกสรของมันซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับผีเสื้อของสกุล Epicephala สิ่งนี้คล้ายคลึงกันอย่างใกล้ชิดกับที่พบในสายพันธุ์มันสำปะหลัง (Yucca species)
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา
-ใช้เป็นยา ใช้กิ่งและใบเป็นยาในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่และกลาก เปลือกไม้และไม้แห้งสับเป็นชิ้น ๆ ให้ความร้อนจากนั้นนำไปใช้ทาผิวหนังตามจุดที่ได้รับผลกระทบ
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤศจิกายน-ธันวาคม/ธันวาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ง้าว/Bombax anceps

ภาพประกอบการศึกษา :หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,   พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Bombax anceps Pierre.(1888)
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms
---Bombax cambodiense Pierre.(1888)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl/record/kew-2679056
ชื่อสามัญ---Bombax, Cotton tree
ชื่ออื่น--- เก๊ย(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ไก๊ (กะเหรี่ยง-ภาคเหนือ); งิ้วป่า (ประจวบคีรีขันธ์);ไกร่ (เชียงใหม่); นุ่นป่า(ภาคกลาง); งิ้วป่าดอกขาว, งิ้วดอกขาว, ไกร (ภาคเหนือ);[CHINESE: Lan cang mu mian.];[MADHURA: Nanggher.];[MALAYSIA: Kekabu, Kekabu Hutan (Malay).];[THAI: Koei (Karen-Mae Hong Son), Kai (Karen-Northern), Krai (Chiang Mai), Ngao (Central), Ngao pa (Central), Ngio dok khao (Northern), Ngio pa (Peninsular, Prachuap Khiri Khan), Ngio pa dok khao,  Ngio dok khao,  Krai (Northern), Nun pa (Central).];[VIETNANESE: Gao hoa do , Gao hai mat.].
EPPO Code---BOMAN (Preferred name: Bombax anceps)
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย-อินโดจีน
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์  ชวา สุมาตรา หมู่เกาะซุนดาน้อย
Bombax anceps เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ชบา (Malvaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2431

 

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา: ไม้ต้นในสวน Trees in the Garden โดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี (The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister) พิมพ์ครั้งที่1- พฤษภาคม 2542
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอินโดจีนไปยัง W. Malesia พบการกระจายกว้างขวางทั่วไปแต่ชอบขึ้นในป่าเบญจพรรณที่มีหินปูน เป็นไม้ที่ขึ้นสูงเหนือไม้อื่นในป่าผสมป่าดิบ ในประเทศไทย พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ และเขาหินปูน ตามที่เปิดเชิงเขาและไหล่เขาทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 400-1000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูงถึง 15-20 เมตร ลักษณะลำต้นมีหนาม ใบประกอบแบบนิ้วมือใบย่อย 5ใบ รูปรีแคบถึงรูปหอกกลับ ขนาดกว้าง4-7ซม.ยาว12-16ซม.ดอกสีขาว ขนาด6.5-8ซม.ออกดอกเดี่ยว กลีบเลี้ยง 5กลีบรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5กลีบอวบหนา กลีบดอก5กลีบแยกกันมีขนทั้ง2ด้าน เกสรเพศผู้จำนวนมาก โคนเชื่อมติดกันเป็น5มัด ผล รูปกระสวยทรงกระบอกกว้าง 4 ซม. ยาว 10-12 ซม. แห้งจะแตก แข็งคล้ายเนื้อไม้ เมล็ดจำนวนมากมีปุยขนสีขาวคล้ายนุ่น
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ ดอกใช้ลวกกินเป็นผัก เกสรเพศผู้ตากแห้งใช้สำหรับใส่แกงหรือน้ำเงี้ยว น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงอาหาร
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ยาง, ราก, เปลือก ดอกแห้ง ใบ ยางใช้เป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการท้องร่วง รากขับปัสสาวะ แก้อาการท้องเสีย ใบมีรสเย็น ใช้บดผสมน้ำทาแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ดอกแห้งแก้พิษไข้ รากและเปลือก มีสรรพคุณทำให้อาเจียน
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้สีขาวของต้นงิ้วป่า ไม่มีแก่น ใช้ทำเรือขุด ใช้ทำเครื่องเรือนในบ้าน ปุยขนใช้ยัดใส่หมอนแบบโบราณ เส้นใยจากเปลือกต้นใช้ทำเชือก
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-กุมภาพันธ์/กุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สกุล Winitia Chaowasku เป็นสกุลที่แยกมาจากสกุล Stelechocarpus มี 2 ชนิด ได้แก่
-Winitia cauliflora (Scheff.) Chaowasku.
-Winitia expansa Chaowasku.
(แสดงในหน้านี้ 1 สายพันธุ์)

งำเงาะ/Winitia cauliflora


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือพรรณไม้วงศ์กระดังงา ผู้แต่ง ดร ปิยะ เฉลิมกลิ่น
ชื่อวิทยาศาสตร์---Winitia cauliflora (Scheff.) Chaowasku.(2013)
ชื่อพ้อง---This is a synonym of Stelechocarpus cauliflorus (Scheff.) R.E.Fr.1953.
---See all http://www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:75162-1
---Sageraea cauliflora Scheff.(1885 publ. 1881)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---งำเงาะ (ปัตตานี); ปีแซบุเก๊ะ (มาเลย์-ปัตตานี) ;[MALAYSIA: Mempisang, Semukau Batu Kapur, Takau (Malay).]
EPPO Code---SLQSS (Preferred name: Stelechocarpus sp.)
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย คาบสมุทรมลายู สุมาตราและบอร์เนียว (ซาราวักตะวันตกและตะวันออก - กาลิมันตัน)
Winitia cauliflora เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Rudolph Herman Christiaan Carel Scheffer( 1844–1880) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Tanawat Chaowasku (ธนาวัฒน์ เชาว์สกุล) (เขามีบทบาทมากที่สุดในปี 2006) นักพฤกษศาสตร์ชาวไทย ในปี พ.ศ.2556
ที่อยู่อาศัย พบที่คาบสมุทรมลายู สุมาตรา และภาคใต้ตอนล่างของไทยที่ยะลา นราธิวาส ขึ้นตามป่าดิบชื้น ความสูง 200-700 เมตร
เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย พบเฉพาะที่เขาปู่เขาย่า จังหวัดพัทลุง ชื่อสกุลตั้งตามชื่อพระยาวินิจวนันดร (โต โกเมศ) บิดาแห่งพฤกษศาสตร์ของไทย
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูง 8-15เมตร แตกกิ่งขนานกับพื้นดิน โคนต้นมีพูพอนระดับต่ำ เนื้อไม้เหนียวมาก เปลือกหนาสีดำมีกลิ่นฉุน มีปุ่มดอกตามลำต้นเด่นนูนจำนวนมาก ใบรูปหอกแกมขอบขนานยาว 12-25 ซม.สีเขียวเข้มเป็นมัน แผ่นใบด้านล่างมีเกล็ดเป็นตุ่มกระจาย ก้านใบยาว 0.5-1 ซม.  ดอกออกเป็นกระจุกตามลำต้น ดอกแยกเพศร่วมต้น(Monoecious) ดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย มีลักษณะคล้ายกัน ดอกมีสีเหลืองอมน้ำตาล กลีบดอกมี6กลีบเรียงเป็น2ชั้น แผ่นกลีบหนา กลีบวงนอกรูปไข่กลับ ยาว 1-1.3 ซม. กลีบในรูปคุ่ม ขนาดเล็กกว่ากลีบนอก ฐานดอกรูปครึ่งวงกลม เกสรเพศผู้จำนวนมาก เรียงเป็นชั้น ๆ ยาวประมาณ 2.5 มม.ก้านดอกอ้วน กลีบเลี้ยงกลมสีเขียวอมม่วง3กลีบ  เรียงซ้อนเหลื่อม กลีบรูปรีกว้าง ยาวประมาณ 5 มม. กว้างประมาณ 8 มม. ผลกลุ่มมีก้านช่อผลอ้วนและยาวเท่ากับก้านดอก มี5-15ผล ผลทรงรีเกือบกลม ยาว 4-5 ซม. มีขนละเอียดสีน้ำตาลดำ เมื่อแห้งจะแข็งมี 4-6 เมล็ด เรียง 2 แถว ยาวประมาณ 3 ซม.
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์----เพาะเมล็ด

http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Winitia0cauliflora0(Scheff.)0Chaowasku
http://www.asianplant.net/Annonaceae/Stelechocarpus_cauliflorus.htm
http://khaophrathaew.org/Biodiversity_Flora2.htm

งุ้นผึ้งดำ/Nothapodytes foetida


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Nothapodytes foetida (Wight) Sleumer.(1940.)
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms
---Neoleretia foetida (Wight) Baehni.(1936)
---Mappia cambodiana Pierre.(1892)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl/record/tro-50249362
ชื่อสามัญ---Fetid Tree, Fetid holly, Stinking Plant
ชื่ออื่น--- งุ้นผึ้งดำ งุ้นพุงดำ;[CHINESE: Chòu mǎ bǐ mù, Qīng cuì zhī, Chòu wèi jiǎ chái lóng shù, Yīng zǐhuā shù shǔ] ;[MALAYALAM: Peenari];[TAMIL: Arali, Corilai, Pillipiccu];[THAI: Ngun pueng dam, Ngun pung dam.].
EPPO Code: ICASS (Preferred name: Icacina sp.)
ชื่อวงศ์--- ICACINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน ศรีลังกา อัสสัม พม่า เวียตนาม  ไทย กัมพูชา ยูนนาน ญี่ปุ่น ไต้หวัน  
Nothapodytes foetida เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวIcacinaceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Robert Wight (1796–1872)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Friedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ในปี พ.ศ.
ที่อยู่อาศัย พบในอินเดีย (อัสสัมดาร์จีลิง, Maharashtra, กัว, Karnataka, รัฐทมิฬนาฑู Kerala)- จีน(ยูนนาน)  ศรีลังกา พม่า ไทย กัมพูชา  เวียตนามตอนเหนือ อินโดนีเซีย (สุมาตรา) ฟิลิปปินส์ (ลูซอน) หมู่เกาะริวกิวของญี่ปุ่นไปยังไต้หวัน พบขี้นในที่โล่งของป่าดิบเขา จากระดับน้ำทะเลจนถึง 2,400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ สูง10เมตร เปลือกต้นสีเหลืองน้ำตาล กิ่งเเปราะแตกหักง่าย ก้านใบยาว 30-60 มม. อ้วนมีขนสั้นมีร่องด้านบน ขนาดใบยาว 8-18 (26) กว้าง 4-9(15) ซม.รูปวงรีรูปไข่แกมขอบขนานผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มมีจุดน้ำมันผิวเรียบหรือมีขนบนเส้นใบ ผิวใบด้าน ล่างสี เทาอ่อน มีขนสั้นและหยิกปกคลุมหนาแน่น ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยง5กลีบยาว 1 มม กลีบดอก 5กลีบยาว 3 มม.ดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อแน่นที่ปลายกิ่ง ผลรูปรีมีเนื้อขนาดยาว 1-2 ซม.ยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง0.8-1 ซม.สีม่วงดำมีขนสั้นๆปกคลุม มีเมล็ด1 เมล็ด เมื่อขยี้ใบ ดอก หรือผ่าผลจะมีกลิ่นเหม็น
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในการแพทย์แผนจีน ทุกส่วนของพืชใข้เป็นยาลดความชื้น กระจายความเย็น ขจัดอาการบวมบรรเทาอาการปวดข้อ ไส้เลื่อนในเด็ก มะเร็ง
-เป็นแหล่งผลิต สารสกัดที่ให้สารเคมี Camptothecin ที่ได้จากใบเลี้ยงของพืชซึ่งเป็นสารประกอบที่ใช้สำหรับการรักษาโรคมะเร็งและ HIV-I ด้วยอาการท้องเสียที่ลดลง มีศักยภาพในการป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลามและมะเร็งรังไข่  สารต้านมะเร็งที่แยกได้จากพืชชนิดนี้แสดงกลไกการออกฤทธิ์ที่ไม่เหมือนใครในการยับยั้งเอนไซม์ภายใน การทดลองทางคลินิกของโมเลกุลหลายชนิดของสารประกอบนี้กำลังดำเนินการในประเทศต่าง ๆ เช่น Irinotecan (CPT-11) และ Topotecan (TPT) ได้รับการอนุมัติสำหรับการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลามและมะเร็งรังไข่ตามลำดับ
-อื่น ๆ พืชชนิดนี้เป็นแหล่งของสารสกัดที่มีการสูญเสียมหาศาลเนื่องจากระบบนิเวศที่ถูกรบกวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วการงอกของเมล็ดของต้นไม้นั้นนานเนื่องจากการพักตัวที่จำกัด ตอนนี้มีการปลูกเพื่อเป็นแหล่งป่าทดแทนซึ่งมีการเพาะปลูกในภาคตะวันออกของไต้หวันเป็นแหล่งที่ใหญ่ที่สุด
ระยะออกดอก/ติดผล--- มิถุนายน - กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


งุ้นสะบันงา/Cananga latifolia

อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศีกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย                   โดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร, วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์--- Cananga latifolia Finet & Gagnep.(1906)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Canangium latifolium (Hook.f. & Thomson) Pierre ex Ridl.(1922)
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น---สะแกแสง, งุ้นสะบันงา, งุ้น, สะบานงา, แกนแซง, ส้มกลีบ ; [THAI: Sakae Saeng]; [CHINESE: Da ye yi lan]; [VIETNAMESE: Ngọc Lan Tây Lá Rộng].
EPPO Code---CANSS (Preferred name: Cananga sp.)
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่าไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม คาบสมุทรมาเลเซีย
Cananga latifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Achille Eug?ne Finet.(1863 -1913) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และ Francois Gagnepain (1866-1952 )นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2449
ที่อยู่อาศัยในประเทศไทยพบมากในป่ากึ่งโล่งแจ้ง ป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ ทั่วประเทศ ที่ระดับความสูง 50-300 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ ต้นสูง 10-20 เมตร  ทรงต้นเรือนยอดโปร่งรูปไข่ เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลอ่อน กิ่งอ่อนมีขนหนาแน่น ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่กว้างแกมขอบขนานขนาดของใบกว้าง7-17ซม.ยาว8-26 ซม.ปลายแหลม สั้น ฐานกลมหรือรูปหัวใจ มีขนสั้นๆสีเงินหรือสีทองแดงปกคลุม ใบแก่ค่อนข้างบาง ดอกสีเขียวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อที่ซอกใบ ดอกห้อยลงช่อละ1-3ดอก กลีบดอก 6กลีบเรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นละ3กลีบ กลีบชั้นในสั้นกว่ากลีบชั้นนอกเล็กน้อย และมีขนหนาแน่นทั้งสองด้าน ผลเป็นกลุ่มมีผลย่อย 20-25 ผล รูปรีแกมรูปไข่ขอบขนานขนาดกว้าง1-1.3ซม.ยาว1.5-2ซม.ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีดำ เมล็ดมีมากกว่า 10เมล็ดลักษณะกลม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยาใช้เป็นพืชสมุนไพร  รากไม้ เนื้อไม้ใช้เป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ แก้พิษ ใบรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิผิวหนังเรื้อรัง ในกัมพูชาใช้ใบรักษาโรคโพรงจมูกอักเสบ
-ใช้เป็นยา ตำรายาไทยใช้ แก่น ซึ่งมีรสเบื่อเมา แก้โรคผิวหนังผื่นคัน เช่น กลาก เกลื้อน โรคเรื้อน น้ำเหลืองเสีย หรือขูดเป็นฝอย มวนรวมกับใบยาสูบ สูบแก้ริดสีดวงจมูก (โรคติดเชื้อที่เกิดในจมูก ทำให้หายใจขัด มีฝีหรือหนองในจมูก โพรงจมูกอักเสบ)ใบ สุมไฟเอาควันรม รักษาบาดแผลเรื้อรัง-ยาพื้นบ้านใช้ แก่นและราก ปรุงเป็นยาแก้พิษไข้เซื่องซึมและพิษทั้งปวง ทั้งต้น แก้พิษไข้
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเพราะเป็นไม้ที่ดอกมีกลิ่นหอมเย็นและโตเร็ว
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้สีเทาเป็นไม้เนื้ออ่อน เสี้ยนตรง มีน้ำหนักเบา ผุง่าย ใช้สำหรับทำกล่องบรรจุของเล่นและรองเท้า เนื้อไม้นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง  -ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมสามารถใช้เหมือนดอกกระดังงา (Cananga odorata) แต่น้ำมันหอมระเหยไม่มีความสำคัญเชิงพาณิชย์
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด


จักหัน/Orophea polycarpa


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือพรรณไม้วงศ์กระดังงา ผู้แต่ง ดร ปิยะ เฉลิมกลิ่น
ชื่อวิทยาศาสตร์---Orophea polycarpa A.DC.(1832.)
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Bocagea polycarpa Steud.(1840)
---Orophea gracilis King.(1893)
---Orophea polycephala Pierre.(1881)
---Orophea undulata Pierre.(1881)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2391515
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จักหัน ; [CHINESE: guang xi cheng guang hua]; [THAI: Chakhan.].
EPPO Code--- 1ANUG (Preferred name: Annona)
ชื่อวงศ์--- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้และเอเซียเขตร้อน
Orophea polycarpa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยAlphonse Louis Pierre Pyrame de Candolle(1806-1893) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสลูกชายของAugustin de Pyrame Candolleในปี พ.ศ.2375
ที่อยู่อาศัย พบในจีน (กวางสี ไหหลำ  ยูนนาน) บังคลาเทศ กัมพูชา ลาว มาเลเซีย พม่า ศรีลังกา ไทย เวียดนาม ขึ้นกระจายทั่วไปในป่าดิบชื้น ป่าเปิด ตั้งแต่ระดับต่ำจนถึง 700 เมตร
ในประเทศไทยพบกระจายใกล้ลำธาร ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 500-600 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ ต้นขนาดเล็ก สูง 2-6 เมตร  ทรงพุ่มโปร่งรูปกรวยคว่ำ เปลือกเรียบสีน้ำตาลดำมีช่องอากาศน้อย กิ่งอ่อนมีขนหนาแน่น  ก้านใบยาว 1.5-3 มม ใบรูปรี กว้าง 2-3.5ซม.ยาว4-6ซม.ใบบางเหนียวเป็นมัน โคนใบมนเบี้ยว ปลายใบแหลม ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ มีดอกย่อย 2 ดอก ดอกสีเหลืองอมเขียวมีก้านดอกยาว 2-3 เซนติเมตร มีใบประดับขนาดเล็กติดตรงกลางก้านดอก กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกเรียงสองชั้น ผลเป็นผลกลุ่ม มี1-5ผล รูปกลม ขนาด1ซม ผลอ่อนสีเขียว แก่สีดำ มี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ปลูกเป็นพืชสมุนไพร ในมาเลเซีย ใช้เป็นยาขับเหงื่อและบรรเทาอาการคออักเสบ
ระยะออกดอก/ติดผล--- มีนาคม/เมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

จันเขา/Diospyros dasyphylla

ภาพประกอบเพื่อการศีกษา ---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย                          โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Diospyros dasyphylla Kurz.(1871)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2770090
---Diospyros magnifica Lecomte.(1930)
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จันเขา, จันดง; [THAI: Chan khao (Prachin Buri); Chan dong (Lampang).]
EPPO Code---DOSDA (Preferred name: Diospyros dasyphylla.)
ชื่อวงศ์---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย (อัสสัม) ลาว, พม่า, ไทย, เวียดนาม
Diospyros dasyphylla เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะพลับ (Ebenaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2414
ที่อยู่อาศัย พบในป่าดิบเชิงเขาหรือหุบเขา ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 400-550 เมตร *หมายเหตุ มักไม่ค่อยพบ มักขึ้นในที่ร่มตามหุบเขาในป่าดิบ
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบสูง 20 เมตร เรือนยอดแผ่กว้างและโปร่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลมีรอยแตกตามยาวตื้นๆใบอ่อนมีขนหนาแน่น ใบขนาดกว้าง3.5-8ซม.ยาว7-20ซม.ฐานใบไม่สมมาตร ยอดอ่อนมีขนหนาแน่นใบแก่ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างใบมีขน ก้านใบยาว0.5ซม. ดอกเพศผู้ออกเป็นกระจุกสั้นๆ ตามซอกใบ ไม่มีก้านดอก รูประฆังแยกลึกเป็น4 พูแผ่ออก ดอกเพศเมียมีก้านดอกยาว2-3มม. ผลมีเนื้อหลายเมล็ดขนาดผล เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-7ซม.ใหญ่ฉ่ำน้ำ กลมหรือรูปไข่แป้น กลีบเลี้ยงรองผล แยกแผ่ออกโค้งไปทางด้านหลัง ผลสุกสีส้มแสด
ใช้ประโยชน์ ---ใช้กินได้ ผลสุกมีรสฝาด หวาน
-ใช้เป็นยา แก่น ฝนน้ำกิน วันละ 3-4 ครั้ง แก้ไข้
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤศจิกายน-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

จันดง/Diospyros curtisii

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือพรรณไม้วงศ์กระดังงา ผู้แต่ง ดร ปิยะ เฉลิมกลิ่น
ชื่อวิทยาศาสตร์---Diospyros curtisii King & Gamble.(1905)
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Diospyros frutescens Blume.(1826.)
---See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2769803
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จันดง ; [MALAY: Kayu siamang];[THAI: Chan dong].
EPPO Code---DOSFR (Preferred name: Diospyros frutescens.)
ชื่อวงศ์---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย คาบสมุทรมาลายู สุมาตรา ชวา บอร์เนียว สุลาเวสี
Diospyros curtisii ชื่อนี้เป็นไวพจน์ของ Diospyros frutescens เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะพลับ (Ebenaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย George King (1840–1909) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในอินเดีย และ James Sykes Gamble (1847–1925) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2448
ที่อยู่อาศัย แพร่กระจายตั้งแต่ประเทศไทยในภาคเหนือ คาบสมุทรมลายู สุมาตรา ชวาตะวันตก บอร์เนียวและสุลาเวสี พบตามป่าโปร่ง ป่าดิบเขาริมธารสูง 100-1000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูง 8-12เมตรไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มรูปไข่ ลำต้นเปลา เปลือกเรียบสีน้ำตาลดำ เนื้อไม้เหนียวมาก แตกกิ่งก้านมากห้อยลู่ลง ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมขอบขนานเขียวจัดหนาทึบ ยอดอ่อนมีขนสีแดงปกคลุมเปลือกต้นสีดำ เนื้อไม้สีขาวนวล ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น   ออกเป็นช่อกระจะขนาดเล็กออกตามกิ่งและลำต้น สีเหลืองปนขาว มีดอกย่อยจำนวนมาก สีขาวนวลขนาด 1-1.5 ซม.กลิ่นหอมแรงมากตลอดวัน บานทนอยู่ได้1สัปดาห์ ผลกลมโตสีเขียว เมื่อสุกสีเหลืองเนื้อในผลสีเหลือง
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา มีสรรพคุณ ทางสมุนไพร ต้มน้ำดื่ม บำรุงประสาท บำรุงเนื้อหนังให้สดชื่น แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ตับปอดและดีพิการ แก้เหงื่อตกหนัก ขับพยาธิ -ผลสุก รสฝาดหวาน กินสด แก้อาการนอนไม่หลับ กระวนกระวาย แก้ท้องเสีย บำรุงประสาท
ระยะออกดอก ---เดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


จันทน์หิมาลัย/Santalum album


ชื่อวิทยาศาตร์--- Santalum album L.(1753.)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2581917
---Sirium myrtifolium L.(1771)
ชื่อสามัญ---Indian sandalwood, East Indian Sandal Wood, White Sandal Wood, White saunders, Sandal Wood, Sandal tree, Yellow saunders, Yellow saunders.
ชื่ออื่น---จันทน์หิมาลัย, จันทนา ;[BENGALI: Chandan, Peetchandan, Srikhanda, Sufaid-chandan];[FRENCH: Bois santal, Santal blanc.];[GERMAN: Sandelholzbaum.];[HINDI: Chandal, Chandan];[INDONRSIA: Cendana, Chandan, Chendana];[KANNADA: Agarugandha, Bavanna, Bhadrasri, Chandala.];[MALAYALAM: Chandanam, Chandana-mutti, Chandanam.];[MARATHI: Gandhachakoda, Chandan.];[MYANMAR: Nanttha hpyu, Natha hpyu, Sandakoo, Santagu; Mawsanku (Shan).];[SPANISH: Sandalo blanco];[SANSKRIT: Arishta-phalam, Bhadrasara, Anindita, Chandanam];[TAMIL: Anukkam, Asam, Sandhanam, Srigandam, Chandanam.];[TELUGU: Bhadrasri, Chandanamu.];[THAI: Chantana, Chan Himalai.];[URDU: Sandal Safaid.];[TRADE NAME (East Indian sandalwood, sandalwood).].
EPPO Code: SNAAL (Preferred name: Santalum album.)
ชื่อวงศ์--- SANTALACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เมลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุื 'album' หมายถึง "สีขาว" ของไม้เนื้อแข็ง .
-ระบบการตั้งชื่อสำหรับ "sandalwoods" อื่นๆ และอนุกรมวิธานของสกุลได้มาจากการใช้ทางประวัติศาสตร์และแพร่หลายของสายพันธุ์นี้ รากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต चन्दनं chandanamซึ่งแปลว่า "ไม้สำหรับเผาเครื่องหอม" และเกี่ยวข้องกับ 'candrah' แปลว่า "ส่องแสงเรืองรอง"
Santalum album เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Santalaceae สกุลไม้จันทน์ (Santalum)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2296
ที่อยู่อาศัย พืชพื้นเมืองแถบเขตร้อนของคาบสมุทรอินเดีย, อินโดนีเซียตะวันออกและออสเตรเลียตอนเหนือ ยังคงมีการถกเถียงกันว่า S.album เป็นพืชประจำถิ่นของออสเตรเลียหรือถูกแนะนำโดยชาวประมงหรือนกจากอินโดนีเซียตะวันออกเมื่อหลายศตวรรษก่อน การกระจายหลักอยู่ในเขตร้อนชื้นของอินเดียและหมู่เกาะติมอร์และซัมบาของอินโดนีเซีย เป็นพืชที่มี hemi-parasitic ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปในป่าผลัดใบแห้ง เติบโตตามธรรมชาติได้สูงถึง 1,500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กกึ่งเบียน สูง6-10เมตร และเส้นรอบวง 1-2.5 เมตร เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลอมเทา ใบเดี่ยวออกตรงข้าม ไม่มีหูใบมีก้านใบยาวราว1ซม. ใบรูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนานหรือรูปใบหอก เรียบ ยาวราว3-7ซม. ดอกออกเป็นช่อสั้น ออกที่ปลายกิ่งหรือออกที่ซอกใบ กลีบดอกติดกันรูปชามโคม ปลายแยกเป็น4แฉก เมื่อบานใหม่ๆสีฟางข้าว นานเข้าจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วง ผลกลม ขนาดราวเมล็ดถั่วเมื่อแก่จัดสีเกือบดำภายในมี1เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---มีอายุถึง100ปี
ใช้ประโยชน์ พืชถูกเก็บจากป่าเป็นแหล่งที่มาหลักของไม้จันทน์และน้ำมันจันทน์ที่ได้มา ส่วนกลางของต้นไม้คือแก่นไม้เป็นส่วนเดียวของต้นไม้ที่ใช้เป็นน้ำหอม ไม้และน้ำมันเหล่านี้มีความต้องการสูงและเป็นสินค้าที่สำคัญในภูมิภาค
-ผลใช้กินได้-ใช้เป็นยา สรรพคุณตามตำรายาโบราณว่า แก่นจันทน์มีรสขม หอม ร้อนใช้แก้ไข้ แก้ดีกำเริบ แก้กระสับกระส่าย ตาลาย-ชาวฮินดูใช้ แก่นจันทน์เป็นยาขมยาเย็น ยาฝาดสมาน แก้ไข้ แก้อาการกระหายน้ำ เอาแก่นจันทน์มาบดเป็นผงผสมเป็นส่วนผสมในยา ทาแก้โรคไฟลามทุ่ง โรคผื่นคันเรื้อรังและแก้การอักเสบ -น้ำมันไม้จันทน์มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการแพทย์พื้นบ้านสำหรับการรักษาโรคหวัด, โรคหลอดลมอักเสบ, โรคผิวหนัง, โรคหัวใจ, อ่อนแอทั่วไป, ไข้, การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, การอักเสบของปากและคอหอย, ตับและถุงน้ำดีและโรคอื่น ๆ ในประเทศจีนน้ำมันใช้รักษาอาการอาเจียนปวดท้องและโรคหนองใน
-เป็นไม้ประดับบังลมแตกกิ่งก้านต่ำ ในอินเดียถือว่าเป็นสายพันธุ์วนเกษตรที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ใบใช้เป็นปุ๋ยคอกสีเขียว
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้ขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับงานประติมากรรมไม้และงานแกะสลัก-น้ำมัน Sandalwood ไอน้ำกลั่นจากแก่นไม้ของSantalum albumเป็นวัสดุอโรมาที่ขาดไม่ได้ในน้ำหอมซึ่งมีคุณสมบัติตรึงโดดเด่นเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของน้ำหอมเครื่องสำอางและอุปกรณ์อาบน้ำที่นับไม่ถ้วน -ธูปทำจากขี้เลื่อยไม้จันทน์ผสมกับยางอาหรับและเกลือดินและมักจะผสมวัสดุกลิ่นหอมอื่น ๆ  ขี้เลื่อยจากกระพี้และแก่นไม้ที่เหลือหลังจากการกลั่นถูกนำมาใช้เพื่อจุดประสงค์เดียวกัน -สารประกอบที่สกัดจากเปลือกไม้แสดงถึงกิจกรรมของฮอร์โมนในแมลงทำให้การพัฒนาหยุดชะงัก- เมล็ดที่ให้น้ำมันอบแห้งสีแดงส่วนใหญ่ใช้เป็นน้ำมันโคมไฟ ใบสดให้ขี้ผึ้งสีเหลืองอ่อน
ศาสนา/พิธีกรรม-ชาวฮินดูที่มีมาแต่โบราณ ชาวจีนศาสนาพุธและชาวมุสลิมได้ใช้ไม้จันทน์เป็นเครื่องหอมในพิธีการ และใช้ในประเพณีทางศาสนาที่แตกต่างกัน -ในอินเดียถูกบันทึกไว้ในวรรณคดีนานกว่าสองพันปี มันใช้เป็นไม้และน้ำมันในการปฏิบัติทางศาสนา นอกจากนี้ไม้ยังใช้เป็นวัสดุก่อสร้างในวัดและที่อื่น ๆ
ภัยคุกคาม---เนื่องจากมูลค่าสูงของสายพันธุ์มันถูกคุกคามจากการใช้ประโยชน์มากเกินและความเสื่อมโทรมของที่อยู่อาศัยโดยการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ไฟ (ซึ่งสายพันธุ์นี้มีความอ่อนไหวอย่างยิ่ง)การล้างที่ดินเป็นปัจจัยที่น่ากังวลมากที่สุดทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่องถูกวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์' โดยผิดธรรมชาติ (เกิดจากมนุษย์ )
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE -  IUCN. Red List of Threatened Species.2011
การอนุรักษ์---รัฐบาลอินเดียได้ห้ามการส่งออกสายพันธุ์เพื่อลดภัยคุกคามจากการเก็บเกี่ยวมากเกินไป ในรัฐทางใต้ของอินเดียกรรณาฏักและรัฐอานธรประเทศ ต้นไม้ทุกต้นที่สูงกว่าเส้นรอบวงที่ระบุเป็นสมบัติของรัฐ การตัดต้นไม้แม้ในทรัพย์สินส่วนตัวถูกควบคุมโดยกรมป่าไม้                                                  
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

             

จันทร์ทอง/Fraxinus floribunda


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Fraxinus floribunda  Wall.(1820)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-369761
---Fraxinus urophylla (G.Don) Wall. ex A.DC.(1844)
---Ornus floribunda (Wall.) Sweet.(1826)
---Ornus urophylla G.Don.(1837)
ชื่อสามัญ---Himalayan Manna Ash, Himalayan Ash.
ชื่ออื่น---จันทร์ทอง ;[CHINESE: Duō huā báilà shù];[HINDI: Ash, Sanooh, Sunnu];[NEPALI: Lankuree];[SANSKRIT: Yavasasarkara.];[THAI: Chanthong].
EPPO Code---FRXFL (Preferred name: Fraxinus floribunda.)
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พบตั้งแต่เทือกเขาหิมาลัยถึงตอนเหนือของพม่า อัฟกานิสถาน ปากีสถาน เนปาล ภูฏาน ทิเบต แคชเมียร์ อินเดีย พม่า ไทย ลาวและเวียดนาม
Fraxinus floribunda เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์วงศ์มะลิ (Oleaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กในปี พ.ศ.2363
ที่อยู่อาศัย มีช่วงขึ้นกระจายตามธรรมชาติกว้างมากในป่า พบที่ระดับความสูง 1,200 - 2,700 เมตร ในเทือกเขาหิมาลัย และพบในภาคตะวันตกของจีน ( กวางตุ้ง กวางสี กุ้ยโจ วยูนนาน) ในป่าทึบ ป่าผสมของหุบเขา ที่ระดับความสูง 30- 2,600 เมตร ในประเทศไทยพบในป่าดิบ ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลง 800–1,800 เมตร  (มักไม่ค่อยพบ ขึ้นอยู่ในเขตป่าที่ถูกรบกวนน้อย)
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบระยะสั้นสูง15- 25เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 50 ซม. เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มมีร่องลึก ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่เรียงตรงข้าม ใบยาว 23-36 ซม มีใบย่อย 5–7 ใบ เรียงตรงข้าม และมีใบย่อยที่ปลายแกนใบอีก 1 ใบ ก้านใบย่อยยาว 2–2.5 ซม. ก้านใบย่อยที่ปลายช่อยาวกว่าใบอื่น แผ่นใบย่อยรูปใบหอก กว้าง 2.5–4 ซม. ยาว 7–10 ซม. ขอบใบมีซี่ละเอียด ใบแก่ไม่มีขน ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง ยาว10–15 ซม.ดอกย่อยจำนวนมากกลีบดอกมี 4 กลีบ รูปรี กว้าง 0.5 ซม. ยาว 2.5–3 ซม. ออกพร้อมกับใบอ่อน  ผลยาว 2-3.5 ซม.ด้านหนึ่งมีปีก ยอดผลกว้างมีติ่งที่ปลาย เมล็ดยาวประมาณ 1ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัด เติบโตได้ในดินทุกชนิด ดินมีความชื้นพอเพียง ค่าความเป็นกรด-ด่างที่เหทะสม และดินพื้นฐาน (อัลคาไลน์) ทนต่อลมแรงและไอเกลือและทนต่อมลพิษในชั้นบรรยากาศ
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้ บางครั้งใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นยา Mannaที่ได้จากการผ่าก้านหรือลำต้น ใช้เป็นสารให้ความหวานและเป็นยาระบายที่ปลอดภัยและอ่อนโยน  ใบของพืชมีการใช้แบบดั้งเดิม ในสิกขิมและอินเดีย
-วนเกษตร เป็นพืชที่มีระบบรากที่กว้างขวางทำให้การปลูกง่าย แต่สายพันธุ์อื่น ๆที่อยู่ใกล้ จะไม่เจริญเติบโตได้ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นพวกประเภทรากตื้น
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้สีขาวอมชมพู มีความแข็งปานกลาง ใช้ทำพาย คันไถ คันหาม ใช้เป็นเชื้อเพลิง ใบเป็นอาหารเลี้ยงปศุสัตว์
ภัยคุกคาม--เนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง ประชากรจึงมีขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2018
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-เมษายน/กรกฎาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ตอนกิ่ง


จ้าม่วง/Buchanania arborescens

ชื่อวิทยาศาสตร์---Buchanania arborescens (Bl.) Bl.(1850)
ชื่อพ้อง---Has 29 SYnonyms
---Buchanania bancana Miq.(1861)
---Buchanania muelleri Engler.(1883)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2684757
ชื่อสามัญ---Little gooseberry tree, Sparrow's mango.
ชื่ออื่น---จ้าม่วง; [CHINESE: Shān xiàn zi.];[MALAYSIA: Otak udang tumpul, Katak Udang, Pauh Pipit, Terentang Tikus, Tumpul (Malay); Rengas laut.];[PHILIPPINES: Balinghasai.];[THAI: Cha-muang.].
EPPO Code: BUHAR (Preferred name: Buchanania arborescens.)
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
Buchanania arborescens เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวมะม่วงหิมพานต์ (Anacardiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน-เนเธอร์แลนด์และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยCarl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน-เนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ.2393
เขตกระจายพันธุ์---พม่า หมู่เกาะอันดามัน คาบสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้ ไต้หวัน พบตั้งแต่มาเลเซียถึงหมู่เกาะโซโลมอนและตอนเหนือของออสเตรเลีย
ที่อยู่อาศัยพบในป่าดิบชื้นระดับต่ำกว่า1,200เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูงถึง 4-35 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-75 (-120) ซม. ใบรูปไข่กลับหรือรูปหอก ขนาดของใบกว้าง 3-6 ซม.ยาว 8-23 ซม.ก้านใบยาว 2-2.5 ซม.
ใบอ่อนสีชมพูมีขนเล็กน้อย ตาใบเป็นเกล็ด กลีบเลี้ยงและกลีบดอกกลม  เมื่อดอกบานจะเห็นเป็นพุ่มสีครีม-ขาว ผลขนาด 0.8-1.4 ซม.สีม่วงแดง มีเนื้อบางๆสีเขียวหุ้มเมล็ดสีดำ
ใช้ประโยชน์-ใช้กินได้ ชาวอะบอริจินกินผลไม้ดิบ
-ใช้เป็นยาแผนโบราณในประเทศออสเตรเลียและมาเลเซีย เปลือกและใบใช้แก้ปวดหัว
-อื่น ๆไม้ใช้สำหรับการตกแต่งภายใน, การก่อสร้างแสง, ข้อต่อ, จันทัน, เฟอร์นิเจอร์, กล่อง
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species
ขยายพันธุ์---เมล็ด


จำปาขอม/Polyalthia cauliflora var. desmantha

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือพรรณไม้วงศ์กระดังงา ผู้แต่ง ดร ปิยะ เฉลิมกลิ่น
ชื่อวิทยาศาสตร์--- Polyalthia cauliflora Hook.f. & Thomson.(1855)
ชื่อพ้อง---Has 15 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2874613
---Polyalthia cauliflora var. desmantha (Hook.f. & Thomson) J.Sinclair.(1955)
---(More).See all The Plant List
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จำปาขอม; [MALAYSIA: Balet (Penang); Jambul Burung Chichit, Mempisang (Malay); Karai Larak Merah (Sabah); Lidah Ular (Kelantan); Semukau (Iban).];[THAI: Champa khom].
EPPO Code---QLHCA (Preferred name: Polyalthia cauliflora.)
ชื่อวงศ์--- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์  เอเชีย: อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ไทย
Polyalthia cauliflora เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Sir Joseph Dalton Hooker (1817-1911) นักพฤกษศาสตร์นักชีววิทยาและศัลยแพทย์ชาวอังกฤษและThomas Thomson (1817 –1878) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ.ในปี พ.ศ.2398
จำปาขอม มีด้วยกัน 2 ชนิด อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "จำปาขอมดอกใหญ่" ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Polyalthia cauliflora var. wrayi (Hemsl.) J. Sinclair ลักษณะต้นและดอกเหมือนกันหมด เพียงแต่ขนาดของดอกจะใหญ่เล็กไม่เท่ากัน
ที่อยู่อาศัยในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง100-500เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 5-8 เมตร เปลือกสีน้ำตาลมีช่องอากาศและปมช่อดอกจำนวนมาก กิ่งอ่อนมีขนนุ่มสีทอง ใบรูปขอบขนานแกมรูปรี กว้าง 4-8ซม.ยาว9-20ซม. โคนใบมนหรือรูปลิ่ม ปลายใบแหลม เส้นกลางใบและเส้นใบด้านล่างนูนและมีขนสีน้ำตาลคลุมอยู่ ขอบใบเป็นคลื่น ดอกออกตามต้นเป็นกระจุก 3-6ดอก ดอกสีเหลืองนวลหรือแดง เมื่อบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้ม กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกเรียงเป็น2ชั้น แต่ละกลีบขนาดใกล้เคียงกัน รูปแถบ ดอกบานขนาด 2.5-4ซม. ผล กลุ่ม มี12-18ผล ก้านผลยาว1ซม. ผลรูปกลมรี แก่แล้วสีแดงถึงม่วงเข้ม มี1-2เมล็ด
ใช้ประโยชน์--- ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับกลิ่นหอม เนื้อไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-กันยายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด
 

จำปาขาว/Magnolia champaca


ชื่อวิทยาศาสตร์---Magnolia champaca x baillonii
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Magnolia champaca (L.) Baill. ex Pierre.
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จำปาขาว ; [THAI: Champa khao]
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
พรรณไม้ถิ่นเดียว ที่สำรวจพบครั้งแรกในประเทศไทย จาก วัดกลาง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ต่อมาพบที่จ.พะเยาและ จ.ปราจีนบุรี
เป็นพรรณไม้ลูกผสมตามธรรมชาติที่มีจำปาเป็นต้นแม่พันธุ์และจำปีป่าเป็นต้น พ่อพันธุ์ โดยมีลักษณะของผลยังผันแปรไม่คงที่ ขึ้นอยู่ในระดับต่ำที่มีความชื้นค่อนข้างสูง มีสถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งในถิ่นกำเนิด มีปัญหาในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ เนื่องจากมีต้นขึ้นอยู่เพียงต้นเดียวในแต่ละแหล่ง จึงมีโอกาสผสมเกสรได้น้อยและมีแมลงกัดกินผลอ่อน การ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดทำได้น้อย เมล็ดไม่สมบูรณ์เปอร์เซนต์การงอกต่ำ จึงต้องใช้วิธีเสียบแผ่นตา และเสียบยอด ทาบกิ่งโดยใช้จำปาเป็นต้นตอ  ซึ่งทาบติดได้ดี ช่วยรักษาพันธุกรรมของต้นพันธุ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง และได้รับการส่งเสริมการปลูกให้กระจายไปทั่วประเทศแล้ว
ลักษณะจำปาขาว มีลักษณะที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง จำปา Magnolia champaca (L.) Baill. ex Pierre(แม่พันธุ์) กับ จำปีป่า  Magnolia baillonii Pierre(พ่อพันธุ์) เป็นไม้ยืนต้นสูง15-20เมตร ใบเดี่ยวเรียงเวียนรอบกิ่ง หนาเป็นมันและค่อนข้างนิ่ม ด้านล่างใบมีนวลเคลือบขาวเด่นชัด ใบรูปไข่กว้าง5-9ซม.ยาว14-25ซม.ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบกลีบเลี้ยงรวมกับ กลีบดอก12-15กลีบ หนา สีขาวหรือขาวนวลยาว4-5.5ซม.กลิ่นหอมแรง มีเส้นผ่านศูนย์กลางดอกขนาด3.5-4ซม.ผล เป็นช่อทรงกระบอกมีผลย่อย 25-43 ผลติดอยู่กับแกนกลาง เปลือกผลหนาแข็ง เมื่อผลแก่แตกออกตามยาวด้านหลัง มีเมล็ดสีแดงช่อละ2-4เมล็ด
ระยะออกดอก---เมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด ทาบกิ่ง

จำปาแขก/Pterospermum acerifolium


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย                       โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาตร์---Pterospermum acerifolium (L.) Willd.(1800)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2552043
---Cavanilla acerifolia (L.) J.F.Gmel.(1792)
---Dombeya acerifolia (L.) Gaertn.(1791)
---Pentapetes acerifolia L.(1753)
---Pterospermadendron acerifolium (L.) Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---Maple-Leaved Bayur, Dinnerplate tree, Maple-leaved Lancewood, Torch Tree, Karnikara Tree, Bayur tree
ชื่ออื่น---จำปาแขก, ปอหูช้าง, กะหนานปลิง, สลักกะพาด; [ASSAMESE: Kanak-champa, Moragos, Hati-polia.];[BENGALI: Mucukunda.]:[CHINESE: Cū yè chì zi mù, Chi zi shu.];[MALAYALAM: Cerukonna, Malanjutali.];[PAKISTAN: Kanack Champa, Moo Chkund.];[PHILIPPINES: Bayog, Bayur, Bagud, Bayong (Tag).];[SANSKRIT: Muchukunda, Karnikar.]:[TAMIL: Vennangu.];[THAI: Champa khak, Ka hnan pling, Po hoo chang.];[POTPOURRI TRADE NAME: Thuja, Thuza petals.]
EPPO Code---PUFAC (Preferred name: Pterospermum acerifolium.)
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังกลาเทศ พม่า ไทย จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์
Pterospermum acerifoliumเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ชบา (Malvaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Carl Ludwig Willdenow ( 1765–1812 ) นักพฤกษศาสตร์และเภสัชกรชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2343


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่อินเดียถึงพม่าเติบโตตามธรรมชาติตามริมฝั่งแม่น้ำในหุบเขาชื้น ในป่าที่ลุ่มชื้นแฉะ และหนองน้ำ ที่ระดับความสูงถึง 1,700 เมตร เป็นไม้ถิ่นเหนือของประเทศไทย พบตามช่องเปิดของป่าดิบ มักจะเหลืออยู่ในสวนเมี่ยง
ลักษณะ ไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางถึงใหญ่ลักษณะต้นสูงประมาณ 15- 25 เมตร ลำต้นหนาคดงอ เปลือกต้นสีเทาอ่อน เรียบ หลุดลอกออกเป็นชิ้นบางๆ เปลือกชั้นในสีแดงมีเส้นลายสีขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบขนาดกว้าง11-28ซม.ยาว15-45ซม. รูปร่างไม่แน่นอนแต่มักเป็นรูปไข่กว้าง ขอบใบเว้าที่ปลายแยกหลายแฉก ฐานใบเป็นรูปหัวใจ มีก้านใบติดด้านหลัง  หูใบแยกเป็นแฉกลึกดอกออกที่ซอกใบออกเดี่ยวๆหรือเป็นช่อมีกลิ่นหอม ดอกขนาด 8-12 ซม.สีขาว กลีบเลี้ยงหนามี5กลีบ สั้นกว่ากลีบดอกเล็กน้อย มีขนสีน้ำตาลด้านนอก และมีขนคล้ายกำมะหยี่สีขาวด้านใน กลีบดอกบอบบาง5กลีบ ชิดกันเป็นหลอด ปลายแผ่ออกกว้าง เกสรเพศผู้ยาวประมาณ 6 ซม. เกสรเพศเมียมีขนสีน้ำตาลที่ฐาน ผลมีเนื้อไม้ขนาดกว้าง 5-7 ซม.ยาว 8-15 ซม.มี 5 สัน มีขนสีน้ำตาลปกคลุม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ดอกใช้เป็นยาระบาย ยาแก้ท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง ใช้ในการอักเสบของแผลและโรคเรื้อน ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง เปลือกและใบใช้กับฝีเล็ก ๆ ในอินเดีย ใช้รักษาโรคเบาหวาน ห้ามเลือดและต้านการอักเสบ ในระบบอายุรเวทดอกไม้ผสมกับน้ำตาล นำมาใช้ในประเทศเป็นยาต้านมะเร็ง
-ใช้ปลูกประดับ ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ประดับหรือให้ร่มเงา ปลูกเป็นต้นไม้ริมถนนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีแดง กระพี้สีขาว ไม้นิ่ม เนื้อไม้มีเสี้ยนค่อนข้างหนัก  แต่ใช้งานง่าย ชักเงาง่าย ไม้มีคุณภาพดีที่ใช้กันทั่วไปในช่างไม้ใช้ทำพื้นกระดาน ทำสิ่งก่อสร้างภายใน - ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง- ดอกไม้เก็บไว้ในผ้าจะส่งกลิ่นหอมและป้องกัน กำจัดแมลง ผลแห้งนำมาใช้ประดับ- เปลือกไม้ใช้สำหรับย้อมสีอวนและผ้า -ในปศุสัตว์:หากวัวไม่กินอาหารสัตว์เนื่องจากท้องเฟ้อในกระเพาะอาหารใบไม้จะถูกตัดเป็นชิ้น ๆ และให้เป็นอาหารสัตว์
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด , ตอนกิ่ง


จำปาเทศ/Pterospermum littorale var.littorale


ชื่อวิทยาศาตร์---Pterospermum littorale Craib var.littorale
ชื่อพ้อง---This name is unresolved..See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl/record/kew-2551735
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จำปาเทศ จำปีแขก กะหนาย ยวนปลา(ภาคใต้) หำอาว (หนองคาย); [THAI: Champa thet, Champi khaek, Kanai, Kanan.]
EPPO Code---PUFSS (Preferred name: Pterospermum sp.)
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา
Pterospermum littorale เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ชบา (Malvaceae) สกุลกะหนานปลิง (Littorale)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ นอกจากรูปแบบการเสนอชื่อแล้ว ยังมีสปีชีส์ย่อย Pterospermum littorale Craib var Venustum (Craib) C. Phengklai อีกด้วย


ที่อยู่อาศัย พืชถิ่นเดียวของไทย พบทั่วไปทุกภาคของไทย ขึ้นตามชายป่าดงดิบ ป่ารุ่นสองและป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูง 100-1,000 เมตรลักษณะ เฉพาะที่เด่น เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย พบครั้งแรกที่ ที่อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยหมอคาร์ (A.F.G.Kerr)แต่มีการกระจายขึ้นอยู่ในแต่ละภาคทั่วประเทศ สถานภาพยังพอหาได้ในถิ่นกำเนิด
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง5-15 เมตร เปลือกต้นแตกเป็นร่อง แตกกิ่งยาวและห้อยลู่ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุมทั่วไป ใบเดี่ยวเรียงสลับ ระนาบเดียวกันรูปขอบขนานปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจขอบใบเว้าไม่สม่ำเสมอ สีเขียวเข้ม ดอกสีขาวออกเป็นดอกเดี่ยวที่ซอกใบใกล้ปลายยอดขนาดดอก5-8ซม. มีกลิ่นหอม บาน1-2วันแล้วโรย กลีบเลี้ยงมี5กลีบ เป็นแผ่นหนาแข็งสีเขียวอมเหลือง ด้านในมีขนคล้ายกำมะหยี่สีขาว ด้านนอกมีขนสีน้ำตาล กลีบดอกมี5กลีบ บาง เรียงเวียนซ้าย  ผลแห้งแตกคล้ายสาแหรกเปลือกผลแข็งมีพู5พูเมล็ดมีปีกเป็นแผ่นสีขาวมีเมล็ด จำนวนมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นพรรณไม้ที่มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันของป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้ง ต้นที่อยู่ในถิ่นกำเนิดในธรรมชาติใบมีรูปทรงเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุของต้น หรือกิ่ง เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นใบจะมีขนาดเล็กลงและขอบใบจักเว้าตื้น มีดอกสวยงามกลิ่นหอม ทนแล้งได้ดี ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีพุ่มสวยงามกว่า ต้นที่ได้จากกิ่งตอน
ประโยชน์--ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนทั่วไป
ระยะออกดอก---เดือนกันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง

จำปาป่า/Magnolia champaca var. pubinervia

อ้างอิง-ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Magnolia champaca var. pubinervia (Blume) Figlar & Noot.(2004)
ชื่อพ้อง--Has 6 Synonyms
---Basionym: Michelia pubinervia Blume.(1829.)
---Michelia pilifera Bakh.f.(1963)
---Michelia velutina Blume.(1891)
---Sampacca velutina Kuntze.(1891)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-184206
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จำปาป่า
EPPO Code---MAGCP (Preferred name: Magnolia champaca var. pubinervia.)
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เกาะบอร์เนียว, กัมพูชา, ชวา , ลาว, หมู่เกาะซุนดาน้อย, มาลายา, สุมาตรา, ไทย, เวียดนาม
Magnolia champaca var. pubinervia This variety is accepted (variety นี้เป็นที่ยอมรับ) เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Magnoliaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยRichard B. Figlar (fl. 2000)นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันและ Hans Peter Nooteboom (born 1934)นักพฤกษศาสตร์ ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.2547
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในอินโดจีนถึงตะวันตกของเมลเซีย ในประเทศไทยพบขึ้นอยู่ในภูเขาทางภาคใต้
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 20-35 เมตร ลำต้นเปลาตรง แตกกิ่งเป็นพุ่มเฉพาะที่ยอด ใบเดี่ยวเรียงเวียนรอบกิ่ง รูปรี แผ่นใบหนาเหนียว ผิวใบเรียบเป็นมัน ใต้ใบเห็นเส้นใบเด่นชัด ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบสีเหลืองส้ม กลีบหนาฉ่ำน้ำมี10-12กลีบขนาดดอก5-6ซม.ผลกลุ่มเป็นช่อยาวดอกเริ่มแย้มและส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ
ระยะออกดอก---เดือน มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


จำปีช้าง/Magnolia citrata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Magnolia citrata Noot. & Chalermglin.(2002)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
---See all The Plant List  http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-348947
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จำปีช้าง ; [THAI: Champi Chang]
EPPO Code---MAGSS (Preferred name: Magnolia sp.)
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
Magnolia citrata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวแมกโนเลีย (Magnoliadeae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Hans Peter Nooteboom (born 1934)นักพฤกษศาสตร์ ชาวดัตช์ และ Dr.Piya Chalermglin (also spelt Piya Chalermklin; fl. 2000) นักพฤกษศาสตร์ชาวไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.2545
ที่อยู่อาศัย จำปีช้างเป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย พบครั้งแรกที่ อำเภอ แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาพบที่ จังหวัดน่าน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จัหวัดเลย ที่ระดับความสูง1200-1400เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ สูง 20-35 เมตร เปลือกลำต้นหนา 3-5 มม.และมีกลิ่นฉุน ก้านใบอ้วน 5–7(–10) มม.ใบเดี่ยวรูปรีจนเกือบกลม ยาว20–25 ซม.กว้าง 12–18 ซม. เรียงเวียนรอบกิ่ง  แผ่นใบหนาและเหนียว ด้าบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างใบสีซีด เกลี้ยงเป็นมันทั้งสองด้าน ไม่มีรอยแผลบนก้านใบ ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบกลีบดอกมี 9-12 กลีบ กลีบหนาสีขาวผล กลุ่มมีผลย่อย2-8ผล ผลกลมรียาวเปลือกหนามาก มีผลขนาดใหญ่สุดในพวกจำปีด้วยกัน และมีกลิ่นเหมือนตะไคร้รุนแรงมาก ส่วนเปอร์เซนต์การงอกต่ำมีแค่1เปอร์เซนต์ สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีทาบกิ่งที่ใช้จำปาเป็นต้นตอซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วมาก
ภัยคุกคาม---เนื่องจากถูกคุกคามจากกิจกรรมการตัดไม้และการเพิ่มการตั้งถิ่นฐานและการเกษตร ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท ' มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์โดยผิดธรรมชาติ' (เกิดจากมนุษย์)
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE - IUCN. Red List of Threatened Species.2015
ระยะออกดอก---เมษายน-พฤษภาคม---ผลแก่---กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง

จำปีป่า/Paramichelia baillonii

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา: หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Paramichelia baillonii (Pierre) Hu.(1940)
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Magnolia baillonii Pierre.(1880.)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น-จำปีป่า, จุมปี (เชียงใหม่),จำปา(นครศรีธรรมราช) จำปาป่า (เลย);[CHINESE: Hé guǒmù];[THAI: Chumpi, Champi paa]
EPPO Code---1MAGG (Preferred name: Magnolia.)
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชา อินเดีย จีน พม่า  ไทย เวียตนาม
Paramichelia baillonii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แมกโนเลีย (Magnoliaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Shiu-Ying Hu หรือ Hu Xiuying (1910 –2012) เธอเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวจีน (เป็นผู้หญิงจีนคนที่สองที่ได้รับปริญญาเอกด้านพฤกษศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด) ในปี พ.ศ.2483
ที่อยู่อาศัย ในประเทศไทย กระจายพันธุ์ในป่าดิบเขาและป่าดิบแล้งทั่วทุกภาคของประเทศ ยกเว้นภาคใต้ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 600–1,200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นสูงได้ถึง35- 40 เมตรเปลือกต้นสีน้ำตาลเทาแตกเป็นร่องตามยาวหรือหลุดล่อนเป็นแผ่น ก้านใบยาว2.5–3.5 ซม. ใบเดี่ยวรูปหอกกว้าง 5.5–8 ซม. ยาว 15–22 ซม.เรียงเวียนรอบกิ่งใบอ่อนมีขนนุ่มสีเงินปกคลุม ใบแก่มนรีแคบซม. ดอก เดี่ยว ออกตามง่ามใบ ก้านดอกยาว 5–10 มม กลีบดอกสีขาวนวล 14–18กลีบ สีขาวนวลกลิ่นหอม ดอกตูมรูปรี  กลีบชั้นในแคบกว่ากลีบชั้นนอก ผลกลุ่ม ผลย่อยชนาด5-8ซม.สีเขียวอมเหลือง เปลือกขรุขระ เมล็ดสีแดงสด ผลมักจะมีติดบนต้นตลอดปี
ใช้ประโยชน์--- เนื้อไม้มีความคงทนต้านทานปลวกและแมลงใช้ในงานก่อสร้างบ้าน เครื่องเฟอร์นิเจอร์และแผ่นกระดาน
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน-กรกฎาคม/ผลแก่---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

จำปีรัชนี/Magnolia rajaniana

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือพรรณไม้วงศ์กระดังงา ผู้แต่ง ดร ปิยะ เฉลิมกลิ่น
ชื่อวิทยาศาตร์---Magnolia rajaniana (Craib.) Figlar.(2000)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-252967
---Michelia rajaniana Craib.(1922.)
ชื่อสามัญ--Champa Khao, Cream colored Champa, Magnolia Ivory, Champee Si Nuan, Peacock Magnolia
ชื่ออื่น---จำปีรัชนี, จำปีหลวง [THAI: Champee rajani, Chumpi hluong].
EPPO Code--- MAGSS (Preferred name: Magnolia sp.)
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEA
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Magnolia เป็นเกียรติแก่ Pierre Magnol (1638 –1715) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส (ในปี 1703 Charles Plumier (1646–1704) ตั้งชื่อต้นไม้ดอกหนึ่งจากเกาะMartinique Magnoliaตามชื่อ Magnol)
จำปีรัชนี หรือจำปีหลวง สำรวจพบครั้งแรกโดยหมอคาร์ ชาวไอริช เมื่อเดือนพฤษภาคม 2464 จากดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ในป่าดิบเขา ระดับความสูง 1,300 ม. คำระบุชนิด rajaniana ตั้งขึ้นให้เป็นเกียรติแก่ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ต้นสกุลรัชนี ผู้ทรงกำกับดูแลกิจการของกองตรวจพันธุ์รุกขชาติ ในยุคบุกเบิกงานสำรวจพรรณไม้ในประเทศไทย มีรายงานการตีพิมพ์เปลี่ยนชื่อเป็นชื่อนี้ในปี 2543
Magnolia rajaniana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวแมกโนเลีย (Magnoliaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Richard B. Figlar (fl. 2000)นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ.2543
ที่อยู่อาศัย จำปี รัชนีเป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวที่ขึ้นอยู่เฉพาะในจังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน
ลักษณะ เป็นไม้ ต้นสูง 25-35 เมตร เปลือกแตกเป็นร่องตื้นตามยาว กิ่งอ่อนมีรูระบายอากาศอยู่ทั่วไป ใบเดี่ยวรูปรี กว้าง 10-13 ซม. ยาว 17-30 ซม.แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่มยาวปกคลุมหนาแน่น ใบอ่อนนุ่มสากมือ ใบแก่แข็งกรอบ   ดอกเดี่ยวออกตรงซอกใบกลีบดอกมี12-15กลีบ สีขาว มีกลิ่นหอมแรง ผลกลุ่มมีผลย่อยประมาณ12-30ผลขนาดกว้าง 1.5 ซม. ยาว 2-3 ซม. ผิวของผลมีช่องอากาศเป็นจุดนูนสีขาว ผลย่อยแตกตามแนวยาว แต่ละผลมี 1-6 เมล็ด ลักษณะเมล็ด สีแดงเข้ม รูปรี ยาว 1-1.4 ซม.    
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในพื้นที่ระดับสูง การปลูกในพื้นที่ราบอากาศร้อนจะเจริญเติบโตช้า มีกิ่งแห้งตายมาก หากปลูกด้วยต้นกล้าทาบกิ่งหรือติดตาโดยใช้จำปาเป็นต้นตอจะออกดอกเร็วขึ้น ชอบดินร่วนระบายน้ำดี ไม่ชอบดินเปรี้ยว ติดผลจำนวนมาก
ระยะออกดอก--- เมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเม็ด ทาบกิ่ง
จากหนังสือ: 84 พรรณไม้ถวายในหลวง โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ โดย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กรุงเทพฯ, 2552

จำปีศรีเมืองไทย/Magnolia thailandica


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือไม้ดอกหอม ผู้แต่ง ดร ปิยะ เฉลิมกลิ่น
ชื่อวิทยาศาตร์---Magnolia thailandica Noot.& Chalemglin.(2002)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-252974
---Kmeria thailandica (Noot. & Chalermglin) Q. Lin.(2005)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จำปีศรีเมืองไทย [THAI: Champi si mueang thai]
EPPO Code---1MAGG (Preferred name: Magnolia); Magnolia sp. (MAGSS)
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
Magnolia thailandica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวแมกโนเลีย (Magnoliadeae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Hans Peter Nooteboom (born 1934)นักพฤกษศาสตร์ ชาวดัตช์ และ Dr.Piya Chalermglin (also spelt Piya Chalermklin; fl. 2000) นักพฤกษศาสตร์ชาวไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.2545
ที่อยู่อาศัย เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย ในธรรมชาติพบขึ้นอยู่ใกล้แหล่งน้ำในป่าดิบเขา พบครั้งแรกที่จังหวัดเพชรบูรณ์
ลักษณะ เป็นต้นไม้ที่มีต้นแยกเพศเป็นต้นเพศผู้และต้นเพศเมีย (dioecious) ความสูงของต้นประมาณ 20-30 เมตร  เปลือกต้นเรียบและมีช่องหายใจเป็นจุดๆ ใบเดี่ยวรูปบขอบขนานเรียงเวียนรอบกิ่ง ผิวใบเรียบทั้งสองด้าน มีรอยแผลของหูใบ ดอก เดี่ยวออกที่ปลายยอด ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน กลีบดอกสีขาวหนาและอวบน้ำและเปราะรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน ปลายกลีบมนแผ่กว้าง กลิ่นหอมแรง ดอกบานขนาด2-2.5 ซม บานวันเดียวแล้วร่วง ผลกลุ่ม มีผลย่อย3-6ผล ผลแก่แล้วแตกเป็นพู มีเมล็ด1-2เมล็ดสีแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบอากาศเย็น ความชื้นสูง
ภัยคุกคาม---เนื่องจากถูกคุกคามจากกิจกรรมการตัดไม้และการเพิ่มการตั้งถิ่นฐานและการเกษตร ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์โดยผิดธรรมชาติ (เกิดจากมนุษย์)
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE - IUCN. Red List of Threatened Species.2015
ระยะออกดอก---เมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


จำปีหนู/Magnolia compressa

อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือไม้ดอกหอม ผู้แต่ง ดร ปิยะ เฉลิมกลิ่น
ชื่อวิทยาศาสตร์---Magnolia compressa Maxim.(1872)
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms
---Basionym: Michelia compressa (Maxim.) Sarg.(1894)
---Michelia cumingii Merr. & Rolfe.(1908)    
---Michelia formosana (Kaneh.) Masam. & Suzuki.(1933)    
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-117514
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จำปีหนู; [CHINESE: Tái wān hán xiào.]; [JAPANESE: Ogatamanoki.]; [KOREA: Cho ryeong mok.]; [THAI: Champee hnu.].
EPPO Code: MIACO (Preferred name: Magnolia compressa.)
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย ฟิลิปปินส์  
Magnolia compressa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวแมกโนเลีย (Magnoliaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Johann Maximovich (also Karl Ivanovich Maximovich 1827–1891)นักพฤกษศาสตร์ชาวรัสเซียในปี พ.ศ.2415
ที่อยู่อาศัย จีน (รวมถึงไต้หวัน) พืชพื้นเมืองทางตอนใต้ของญี่ปุ่นและหมู่เกาะริวกิว เกาหลี ไทย ฟิลิปปินส์
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ต้นสูง 8-10 เมตรเส้นผ่านศูนย์กล่ง 30 ซม.ขึ้นไป เปลือกต้นแตกเป็นร่องเล็ก สีน้ำตาลเข้ม มีกิ่งก้านสาขาที่กระทัดรัดแตกกิ่งขนาดเล็กจำนวนมาก ใบเดี่ยวใบรูปหอก แผ่นใบหนาแข็ง ผิวใบเป็นมันเรียบทั้งสองด้าน ยาว10-14 ซม.ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ กลีบดอกมี10กลีบ ดอกเมื่อบานขนาด 5-7 ซม.กลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีเหลืองซีด ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน ผลเป็นช่อสั้น มี2-5ผล เมล็ดสีแดง แต่ละผลมีสามเมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ใน ธรรมชาติพบขึ้นบนที่สูงและมีอากาศหนาวเย็น ต้องการแสงแดดจัดและความชื้นสูง เป็นไม้หายากใกล้สูญพันธุ์ มีอัตราการขยายพันธุ์ในธรรมชาติต่ำมาก และยังไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ แต่มีการนำกิ่งพันธุ์จากประเทศข้างเคียงมาปลูกเป็นไม้ประดับกันแล้ว การปลูกจำปีหนูในพื้นที่ราบอากาศร้อนจัด พบว่าไม่ออกดอก
ใช้ประโยชน์--- ใช้ปลูกประดับ เหมาะใช้จัดสวน ปลูกเดี่ยวโชว์ทรงพุ่มสวยงาม
ภัยคุกคาม---เนื่องจาก ข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความเสี่ยงของการสูญพันธุ์ จัดอยู่ใน IUCN Red List ประเภท "พื้นฐานข้อมูลไม่เพียงพอ"
สถานะการอนุรักษ์---DD -Data Deficient-IUCN Red List of Threatened Species.2014
ระยะออกดอก---เดือนกันยายน-เดือนตุลาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

จำลา/Magnolia praecalva

อ้างอิง-ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือไม้ดอกหอม ผู้แต่ง ดร ปิยะ เฉลิมกลิ่น
ชื่อวิทยาศาตร์---Magnolia praecalva (Dandy) Figlar & Noot.(2004)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.com/tpl1.1/record/kew-252963
---Basionym: Pachylarnax praecalva Dandy.(1927)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จำลา [THAI: Chamla]
EPPO Code: MAGSS (Preferred name: Magnolia sp.)
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย เวียตนาม สุมาตรา คาบสมุทรมาลายา
Magnolia praecalva เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวแมกโนเลีย (Magnoliaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย James Edgar Dandy (1903–1976) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Richard B. Figlar (fl. 2000)นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันและ Hans Peter Nooteboom (born 1934)นักพฤกษศาสตร์ ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.2547
ที่อยู่อาศัย พบใน ไทย เวียตนาม สุมาตรา คาบสมุทรมาลายา ขึ้นกระจายอยู่ในหุบเขาที่ระดับความสูง 400-600 เมตร ในประเทศไทย เป็นไม้หายากพบเฉพาะตามริมลำธารในป่าดิบชื้น และในหุบเขา ทางภาคใต้ตอนล่างในจังหวัดสงขลาและพังงาเท่านั้น
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 20-30 เมตร ลำต้นเปลาตรง โคนต้นเป็นพูพอน เปลือกต้นหนามีกลิ่นฉุน ใบเดี่ยว เรียงเวียนรอบกิ่ง มีใบเฉพาะปลายยอด ใบรูปขอบขนาน ยาว 11-15 ซม. แผ่นใบหนาและเหนียว เป็นมันทั้งสองด้านดอกเดี่ยวออกที่ปลายยอด สีขาว มีกลีบดอก 9 กลีบ กลีบหนาฉ่ำน้ำ ดอกบานตั้งขึ้น มีเส้นผ่านศูนย์กลาง3-5ซม.ผลกลมขนาด 3-5 ซม.เมื่อแก่จะแตกเป็นพูดอกบาน 2 วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงพลบค่ำ มีกลิ่นหอมแรงตลอดวัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแดดจัดอากาศเย็น มีความชื้นสูง ดินระบายน้ำดี จึงให้ดอกสวยงามและหอมแรง จำลาไม่อาจขยายพันธุ์ได้นอกถิ่นกำเนิด อัตราการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติต่ำมาก เมล็ดมักถูกเชื้อราในดินทำลาย มีการพยายามด้วยวิธีอื่น ๆ เช่นการทาบกิ่ง เสียบยอด ตอนกิ่ง หรือปักชำ แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากจำลาเป็นพรรณไม้ที่มีพันธุกรรมห่างจากพรรณไม้อื่นชนิดที่อยู่ในสกุลจำปา ดังนั้นเมื่อนำต้นตอจำปามาทาบ เนื้อไม้ของจำปากับจำลาจึงเข้ากันไม่ได้ ทำให้ทาบไม่ติด และยังไม่สามารถขยายพันธุ์ได้จึงยังไม่มีการปลูกเลี้ยง
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

จิงจาบ/Miliusa mollis  var. mollis


อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา: หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ
ชื่อวิทยาศาตร์---Miliusa mollis  var. mollis
ชื่อพ้อง--No synonyms are recorded for this name. See all The Plant List http://www.plantlist.org/tpl1.1/record/kew-2365324
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---จิงจาบ, คู่ขน, ตีนก้อง, เหลืองดง, [THAI: Ching-chap.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ อินโดจีนถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย
ที่อยู่อาศัยในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 100-200เมตร
ลักษณะเป็นไม้ พุ่มขนาดเล็กสูง2-4เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำและเรียบ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น แตกกิ่งน้อยขนานกับพื้นดิน ใบรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง2-2.5ซม.ยาว5.5-6ซม. โคนใบมนเบี้ยว ปลายแหลม ใบบาง ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ ดอกสีนวลดอกบานขนาด 4มม. ผลกลุ่มมี5-8ผล ผลแก่สีดำเปลือกนิ่ม มี1เมล็ด
ระยะออกดอก---ธันวาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


จีผาแตก/Ardisia nervosa

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา: www.flickr.com › photos › eddingrid
อ้างอิง---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Ardisia nervosa H. R. Fletcher (1937)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.http://www.theplantlist.org/tpl/record/kew-2648358
ชื่อสามัญ---Ardisia, Christmas berry, coral berry, spice berry, marlberry
ชื่ออื่น---จีผาแตก, กาลังกาสาตัวผู้
EPPO Code---ADASS (Preferred name: Ardisia sp.)
ชื่อวงศ์---PRIMULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกา ,เอเชีย ,ออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Ardisia มาจากภาษากรีก "Ardis" แปลว่า "ชี้" หมายถึงอับเรณูของดอกไม้
Ardisia nervosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Primulaceae ในอดีตอยูาในครอบครัว Myrsinaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Harold Roy Fletcher (1907-1978) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2480
ที่อยู่อาศัย ส่วนใหญ่อยู่ในเขตร้อน มักพบขึ้นอยู่ในที่ร่มหรือกึ่งโล่งแจ้ง บนภูเขาหินปูน
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 8 เมตร ลักษณะเปลือกต้นสีน้ำตาลส้ม เรียบหรือมีรอยแตกตื้นๆ ใบแก่เหนียวด้านล่างมีเกล็ดสีสนิมเล็กๆหนาแน่นและมีจุดใส ขนาดของใบกว้างประมาณ7-13ซม ยาวประมาณ2.5-4.5ซม.ดอกสีขาว ออกเป็นช่อแยกแขนงผลสีเขียวอมเหลือง สุกเป็นสีชมพู
ขยายพันธุ์---เมล็ด

จี้ย้อย/Micromelum minutum

อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์--- Micromelum minutum (Forst.f.) Wight & Arn. (1834)
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Basionym: Limonia minuta G.Forst.(1786)
---Bergera villosa Wall.(1832)
---Cookia punctata Hassk. (1858)
---Glycosmis subvelutina F.Müll.(1858).
---(More).See all The Plant List
ชื่อสามัญ--- Lime Berry, Micromelum
ชื่ออื่น---กะม่วง สมุยช้าง หมุยช้าง(ยะลา) กาจับลัก จี้ปุกตัวผู้ จี้ย้อย มองคอง หญ้าสาบฮิ้น(พายัพ) คอมขน สามโชก(เชียงใหม่) ฉี้ ลิ้นชี่ สาบ แร้งสาบกา(จันทบุรี) ชะมุย(ชุมพร) ดอกสมัด สะแบก(อุบลราชธานี) เพี้ยฟานดง สมัดดง สมัดต้น สมัดใหญ่(เลย) มรุยช้าง(ตรัง) มุยขาว(ประจวบคีรีขันธ์) สมุย(สุราษฎร์ธานี) หมอน้อย(อุตรดิตถ์) หมุยขน(นครศรีธรรมราช) หวด(ลำปาง) หัสคุณ(สระบุรี) ;[CHINESE: Dà guǎn.];[THAI: Hussakhun, Chi yoy, Mui chang, Mui khon, Samui.];[VIETNAM: Kim sương, Tiêu rừng, Ớt rừng, Vọt cày, Hang chang (Mường), Mán chỉ, Xoan đào, Cây méo, Chăm sao (Thái), Mác khèn, Mạy slam (Tày)]
EPPO Code--- MCMMI (Preferred name: Micromelum minutum.)
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย, มหาสมุทรแปซิฟิก
Micromelum minutum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ส้ม (Rutaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย(Forst.f.)และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยRobert Wight (1796–1872)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและ George Arnott Walker Arnott (1799–1868)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตในปี พ.ศ.
ที่อยู่อาศัย อินเดีย (อัสสัม อันดามันและนิโคบาร์)  ศรีลังกา, เมียนมาร์, ไทย, อินโดจีน, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกินี, ออสเตรเลีย, สู่มหาสมุทรแปซิฟิก ในประเทศไทยพบขึ้นกระจายในชั้นล่างของป่าทึบในภาคเหนือ
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่หรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ สูง10เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15-30 ซม. ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่20-50ซม. ใบย่อยรูปมนรีหรือใบหอก ฐานไม่สมมาตร ขอบใบเรียบหรือหยักตื้น ใบแก่ด้านล่างมีขนสีน้ำตาลนุ่ม ดอก0.5ซม.กลีบดอกโค้งกลับ สีขาวอมเขียวมีกลิ่นหอม ช่อดอกแน่นด้านบนแบนออกที่ปลายกิ่ง ผล0.5-1ซม.สีเขียวอมเหลือง สุกสีแสดหรือสีน้ำเงินเข้มก้านผลสั้นเรียบเป็นมัน มี3เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้บนดินที่หลากหลาย พืชสามารถเริ่มออกดอกได้เมื่อเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ออกดอกและผลตลอดทั้งปีในสภาพอากาศที่ไม่ใช่ฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่มีฤดูแล้งเด่นชัด การออกดอกจำกัดเฉพาะฤดูฝน
ใช้ประโยชน์-ใช้กิน หน่ออ่อนใช้กินได้
-ใช้เป็นยา  บรรเทาอาการไอ, หอบหืด, ชา, ประสาท, แขนขากระตุก เปลือกต้น ใช้แก้ปวดท้อง ใบและรากใช้เป็นยาแก้ไข้ ใช้กับประจำเดือนผิดปกติ งูกัด อาการชา น้ำจากใบใช้สำหรับรักษาคราบขาวบนลิ้นกลิ่นปากและริดสีดวงทวาร สปีชีส์ชนิดนี้ถูกใช้เป็นยาตลอดช่วง และการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ได้เปิดเผยสารประกอบที่ออกฤทธิ์ทางสรีรวิทยาหลายประเภท รวมถึงสารต้านการแข็งตัวของเลือด สารต้านมะเร็ง และสารต้านแบคทีเรีย
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้มีน้ำหนักเบาทนทานใช้สำหรับการก่อสร้างที่เบา เฟอร์นิเจอร์และที่จับ มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจเล็กน้อย
ภัยคุกคาม--เนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง ประชากรจึงมีขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพ ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2020
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ฉนวน/Dalbergia nigrescens


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1,โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์---Dalbergia nigrescens Kurz. (1875)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms.See all http://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:490359-1
---Amerimnon anomalum Pierre.(1898)
---Amerimnon saigonense Pierre.(1898)
---Dalbergia anomala (Pierre) Prain.(1909)
---Dalbergia nigrescens var. anomala (Pierre) Niyomdham.(1996)
---Dalbergia saigonensis Pierre.(1898)
ชื่อสามัญ---Thai blackwood
ชื่ออื่น---ฉนวน, สนวน, กระพี้โพรง, กระพี้, ไฮปันชั้น ;[HINDI: Dobin.];[INDIA: Pachalimaram, Pinekanni.];[MALAYALAM: Meruthi, Pachilamaram, Painganni, Pinekanni, Velleetty, Vetta tholiVettuthol.];[THAI: Cha nuan, Sa nuan (Central); Kra phi (Lampang); Kra phi phrong (Ratchaburi); Hai pan chan (Lampang).];[TAMIL: Arivaagai, Panivaagai, Velluruvai.];[VIETNAM: Trắc đen, Cẩm lai đen, Chàm trắc].
EPPO Code---1DAGG (Preferred name: Dalbergia.)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOJDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน
Dalbergia nigrescens เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว(Fabaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยWilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2418
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 12-18 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15-30 ซม  ลำต้นเปลาตรง โคนต้นมีพูพอน เปลือกสีเทาอมขาว เรียบ มีสีขาวคาดตามขวาง เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบกิ่งอ่อนมีขนประปรายและสีค่อนข้างดำเมื่อแห้ง ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวปลายคี่ (imparipinnate) เรียงสลับ ใบย่อย 7-11 ใบ  ใบย่อยรูปรีแกมขอบขนาน  ยาว 1-2.5 ซม.กว้าง0.5-1 ซม ปลายมนหรือเว้าเล็กน้อย ฐานใบมน หรือสอบ ขอบใบเรียบ ผิวใบทั้งสองด้านเกลี้ยง เนื้อใบค่อนข้างหนา มีขนประปรายตามเส้นแขนงใบทางด้านล่างของใบ ใบแห้งสีดำ ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่งและตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกขนาดเล็กแบบดอกถั่วสีขาวปนม่วงกลิ่นหอมอ่อนๆทุกส่วนมีขนสีน้ำตาล ฝักเป็นฝักแบน ยาว 2.5-8 ซม.ปลายและโคนฝักมน เกลี้ยงไม่มีขนเมื่อแห้งสีดำไม่แตก
ประโยชน์เป็น-ใช้เป็นยา เปลือกต้น รักษาโรคระบบทางเดินอาหาร
-อื่น ๆ ไม้ใช้ในงานแกะสลัก และเป็นเชื้อเพลิง ต้นใช้เลี้ยงครั่ง และ ไม้ทำเยื่อกระดาษ
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม    
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด


แฉลบแดง/Acacia leucophloea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Vachellia leucophloea (Roxb.) Maslin, Seigler & Ebinger.(1806)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms. See all http://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:77132539-1
---Acacia leucophloea (Roxb.) Willd.(1806)
---Mimosa leucophloea Roxb.(1800)
ชื่อสามัญ---White-barked Cassia, White babul, Distiller's Acacia, Panicled Acacia, Brewers Acacia.
ชื่ออื่น---แฉลบแดง, พญาไม้ ;[BENGALI: Safed Babul.];[BURMA: Ta-noung.];[HINDI: Reonja, Nimabar, Safed Babul, Safed Kikkar, Ronjh.];[INDONESIA: Pilang (Javanese, Sundanese); Opilan (Madura); Pelang (Madura, Bali).];[MALAYALAM: Vellavelam, Chenkaringali.];[SANSKRIT: Arimedah, Shwet Barhura.];[TAMIL: Sarai, Velvelam, Velvaelam, Velvelam, Velvel];[THAI: Chalaep-daeng (central), Phayamai (Kanchanaburi).];[VIETNAM: A bu, A kawa (Thuân Hai).].
EPPO Code--- VCHLE (Preferred name: Vachellia leucophloea.)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้    
Vachellia leucophloea เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae) วงศ์ย่อยสีเสียด (Mimosoideae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยWilliam Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยBruce Roger Maslin (เกิดปี 1946) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลีย, David Stanley Seigler (1940–) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันและJohn Edwin Ebinger (1933–) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ.2349
2 Accepted Infraspecifics
-Vachellia leucophloea var. leucophloea
-Vachellia leucophloea var. microcephala (Kurz) Maslin, Seigler & Ebinger.(2013)  


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งพบได้ในอินเดีย เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา พม่าไทย เวียดนามอินโดนีเซีย (ชวา ติมอร์ ซัมบาวา)
ลักษณะ เป็นไม้ ยืนต้นผลัดใบสูงได้ถึง10-20 เมตร เปลือกต้นสีเหลือง หรือ สีน้ำตาลออกเหลือง แตกเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลออกแดง กิ่งก้านมีขน หูใบเป็นหนามแหลม ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ช่อใบย่อย 6-13คู่ ใบย่อย6-25คู่ต่อช่อใบย่อย เรียงตรงข้าม รูปคล้ายเคียวหรือรูปขอบขนาน ปลายใบมนมีติ่งถึงแหลม มีติ่งหนาม โคนใบตัดเฉียง
ดอก สีขาวแกมเหลืองออกเป็นกระจุกแน่น รวมเป็นช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ที่ซอกใบ กลีบเลี้ยงรูปไข่ถึงรูปไข่แกมสามเหลี่ยมกว้าง กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉก รูปไข่ถึงรูปรีปลายแหลมผลเป็นฝักรูปลิ้นหรือรูปเคียวสีน้ำตาลเข้มเปลือกแข็ง เมล็ดแบนรูปโล่ถึงรูปกระสวย
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ เมล็ดและเมล็ดงอกงอก ดิบ สุก กินเป็นผัก เปลือกไม้ ใช้ในการเตรียมเครื่องดื่มรสเลิศ (arak)
-ใช้เป็นยา ลำต้นและรากผลิตยางซึ่งใช้สำหรับรักษาโรค
-ใช้ปลูกประดับ นำมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงาได้ดี
-วนเกษตรใช้ ในทมิฬนาฑู (อินเดีย) เกษตรกรปลูกพืชชนิดนี้เพื่อปรับปรุงดิน ต้นไม้ยังปลูกรอบ ๆ สวนป่าเพื่อป้องกันอัคคีภัย
-ใช้อื่น ๆแก่นไม้เป็นสีแดงสวยงามไม้กระพี้เป็นสีขาวเทา ไม้มีความแข็งแรงและทนทาน ใช้สำหรับการก่อสร้างในอาคาร พื้น เฟอร์นิเจอร์ ถึงแม้ว่าจะใช้งานยาก เส้นใยที่แข็งแกร่งใช้ในท้องถิ่นเพื่อทำอวนประมง  นอกจากนี้ยังเป็นที่นิยมอย่างมากในการใช้เป็นฟืนและเหมาะสำหรับการทำถ่าน ฝักและใบไม้เป็นแหล่งอาหารสัตว์ที่อุดมด้วยโปรตีน
เปลือกที่มีแทนนินนั้นถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหนังในประเทศอินโดนีเซียและยังน้อยกว่าในอินเดียจนถึงปี 1950 จนถึงต้นทศวรรษที่ 1940 ต้นไม้ได้รับการปลูกในสวนเชิงพาณิชย์ในประเทศอินโดนีเซียเพื่อวัตถุประสงค์นี้เป็นหลัก ทุกวันนี้สปีชี่นั้นถือว่าไม่น่าสนใจในเชิงพาณิชย์อีกต่อไปและตัวเลขการผลิตยากที่จะหาได้ ไม่มีการค้าระหว่างประเทศ
ระยะออกดอก/ติดผล---กรกฎาคม - กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด



อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙ เล่ม1,เล่ม 2,เล่ม 3 2554 .                                                                          ---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม1,เล่ม2,เล่ม3, เล่ม4 2548
---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549
---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี                                                                 
---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1, เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ                      ---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ                                                      
---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden Organization http://www.qsbg.org/database/
---สำนักงานหอพรรณไม้. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย  เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช http://www.dnp.go.th/botany/mplant/index.aspx
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                       
---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                    
---Plants of the World Online Kew Science.www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org
---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/                                         ---หนังสือพรรณไม้วงศ์กระดังงา ผู้แต่ง ดร ปิยะ เฉลิมกลิ่น
http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Winitia0cauliflora0(Scheff.)0Chaowasku
http://www.asianplant.net/Annonaceae/Stelechocarpus_cauliflorus.htm
http://khaophrathaew.org/Biodiversity_Flora2.htm
REFERENCES ---General Bibliography
REFERENCES ---Specific & complementary

Check for more information on the species:

Plants Database  ---Names, synonymy and distribution The Garden.org Plants Database https://garden.org/plants/Global                                                                                                                                          Plant Initiative ---Digitized type specimens, descriptions and use หอพรรณไม้ -กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility Free and open access to biodiversity data  https://www.gbif.org/
IPNI ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude  ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images                    

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com

Updatre 28/11/2019

ความคิดเห็น

  1. 1
    thaislot
    thaislot mc4winaaagroup@gmail.com 12/03/2022 16:11
  2. 2
    stephen
    stephen sameerseowork458@gmail.com 08/03/2022 16:17







  3. 3
    stephen
    stephen sameerseowork458@gmail.com 28/02/2022 19:26







  4. 4
    stephen
    stephen sameerseowork458@gmail.com 26/02/2022 19:41







  5. 5
    14/02/2022 17:10

    Nice post! This is a very nice blog that I will definitively come back to more times this year! Thanks for informative post. Buy Remington primers

  6. 6
    Canada ETA Online
    Canada ETA Online mtomtom11234@gmail.com 06/02/2022 17:25
    I just want to let you know that I just check out your site and I find it very interesting and informative..


    <a href="https://www.canada-visa-online.org/el/καταλληλότητα-για-βίζα-στον-Καναδά/πολωνούς-πολίτες/">Canada ETA Online</a>


  7. 7
    Leo
    Leo 27/01/2022 21:14

    I gotta favorite this website it seems very helpful . casino

  8. 8
    Seo
    Seo kahtripeter555@gmail.com 25/01/2022 03:24

    I gotta favorite this website it seems very helpful . asiate baden baden

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view