สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

สวนสไตล์ต่างๆ

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 06/08/2022
สถิติผู้เข้าชม 11,658,572
Page Views 17,387,259
 
« August 2022»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

ต้นไม้พุ่ม 1

ต้นไม้พุ่ม 1

 

ไม้พุ่ม 1

เรื่องต้นไม้ถ้าจะคุยกันสามวันสามคืนก็ไม่จบ มันมากจนบางทีก็จำไม่ได้และนึกไม่ออกเหมือนกัน

แต่คิดว่า ถ้าคุยกันไปเรื่อยๆทีละต้นทีละต้นนะอาจจะออกอาการซะเอง นี่ก็เริ่มๆมึนแล้วไม่รู้ว่าจะเริ่มอะไรก่อนดี แต่จะค่อยๆ เรียงๆไป
เริ่มด้วยต้นนี้แล้วกัน

1 ราชาวดี/Buddleja paniculata 27 ราตรี/Cestrum Nocturnum
2 ราชาวดีสีม่วง/Buddleja davidi 28 ราตรีสีทอง/Cestrum aurantiacum.
3 พุดจีบ/Ervatamia coronaria 29 ราตรีสวรรค์/Clerodendrum calamitosum
4 พุดกุหลาบ/Tabernaemontana divaricata 30 นางแย้ม/Clerodendrum chinense
5 พุดซ้อน/Gardenia jasminoides 31 พุดตาน/Hibiscus mutabilis
6 พุดแสงอุษา/Gardenia taitensis 32 แย้มปีนัง/Strophanthus gratus
7 พุดแสงอุษาซ้อน/Gardenia taitensis 33 กุหลาบเมาะลำเลิง/Pereskia grandiflora
8 พุดน้ำบุษย์/Gardenia carinata 34 กุหลาบพุกาม/Pereskia bleo 
9 พุดสีดา/Gardenia  sp. 35 กุหลาบมอญ/Rosa x damascena
10 พุดปาปัว/Gardenia  sp. 36 เข็มหลวง/Ixora spectabilis
11 พุดเศรษฐีสยาม/Tabernaemontana pachysiphon 37 เข็มอุณากรรณ/Kopsia fruticosa
12 พุดดาราราย/Tabernaemontana cerifera 38 เข็มพวงขาว/Ixora finlaysoniana
13 พุดสวน/Ervatamia rostrata 39 เข็มบุษบา/Kopsia arborea
14 พุดร้อยมาลัย/Tabernaemontana pandacaqui 40 พุดผา/Gardenia saxatilis
15 พุดศุภโชค/Gardenia jasminoides. 41 สาวสันทราย/Clerodendrum quadriloculare
16 พุดพิชญา/Wrightia antidysenterica 42 นมสวรรค์/Clerodendrum paniculatum
17 พุดเวียตนาม/Gardenia jasminoides var. jasminoides 43 หมวกจีน/Holmskioldia sanguinea
18 พุดตะแคง/Brunfelsia americana 44 ประยงค์/Aglalia odorata
19 พุดแตรงอน/Euclinia longiflora 45 แก้วมุกดา/Fagraea ceilanica
20 พุทธชาด/Jasminum auriculatum 46 หอมเจ็ดชั้น/Tarenna wallichii
21 พุทธชาดสามสี/Brunfelsia uniflora 47 หอมหมื่นลี้/Osmanthus fragrans
22 มะลิลา-มะลิซ้อน/Jasminum sambac 48 จำปีแขก/Magnolia figo
23 มะลิฉัตรดอกบัว/'Mali Chat Dok Bua' 49 มุจรินท์/Ravenia spectabilis
24 แก้ว/Murraya paniculata 50 ประทัดใหญ่/Quassia amara
25 แก้วหิมาลัย/Murraya paniculata 51 สำมะงา/Volkameria inermis
26 ทิวา/Cestrum diurnum 52 เขี้ยวกระแต/Psilanthus bengalensis

ราชาวดี/Buddleja paniculata

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Buddleja paniculata Wall.
ชื่อพ้อง ---Has 5 Synonyms   
---Buddleja acutifolia C.H.Wright
---Buddleja lavandulacea Kraenzl.
---Buddleja gynandra C.Marquand
---Buddleja mairei H.Lév.
---Buddleja mairei var. albiflora H.Lév.
ชื่อสามัญ---Butterfly Bush, Curly Butterfly Bush, Byttneria, Long Spiked,Summer Lilac, Panicled Butterfly Bush
ชื่ออื่น ---ราขาวดี, ราชาวดีขาว หางกระรอกเขมร ไค้หางหมา ; [THAI: rajawadee, rajawadee khao,hang ka rok khamen,khai hang ma.];
ชื่อวงศ์---SCROPULARIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ตอนเหนือของอินเดียและจีน
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย เนปาล ภูฏาน จีน  พม่า ไทย เวียตนาม


มีถิ่นกำเนิดทางตอนเหนือของอินเดียและจีน ในธรรมชาติพบขึ้นตามเนินเขาท่ามกลางโขดหินที่มีแสงแดดจัดที่ระดับความสูง 1200 - 2250 เมตร
เป็น ไม้พุ่มขนาดเล็กสูง 2-3 เมตรแตกกิ่งขนาดเล็กและยืดยาวสามารถนำขึ้นโครงซุ้มรอเลื้อยได้ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกันไปตามข้อต้น ใบระคายมีจักรอบริมใบ สีของใบด้านล่างสีจะจางกว่าสีใบด้านบน ขนาดใบยาวประมาณ10-12ซม.ดอกสีขาวขนาดเล็กมีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามยอดและตามง่ามใบส่วนยอด ช่อยาวประมาณ6-8ซม. ผลเมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัด ดินอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ ทนแล้งได้ สามารถทนต่อมลพิษในชั้นบรรยากาศ ถ้าปลูกเลี้ยงให้น้ำดีก็จะออกดอกทยอยตลอดปีส่งกลิ่นหอมตลอดวัน กลิ่นจะแรงในช่วงดึกและเช้าตรู่
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใช้ยาต้มของใบในการรักษาโรคท้องร่วงและโรคบิด ยาต้มของใบรวมกับใบของ Crotalaria alata ใช้ในการรักษาไข้
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตกแต่งสวนมีกลิ่นหอม
ระยะออกดอก---เมษายน - กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


ราชาวดีสีม่วง/Buddleja davidi


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Buddleja davidii Franch.
ชื่อพ้อง---Has 21 Synonyms

-Buddleja variabilis Hemsley -Buddleja shimidzuana Nakai
-Buddleja davidii var. alba Rehder & E.H.Wilson -Buddleja striata Z.Y.Zhang
-Buddleja davidii var. glabrescens Gagnep. -Buddleja striata var. zhouquensis Z.Y.Zhang
-Buddleja davidii var. magnifera Rehder & E.H.Wilson -Buddleja variabilis var. magnifica E.H.Wilson
-Buddleja davidii var. magnifica (E.H.Wilson) Rehder & E.H.Wilson -Buddleja variabilis var. nanhoensis Chittenden
-Buddleja davidii var. nanhoensis (Chittenden) Rehder -Buddleja variabilis var. prostrata C.K.Schneid.
-Buddleja davidii var. superba (Veitch) Rehder & E.H.Wilson -Buddleja variabilis var. superba Veitch
-Buddleja davidii var. veitchiana (Veitch) Rehder & L.H.Bailey -Buddleja variabilis var. superba de Corte
-Buddleja davidii var. wilsonii Rehder & E.H.Wilson -Buddleja variabilis var. veitchiana Veitch
-Buddleja shaanxiensis Z.Y.Zhang -Buddleja variabilis var. wilsonii Bean
-Buddleja variabilis var. wilsonii E.H.Wilson

ชื่อสามัญ--- Butterfly- Bush, Orange-eye Buddleja, Summer- Lilac.
ชื่ออื่น--ราชาวดีสีม่วง ; [CHINESE: Da ye zui yu cao.];[DANISH: Almindelig sommerfuglebusk.];[FRENCH: Arbre aux papillons, Buddleja du père David, Buddléa de David, Buddléa, Lilas d'été, Buddléia changeant, Buddléia du Père David.]
ชื่อวงศ์ ---SCROPHULARIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย -ประเทศจีน ญี่ปุ่น
เขตกระจายพันธุ์---  ยุโรป มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา


ราชาวดีเป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศที่ มีผู้นำพันธุ์เข้ามาปลูกและขยายพันธุ์จำหน่ายในตลาดต้นไม้ประเทศไทยเมื่อ 2516 คือให้รู้ว่าไม่ใช่ต้นไม้โบราณของไทยเหมือนราชาวดีสีขาวเรื่องถิ่น กำเนิดเป็นการสันนิษฐานว่ามาจากประเทศจีน แต่มีนักพฤกษศาสตร์บางกลุ่มบอกว่าน่าจะมาจากอินเดียมากกว่าในถิ่นอื่นเพราะ มีลักษณะที่คล้ายพันธุ์ไม้ที่เกิดในอินเดียอยู่หลายชนิด พบที่ที่ระดับความสูง 800 - 3,000 เมตร
ราชาวดี สีม่วง เป็นต้นไม้ยืนต้นมีพุ่มขนาดกลาง อาจสูงได้ถึง1-5เมตร พุ่มโปร่งดอกไม่หอมแต่สวยดีเหมือนกัน ใบเดี่ยวรูปใบหอกออกตรงข้าม ขนาด15-25 ซม.ดอกจะออกติดกันแน่นเป็นช่อตั้ง ตามยอดหรือตามง่ามกิ่ง ดอกอาจเป็นสีขาว สีม่วงสด หรือสีม่วงอ่อน หรือสีชมพู ดอกใหญ่กว่าและมีกลิ่นหอมแต่น้อยกว่าราชาวดีดอกสีขาว (Buddleja paniculata Wall.)  ขนาดของดอกประมาณ 0.7-0.9 ซม. ออกเป็นช่อตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 15-18ซม. กลีบดอกเป็นหลอดเล็กๆ แต่วงในดอกจะเป็นสีแดงหรือส้มเข้มๆ เวลาดูรวมๆ ก็จะเป็นสีม่วงอมแดง ออกดอกเป็นระยะตลอดปีแต่จะออกดอกดกช่วงหน้าฝนคือช่วงเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม  ชอบแดดจัด หนาวจัด ปลูกในกรุงเทพฯก็งามเท่าที่จะงามได้ในกรุงเทพฯ ถ้าไม่เทียบกับปลูกทางภาคเหนือก็ถือว่าใช้ได้ ผลเป็นฝักรูปไข่ขนาดเล็กตั้งตรงซึ่งอาจไม่สามารถมองเห็นได้ง่าย เมื่อโตเต็มที่ฝักจะมีสีน้ำตาลเข้มและเปิดที่ปลาย เมล็ดเป็นอนุภาคคล้ายฝุ่นที่สามารถกระจายไปตามลม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องใช้ตำแหน่งที่มีแดด ชอบดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ ดินที่มีความเป็นด่างสูง ประสบความสำเร็จในดินที่มีค่าpHอยู่ระหว่าง 6-8.9 สามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่ไม่ดีและแห้งแล้ง ทนต่อมลพิษทางอากาศและทนไอเค็มจากทะเล
ใช้ประโยชน์---มักเติบโตเป็นไม้ประดับซึ่งมีค่าสำหรับ ดึงดูดผีเสื้อ กล่าวกันว่า พืชมีคุณสมบัติเป็นยาและสามารถใช้ในการทำสีที่หลากหลาย ดอกไม้ใบไม้และลำต้นรวมกันให้สีย้อมสีดำและสีเขียว สีส้มทอง-สีน้ำตาล ได้จากดอกไม้
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-สิงหาคม
การขยายพันธุ์--- ด้วยเมล็ด ปักชำและตอนกิ่ง แต่ที่ง่ายมากๆ และเร็วด้วยก็ แค่หักกิ่ง ปักชำไว้อาทิตย์เดียว ก็งอกรากโตเอา..โตเอา มันจึงเป็นเหตุที่บอกได้ว่า ราคาไม่แพง แต่ตอนนี้ (2561)ในตลาดชักจะหายากเอานะ


พุดจีบ/Ervatamia coronaria

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Ervatamia coronaria., Stapt.
ชื่อพ้อง---This name ia a Synonym of Tabernaemontana divaricata (L.) R. Br. ex Roem. & Schult.
ชื่อสามัญ---Crape Jasmine, Paper Gardenia
ชื่ออื่น---พุดป่า พุดสวน พุดสา; [FRENCH: Clavel De La India.];[VIETNAM: Cây Lài trâu, Ngọc bác, Ngọc bút, Bánh hỏi.];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย
ขาวสุดพุดจีบจีน   เจ้ามีศีล พี่มีศักดิ์
ทั้งวังเขาชังนัก      แต่พี่รักเจ้าคนเดียว
พระนิพนธ์ เจ้าฟ้า ธรรมาธิเบศ (เจ้าฟ้ากุ้ง)
*ทุก ครั้งที่เห็นพุดจีบจะต้องนึกถึงร้อยกรองบทนี้ทุกทีไป นำมาจากหนังสือท่านอาจารย์ วิชัย อภัยสุวรรณ ที่เขียนไว้ในหนังสือของท่านพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 2535  อยากให้ท่านพิมพ์ ออกมาจำหน่ายอีก เพราะเสียดาย ที่รุ่นหลังจะหาอ่านยาก  เป็นหนังสือเกี่ยวกับต้นไม้ที่มีคุณค่ามาก*
เป็นไม้พุ่มพื้นเมืองของอินเดียมีถิ่นกำเนิดในเทือกเขาหิมาลัยไปยังประเทศจีน (ยูนนาน) และอินโดจีนและได้รับการปลูกฝังไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคที่อบอุ่นของทวีปเอเชีย ในธรรมชาติพบตามป่าโปร่ง; ที่ระดับความสูง 100 - 1,600 เมตรในภาคใต้ของจีน ในป่าเบญจพรรณมักอยู่บนเนินเขาจากระดับน้ำทะเลถึง 1,400 เมตร
พุดจีบเป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 1.5-3เมตรออกใบหนาทึบ ทรงพุ่มแน่น ใบเขียวเข้ม ลำต้นเหนียว เมื่อเด็ดใบและลำต้นจะมีน้ำยางไหลซึมออกมา ออกดอกเป็นพวงห้อยตามยอด หรือตามง่ามกิ่ง ใกล้ๆกับยอด ดอกสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันปลายแยกซ้อนกันหลายชั้น ชั้นละ5กลีบ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นพันธุ์ไม้ที่ออกดอกตลอดปี มีดอกดก และมีกลิ่นหอมอ่อน ปลูกง่ายไม่เรื่องมาก ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและร่มรำไร ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ความชื้นสม่ำเสมอ คนรักดอกไม้สีขาว คงไม่มีใครละต้นนี้ไปได้
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอน หรือเพาะเมล็ด


พุดกุหลาบ/Tabernaemontana divaricata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Tabernaemontana divaricata (L.) R.Br. ex Roem. & Schult.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms   
---Tabernaemontana coronaria Willd
---Tabernaemontana divaricata R. Br. ex Blume
ชื่อสามัญ     ---Pinwheel flower, East Indian rosebay, Crape-jasmine, Moon beam, Wax flower,  Nero's crow.
ชื่ออื่น     ---พุดจีบ พุดสวน พุดลา พุดป่า; [CHIINESE: Gou ya hua.];[FRENCH: Fleur d'amour,[;
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เขตร้อน

ไม้พุ่ม สูง 1.5-3 เมตร ทรงพุ่มแน่น ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับ รูปใบหอก ปลายและโคนแหลม ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุกสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5-10 แฉกกลีบดอกย่นเป็นจีบ ซ้อนกันหลายชั้น ออกดอกตลอดปี ชอบดินร่วนปนทราย น้ำพอประมาณขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง
ระหว่างพุดจีบกับพุดกุหลาบดูเผินๆจะคล้ายกันข้อสังเกตุความแตกต่าง พุดกุหลาบจะมีลำต้นกิ่งก้านแข็งแรงและ ทรงพุ่มทึบกว่าพุดจีบใบของพุดกุหลาบสีเขียวเป็นมันและหนาแน่นกว่า ดอกก็เหมือนกันพุดกุหลาบจะมีกลีบดอกที่ซ้อนแน่นและหนากว่า

     พุดซ้อน/Gardenia jasminoides

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Gardenia jasminoides J.Ellis
ชื่อพ้อง ---Has 4 Synonyms   
---Gardenia augusta (L.) Merr. (nom. illeg.)
---Genipa florida (L.) Baill.
---Genipa grandiflora (Lour.) Baill.
---Genipa radicans (Thunb.) Baill.
ชื่อสามัญ---Gardenia, Cape-Jasmine
ชื่ออื่น---เค็ดถวา แคถวา (เชียงใหม่), พุดป่า (ลำปาง), พุทธรักษา (ราชบุรี), พุดฝรั่ง (กรุงเทพฯ), พุดสา พุดสวน พุดจีบ (ภาคกลาง), พุด, พุดจีน พุดใหญ่ พุดซ้อน (ไทย), ; [THAI: Khet-thawaa, Phut cheen, Phut-tharaksaa, Put zon.];[ASSAMESE: Gondharaj,Togor.];[BENGALI: Gandharaj.];[CHINESE: zhi zi.];[HINDI: Gandhraj.];[INDONESIA: Ceplok piring, Jempiring, Kaca piring.];[JAPANESE: Kuchi-nashi, ko-kuchi-nashi, kuchinashi (= no mouth, the fruit does not open).];[KANNADA: Suvasane Malle.];[LAOS: Inthavaa, ph’ud.];[MALAYSIA: Akar bunga China, Bunga China, Bunga cina, Bunga susu, Sangklapa.];[MARATHI: Kaboklei.];[PHILIPPINES: Gardenia, Rosal .];[PORTUGUESE: Clavel, Jasmin-do-cabo, Gardênia.];[UGANDA: Mugondo.].
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ --- จีนตอนใต้ ภูฏาน, กัมพูชา, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ลาว, เนปาล, ปากีสถาน, ไทย, เวียดนาม;          นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นเกียรติแก่ Alexander Garden (ค.ศ. 1730-1791) แพทย์ชาวสก็อตนักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาซึ่งตั้งรกรากที่ชาร์ลสตันเซาท์แคโรไลนาในปี พ.ศ.2295 ; ชื่อสายพันธุ์ jasminoides หมายถึงดอกมะลิ                

                                           

พุดซ้อนจัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE) มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน และกระจายไปยัง ภูฏาน, กัมพูชา, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ลาว, เนปาล, ปากีสถาน, ไทย, เวียดนาม; ปลูกฝังในแอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป อเมริกาเหนือ-ใต้และหมู่เกาะแปซิฟิก เกิดขึ้นตามป่าทึบและป่าไม้ริมลำธารบนเนินเขาหรือในหุบเขาและทุ่งนาที่ระดับความสูง 10 - 1,500 เมตร
เป็นไม้ยืนต้นพุ่มเตี้ยขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร มีใบหนาแน่นทรงพุ่มทึบ ใบรูปมนรีสีเขียวเข้ม ปลายใบแหลม ขนาดใบยาว5-6ซม.ดอกมักออกเป็นดอกเดี่ยว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก7-8ซม.ออกตามง่ามกิ่งใกล้ๆบริเวณยอด ดอกมักมีกลีบซ้อนกันหลายชั้นสีขาว ดอกมีกลิ่นหอมแรง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องกาตำแหน่งที่มีแดด ชอบดินเปรี้ยวที่อุดมไปด้วยสารอินทรีย์ เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่มีความชื้นสม่ำเสมอ และมีการระบายน้ำที่ดี โดยมีค่า pH อยู่ในช่วง 6 - 7 พุดซ้อนยังมีพันธุ์แคระ ใบเล็กดอกเล็ก  พันธุ์ด่างหรือพุดซ้อนด่าง เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ออกดอกง่ายชนิดหนึ่ง แต่ถ้าปลูกในที่แสงแดดไม่เพียงพอจะไม่ค่อยออกดอก หากตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งจะทำให้ดอกมีขนาดใหญ่ขึ้น
ใช้ประโยชน์---ปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตร้อนเขตร้อนและเขตอบอุ่นในฐานะไม้ประดับมันยังได้รับการปลูกในสวนอินเดียในภาคกลางและจีนและในหมู่เกาะแปซิฟิกสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย น้ำมันหอมระเหยมีการซื้อขายระหว่างประเทศในขณะที่สีย้อมจากผลไม้มีการซื้อขายในประเทศ
-ใช้เป็นยา เปลือกต้นและรากเป็นยาแก้ไข้ รากและผลมีรสขม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อหัวใจและตับใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ช่วยแก้อาการร้อนใน รากใช้รักษาอาการปวดศีรษะอาหารไม่ย่อยโรคประสาทและมีไข้ ใช้รากตำพอกแผลสด ห้ามเลือด ช่วยสมานบาดแผล แก้ผื่นคันตามผิวหนัง แก้ฝีหนองอักเสบ แก้อาการปวดบวม เปลือกต้นเป็นยาแก้บิด แก้ปวดท้อง ผลใช้ต่อต้านโรคดีซ่านและโรคของไตและปอด ผลช่วยแก้ปัสสาวะเป็นเลือด
-อื่น ๆ เนื้อไม้สามารถนำมาใช้ทำธูป ทำกรอบรูป และทำหัวน้ำหอม ดอกสามารถนำมาสกัดทำเป็นน้ำมันหอมระเหย ใช้แต่งกลิ่นเครื่องสำอาง นำมาปักแจกันไหว้พระหรือนำไปร้อยเป็นพวงมาลัยสำหรับบูชาพระ ผลไม้เป็นแหล่งของการย้อมสีเหลือง ส่วนใหญ่ใช้เป็นสีสำหรับอาหารบางครั้งใช้ย้อมสิ่งทอ สีเหลืองหรือสีแดงเข้มแม้ว่าสีจะไม่แน่นอน
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


พุดแสงอุษา/Gardenia taitensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia taitensis DC
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Gardenia taitensis f. minor Reinecke
---Gardenia weissichii H.St.John
ชื่อสามัญ---Heaven Scent, Tahitian Gardenia, Star of Tahiti
ชื่ออื่น---พุดแสงอุษา(ทั่วไป ;[THAI Put saeng u-sa (General).];[COOK ISLAND: Tiare Māori, Tialé Māoli.];[FIJI: Bua.];[FRENCH POLYNESIA: Tiare Mā'ohi, Tiaré Tahiti.];[SAMOA: Pua Samoa, Pua Fiti, Tiale.];[TONGA: Siale.];
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---โอเชียเนีย
เขตกระจายพันธุ์ ---แปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ; ฟิจิ ซามัว วานูอาตู ตองกา
นิรุกติศาสตร์---พุดแสงอุษาอยู่ในวงศ์เดียวกับเข็ม(RUBIACEAE) ชื่อสามัญทำให้คิดไปได้ว่าถิ่นกำเนิดน่าจะเป็นที่ตาฮิติ แต่กลับเป็นว่าตาฮิติเป็นเพียงที่เก็บรวมพันธุ์iไว้ครั้งแรกที่นั่นโดยJules Dumont d'Urville ใน พ.ศ. 2367  
พุดแสงอุษาเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตรใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปรี กว้างประมาณ 4-8ซม. ยาว 8-12 ซม. ขอบใบเรียบและเป็นคลื่น ผืนใบเงาเป็นมัน แผ่นใบเนื้อค่อนข้างหนา
ดอก เดี่ยวออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอดโคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 2-3 ซม. ปลายแยกเป็น 5-8 กลีบ แต่ละกลีบมีขอบขนาด กว้าง 0.5-0.8ซม. ยาว 2-2.5 ซม. เมื่อดอกบานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 ซม.  
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ใช้ปลูกประดับเหมาะปลูกกลางแจ้งให้ห่างต้นไม้อื่น ประมาณ 2 เมตร อาจปลูกเป็นไม้กระถางได้ หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ ความชื้นสูง ดอกจะน้อยและให้ทรงพุ่มหนาแน่นทึบ ก็เลือกได้ว่าจะเอาดอกหรือจะเอาใบ  ออกดอกดกในช่วงฤดูฝน ดอกบาน 2 วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเป็นยาและแหล่งที่มาของไม้ เป็นไม้ประดับที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตร้อนที่ใช้เป็นพืชป้องกันความเสี่ยงและได้รับการปลูกในมหาสมุทรแปซิฟิกสำหรับดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
-ใช้เป็นยา ลำต้น ตากแห้งต้มแก้ไข้ทับระดู ประจำเดือนไม่ปกติ
-อื่น ๆ ไม้ถูกแกะสลักเป็นคันธนู ลูกคริกเก็ต เข็มตาข่าย ดอกไม้ใช้ในการ ทำ Monoi Tiare Tahiti  น้ำหอมน้ำมันที่ทำโดยการผสมผสานระหว่างดอกไม้ในน้ำมันมะพร้าวเพื่อใช้ในการนวด ดอกไม้ยังใช้สำหรับทำเป็นมาลัยคล้องคอสำหรับแขกผู้มาเยือนและเป็นเครื่องประดับในผมของสตรี
สำคัญ--เป็นดอกไม้ประจำชาติของตาฮิติ
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอนกิ่งและปักชำ


พุดแสงอุษาซ้อน/Gardenia taitensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia taitensis DC
ชื่อสามัญ---Heaven Scent,Tahiti Gardenia, Star of Tahiti
ชื่ออื่น---พุดทูอินวัน,พุดเศรษฐีอเมริกา, พุดฮาวาย
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---แปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศในเขตร้อน
พุดแสงอุษาและพุดแสงอุษาดอกซ้อนเป็นพุดต้นเดียวกันชื่อวิทยาศาสตร์เลยเหมือนกัน เพราะพุดแสงอุษามีทั้งดอกซ้อนหรือดอกลา หรืออาจมีได้ทั้งดอกซ้อนและดอกลาอยู่ในต้นเดียวกัน ส่วนชื่ออื่นๆนั้นเป็นชื่อทางการค้า ซึ่งมันเป็นชื่อที่ทำให้ไขว้เขวไปถึงถิ่นกำเนิด เรียกชื่อพุดแสงอุษาซ้อนหรือพุดแสงอุษาดอกซ้อนจะชัดกว่า
เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ2 - 3 เมตรเมตร แตกกิ่ง ก้านเป็นพุ่มทรงกลมใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปรีกว้าง ปลายเกือบมน โคนป้านเกือบมน หน้าใบสีเขียวเป็นมัน หลังใบสีเขียวหม่นใบจะแตกต่างจากใบพุดทั่วไปโดยจะมีขนาดใหญ่กว่า ดอกหอมตลอดวัน ออกดอกตลอดปี
ต้องการแสงแดดจัด ควรปลูกกลางแจ้งและควรทำการตัดแต่งกิ่งย่อย ๆ ออกบ้างจะทำให้ออกดอกใหญ่ขึ้น
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอนกิ่งและปักชำ


พุดน้ำบุษย์/Gardenia carinata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Gardenia carinata Wall.
ชื่อพ้อง ---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Kedah gardenia, Golden Gardenia
ชื่ออื่น---พุดน้ำบุษย์ (ทั่วไป) ; [THAI: Put nam but (General).];[CZECH: Gardénie.];[MALAYSIA: Cempaka hutan, Cempaka Kedah, Kedah Gardenia, Runda, Randa, Jambu air hutan, Jambu batu paya, Sempedu burung, Kepayang air, Laka hutan (Malay).]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ไทย มาเลเซีย

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ในอินเดีย ไทย มาเลเซีย แต่ในฐานะที่เป็นไม้ประดับมันถูกปลูกในทวีปอื่น ๆ ในเขตร้อนและเป็นที่นิยมในฮาวาย เติบโตตามชายป่าเขตร้อนจากที่ราบลุ่มถึงความสูงประมาณ 1,000 เมตร
ไม้ พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร แตกกิ่งจำนวนมาก ทรงพุ่มแน่นทึบ ใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปรี ปลายใบแหลมโคนใบเบี้ยว ขอบใบเรียบ สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเป็นแฉกสีเขียวอ่อนเชื่อมติดกัน หุ้มรอบดอก ดอกสีเหลืองอ่อนจนถึงส้ม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว10-12ซม.ปลายแยกเป็น7-8แฉก  ดอกเริ่มบานมีสีขาวและจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขนาดดอก3-4ซม. ส่งกลิ่นหอมแรงทั้งวัน บานได้นาน1-2วันจะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ผลสดเมื่ออ่อนสีเขียวอมเหลืองแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและสีดำเมื่อแห้ง รูปกระสวยมีสัน5สันตามยาว ขนาดผลกว้าง3ซม.ยาว4ซม.ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ พุดน้ำบุศษ์ เป็นพรรณไม้ที่ทั้งสวยทั้งหอมและโตเร็ว
สามารถปลูกเป็นไม้กระถางก็ได้ การปลูกลงดินกลางแจ้งต้องจับติดผูกติดกับหลักยึดให้ แน่น ตรวจตราดินใส่ฟูราดาน ทำลายพวกไส้เดือนฝอยและหนอนในดินกินราก ก่อนด้วย
ระยะ ออกดอก---ตลอดปีดอกจะดกมากตอนช่วงต้นฝน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

      

พุดสีดา

พุดอีกดอกที่คล้ายพุดน้ำบุษย์มากคือพุดสีดา ถ้าไม่สังเกตุดีๆแทบแยกไม่ออกคือ พุดสีดา ดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอมคล้ายกันแต่พุดสีดาจะมีแปดกลีบ (พุดน้ำบุษย์มี7กลีบ)กิ่งก้านจะดูแข็งแรงกว่า และใบจะสั้นกว่า


พุดปาปัว/Gardenia  sp.   


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia  sp.  
ชื่อสามัญ ---Gardenia Ululani, Ulu-Lani
ชื่ออื่น  ---พุดปาปัว ; [THAI: Pud-Pa-Pua.];[HAWAII: Ulu-Lani.];
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ฮาวาย
ชื่อสามัญเป็นชื่อเพศหญิง Ululani ในภาษาฮาวายหมายถึง - แรงบันดาลใจจากสวรรค์

 

เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลักษณะโดยรวมคล้ายพุดเวียตนามบวกพุดน้ำบุศย์ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายและโคนใบแหลม ผิวใบเรียบ เป็นมันเงา สีเขียวเข้ม
จะออกดอกที่ปลายยอด ดอกมีกลิ่นหอมแรง ดอกจะบานอยู่ได้ประมาณ 2 วันแล้วโรย เมื่อดอกพุดปาปัวฯ เริ่มบานใหม่ๆ ดอกจะสีขาวแล้วจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดอกสีเหลืองอ่อนและเหลืองเข้มก่อนจะโรย ออกดอกง่าย และดอกดก หากดอกติดเป็นผล ผลรูปกลมรี มีสันตามยาว ภายในมีเมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่แสงแดดจัดหรือร่มเงายางส่วน  ดินระบายน้ำได้ดีมีอินทรียวัตถุ ค่า pH ของดินอยู่ระหว่าง 5.0 ถึง 6.5
-ใช้ปลูกประดับดอกมีกลิ่นหอม สามารถปลูกเป็นไม้กระถางกลางแจ้ง
ระยะเวลาออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง


พุดเศรษฐีสยาม/Tabernaemontana pachysiphon

ชื่อวิทยาศาสตร์---Tabernaemontana pachysiphon Stapf
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms    
---Conopharyngia angolensis (Stapf) Stapf
---Conopharyngia cumminsii Stapf
---Conopharyngia holstii (K.Schum) Stapf
---Conopharyngia pachysiphon (Stapf) Stapf
---Sarcopharyngia angolensis (Stapf) L.Allorge
---Tabernaemontana angolensis Stapf
---Tabernaemontana holstii K.Schum
---Voacanga dichotoma K.Schum
ชื่อสามัญ---Giant Pinwheel Flower
ชื่ออื่น ---พุดเศรษฐีสยาม ; [THAI: Pud set-thi sa-yam (General).];[AFRIKAANS: Kibombo, muambe (Swahili).];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---แอฟริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศในเขตร้อน
มีการกระจายอย่างกว้างขวางในเขตร้อนของแอฟริกาจากกานาตะวันออกไปทางใต้ของซูดานและเคนยาและทางใต้สู่มาลาวี, แซมเบียและแองโกลา เกิดขึ้นในป่าดิบ ป่าเบญจพรรณและป่าแม่น้ำจากระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูง 2,200 เมตร
พุดเศรษฐีสยามอยู่ในวงศ์เดียวกันกับลั่นทม (APOCYNACEAE) เป็นไม้ พุ่มขนาดกลาง สูง 4-5 เมตร ลำต้นตรง เปลือกต้นสีเทา มีรอยแตกตามแนวยาวของต้น ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปขอบขนานแกมรูปรี  กว้าง5-8ซม.ยาว8-15ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบเป็นคลื่น ใบหนา ผิวใบเป็นมันทั้งสองด้าน สีเขียวเข้ม
ดอกเดี่ยว หรือออกเป็นกลุ่ม1-5ดอกออกใกล้ปลายยอด ดอกตูมสีเขียว ดอกบานสีขาวเมื่อใกล้โรยเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โคนกลีบเชื่อม ติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น5กลีบ บิดเวียนเหมือนกังหัน บานในช่วงเย็น เมื่อบานเต็มที่ดอกมีขนาดกว้าง 8-10 ซม. ส่งกลิ่นหอม อ่อนตลอดวัน พอดอกร่วงไม่ติดผล ผลเกือบกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7-15 ซม. สีเขียวอ่อน  เมล็ดรูปวงรีรูปไข่มีความยาว 11–14 มม. มีร่องตามยาว 6-7 ด้านแต่ละด้านมีสีเหลืองเข้ม-สีน้ำตาลเข้ม ผลไม้สุกใน 1 ปี
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดตลอดวันถึงแสงสว่างที่กรองแล้ว ดินชื้นสม่ำเสมอมีการระบายน้ำดีไม่ขังแฉะ ปลูกเป็นไม้กระถางได้ ควรตัดแต่งทรงพุ่มไว้ให้แต่ละกิ่งได้รับแสงแดดทั่วถึงจะออกดอกดกทั้งทรงพุ่ม
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้มักจะเก็บเกี่ยวจากป่าและใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นยาในช่วงพื้นเมือง
-ใช้เป็นยาโดยทั่วไปจะใช้ น้ำยางเป็นยาห้ามเลือดและนำไปใช้กับบาดแผลสดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในประเทศไนจีเรียยาต้มจากเปลือกรากจะถูกนำมาใช้เพื่อรักษาความบ้า ในแอฟริกาตะวันออกใช้ยาต้มแก้ปวดท้อง ท้องผูก ท้องอืด ปวดศีรษะและถูกสะกดจิต เปลือกใช้เป็นยารักษาโรคความดันโลหิตสูง น้ำยางจากก้านใบหรือเปลือกไม้ใช้รักษาอาการเจ็บปวดที่หน้าอกของสตรีที่ให้นมบุตร น้ำยางของผลไม้รักษาอาการบวมน้ำที่ต่อมน้ำเหลือง ในแอฟริกาตะวันออกน้ำยางนำมาใช้กับอาการตาเจ็บ ในเคนยาบดรากกับใบรักษาโรคหิด น้ำยางจากเปลือกต้นทาบรรเทาอาการบริเวณที่เป็นตะคริว ก่อนหน้านี้ในตะวันออกเฉียงเหนือของแทนซาเนียชาว Shambaaได้เตรียมยาพิษจากราก
-อื่น ๆ ไม้สีขาว เหลืองนุ่มใช้งานง่าย แต่ไม่ทนทานในพื้นดิน ใช้ทำฝักมีด,ด้ามมีดและหวี กิ่งถูกใช้ในท้องถิ่นสำหรับเป็นฟืนและทำถ่าน ในไนจีเรียทางตอนใต้ใช้เส้นใยจากเปลือกเพื่อทำผ้า  เชือกขนาดเล็กทำจากเปลือกชั้นใน-ใบโขลกใช้ย้อมสีผมเป็นสีน้ำตาล-สีดำ
ระยะออกดอก---ทยอยตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำและด้วยการเสียบยอด โดยใช้พุดกุหลาบเป็นต้นตอเสียบยอด


พุดดาราราย/Tabernaemontana cerifera

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Tabernaemontana cerifera Pancher & Sebert
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Pagiantha cerifera (Pancher & Sebert) Markgr.
ชื่อสามัญ---Paper Gardenia
ชื่ออื่น---พุดดาราราย (ทั่วไป) ; [THAI: Pud -da-ra-rai.];
ชื่อวงศ์ ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ภูมิภาคเมลานีเซียในมหาสมุทรแปซิฟิก
เขตกระจายพันธุ์--นิวแคลิโดเนีย เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน

 

เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงชนาดกลางสูง 2-4เมตร ทรงพุ่มประมาณ2x3เมตร กิ่งมีช่องอากาศ ขนสั้นนุ่มประปราย ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีหรือรูปไข่ ปลายแหลม ขอบเรียบ สีเขียวเข้ม ดอก ออกดอกเป็นช่อ ตามปลายกิ่ง ดอกสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดยาว ปลายแยก 5 แฉก กลีบบิดเป็นเกลียวคล้ายกังหัน ดอกมีกลิ่นหอม ผล รูปรี เบี้ยว มีสันตามยาว ยาว 2-7 ซม. เมล็ดจำนวนมาก รูปรี ยาว 0.5-1 ซม.
ไม้ต้นนี้มีลักษณะดอกคล้ายพุดเศรษฐีสยามมากต่างกันที่ช่อดอกของพุดดารารายจะสั้นและแน่นกว่า ดอกเล็กกว่า แต่ใบจะใหญ่และหนากว่า ผิวใบจะไม่เป็นมันเหมือน การ์ดีเนียอื่นๅ และหอมกว่าพุดเศรษฐีสยาม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ปลูกกลางแจ้งแสงแดดเต็มวัน ขี้นได้ดีในดินทุกชนิด น้ำปานกลาง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้กระถาง ปลูกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มลงแปลงกลางแจ้ง
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


พุดสวน/Ervatamia rostrata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ervatamia rostrata Markgr
ชื่อพ้อง ---Has 14 Synonyms   
---Ervatamia calyculata Markgr.
---Ervatamia curtisii King & Gamble
---Ervatamia cylindrocarpa King & Gamble
---Ervatamia evrardii (Pit.) Pichon
---Ervatamia garciniifolia (Pierre ex Pit.) Kerr
---Ervatamia pitardii (Gagnep.) Kerr
---Ervatamia rostrata (Wall.) Markgr.
---Tabernaemontana cylindrocarpa (King & Gamble) Merr.
---Tabernaemontana evrardii Pit.
---Tabernaemontana garciniifolia Pierre ex Pit.
---Tabernaemontana micrantha Voigt
---Tabernaemontana nicobarica Liebm.
---Tabernaemontana parviflora Roxb.
---Tabernaemontana pitardii Gagnep
ชื่อสามัญ---Crape jasmine
ชื่ออื่น---พุดฝรั่ง พุดสวน พุดสา (ภาคกลาง) ; [THAI: Pud fa-rang, Pud suan, Pud sa (Central).];
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย เกิดขึ้นตามป่าไม้ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,400 เมตร
พุดต้นนี้อยู่ในวงศ์เดียวกับมะลิ (OLEACEAE) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ทรงพุ่มโปร่ง สูง1.5-2.5 ม. ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว ใบเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบเดี่ยว รูปรีหรือรูปใบหอก กว้าง 3-5 ซม. ยาว 8-12 ซม. โคนใบรูปลิ่มหรือสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ สีเขียวเป็นมัน ดอกช่อสีขาว ดอกออกซอกใบใกล้ี่ปลายกิ่ง ช่อละ 2-3 ดอก กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปทรงกระบอกสีขาว ยาว 1.5-2.5 ซม. ปลายแยกเป็น 5-10 กลีบ ซ้อนเวียนเป็นกังหัน ปลายช่วงบนสีเหลืองอ่อน มีใบประดับรูปแถบหรือสามเหลี่ยมแคบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเล็กน้อย  มีกลิ่นหอม ผลเป็นฝักคู่รูปกระสวยเบี้ยว ยาว 2.5-5.0 ซม. ปลายแหลมหรือเป็นติ่งหนามและโค้งขึ้น เมล็ดรูปกระสวยเบี้ยว สีน้ำตาล มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีส้มแดง
อดทนต่อสภาพแวดล้อม ทรงพุ่มสวยโดยธรรมชาติเมื่อปลูกกลางแจ้ง ไม่มีความจำเป็นที่จะตัดแต่งทรงพุ่ม ดอกหอมน้อยมาก ปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิด
ระยะออกดอก--- ตลอดปี
การขยายพันธุ์---ด้วยการตอน เป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ มีการออกราก 100%

พุดร้อยมาลัย/Tabernaemontana pandacaqui

ชื่อวิทยาศาสตร์---Tabernaemontana pandacaqui Lam.
ชื่อพ้อง ---Tabernaemontana rotensis (Kaneh.) P.T.Li
ชื่อสามัญ---Windmill bush, Banana bush.
ชื่ออื่น---พุดร้อยมาลัย พุดตุม พุดฝรั่ง พุดจักร มะลิฝรั่ง ; [THAI: Put farang (Bangkok); phut tum (Northern).];[CHINESE: Ping mai gou ya hua.];[PAPUA NEW GUINEA: Oru (Rulu, Central Province); karaban (Nyamikum, Sepik).];[PHILIPPINES: Kampupot (Tagalog); pandakaki (Tagalog, Bisaya, Pampangan); alibutbut (Bisaya, Pampangan, Bikol); tunkal, salibukbuk, alibotbot (Panay Bisaya); busbusilak, kuribetbet (Iloko); agtimaloi, halibutbut, pandaya, talanisog, toar (Bikol); kudibetbet (Igorot); kukabulau-buntai (Ibanag).];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และเขตอบอุ่นของทวีปเอเซีย


มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน, ไต้หวัน, ไทย,มาเลเซีย ,ปาปัวนิวกีนี , ออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิกหลายแห่ง สายพันธุ์นี้ยังมีรายงานพบในเกาะวินวาร์ด , ตรินิแดด โตเบโกและปานามา พบได้ในป่าหรือพุ่มไม้ซึ่งมักอยู่บนเขาหินปูนจากระดับน้ำทะเลสูงถึง 1,800 เมตร
ไม้พุ่มสูง 2-6 ม. ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวใบเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบเดี่ยว รูปรีหรือรูปหอกกลับ ขนาด ยาวประมาณ 4-11 x 1.5-4.5 ซม. ก้านใบยาวประมาณ 0.5-1.5 ซม.โคนใบรูปลิ่มหรือสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบสีเขียวเป็นมัน ดอกช่อสีขาว ไม่หอม ออกแยกแขนงเชิงหลั่นตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงรูปไข่ ปลายกลมหรือเรียวแหลม โคนเชื่อมติดกันเล็กน้อย กลีบดอกสีขาวมีส่วนที่เชื่อมติดกันเป็นหลอดสีเหลืองอ่อน ดอกจะบานอยู่ได้ 1-2 วันจึงโรย ผลเป็นฝักคู่รูปกระสวยเบี้ยว ปลายแหลมและโค้งขึ้น สีส้มแดงแตกด้านเดียว มีเมล็ด 2-40 เมล็ด เมล็ดมีเนื้อนุ่มสีแดงหุ้ม รูปสามเหลี่ยมและขรุขระ สีน้ำตาลแกมดำ
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกรวบรวมมาจากป่าซึ่งส่วนใหญ่ใช้สำหรับการใช้ยาในท้องถิ่น มีพุดอีกชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เรียกพุดร้อยมาลัยเมือนกัน เป็นชนิดดอกตูมที่จะไม่บานเลยจนถึงวันหลุดร่วง ชนิดนี้นำมาร้อยมาลัยจริงๆ
-ใช้เป็นยา ในฟิลิปปินส์ใบไม้ใช้เป็นยาพอกบนท้องเพื่อกระตุ้นการมีประจำเดือน ใบสดทอดด้วยน้ำมันและนำไปใช้กับแผลที่ผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการ น้ำคั้นใบใช้ทารักษาแผล ยาต้มของรากและเปลือกใช้สำหรับกระเพาะอาหารและโรคลำไส้ต่างๆ ·ในประเทศไทยรากใช้รักษาไข้ปวดและบิด
-อื่น ๆ ใบใช้เป็นสารฟอกขาว
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธู์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


พุดศุภโชค/Gardenia jasminoides.


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia jasminoides J.Ellis
ชื่อพ้อง---Has 15 Synonyms

-Gardenia angustifolia Lodd. -Gardenia radicans Thunb.
-Gardenia augusta Merr. nom. illeg. -Gardenia schlechteri H.Lév. nom. illeg.
-Gardenia florida L. nom. illeg. -Genipa florida (L.) Baill.
-Gardenia grandiflora Lour. -Genipa grandiflora (Lour.) Baill.
-Gardenia grandiflora Siebold ex Zucc. nom. illeg. -Genipa radicans (Thunb.) Baill.
-Gardenia longisepala (Masam.) Masam. -Jasminum capense Mill.
-Gardenia maruba Siebold ex Blume -Warneria augusta L. nom. inval.
-Gardenia pictorum Hassk.

ชื่อสามัญ---Cape Jasmine
ชื่ออื่น---พุดศุภโชค พุดศรีลังกา พุดแคระ; [THAI: Put sup pa chok, put sri lanka, put khrae.];
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน อินเดีย ศรีลังกา
ไม้พุ่มเตี้ย สูง 0.40-0.50 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำ หนาแน่น ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับรอบปลายกิ่ง ใบรูปใบหอก ปลายแหลม โคนสอบ ใบมีขนาดเล็กกว่าใบพุดทั่วไปสีเขียวสด
ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย 5-7 ดอก โคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น5 กลีบ ปลายแหลมกลีบดอกชั้นเดียว สีขาวกลางดอกสีเหลือง ดอกขนาด 2 ซม. ไม่มีกลิ่น ออกดอกตลอดปี ดอกบานทยอยบานและบานทน ออกดอกดก
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้กระถางหรีอปลูกลงดินเลี้ยงง่าย
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---โดยการ ตอนกิ่ง และการปักชำ


พุดพิชญา/Wrightia antidysenterica


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Wrightia antidysenterica ( L. ) R.Br
ชื่อพ้อง ---Has 4 Synonyms   
---Nerium antidysentericum L.
---Nerium zeylanicum L.
---Walidda antidysenterica (L.) Pichon
---Wrightia zeylanica (L.) R.Br..
ชื่อสามัญ ---Arctic Snow,Winter Cherry Tree,Sweet Indrajao,Snowflake,Inda
ชื่ออื่น ---พุดพิชญา (ทั่วไป) ; [THAI: Pudpitchaya.];[SANSKRIT: Kuṭaja, Ambikā.];[SINHALESE: Wal idda.];[PHILIPPINES: White angel.];
ชื่อวงศ์ ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ antidysenterica เป็นภาษาละติน=ต่อต้าน , ต่อต้าน, dysintericus , เกี่ยวข้องกับโรคบิด, หมายถึงคุณสมบัติเป็นยาของพืช
พุดพิชญาเป็นไม้ที่อยู่วงศ์เดียวกันกับลั่นทม สกุลเดีนวกับโมก เป็นไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร ลำต้นกิ่งก้านสีน้ำตาลแดง ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมโคนใบมน ขอบใบเรียบผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีอ่อน ขนาดของใบกว้าง1-3ซม.ยาว2-3ซม. ดอก ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ประกอบด้วยดอกย่อย5-6ดอกต่อช่อ ดอกย่อยโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบส่วนปลายแยกเป็น5แฉก และมีขนละเอียดหนาแน่น ตรงกลางดอกมีสีเหลือง ดอกบานเต็มที่ ขนาด1.5-2.5ซม.ก้านดอกยาวประมาณ2.5ซม.สีขาว ออกดอกตลอดปีไม่มีกลิ่นหอม
-ใช้ปลูกประดับปลูกเป็นไม้กระถาง หรือปลูกลงดินเป็นกลุ่ม เป็นแถว ไม่ทนดินเค็ม
-ใช้เป็นยา เป็นที่รู้จักกันมานานในการแพทย์อายุรเวท เปลือกนั้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ ใช้ในการรักษาโรคบิด น้ำจากเปลือกใช้สำหรับบรรเทาแผลในปากและใบใช้ในการรักษาความผิดปกติของผิวหนังหลายโรค เช่น สะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบ เมล็ดมีรสฝาด ใช้ในการรักษาไข้, ท้องร่วงและบิด, หนอนลำไส้
-อื่น ๆ น้ำผลไม้ของพืชนี้เป็นส่วนผสมที่มีศักยภาพสำหรับการผสมของผนังปูนตามSamarāṅgaṇa Sūtradhāraซึ่งเป็นบทความภาษาสันสกฤตที่เกี่ยวข้องกับŚilpaśāstra (วิทยาศาสตร์ฮินดูของศิลปะและการก่อสร้าง)
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ปักชำ ตอนกิ่ง


พุดเวียตนาม/Gardenia jasminoides var. jasminoides

ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia jasminoides var. jasminoides
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---Gardenia
ชื่ออื่น---พุดเวียตนาม
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---จีน เวียตนาม
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นเกียรติแก่ Alexander Garden (ค.ศ. 1730-1791) แพทย์ชาวสก็อตนักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาซึ่งตั้งรกรากที่ชาร์ลสตันเซาท์แคโรไลนาในปีพ. ศ. 2295 ; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ jasminoides หมายถึงดอกมะลิ


ไม้พุ่มสูง1-2เมตร แตกยอดเป็นพุ่มแน่นจำนวนมาก ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นมันสีเขียวเข้มทั้งสองด้าน ดอกเดี่ยวสีขาวออกที่ปลายยอด โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีขาว ยาว3-4ซม.มี6-7กลีบ เมื่อบานมีขนาด5ซม.ส่งกลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน ดอกออกตลอดปี แต่ดกมากช่วงฤดูฝน ผลรูปรียาว3ซม.หมั่น ตัดแต่งกิ่ง ทำทรงพุ่มให้โปร่งจะช่วยให้ดอกดกขึ้น หากปลูกในที่แห้งแล้งจะโตช้าและไม่ออกดอก สามารถปลูกเป็นไม้กระถางและปลูกลงแปลงกลางแจ้งก็ได้
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ 


พุดตะแคง/Brunfelsia americana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Brunfelsia americana L.
ชื่อพ้อง ---Has 7 Synonyms   
---Brunfelsia abbottii Leonard
---Brunfelsia fallax Duchass. ex Griseb.
---Brunfelsia inodora Mart.
---Brunfelsia latifolia Steud.
---Brunfelsia terminalis Salisb.
---Brunfelsia violacea Lodd.
---Brunfelsiopsis americana (L.) Urb.
ชื่อสามัญ---Lady of the Night, American Brunfelsia, Franciscan raintree, Rain tree.
ชื่ออื่น---พุดตะแคง (ทั่วไป)[THAI: Pud ta kaeng (General).];[SWEDISH: Nattbrunfelsia.];
ชื่อวงศ์---SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด---แคริบเบียน
เชตกระจายพันธุ์---เวสต์อินดีส-ทรินิแดด โดมินิกันรีพลับบลิค
นิรุกติศาสตร์--- Linnaeusตั้งชื่อพืชสกุลสำหรับนักสมุนไพรชาวเยอรมันยุคแรกชื่อ Otto Brunfels (1488-1534)

 

พุดตะแคงอยู่วงศ์เดียวกับมะเขือ (SOLANACEAE)ไม้ พุ่มสูง 1-1.50เมตร แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ ยาวประมาณ 5-10 ซม.ใบรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ดอกเป็นช่อกระจุกออกที่ปลายยอด  เริ่มบานสีเหลืองอ่อนเกือบขาว บานเต็มที่สีเหลืองและบิดตะแคงตามกัน ดอกขนาดประมาณ3-5 ซม.ส่งกลิ่นหอมช่วงค่ำ ผลกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 ซม.มีเปลือกหุ้มสีเหลืองและมีเนื้อค่อนข้างมากและมีเมล็ดจำนวนมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีร่มเงาบางส่วน ชอบดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยซากพืชอินทรีย์วัตถุที่ชุ่มชื้นและดินที่มีการระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและมักจะปลูกเป็นไม้ประดับในสวน
-ใช้เป็นยา ผลฤทธิ์ฝาดใช้เป็นยาชูกำลัง ใช้ในการแก้ปัญหาท้องเสียและท้องร่วงเรื้อรัง - ใช้สำหรับงูกัด, โรคไขข้อ, ซิฟิลิส
-ใช้ปลูกประดับ เหมาะปลูกเป็นไม้กระถาง หรือปลูกริมรั้ว ริมกำแพง ริมทางเดิน
-อื่น ๆ ใบและดอกรวมถึงในเปลือกของลำต้นและรากพบร่องรอยของไซยาไนด์ อัลคาลอยด์และกรดคลอโรจีนิกมีรายงานจากใบและลำต้น ในเกาะโดมินิกาพืชชนิดนี้เรียกว่าEmpoisonneurและใช้เป็นพิษ
ระยะออกดอก---ตลอดปีและดอกดกมากช่วงฤดูฝน
ขยายพันธุ์--- ตอนกิ่ง ปักชำ


พุดแตรงอน/Euclinia longiflora

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Euclinia longiflora Salisb.
ชื่อพ้อง    
---Gardenia devoniana Lindl.       
---Gardenia longiflora (Salisb.) W.T.Aiton [Illegitimate]
---Gardenia longifolia G.Don [Spelling variant]      
---Gardenia macrantha Schult.    
---Randia bowieana A.Cunn. ex Hook.      
---Randia devoniana (Lindl.) Benth. & Hook.f. ex B.D.Jacks.            
---Randia longiflora Salisb. [Invalid]          
---Randia macrantha (Schult.) DC.             
---Rothmannia bowieana (A.Cunn. ex Hook.) Benth.          
---Rothmannia macrantha (Schult.) Robyns            
---Solena bowieana (A.Cunn. ex Hook.) D.Dietr.   
---Solena macrantha (Schult.) D.Dietr.
ชื่อสามัญ---African Angel Trumpet, Angels Trumpet, Tree Gardenia
ชื่ออื่น---พุดแตรงอน (ทั่วไป); [THAI: Put trae ngon (general).];
ชื่อวงศ์  ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด  ---ทวีปแอฟรืกา
เขตกระจายพันธุ์ ---แอฟริกาเขตร้อน ; คาเมรูน, ซูดาน, ยูกันด, คองโก, แองโกลา

 

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของแอฟริกาไม้ พุ่มขนาดเล็กพุ่มเตี้ยทรงทึบ กิ่งเปราะ  สูง 1-2 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปรี กว้าง 4-6 ซม. ยาว 6-10 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบเรียบ ใบค่อนข้างหนา ขรุขระ เป็นมัน แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้ม เส้นกลางใบและเส้นใบชัดเจน ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวสีขาว ออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปแตร ดอกจะเอียงห้อยลงเพราะก้านดอกยาวมากรับน้ำหนักดอกไม่ไหว ดอกบานอยู่ได้ 2วัน เมื่อใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ดอกหอมอ่อนตลอดวัน ผลรูปรีกว้าง ยาว 2.8–3.2 ซม กว้าง 3–3.5 ซม. .
*เมื่อ ยี่สิบกว่าปีก่อนตอนยุคล่าไม้ไทยกำลังเฟื่องฟู พุดแตรงอน ขนาดกระถาง 16" ขายกันราคาตั้งแต่ 1,500-2,000 บาทเดี๋ยวนี้ไม่รู้ราคา คงถูกลงกว่านี้เพราะเป็นพรรณไม้ที่ขยายพันธุ์ง่ายและเลี้ยงง่าย ปลูกเป็นไม้กระถางก็ดี จับผูกหลักยึด แต่งทรงพุ่มให้สวย*
ระยะออกดอก---ตุลาคม-ธันวาคม ทยอยออกดอกตลอดปี
ขยายพันธุ์---ปักชำ ตอนกิ่ง 

ขออนุญาตแทรก เรื่องพุด

จากที่ผ่านตามาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่าที่เราเรียกกันว่าพุดนู้นพุดนี้ มีพุดต่างๆหลายชนิดที่มาจากคนละวงศ์กัน แต่เรามักเรียกรวมๆกันโดยขึ้นต้นว่า พุด โดยอยู่ในวงศ์เข็ม(RUBIACEAE)เช่น พุดซ้อน พุดแสงอุษา พุดน้ำบุศย์ฯ

ที่อยู่ในวงศ์เดียวกับลั่นทม(APOCYNACEAE)เฃ่น พุดจีบ พุดเศรษฐี พุดร้อยมาลัยฯ

อยู่ในวงศ์เดียวกับมะลิ(OLEACEAE)เช่นพุดสวนหรือพุดฝรั่ง ส่วนพุดพิชญาอยู่ในสกุลโมกวงศ์เดียวกับลั่นทม พอเป็นข้อสังเกต

อีกอย่างคือ ชื่อวิทยาศาสตร์  ที่ค่อนข้างงงงง ก็คือมักไม่ตรงกัน นี่ก็พยายามค้นหาอยู่เทียบดูทั้งเว็บไทยเว็บเทศ หนังสือไทยหนังสือเทศ ถ้าท่านผู้มีปัญญามีข้อโต้แย้งก็ขอให้เตือนกันมาด้วย เพราะมันคือความรู้ หากแพร่กันแบบผิด ก็จะผิดกันต่อ แล้วก็ผิดกันไป

หากผู้รวมมา มีความผิดพลาดประการใดกรุณาอภัยและแจ้งให้ทราบด้วย

Tipvipav@gmail.com

3/11/2017

พุทธชาด/Jasminum auriculatum

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Jasminum auriculatum Vahl
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms    
---Jasminum affine Wight
---Jasminum mucronatum Rchb. ex Baker
---Jasminum ovalifolium Wight
---Jasminum trifoliatum (Lam.) Pers.
---Mogorium trifoliatum Lam.
ชื่อสามัญ ---Indian hasmine, Needle-flower jasmine
ชื่ออื่น---พุทธชาดบุหงาปะหงัน ไก่น้อย; [THAI: put tha chad, bu nga pa ngan, kai noi.];[AYURVEDA: Yuuthikaa, Yuuthi, Mugdhee.];[HINDI: Juhi.];[KANNADA: Sanna Mallige.];[MALAYALAM: Sucimulla.];[MARATHI: Jai.];[SANSKRIT: Yuthika.];[SIDDHA/TAMIL: Usimalligai.];[TAMIL: Uccimalligai.];[TELUGU: Adavimalle.];
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย เนปาล ศรีลังกา ภูฏาน หมู่เกาะอันดามัน

 

พบในอินเดีย ,เนปาล ,ศรีลังกา ,ภูฏานและหมู่เกาะอันดามัน
พุทธชาด เป็นไม้ต้นกึ่งเลื้อยหรือรอเลื้อย มีขนาดต้นสูงประมาณ1-2 เมตร ขนาดใบยาว6ซม. ออกใบเป็นคู่ตรงข้าม ดอกมีขนาดเล็กสีขาวกว้างประมาณ1.5ซม. ดอกดกออกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือตามข้อต้นดอกมี6-7กลีบ ดอกมีกลิ่นหอมแรงมาก พูดถึงความ หอมของพุทธชาดแล้ว บอกไม่ถูก ว่าหอมยังไง แล้วแต่ชอบ ชอบก็ว่าหอม ไม่ชอบก็ว่ากันไป บอกไม่ถูกตามแต่รสนิยมเรื่องความหอม หอมใครหอมมัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ประสบความสำเร็จในอาทิตย์เต็มและในที่ร่ม พืชที่ปลูกง่ายทนต่อความแห้งแล้ง ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ ความชื้นสม่ำเสมอ แต่มีการระบายน้ำที่ดี
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นน้ำมันหอมระเหยและใช้เป็นยาในท้องถิ่น มีการปลูกในเชิงพาณิชย์ในอินเดียและประเทศไทยสำหรับน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในดอกไม้
-ใช้เป็นยา ใบใช้ในการรักษาแผลที่ปาก ดอกไม้ใช้ในการรักษาวัณโรค ใช้กันอย่างแพร่หลายในระบบอายุรเวท ยาต้มของดอกพุทธชาด ใช้ชับปัสสาวะ
-อื่น ๆ ความเชื่อ/พิธีกรรม---ดอกไม้ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทพธิดาแห่งเทวีทุกรูปแบบและใช้เป็นเครื่องสักการบูชาในช่วงพิธีทางศาสนาฮินดูและใช้เพื่อการตกแต่งและใช้สำหรับงานเทศกาลในอินเดีย
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ได้ทั้งวิธี ทับกิ่ง,ตอน,ปักชำ และเพาะเมล็ด เมล็ดของพุทธชาดมีลักษณะกลมดำและแข็งมาก


  พุทธชาดสามสี/Brunfelsia uniflora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Brunfelsia uniflora (Pohl) D.Don
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms    
---Brunfelsia hopeana (Hook.) Benth.
---Brunfelsia hopeana var. pubescens Benth.
---Brunfelsia mutabilis (Jacques) A. Vilm.
---Brunfelsia uniflora var. pubescens (Benth.) Baker
---Brunfelsia uniflora var. uniflora
---Franciscea hopeana Hook.
---Franciscea mutabilis H.Jacq.
---Franciscea mutabilis Regel
---Franciscea uniflora Pohl
---Martia opifera Lacerda
---Martia opifera Lacerda ex J. A. Schmidt
ชื่อสามัญ ---Yesterday , Today, Tomorrow, Morning-noon-and-night, Manaca rain tree, Vegetable mercury.
ชื่ออื่น---พุดสามสี , สามราศี , พุทธชาดสามสี (ทั่วไป) ; [THAI: Put sam si, sam ra si, puthachad sam si (General).];[ASSAMESE: Newali.];[CHINESE: Bi àn sè mòlì.];[PORTUGUESE: Manacá.];[SPANISH: Manaca.];
ชื่อวงศ์---SOLANACEA
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---อเมริกาเขตร้อน-บราซิล ปารากวัย,หมู่เกาะอินดีสตะวันตก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสามัญ Yesterday , Today, Tomorrow (เมื่อวาน, วันนี้, พรุ่งนี้) เนื่องจากการเปลี่ยนสีของดอกไม้   
ถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ พบได้ในแหล่งอาศัยหลายแห่งรวมถึงป่าฝนชื้น ป่าฝนในมหาสมุทรแอตแลนติกที่แห้งแล้ง; ป่าฝนชายฝั่ง และสะวันนา; เติบโตในดินหลากหลายประเภทที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,300 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มขนาดกลางสูง1-1.5ซม.แตกกิ่งจำนวนมาก ทรงพุ่มกลมแน่นทึบกิ่งมีขนาดเล็กและเปราะ ใบเดี่ยวรูปรีออกตรงข้ามขนาด2-3 x 6-8 ซม.ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอก 5 กลีบส่วนปลายกลีบดอกหยักเป็นลอนเล็กน้อย ดอกบานเต็มที่กว้าง 3-4 ซม.มีกลิ่นหอมตลอดวัน ผล แห้งแตกทรงกลมหรือรูปรีขนาด1-2ซม.แต่มักไม่พบ
*เห็นชื่อสามัญ แล้วคิดว่าคนตั้งนี่สุดยอดจริงๆ* เพราะพุดสามสีหรือพุทธชาดสามสีนี้ เวลาดอกบานใหม่ๆจะเป็นสีม่วงเข้ม พอรุ่งขึ้นจึงกลายเป็นสีม่วงอ่อน และรุ่งขึ้นอีกวันดอกจะกลายเป็นสีขาว พอถึงวันที่สี่ดอกจะโรย  ออกดอกดกมากเวลาออกดอกจะมองเห็นดอกสะพรั่งไปทั้งต้นเหมือนเป็นดอกไม้ที่มีสามสีใน ต้นเดียวกัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีร่มเงาบางส่วน -หากเติบโตในที่ที่มีแสงแดดจัดใบอาจไหม้เกรียมและร่วงหล่น ชอบดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรย์วัตถุและชุ่มชื้น ระบบรากตื้นดินต้องมีความชื้นสม่ำเสมอแต่ดินต้องระบายน้ำได้ดี ต้นที่ปลูกกลางแจ้งและมีอากาศเย็นจะออกดอกมากกว่าต้นที่ปลูกในร่ม หากหมั่นตัดแต่งทรงพุ่มให้แต่ละกิ่งได้รับแสงจะช่วยให้ดอกดกขึ้น
ใช้ประโยชน์---พืชดังกล่าวมีประวัติยาวนานในการใช้ประโยชน์ของชนพื้นเมืองในฐานะเป็นพืชสมุนไพรและยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายในสมุนไพรแบบสมัยใหม่ พืชมักจะเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาและยังได้รับการปลูกฝังเป็นไม้ประดับในเขตร้อน
-ใช้เป็นยา Manacá มีประวัติอันยาวนานของการใช้แบบดั้งเดิมใน Amazon การใช้งานจำนวนมากเหล่านี้ถูกนำมาใช้โดยชาวยุโรปเมื่อพวกเขามาถึงอเมริกาใต้และพืชมักจะใช้ในสมุนไพรที่ทันสมัยด้วยอย่างไรก็ตามขอแนะนำให้ใช้ความระมัดระวังดูหมายเหตุเกี่ยวกับความเป็นพิษ รากแสดงคุณสมบัติใช้เป็น ยาแก้ปวด, ต้านการอักเสบ, ต้านเชื้อแบคทีเรีย, ต้านมะเร็ง, ป้องกันมะเร็ง, ต้านเชื้อราและ antispasmodic  ยาต้มของรากใช้ในการรักษาอาการไข้หนาวสั่นในผู้ใหญ่, โรคไขข้อและโรคไขข้ออักเสบ, ปวดหลัง, หวัดทั่วไป, โรคหลอดลมอักเสบ, โรคปอด วัณโรคและงูกัดในขณะที่มันยังใช้เป็นส่วนสำหรับรักษาโรคไต ใบถือว่ามีคุณสมบัติคล้ายกับราก แต่จะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาน้อยกว่า โดยปกติจะใช้เมื่อสดเท่านั้น
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นกลุ่มหรือเป็นแถวลงแปลงและสามารถปลูกเป็นไม้กระถางได้
-อื่น ๆ น้ำมันหอมระเหยที่ใช้ในการทำน้ำหอมได้มาจากดอกไม้
ความเชื่อ/พิธีกรรม---พืชศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณในอะเมซอนที่ใช้โดยหมอผีและ curanderos ใน potion ayahuasca (ยาหลอนประสาทอันศักดิ์สิทธิ์) ในพิธีเริ่มต้นพิเศษและขับไล่ความโชคร้าย
รู้จักอันตราย---พืชทั้งหมดประกอบด้วยอัลคาลอยที่เป็นพิษมากที่เรียกว่า manacine มันคล้ายกับสตริกนิน -สารสกัดจากรากใช้เป็นส่วนประกอบของพิษบนลูกศร
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


มะลิลา-มะลิซ้อน/Jasminum sambac


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Jasminum sambac (L.) Aiton
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms
---Jasminum bicorollatum Noronha
---Jasminum blancoi Hassk.
---Jasminum heyneanum Wall. ex G.Don
---Jasminum odoratum Noronha
---Jasminum quinqueflorum B.Heyne ex G.Don
---Jasminum undulatum (L.) Willd.
---Mogorium gimea Zuccagni
---Mogorium goaense Zuccagni
---Mogorium sambac (L.) Lam.
---Mogorium undulatum (L.) Lam.
---Nyctanthes goa Steud.
---Nyctanthes sambac L.
---Nyctanthes undulata L.
ชื่อสามัญ ---Arabian Jasmine, Sambac jasmine.
ชื่ออื่น---มะลิขี้ไก่ (เชียงใหม่), มะลิหลวง (แม่ฮ่องสอน), มะลิป้อม (ภาคเหนือ), มะลิซ้อน มะลิลา (ภาคกลาง), มะลิ มะลิลา มะลิซ้อน (ทั่วไป), เตียมูน (ละว้า-เชียงใหม่), ข้าวแตก (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ; [THAI: Ma-li, Khao taek; Tiamuun.];[ASSAMESE: Gutimali, Dua-mali, Jutiphul.];[CHINESE: Mo li hua.];[COMBODIA: Molih.];[FRENCH: Jasmin d'Arabie.];[GERMAN: Jasmin, Nachtsblühender.];[HAWAII: pīkake.];[HINDI: Madan Mogra.];[INDONESIA: Putih Melati, Melati, Menur.];[LESSER ANTILLES: Jasmin double.];[MALAYSIA: Melor.];[PHILIPPINES: Sampaguita; Kampupot (Tagalog).];[SAMOA: Pua Samoa, Pua sosola, Pua sosolo.];[SPANISH: Diamela; Jasmin de Arabia; Jazmín de Arabia.];[TAHITIAN: Pitate, Pitate maohi.];[TAMIL: Gundu Malli, Kodi Mulli.];[TELUGU: Malli.];[VIETNAM: Hoa nhafi.];
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด--ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---ตะวันออกกลาง เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เป็นสายพันธุ์ของดอกมะลิ พื้นเมืองเอเชียเขตร้อนจากอนุทวีปอินเดียสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการเพาะปลูกในหลายพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันถูกแปลงเป็นธรรมชาติในสถานที่กระจัดกระจายมากมาย ใน:มอริเชียส ,มาดากัสการ์ ,มัลดีฟส์ ,เกาะคริสต์มาส ,เชียปัส ,อเมริกากลางทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดาที่บาฮามาส , คิวบา , Hispaniola , จาเมกา , เปอร์โตริโกและแอนทิลลิส
มะลิเป็นไม้พุ่มขนาดกลางมีพุ่มต้นสูง 0.5-3 เมตร ใบเป็นรูปไข่ออกตรงข้าม2หรือ3ใบ  ยาว 4-12.5 ซม.กว้าง 2-7.5 ซม.ดอกสีชาวมีกลิ่นหอมแรงออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง 3-12ดอกขนาดดอกเส้นผ่านศูนย์กลาง2-3ซม.ผลสีม่งดำมีเนื้อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม.
ดอกมะลิมีชนิดดอกซ้อนและดอกลา ชนิดดอกซ้อนเรียกว่า มะลิซ้อน ( Jasminum sambac ( L. ) Ait. ' Mali Son') และดอกชั้นเดียว เรียกมะลิลา ดอกลาหรือมะลิลาจะมีกลิ่นหอมกว่าชนิดดอกซ้อน และเป็นดอกไม้ที่นิยมนำมาร้อยมาลัยบุชาพระมากกว่าดอกไม้ชนิดอื่นนอกจากนี้นักเล่นพระสมเด็จฯก็มักนิยม อบพระ(เครื่อง)สมเด็จ โดยเชื่อกันว่าทำให้เนื้อของพระเครื่องดียอดเยี่ยมยิ่งขึ้น มะลิเป็นพืชที่ดอกมีน้ำมันหอมระเหยมาก จึงนิยมนำดอกมะลิไปกลั่นเอาน้ำมันหอมเพื่อทำน้ำหอม  และมีประโยชน์ทางสมุนไพร เช่นนำดอกมะลิที่ตากแห้งเป็นยาต้มรับประทาน หรือป่นเป็นผงเข้ายาต่างๆ หรือใช้ดอกมะลิตำสดๆใส่พิมเสนสุมหัวเด็กแก้ซาง แก้ตัวร้อน แก้หวัด
พิธีกรรม/ความเชื่อ---มะลิยังอยู่ในความเชื่อของคนไทยโบราณที่ปลูกมะลิว่า จะไม่ยอมให้ผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือน เก็บมะลิหรือเฉียดเข้าใกล้ต้นมะลิอย่างเด็ดขาด ด้วยเชื่อกันว่าจะทำให้ดอกมะลิเหี่ยวเฉา หรือเกิดด้วงเกิดแมลงในสวนมะลิของตน ทั้งนี้เพราะเชื่อว่ามะลิคือดอกไม้ที่บริสุทธิ์มากนั่นเอง
สำคัญ---ในคติของคนไทย ถือกันว่าดอกมะลิเป็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ และเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ จึงยกย่องให้ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์ เป็นดอกไม้วันแม่แห่งชาตินอกจากนี้ มะลิยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของฟิลิปปินส์ รู้จักกันทั่วไปในชื่อ sampaguita และเป็น1ใน3ของดอกไม้ประจำชาติของอินโดนีเซียเรียกกันว่า melati putih
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---การตอนกิ่ง หรือปักชำ

มะลิฉัตรดอกบัว/'Mali Chat Dok Bua'


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Jasminum Sambac (L) Aiton 'Mali Chat Dok Bua'
ชื่อสามัญ ---Sambac jasmine.
ชื่ออื่น ---มะลิฉัตร (ทั่วไป) ; [THAI: Mali Chat (General).];
ชื่อวงศ์ ---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด--- ทวีปเอเซีย
เขตดระจายพันธุ์---ประเทศไทย
ไม้ พุ่มกึ่งเลื้อยสูง 0.50-1 เมตร พุ่มกลมแน่นทึบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่ สีเขียวอมเหลือง ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสีขาว ที่ปลายกิ่ง1-4ดอก ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมเย็น ดอกบานได้1-2วัน ออกดอกตลอดปี
ดอกมะลิฉัตรดอกบัว เป็นมะลิที่กลายพันธุ์มา ดอกมีลักษณะเด่น คือ กลีบดอกห่อกันกลมแน่นที่กลางดอก ดูคล้าย "ดอกบัวตูม" และกลีบดอกซ้อนเรียงกันเป็นชั้นๆ คล้าย "ฉัตร"จึงรวมกันเป็นที่มาของชื่อ "มะลิฉัตรดอกบัว"ขนาดของดอกมะลิฉัตรดอกบัว เมื่อดอกบานจะมีขนาดประมาณ 3-4 cm.ถ่ายภาพมาหลังฝน กลีบดอกเลยช้ำ
ขยายพันธุ์---ด้วยการทับกิ่ง ปักชำและตอนกิ่ง


แก้ว/Murraya paniculata

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Murraya paniculata (L.) Jacq.
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms    
---Camunium exoticum (L.) Kuntze
---Chalcas cammuneng Burm.f.
---Chalcas exotica (L.) Millsp.
---Chalcas intermedia M.Roem.
---Chalcas japanensis Lour.
---Chalcas paniculata L.
---Chalcas sumatrana M.Roem.
---Connarus foetens Blanco
---Connarus santaloides Blanco
---Murraya exotica L.
---Murraya omphalocarpa Hayata
ชื่อสามัญ---Andaman Satinwood, China Box Tree, Orange jasmine, Cosmetic Bark Tree
ชื่ออื่น--- จ๊าพริก (ลำปาง), แก้วลาย (สระบุรี), แก้วขี้ไก่ (ยะลา), แก้วพริก ตะไหลแก้ว (ภาคเหนือ), แก้วขาว (ภาคกลาง), กะมูนิง (มลายู-ปัตตานี) ; [THAI: Kaew, , Kaew khao (central); Kaew lai (Saraburi); Kaew khi kai (Yala); Kaew phrik, talai kaew (northern).];[CZECH: Tlustoslupka latnatá, Muraja.];[DANISH: Rosenjasmin.];[FRENCH: Buis de Chine, Bois jasmin, Oranger jasmin, Bois de satin.];[JAPANESE: Gekkitsu, Tsukitachi.];[INDONESIA: Kemuning, Kemuning (Jawa); Kamuning, Jenar (Sunda); Kemoning, Kajeni (Bali); Kamoneng (Madura); Kamunieng (Minangkabau).];[MALAYSIA: Kamuning, Kemuning Lada.];[SPANISH: Jazmín, Naranjo jazmín (Espanol).];
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, ไต้หวัน, อนุทวีปอินเดีย (อินเดีย, เนปาล, ปากีสถาน ศรีลังกา), เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์) และออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์ตอนเหนือและออสเตรเลียตะวันตกตอนเหนือ)

มีถิ่นกำเนิดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เติบโตจากปากีสถานและศรีลังกาไปยังภาคใต้ของจีนไทยและมาเลเซียขยายไปถึงไต้หวันและหมู่เกาะRyukyuของญี่ปุ่น , ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซียและนิวกินี และไปยังตอนเหนือของออสเตรเลียและโอเชียเนียทางตะวันตกเฉียงใต้
แก้ว เป็นไม้ดอกหอมที่เรารู้จักกันดีมานานแล้ว และยังเป็นต้นไม้ในวรรณคดีไทยที่กล่าวถึงอยู่เสมอ ขนาดและความสูงเมื่อโตเต็มที่โดยไม่ตัดแต่งจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่สูงได้ ถึง8-10เมตร วัดรอบต้นได้80เซนติเมตร ในสมัยก่อนแก้วมีเนื้อไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจด้วย นิยมนำมาทำไม้เท้า ด้ามปืน ฝักมีด ด้ามร่ม คันซออู้ ซอด้วง เพราะเนื้อไม้ของแก้วแน่นเหนียว ลวดลายสวยงาม พ่อค้าไม้จะรู้จักแก้วในชื่อ Andaman Satinwood หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "ไม้เนื้อแพรแห่งอันดามัน" ดอก แก้วเวลาบานพร้อมกันจะดูขาวสะพรั่งทั้งต้น ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ดอกบานวันเดียวแล้วร่วง ถ้าสนใจหมั่นแต่งกิ่งแล้วพรวนดินใส่ปุ๋ยอยู่เสมอแก้วจะออกดอกเป็นระยะๆอยู่ ตลอดปี
ความลับเล็กๆ เคี้ยวใบแก้วแล้วตัวจะร้อนรุมเหมือนเป็นไข้ ทั้งที่สบายดี ใช้เป็นมารยาของคนแกล้งป่วย
ลักษณะทั่วไปของต้นแก้ว เปลือกต้นแตกเป็นร่องตามยาวและมักบิดเวียน ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 5 - 9 ใบเรียงสลับจากเล็กไปหาใหญ่ ใบรูปรี แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมันที่ใบเป็นมัน ที่ใบมีต่อมน้ำมัน ดอกเป็นดอกช่อสีขาว ออกเป็นข่อสั้นๆ ตามซอกใบ กลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดเล็กมี 5 แฉก ติดอยู่ทนจนถึงเป็นผล กลีบดอกมี 5กลีบ ปลายกลีบมนหรือเรียวแหลม ผลรูปรี เมื่อแก่เปลือกมีสีแดงอมส้ม แต่ละผลมี 1 - 2 เมล็ด  
ขยายพันธุ์---โดยเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง


แก้วหิมาลัย/Murraya paniculata

นี่ เป็นแก้วหิมาลัย ชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกันกับแก้วขาว หรือเรียกแก้วหิมาลัยอีกชื่อว่าแก้วพวง ลักษณะแตกต่างจากแก้วขาวคือ ใบใหญ่กว่าและปลายใบกลมมนกว่า  ถึงดอกจะเล็กกว่าแต่ก็ออกดอกดกมากๆ กลิ่นก็หอมแรงกว่าด้วย นอกจากนี้ยังมียังมีรูปผลของแก้วแคระ ที่มีใบเล็กและดอกเล็กอีกด้วยรูปล่างนี่ล่ะ

ทิวา/Cestrum diurnum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cestrum diurnum L.
ชื่อพ้อง----Has 10 Synonyms
---Cestrum album Ferrero ex Dun.
---Cestrum diurnum var. marcianum G.R.Proctor
---Cestrum diurnum var. odontospermum (Jacq.) O.E.Schulz
---Cestrum diurnum var. portoricense O.E.Schulz
---Cestrum diurnum var. venenatum (Mill.) O.E.Schulz
---Cestrum fastigiatum Jacq.
---Cestrum odontospermum Jacq.
---Cestrum pallidum Lam.
---Cestrum tinctorium Jacq.
---Cestrum venenatum Mill.
ชื่อสามัญ---Din Ka Raja, Day Cestrum, Day jessamine, Day queen, Chinese Inkberry, Day jessamine, Day-blooming cestrum.
ชื่ออื่น ---ทิวา, ทิวาราตรี (ทั่วไป) ; [THAI: Thiwa, Thiwa-Ratree (general).];[CUBA: Amenoche; Galán de día; Jazmín de día.];[FIJI: Thauthau.];[GUAM: Tintanchina.];[HINDI: Din ka raja.];[INDIA: China berry; Day jasmine.];[MAORI (Cook Island): ariki-va'ine.];[PAKISTAN: Din-ka-raja.];[SPANISH: Dama de día; Galán de día; Rufiana; Saúco tintóreo.];[SWEDISH: Vit juvelbuske.];[TONGA: vaitohi.];[USA/HAWAII: makahala.].
ชื่อวงศ์ ---SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อน และกึ่งเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Cestrum มาจากภาษาะติน Cestron หมายถึงหอก โดยอ้างอิงถึงใบไม้ ; ชื่อสามัญ ในภาษา อุรดูและฮินดี เรียกว่า Din ka Raja แปลว่า King of the day


มีถิ่นกำเนิดในคิวบา จาเมกาและเปอร์โตริโก มันถูกนำมาใช้เป็นไม้ประดับในภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลกและตอนนี้สามารถพบได้ในอินเดียและแอฟริกาใต้บนเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกและทั่วอเมริกาเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เติบโตในพื้นที่ที่ถูกรบกวน ทุ่งหญ้า ริมถนนและในป่าทุติยภูมิ ในฟลอริดา (สหรัฐอเมริกา), C. diurnumมีมากมายในพื้นที่ที่ถูกรบกวน มันถือเป็น“ ภัยคุกคามที่ร้ายแรง” ต่อพื้นที่ธรรมชาติในฟลอริดาตอนใต้และมีการบุกรุกชายฝั่งทะเลซึ่งสามารถก่อตัวขึ้นเป็นดงหนาทึบ
ไม้ พุ่มสูง 2-3 เมตร เป็นไม้วงศ์เดียวกับมะเขือลักษณะเปลือกต้นสีน้ำตาลเป็นปุ่มปมเล็ก ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปหอกใบแคบ กว้าง2-5ซม.ยาว5-10ซม. ขอบใบเป็นคลื่น ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อกระจาย สีขาว มีดอกย่อย15-20ดอกโคนกลีบดอกเป็นหลอดยาว 1ซม.ปลายแยกเป็น5-6กลีบ เมื่อบานขนาด6-8 มม. มีกลิ่นหอมแรงในเวลากลางวัน บานอยู่ได้2-3วันแล้วจึงโรย ผลกลมสีดำ เปลือกนิ่ม ยาว 7 มม.มี 4-14 เมล็ด
ใช้ประโยชน์-ใช้ปลูกประดับสามารถปลูกเป็นไม้กระถาง หรือปลูกลงสนามกลางแจ้ง
-อื่น ๆ มีรายงานว่าใบเป็นแหล่งของวิตามิน D3
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอนกิ่งและปักชำ ช่วงชีวิตอยู่ได้ 5-10ปี


ราตรี/Cestrum Nocturnum

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Cestrum nocturnum Linn
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms
---Cestrum graciliflorum Dunal
---Cestrum leucocarpum Dunal
---Cestrum multiflorum Roem & Schult
---Cestrum nocturnum var. mexicanum OESchulz
---Cestrum propinquum M.Martens & Galeotti
---Cestrum scandens Thibaud ex Dunal
---Cestrum spicatum Mill.
---Cestrum suberosum Jacq
ชื่อสามัญ---Night Cestrum , Night-Blooming Jasmine, Queen Of The Night, Night-blooming cestrum, Raatrani
ชื่ออื่น---ราตรี (ทั่วไป), หอมดึก ; {THAI: Ratree (general), hom duek.];[BENGALI: Hasnahana.];[BURMESE: Nya-hmwe-pan, Saung-taw-ku.];[CHINESE: Ye xiang mu, Ye xiang shu.];[COSTA RICA: Zomillo.];[CUBA: Galan de noche, Fedora, Jasmin de noche.];[DOMINICAN REPUBLIC: Rufiana, Jazmin de noche.];[EL SALVADOR: Palo hediondo.];[FRENCH: Jasmin de nuit, Galant de nuit.];[GERMAN: Nacht jasmin, Nacht-hammerstrauch.];[GUATEMALA: Galan de noche, Reina de la noche.];[HAITI: Lilas de nuit, Jasmin de nuit.];[HAWAIIAN: 'Alaaumoe, Kupaoa, Onaonalapana.];[HINDI: Raat ki rani.];[KONGO: Dondoko.];[MALAY: Sedap malam.];[MARATHI: Raatraani.];[PHILIPPINES: Dama de noche (Tag., Span.).];[PORTUGUESE: Jasmin da noita, Dama de noite.];[SPANISH: Huelo do noche, Heirba hedionda, Galan de tarde.];[SWEDISH: Vitnattjasmin.].
ชื่อวงศ์ ---SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้-เวสต์อินดิส
นิรุกติศาสตร์:---ชื่อสายพันธุ์ " nocturnum " หมายถึงการเปิดตัวของดอกไม้หอมในเวลากลางคืน
ราตรี เป็นไม้พุ่มยืนต้น มีขนาดต้นสูง 2-4 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก พุ่มใบหนา ต้นและใบมีกลิ่นเหม็นเขียว  เปลือกต้นสีเทาอ่อนปนขาว ใบเดี่ยวออกเวียนสลับรูปรี กว้าง 4-6 ซม.ยาว 8-15ซม.  ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ  ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อสีขาวอมเขียว ตามยอดและตามข้อต้นโคนก้านใบ  ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะแยกแขนงตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 8-15 ซม.มีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบเลี้ยงสีเขียว รูปถ้วย โคนเกลีบดอกเชื่อมติดกัน เป็นหลอดแคบๆ  ยาว 2-2.5ซม.  ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกย่อยบานไม่พร้อมกันดอกบานเต็มที่กว้าง 0.8-1.3 ซม. ผลค่อนข้างกลม สีขาวขุ่น ฉ่ำน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1ซม. ดอกราตรีจะมีกลิ่นหอมจัดและหอมไกลในเวลากลางคืน พอเช้าดอกที่บานจะร่วงหมด และดอกตูมจะบานใหม่ในคืนต่อๆไปกลิ่นของดอกราตรีจะส่งกลิ่นรุนแรงมากถ้าได้ กลิ่นหรือสูดดมใกล้ๆ อาจทำให้วิงเวียนและไม่สบายได้ ควรปลูกให้ห่างที่พักพอประมาณ ไม่อย่างนั้นในช่วงออกดอกเต็มต้นจะส่งกลิ่นแรงมากในตอนกลางคืน อาจทำให้ปวดศรีาะ ไม่สบายกันทั้งบ้าน
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปลูกในภูมิภาคกึ่งเขตร้อนเพื่อเป็นไม้ประดับสำหรับดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมในตอนกลางคืน ในแถบเขตร้อนของแอฟริกาตะวันตกและอเมริกาตะวันออกรวมถึงหมู่เกาะแคริบเบียนต้นไม้จะถูกใช้เป็นยาและในพิธีกรรมทางศาสนา
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ใบ,ผล ใช้ในการรักษาโรคลมชัก, ฮิสทีเรีย, หงุดหงิดและอาการกระตุก-ในเม็กซิโกสารสกัดจากพืชใช้เป็น antispasmodic และการรักษาโรคลมชัก ใน Antiles ผล ใช้สำหรับรักษาโรคลมชัก - ในอินเดียคน Malasar ใช้น้ำผลไม้สำหรับต้อกระจก
-อืน ๆ ดอกไม้มีกลิ่นหอมใช้สำหรับทำน้ำหอม-น้ำมัน:ใช้เป็นยาขับไล่ยุง
ความเชื่อ/พิธีกรรม---หากนำเอาต้นและดอกราตรีเข้าไปให้คนในท้องถิ่นของอำเภอกุดชุม หรือ ในเขตลุ่มน้ำลำห้วยแกว (ลำห้วยแบ่งเขตอุบลราชธานีกับร้อยเอ็ด)คนเฒ่าคนแก่แถบนั้นจะบอกทันทีว่า ต้นไม้ต้นนี้ชื่อ "หอมดึก" เป็นพันธุ์ไม้ป่าในท้องถิ่นและหาง่าย ชาวบ้านแถวนั้น นิยมใช้เป็นดอกไม้ในประเพณี " แห่ดอกไม้"เป็นประจำอยู่ทุกปีนานแล้ว
-ในอินเดีย ดอกไม้ใช้เป็นเครื่องถวายแด่พระอิศวรและพระพิฆเนศ ใน Kathmandu หมอชาว Napalese ใช้ใบไม้และดอกไม้เป็นเครื่องประกอบพิธีกรรม ดอกไม้สดใช้กินและดอกไม้ทอดรมควันเพื่อรักษาพลังจิตวิญญาณ- ในเวสต์อินดีสพืชใช้เป็นยาเสน่ห์
รู้จักอันตราย---รายงานความไวต่อการหายใจหรือโรคหอบหืดที่มีการระคายเคืองของจมูกและลำคอปวดศีรษะและคลื่นไส้หลังจากสัมผัสกับกลิ่นอันรุนแรงของดอกไม้ -การกลืนกินชิ้นส่วนพืชโดยเฉพาะผลไม้มีรายงานว่าทำให้เกิดไข้, ชีพจรเต้นเร็ว, น้ำลายไหล, โรคกระเพาะ, อาการประสาทหลอน, อัมพาต
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีตอนกิ่งและปักชำ


ราตรีสีทอง/Cestrum aurantiacum.


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cestrum aurantiacum., Lindl.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms    
---Cestrum auriculatum Ruiz & Pav.
---Cestrum chaculanum Loes.
---Cestrum paucinervium Francey
---Cestrum pedunculare Pav. ex Dunal
---Cestrum regelii Planch.
---Cestrum warszewiczii Klotzsch
---Habrothamnus aurantiacus Regel
ชื่อสามัญ---Yellow Jasmine, Orange Cestrum, Orange jessamine.
ชื่ออื่น---ราตรีสีทอง (ทั่วไป) ; [THAI: Ratree si thong (general).]; [AFRIKAANS: Oranjesestrum.]; [BRAZIL: Coerana.]; [CHINESE: Huánghuā yèxiāng shù, Huánghuā yáng sùxīn.]; [JAPANESE: Kichouji.]; [SWEDISH: Gul juvelbuske.]
ชื่อวงศ์---SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาเหนือ: เม็กซิโก, อเมริกากลาง: คอสตาริกา, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, นิการากัว หมู่เกาะอินดิส


ราตรีสีทองเป็นไม้จำพวกเดียวกับราตรีและอยู่ในวงศ์เดียวกันกับมะเขือเทศ ชื่อของไม้วงศ์นี้นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ เรียกอีกแบบหนึ่งว่า The Nightshade Family
เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 2เมตร เปลือกต้นสีเทาอมขาว แตกกิ่งก้านเล็กๆจำนวนมาก กิ่งก้านเป็นเหลี่ยม ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปขอบขนานแกมใบหอก ยาว8-12ซม.ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเรียบเป็นมัน สีเขียวอ่อน ดอก ออกเป็นช่อตามยอดหรือง่ามใบเรียงติดกันเป็นกลุ่มหนาแน่นตามก้าน ช่อดอกสีเหลืองทองเป็นกรวยยาว 8-15ซม. มีดอกย่อยจำนวนมาก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายดอกแตกออกเป็นปากแตร5กลีบ ขนาดดอกเมื่อบาน 0.6-1 ซม.มีกลิ่นหอม
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้ชอบอยู่กลางแจ้ง แต่ต้องอยู่ในสภาพดินที่ชุ่มชื้นพอประมาณ ไม่แฉะและไม่แล้งจนเกินไปเพราะรากของราตรีสีทองบอบบางไม่แข็งแรงเหมือนราก ต้นไม้อื่น ถ้าแฉะนานเกินควร รากจะเน่าและถ้าแล้งนานเกินไปรากก็จะแห้งตาย เหมือนกัน
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับลงแปลงกลางแจ้งหรือร่มรำไรและปลูกเป็นไม้กระถาง
รู้จักอันตราย---เป็นพิษต่อปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ระยะออกดอก---เป็นระยะตลอดปี
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง ปักชำ


ราตรีสวรรค์/Clerodendrum calamitosum

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Clerodendrum calamitosum L.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms    
---Volkameria alternifolia Burm.f.
ชื่อสามัญ---White Butterfly
ชื่ออื่น---ราตรีสวรรค์ (ทั่วไป); [THAI: Ratree sa wan (general).]; [CHINESE: Huàshí shù.]; [INDONESIA: Kembang bugang, keci beling, keji beling (Jawa); Kayu gambir (Sumatera).]; [VIETNAM: Ngọc nữ Cúc Phương.].
ชื่อวงศ์  ---LABITAE (LAMIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามัน, เกาะบอร์เนียว, กัมพูชา, ชวา, หมู่เกาะซุนดาน้อย, มาลายา, มาลูกุ, เกาะนิโคบาร์, ฟิลิปปินส์, สุลาเวสี, สุมาตรา
 ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร แตกกิ่งมากทรงพุ่มแน่น เปลือกต้นสีเทาอมม่วง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามแต่ละคู่ตั้งฉากกัน รูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อยซ้อน ดอกสีขาวออกเป็นกระจุกแยกแขนงที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก มีกลิ่นหอม โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน สีเขียว ปลายแยก5แฉก สีแดงคล้ำ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบยาว ปลายแยก5แฉก ผลกลมประมาณ 0.8 ซม. มีเมล็ดเดียวแข็ง รูปขอบขนานแกมรี สีดำ  ดอกบาน 1-2 วันแล้วโรยมีกลิ่นหอมอ่อนๆในช่วงกลางวัน และหอมแรงขึ้นช่วงพลบค่ำ
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ใบและราก ในอินโดนีเซีย ใช้ใบต้มรักษา โรคบิด เป็นไข้ ริดสีดวงทวาร ปัสสาวะขัด นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ซิฟิลิส ใช้ภายนอกสำหรับรักษา: ท้องอืด (meteorismus), แผลไหม้, ฝี, คุดทะราด, ไตอักเสบ- พืชนี้มีคุณสมบัติทางเคมีและผลกระทบทางเภสัชวิทยา: หยุดเลือด, ทำลายนิ่วในไต ยาต้มใบมีผลทางคลินิกที่ดีในผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตหรือกระเพาะปัสสาวะ
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับกลางแจ้ง เวลาปลูกควรปลูกเป็นกลุ่มจะออกดอกพร้อมกันสวยงาม ควรตัดแต่งทรงพุ่มให้สม่ำเสมอหากต้นเริ่มโทรมหรือเริ่่มออกดอกน้อยลงให้ พรวนดินและใส่ปุ๋ยคอก
ระยะออกดอก---ตลอดปี
การขยายพันธุ์--- เมล็ด ปักชำ โน้มกิ่ง ตอนกิ่ง


นางแย้ม/Clerodendrum chinense

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Clerodendrum chinense (Osbeck) Mabb
ชื่อพ้อง ---Has 11 Synonyms   
---Agricolaea fragrans (Vent.) Schrank
---Clerodendrum fragrans (Vent.) R.Br.
---Clerodendrum fragransเทพ
---Clerodendrum lasiocephalum CBClarke
---Clerodendrum macradenium Miq
---Clerodendrum philippinum Schauer
---Clerodendrum roseum Poit
---Cryptanthus chinensis Osbeck
---Ovieda fragrans (Vent.) Hitchc
---Volkameria Fragrans Vent
---Volkmannia japonica Jacq
ชื่อสามัญ---Glory- bower, Burma Conehead, White-Rose Clerodendron, Lady Nugent's Rose, Stickbush, Hazari Mogra, Chinese Glory Bower, Honolulu rose, Glory tree.
ชื่ออื่น---นางแย้ม ปิ้งชะมด ปิ้งช้อน ปิ้งสมุทร (เหนือ) ส้วนใหญ่ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ; [THAI: Naang yaem, Ping chamot, Ping son, Ping samut (Northern); San yai (North easthern).]; [CHINESE:  chong ban xiu mo li.]; [GERMAN: Lauben-Losstrauch.]; [HAWAII: Pīkake hohono, Pīkake pilau, Pīkake wauke.]; [MAORI (COOK ISLAND):  Pitate mama,Tiare tūpāpaku.]; [MARATHI: Hazari Mogra.]; [SAMAO: Losa Honolulu, Losa fiti.]; [PHILIPPINES: Pelegrina (Bik., Tag.); Higantong (Bis.); Sabuka (Ig.).]; [PORTUGUESE: Clerodendron-branco-perfumado.]; [SPANISH: Mil flores, Pelegrino.]; [SWEDISH: Doftklerodendrum.]; [TAMIL: Madras Malli, Mysore mallige.]; [VIETNAMESE: Vay trang, Mo trang, Ban trang.].
ชื่อวงศ์---LABIATAE (LAMIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, เนปาล, อินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ, พม่า, ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์

 

มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเซียได้รับการปลูกฝังอย่างกว้างขวางเพื่อใช้เป็นไม้ประดับต้นไม้มีความก้าวร้าวและแพร่กระจายอย่างอิสระโดยใช้หน่อ มันมีแนวโน้มที่จะหลบหนีจากการเพาะปลูกได้อย่างง่ายดายกลายเป็นวัชพืชในภูมิอากาศที่เหมาะสม มันกลายเป็นที่แพร่หลายไปทั่วเขตร้อน พบได้ในทุ่งหญ้าริมถนนริมตลิ่งแม่น้ำและป่าทึบ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,200 เมตรบางครั้งถึง 2,000 เมตร
ไม้ พุ่มเนื้ออ่อนสูงประมาณ 1-1.5 เมตร แตกลำต้นใกล้ผิวดินจำนวนมาก แยกไปปลูกได้ เป็นวิธีขยายพันธุ์วิธีหนึ่ง นอกจากปักชำและตอนกิ่ง กิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม มีขนตามลำต้นและก้านใบ มีช่องอากาศประปราย ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่กว้างปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่มหรือรูปหัวใจ มีขนนุ่มสั้นๆปกคลุมทั้งสองด้าน หลังใบสีเขียวหม่น ท้องใบสีเขียวอ่อน  ขอบใบหยักเป็นซี่ฟันห่างๆ ขนาดใบกว้าง 5-8ซม.ยาว10-15ซม.ดอก ของนางแย้มสีขาวจะออกเป็นช่อกระจุกแน่นตาม ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมากเรียงอัดกันแน่น กลีบเลี้ยงสีม่วงแดงกลีบดอกซ้อนกัน 3-5ชั้น แต่ละชั้นมี5-8กลีบ รูปไข่กลับปลายกลม อัดซ้อนกันลักษณะคล้ายมะลิซ้อน  เกสรเพศผู้และเพศเมียไม่สมบูรณ์ ไม่ติดผล ดอกทนบานอยู่ได้หลายวัน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆช่วงกลางวันและหอมแรงขึ้นช่วงพลบค่ำ
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้ที่ต้องการแสงค่อนข้างมาก ต้องปลูกกลางแจ้งและต้องตัดแต่งทรงพุ่มเสมอเพื่อไม่ให้ใหญ่เกินไปจนรกทึบ
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา และมักจะใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นยา ใบใช้ประคบรักษาไขข้ออักเสบ รักษาโรคผิวหนัง รากใช้แก้ไข้ บำรุงประสาท ใช้รากฝนกับน้ำปูนใส ทารักษาเริมหรืองูสวัด รากต้มกินแก้ฝีภายใน ขับปัสสาวะ ไตพิการ-ว่ากันว่ามีการใช้อย่างประสบความสำเร็จในการรักษาโรคดีซ่าน มันถูกใช้สำหรับรักษาความหลากหลายของความผิดปกติของผู้หญิง, โรคผิวหนัง, โรคปวดเอว, ความดันโลหิตสูงและโรคดีซ่าน ยาต้มใช้ภายนอกเป็นยาฆ่าเชื้อ-ในประเทศจีนรากแห้งปรุงด้วยเนื้อหมูเพื่อรักษาผู้สูงอายุให้แข็งแรงและบรรเทาอาการปวดและตึงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ
-ใช้ปลูกประดับ ดอกมีกลิ่นหอมแรง เหมาะกับพื้นที่ที่มีความชื้นในดินสูงที่ปลูกพันธุ์ไม้หอมชนิดอื่นไม่ค่อยได้ผล สามารถปลูกเป็นไม้ดอกหอมในกระถางได้ หากตัดแต่งอยู่เสมอจะมีอายุยืนอยู่ได้ 2-3ปี
ระยะออกดอก---ตลอดปี แต่ออกดอกมากช่วงฤดูฝน
ขยายพันธุ์---การตอน และปักชำ แยกต้นอ่อนที่เกิดใหม่


พุดตาน/Hibiscus mutabilis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hibiscus mutabilis Linn.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Abelmoschus mutabilis (Linn.) Wall. ex Hassk.
---Hibiscus sinensis Mill.
ชื่อสามัญ ---Confederate rose,Cotton Rose, Changeable Rose, Dixie rosemallow, The cotton rosemallow
ชื่ออื่น --- ดอกสามสี สามผิว (ภาคเหนือ) ; [THAI: Phuttan.]; [ASSAMESE: Sthalpadmo,Gula-joba.]; [AYURVEDA: Sthala-Padam, Sthal-Kamal.]; [BENGALI: Sthal padma, Thul padma.]; [CHINESE: Mu fu rong, Fu rong hua, Shan fu rong.]; [CREOLE: Shoubak.]; [INDONESIAN: Ngali-ngali.]; [HINDI: Sthalkamal.]; [JAPANESE: Fuyoo, Fuyou.]; [KOREAN: Bu yong.]; [MALAYALAM: Chinappratti.]; [PHILIPPINES: Amapola, Mapula (Tagalog).]; [SANSKRIT: Padmacharini,Sthalapadma.]; [SIDDHA/TAMIL:Irratai-vellaichembarattam, Sembarattai.]; [SPANISH: Rosa algodon, Palo de la reina]; [TAMIL: Sembarattai.];[TELUGU: Evening Rose.].
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ประเทศจีน เขตร้อน

 

มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน (ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, หูหนาน, ไต้หวันและยูนนาน) ตอนนี้มันได้รับการปลูกฝังไปทั่วโลกและบางครั้งก็กลายเป็นธรรมชาติที่อื่นเช่นในญี่ปุ่น
ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 1-3เมตรมีขนปกคลุมตามกิ่งก้านและใบ ใบคล้ายกับใบฝ้าย ขอบใบหยัก ขนาดใบกว้าง12.5ยาว15ซม.ดอกมีรูปร่างคล้ายชบาซ้อนแต่มีขนาดใหญ่กว่าคือ ขนาด12.5-15ซม. ออก ดอก ตามกิ่งข้างหรือกระจุกยอด กลีบรองดอกสีเขียว มีขน ดอกขนาด 7-10 ซม. ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดประมาณ 2 ซม. เมื่อผลแก่จะแตกออกเป็น 5 แฉก ในผลมีเมล็ด ลักษณะคล้ายรูปไต มีขนยาว
พุดตานมีทั้งดอกลาและดอกซ้อนเมื่อเริ่มบานเป็นสีขาวเปลี่ยนเป็นสีชมพูและ ชมพูเข้มภายใน1วัน ถึงเวลาเย็นดอกพุดตานก็จะเริ่มเหี่ยว เป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกขึ้นง่าย ชอบอยู่บนที่ดอนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีในแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วนและชอบดินที่อุดมสมบูรณ์และมีการระบายน้ำดี ไม่ชอบดินแฉะมีน้ำขัง ถ้าถูกน้ำท่วมราก จะตายทันที
ใช้ประโยชน์-ใช้กินในประเทศจีนมีรายงานว่าใช้ใบต้มด้วยน้ำมันและเกลือเป็นอาหารความอดอยาก
-ใช้เป็นยา ในการแพทย์แผนจีนให้ทิ้งส่วนประกอบหนึ่งในยาที่ใช้รักษาโรคต่อมน้ำเหลืองวัณโรค ดอกไม้สำหรับรักษาโรคมะเร็งโพรงหลังจมูก -ใบและดอกนำไปใช้กับการบวมและการติดเชื้อที่ผิวหนัง ใบเป็นยาแก้พิษลดพิษล้างเสมหะและทำให้เย็น-ใน Guiana พืชที่ใช้เป็นยาทำให้ผิวนวล
-อื่น ๆ ไฟเบอร์จากเปลือกไม้ใช้ทำเชือก
ความเชื่อ/พิธีกรรม---*ชาวจีนเชื่อว่าต้นพุดตานเป็นไม้มงคล เพราะดอกพุดตานสามารถเปลี่ยนสีได้ถึง 3 สีภายในวันเดียว เปรียบเสมือนของชีวิตคนที่เริ่มต้นเหมือนเด็กที่เป็นผ้าขาว แล้วค่อย ๆ เจริญเติบโตพร้อมกับสีสันที่แต่งแต้มขึ้นมา เมื่ออายุมากขึ้นก็พร้อมที่จะเปลี่ยนสีเป็นสีเข้มจนกระทั่งได้ร่วงโรยลงไป (จากข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย(Medthai)*
ระยะออกดอก/ ติดผล---กรกฎาคม-กันยายน/ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำและ ตอนกิ่ง


แย้มปีนัง/Strophanthus gratus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Strophanthus gratus (Wall. & Hook.) Baill.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms    
---Roupellia grata Wall. & Hook.
---Roupalia grata (Wall. & Hook.) T.Moore & Ayres
---Strophanthus stanleyanus Hook.
---Strophanthus glaber Cornu ex Holmes
---Nerium guineense Brongn. ex Perrot & Vogt
---Strophanthus chopraie M.R.Almeida
ชื่อสามัญ---Petals-Tips Flower, Climbing Oleander, Rose Allamanda, Cream Fruit, Poison Arrowvine, Spider-Tresses.
ชื่ออื่---บานทน หอมปีนัง (กรุงเทพฯ) แย้มปีนัง (ทั่วไป) ; [THAI: Ban thon, Hom pi nang (Bangkok); Yaem pi nang (general).]; [CHINESE: Xuan hua yang jiao niu.]; [CZECH: Krutikvět, Krutikvět cenný.]; [FRENSH: Strophanthus glabre du Gabon.]; [PORTUGUESE: Estrofanto.];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---แอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย เปอร์เซีย และศรีลังกา


มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของแอฟริกาตะวันออก (แคเมอรูน, สาธารณรัฐอัฟริกากลาง, คองโก, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, อิเควทอเรียลกินี, กาบอง)และในแอฟริกาตะวันตกเขตร้อน: โกตดิวัวร์, กานา, กินี, บิสเซา, ไลบีเรีย, ไนจีเรีย, เซเนกัล, เซียร์ราลีโอน ถูกนำเข้าสู่เขตร้อนของโลกที่เหลือเป็นพืชประดับและสมุนไพร ปัจจุบันมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อเมริกากลางและออสเตรเลีย
เห็นชื่อคงจะทำให้ไขว้เขว เข้าใจได้ว่าเป็นพันธุ์ไม้ของเกาะปีนัง แต่ความเป็นจริงเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา และแพร่พันธุ์อยู่เฉพาะท้องที่เพียงบางแห่งเท่านั้นเช่นที่เทือกเขาคีรีมัน จาโร, ภูเขาตูมโม่และภูเขาติเบสตี้ เพียงเท่านั้น ไม่เห็นเกี่ยวกับปีนังตรงไหน

       

ต้นไม้ต้นนี้เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 2-3 เมตร เป็นไม้ต้นกึ่งเลื้อยแบบชมนาด หากตัดแต่งเป็นพุ่มจะได้ทรงพุ่มกลมทึบ มีน้ำยางสีขาวทุกส่วน ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่จนถึงรูปรี ยาว7-10ซม. แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อย5-8ดอก รูปแตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น5กลีบ ขอบกลีบเป็นรอยจีบและหยักเว้า ดอกบานมีขนาด4-5ซม. ผลแห้งเป็นฝักคู่ติดกัน ลักษณะของผลเป็นรูปเรียวยาว มีความยาวประมาณ 40-45 ซม. เมื่อผลแก่จะแตกออกเป็นแนวเดียว ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลจำนวนมาก แต่ละเมล็ดจะมีขนกระจุกขาวมีความยาวสูงสุด 2 ซม.ติดอยู่ตรงส่วนปลายเมล็ดด้านหนึ่ง
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เมล็ดมีสารที่ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจชื่อว่า ouabainในบางประเทศในยุโรปจะนำไปทำเป็นยาฉีดรักษาโรคหัวใจ ตำรายาพื้นบ้านจะใช้เมล็ดเป็นยารักษาโรคหนองใน หัวมีสรรพคุณเป็นยาขับลม แก้อาการจุกเสียด ภูมิแพ้ ลดความดันโลหิตสูง
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกบานอยู่หลายวัน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน ดอกสีม่วงเข้มตอนเป็นดอกตูม และตอนเป็นดอกบานจะเป็นสีม่วงอ่อนสวย ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและที่ร่มรำไร
-อื่น ๆ ชาวพื้นเมืองในแอฟริกาจะใช้หัวลูกศรจุ่มยางพิษของต้นแย้มปีนังแล้วนำไปใช้ยิงสัตว์หรือคน
รู้จักอันตราย---เมล็ดมีความเป็นพิษสูง (ต้องนำมาสกัดก่อนนำไปใช้) ห้ามนำมารับประทาน หากได้รับพิษจะมีอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย หัวใจเต้นเร็วและแรง ต้องรีบทำให้อาเจียน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลในทันที
ระยะออกดอก---เป็นระยะตลอดปี แต่ที่ออกดอกเยอะมากตอนใกล้หน้าหนาว
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีปักชำ หรือตอนกิ่ง 


กุหลาบเมาะลำเลิง/Pereskia grandiflora

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Pereskia grandiflora Haw.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms   
---Cactus grandifolius (Haw.) Link
---Pereskia ochnocarpa Miq.
---Pereskia rosea hort. ex A.Dietr.
---Pereskia tampicana F.A.C.Weber
---Rhodocactus grandifolius (Haw.) F.M.Knuth
---Rhodocactus tampicanus (F.A.C.Weber) Backeb
ชื่อสามัญ ---Pereskia, Rose Cactus, Pray-For-Us
ชื่ออื่น ---กุหลาบเมาะลำเลิง, กุหลาบเทียม กุหลาบแก้ว ชมพูแก้ว ; [THAI: Kuh̄lāb mor lameng, Kuh̄lāb kaew, Kuh̄lāb tieam (general).];[CHINESE: Yè xiān rén zhǎng, mù qílín.];[ITALIAN: Cactus foglia, Cacuts rosa.];[JAPANESE: Oobakirin.];[KOREA: Namus-ipseon-injangsog.];[PORTUGUESE:  Entrada-do-baile, Sem-vergonha, Groselheira-das-antilhas, Groselha-dos-barbado, Groselha-da-américa. ];[RUSSIA: Pereskiya, Peyreskiya.];[SPANISH: Guamacho morado, Quiabento, Sabonete, Rosa-madeira.];[SWEDISH: Skär trädkaktus.];[UKRAIN: Piejrieskija.].
ชื่อวงศ์ ---CACTACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้ บราซิล
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Pereskiaเป็นเกียรติแก่ Nicolas-Claude Fabri de Peiresc นักพฤกษศาสตร์ ชาวฝรั่งเศสของศตวรรษที่16โดยที่เขายังตั้งชื่ออนุวงศ์ Pereskioideae ; ชื่อสายพันธุ์ grandifolia :ฉายาละติน สำหรับ grandis = "large" และ folius = "leaf" หมายถึงใบไม้ขนาดใหญ่

 

เป็นไม้พื้นเมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลและแพร่หลายไปทั่วเขตร้อนของทวีปอเมริกา พบในป่าแห้งและสะวันนาที่ระดับความสูง 60 - 150 เมตร
ชื่อเหมือนมาจากเมืองมอญแต่จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกันเลย กุหลาบเมาะลำเลิงของจริงก็คือกุหลาบมอญ ที่ชาวมอญนำพาเข้าเมืองไทยมาจากเมืองมะละแหม่งฝรั่งเรียก Moulmein หรือที่ชาวมอญเขาเรียกเมาะลำเลิง ซึ่งปัจจุบันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหภาพพม่า กุหลาบเมาะลำเลิงเป็นพืชในวงศ์กระบองเพชร ที่แปลกสามารถออกใบได้อย่างใบไม้ธรรมดา
ต้นเป็นพุ่มอาจสูงได้ถึง 4 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 20 ซม.มีหนามแข็งสีน้ำตาลแดงตามลำต้นโคนต้นมีเนื้อไม้ กิ่งก้านอวบน้ำ ใบหนาแข็งรูปใบทรงป้อมก้านใบสั้นติดกิ่งออกใบเวียนกันรอบต้น ขนาดใบยาว10-20ซม. ดอกออกเป็นช่อหนาแน่นตามปลายกิ่งดอกสีชมพู โดยปกติจะมี 10-15 ดอก แต่บางครั้งก็มี 30 หรือมากกว่า ดอกไม้มีลักษณะที่เด่นชัดและมีลักษณะคล้ายกุหลาบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 - 4 ซม. ผลรูป สามเหลี่ยมสี แดง เขียวถึงสีเหลือง สะดือแคบและจมขนาดยาว 4-10 ซม. เมล็ดมีความยาว 6 มม. และหนา 5 มม. บีบอัดด้านข้าง
ช้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งดวงอาทิตย์เต็มหรือร่มเงาบางส่วน ดินชื้ยสม่ำเสมอ มีการระบายน้ำดี ค่า pH ในช่วง 6 - 7.5
ใช้ประโยชน์---ใช้กินบางครั้งใบไม้ที่กินได้จะถูกเก็บมาจากป่าปรุงและกินเป็นผัก
-วนเกษตรใช้เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงและปลูกทั่วไปเป็นไม้ประดับในสวน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ


กุหลาบพุกาม/Pereskia bleo


ชื่อวิทยาศาสตร์---Pereskia bleo (Kunth) DC.
ชื่อพ้อง ---   Has 5 Synonyms
---Cactus bleo Kunth
---Pereskia corrugata Cutak
---Pereskia panamensis F.A.C.Weber
---Rhodocactus bleo (Kunth) F.M.Knuth
---Rhodocactus corrugatus (Cutak) Backeb
ชื่อสามัญ---Rose cactus, Wax rose, Bleo pereskia, Rose-coloured Pereskia
ชื่ออื่น---กุหลาบพุกาม, กุหลาบเทียม (ทั่วไป); [THAI: Kuhlab phu kam (general).]; [CHINESE: Cak Sing Cam.]; [FRENCH: Péreskia bleo.]; [MALAYSIA: Jarum tujuh bilah.];[NICARAGUA:  Auguja de arra.]; [PANAMA: ñajú de Culebra.]; [SPANISH: Bleo, Bleo de chupa, Clarol, Chupa, Chupa melón, Najii, Najú de culebra, Najú de esoubas, Najú de espinas, Pipchuelo.];
ชื่อวงศ์---CACTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---บราซิล เม็กซิโก อเมริกากลาง-โคลัมเบีย ปานามา


มีถิ่นกำเนิดใน โคลัมเบีย ปานามาในอเมริกากลาง เติบโตบนฝั่งทรายของแม่น้ำในป่าดิบชื้นและในป่าทุรกันดาร
พันธุ์ นี้จะมีกลีบดอกสีเฉดแดงส้ม ทรงพุ่มสูง2-8 เมตร มักแตกหน่อเป็นกอ  ออกใบดกเนื้อใบบางใบสีเขียวเข้ม ขนาดใบยาวได้ตั้งแต่8-30ซม. ดอกเป็นดอกเดี่ยวกลีบซ้อนกัน2ชั้นขนาดดอกบานเต็มที่กว้าง4-6ซม. ผลมีเนื้อตัดปลาย ยาว 4-6 ซม.สีเหลืองเมื่อสุก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดหรือร่มเงาบางส่วน ใช้ดินที่ชื้น แต่มีการระบายน้ำที่ดี pH ในช่วง 6 - 7.5
ใช้ประโยชน์---ใช้กินบางครั้งใบไม้ที่กินได้จะเก็บมาจากป่าและใช้กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ในประเทศมาเลเซียใบใช้รักษาโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง เบาหวานและโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคไขข้ออักเสบและการอักเสบ ใช้ยาต้มจากใบในอ่างน้ำอุ่นเพื่อรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ใบสามารถกินดิบเป็นสลัดหรือนำมาเป็นส่วนผสมที่ต้มจากพืชสด เป็นที่เชื่อกันว่าจะมีคุณสมบัติต้านมะเร็งและยังเป็นยาสำหรับบรรเทาอาการปวดกระเพาะอาหารได้ สารสกัดจากเมทานอลิกของ P. bleo ถูกค้นพบเพื่อกระตุ้นการตายของเซลล์ในเซลล์มะเร็งเต้านม
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในสวนซึ่งมีค่าสำหรับดอกไม้และผลไม้ตกแต่ง พืชชนิดนี้ยังอาจใช้เป็นรั้ว**สมัย ก่อนนิยมปลูกกันมากเพราะดอกสวยและออกดอกดก แต่ตอนหลังคงถอดใจกันเพราะหนามแหลมที่โดนเข้าไปเจ็บจริงๆ แต่ถ้านำไปปลูกบริเวณที่กว้างริมรั้วก็กันคนได้นะกว่าจะลอดรั้วฝ่าดงหนาม น้ำตาคงรินหลายหยด**
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ


กุหลาบมอญ/Rosa x damascena

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Rosa x damascena Mill.
ชื่อพ้อง ---This name is unresolved.
ชื่อสามัญ --- Damask rose, Rose of Castile
ชื่ออื่น---กุหลาบมอญ (ทั่วไป); [THAI: Kuhlab mon (general),];[CHINESE: Tūjué qiángwēi.];[CZECH: Růže damašská, růže damascénská.];[IRAN: Gole Mohammadi.];
ชื่อวงศ์---ROSACEAE
ถิ่นกำเนิด---ตะวันออกกลาง
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสายพันธุ์ damascena หมายถึง เมืองดามัสกัสในซีเรียที่รู้จักกันในชื่อเหล็ก ( เหล็กสีแดงเข้ม ), ผ้า ( สีดามาส ) และดอกกุหลาบ


นี่ล่ะกุหลาบเมาะลำเลิงของสาวมอญแม่เม้ยเจิง ตัวจริง แต่ชื่อสามัญกับชื่อวิทยาศาสตร์มันกลับบอกว่าเป็นกุหลาบแขกมากกว่ากุหลาบมอญ ซึ่งพันธุ์แท้ดั้งเดิมมีด้วยกันสองสีเท่านั้นคือสีแดงกับสีชมพูมีกลิ่นหอมแรงตลอดวัน ชาวอินเดียโบราณได้สกัดเอาไปทำน้ำหอมกลิ่นกุหลาบได้ก่อนใครๆในโลก หัวน้ำหอมชนิดนี้สกัดมาจากกุหลาบมอญมีชื่อทางการค้าว่า Otto of Rose Bulgarian สำหรับอีกชื่อหนึ่งที่เราเคยได้ยินกันก็ คือยี่สุ่น แต่อาจไม่รู้ว่าต้นไหน ที่จริงแล้วยี่สุ่นก็เป็นกุหลาบจำพวกหนึ่งที่เรียกกันว่า กุหลาบมอญ นี่เอง
Rosa × damascenaเป็นลูกผสมที่ได้มาจากRosa gallica และRosa moschata ส่วนลูกผสม (Hybrid) มี2วาไรตี้คือ Summer Damasks (R. × damascena nothovar. damascena)ซึ่งจะมีอายุสั้นอยู่แค่ช่วงฤดูร้อนและ Autumn Damasks ( R. × damascena nothovar. semperflorens (Duhamel) Rowley) จะมีอายุยาวนานกว่าซึ่งจะอยู่ได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจนถึงฤดูหนาว
Rosa x damascena เป็นสายพันธุ์ลูกผสมในสมัยโบราณในตะวันออกกลาง (ส่วนใหญ่ที่กล่าวถึงในเอเชียไมเนอร์หรือเปอร์เซีย) หรือแม้กระทั่งบางแห่งในเอเชียกลางที่รู้จักกันในกรีซโบราณและโรม มันอาจถูกนำไปยังยุโรปกลางและยุโรปตะวันตก ครั้งแรกในศตวรรษที่ 12 ในช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 2 และ ครั้งที่สองในศตวรรษที่ 16 ในช่วงสงครามกับพวกเติร์ก
ไม้ พุ่มผลัดใบ สูงได้ถึง 2.2 เมตร  ลำต้นมีหนามแหลมและขนแปรงแข็ง ใบประกอบแบบขนนก 5-7ใบ ดอกขนาดใหญ่ ฉูดฉาดและมีสีสัน มีสีชมพู ,สีแดงเข้ม ผลกลมหรือรูปไข่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 มม
ใช้ประโยชน์---เป็นพันธุ์ลูกผสมสายพันธุ์จากพันธุ์ที่กว้างขวางของดอกกุหลาบและเป็นหนึ่งในดอกกุหลาบในวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดที่มีการใช้อย่างกว้างขวางในพืชสวนประดับ เครื่องสำอาง อาหารและยา
-ใช้กิน ดอกกุหลาบสีแดงใช้ในการปรุงอาหารเป็นส่วนผสมเครื่องปรุงหรือเครื่องเทศ ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องเทศโมร็อกโก " ras el hanout " น้ำกุหลาบและกุหลาบป่นใช้ในอาหารเปอร์เซียอินเดียและตะวันออกกลาง ทั้งดอกไม้หรือกลีบดอกยังใช้ในชาสมุนไพร "zuhurat" การใช้งานที่นิยมมากที่สุดอยู่ในเครื่องปรุงของขนม เช่น ไอศครีม , แยม , Turkish delights , พุดดิ้งข้าว , โยเกิร์ตฯลฯ เมล็ดเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินอีมันสามารถบดเป็นผงและผสมกับแป้งหรือเพิ่มอาหารอื่น ๆ เป็นอาหารเสริม (หลังจากแน่ใจว่าได้ลบขนออกจากเมล็ด)
-ใช้เป็นยา ใช้ในการแพทย์แผนโบราณ ได้แก่ การรักษาอาการปวดท้องและหน้าอกเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจ การรักษาอาการเลือดออกประจำเดือนและปัญหาการย่อยอาหาร การลดการอักเสบโดยเฉพาะคอ- ชนเผ่าอินเดียนในอเมริกาเหนือใช้ยาต้มจากรากเป็นยาแก้ไอเพื่อบรรเทาอาการไอของเด็ก น้ำมันกุหลาบรักษาภาวะซึมเศร้าความเศร้าโศกความเครียด ประสาทลดความตึงเครียด ช่วยในการรักษาบาดแผลและรักษาสุขภาพผิวของผู้หญิง การบำบัดด้วยไอของน้ำมันดอกกุหลาบมีประโยชน์สำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้, ปวดหัว, และไมเกรน  น้ำมันหอมระเหยยังใช้ในการบำบัดด้วยกลิ่นหอมและยารักษาโรคเพื่อบรรเทาผลกระทบต้านเชื้อแบคทีเรี ต้านการอักเสบและยากันชัก
-ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ประดับในสวนสาธารณะสวนทั่วไปและตามบ้านเรือนที่พักอาศัย เป็นไม้ประดับที่มีชื่อเสียงและได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งดอกไม้
-อื่น ๆ ในเวลาปัจจุบันพืชชนิดนี้ได้รับการปลูกฝังในอิหร่าน (โดยเฉพาะใน Kashan) สำหรับการเตรียมน้ำกุหลาบและน้ำมันหอมระเหย เนื่องจากปริมาณน้ำมันต่ำในR. damascenaและการขาดสารทดแทนตามธรรมชาติและสังเคราะห์ น้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบของพืชนี้จึงเป็นหนึ่งในน้ำมันที่แพงที่สุดในตลาดโลก
-เป็นเวลาหลายศตวรรษกุหลาบสีแดงเข้มที่เป็นสัญลักษณ์ของความงามและความรักและความบริสุทธิ์และยังใช้ในการทำสมาธิและสวดมนต์ กลิ่นหอมของดอกกุหลาบได้รับการบันทึกและเก็บรักษาไว้ในรูปแบบของน้ำกุหลาบโดยวิธีการที่สามารถสืบย้อนไปถึงสมัยโบราณในตะวันออกกลางและต่อมาถึงอนุทวีปอินเดีย
รู้จักอันตราย---มีขนรอบ ๆ เมล็ดอยู่ใต้เนื้อของผลไม้ ขนเหล่านี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อปากและทางเดินอาหารหากกลืนกิน
ขยายพันธุ์---เมล็ด (ใช้เวลาสองปีในการงอก) ปักชำ ตอนกิ่ง


เข็มหลวง/Ixora spectabilis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ixora spectabilis Wall. ex G.Don
ชื่อพ้อง ---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ---None (No recorded)
ชื่ออื่น---เข็มหลวง (ทั่วไป) ; [THAI: Khem Hlueng (general),];
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา อินโจีน พม่า ไทย

  

ไม้ พุ่มเตี้ย ขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นกลมเส้นรอบวงลำต้นประมาณ 4-10 ซมเปลือกผิวสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงสลับกันเป็นคู่รอบกิ่งและต้น ใบแคบยาวรูปรีแกมขอบขนาน สีเขียวเป็นมัน เนื้อใบแข็งและเปราะ โคนใบมน ปลายใบแหลม ด้านล่างของใบจะมีสีอ่อนกว่าด้านบนเล็กน้อย ดอกจะออกเป็นช่อใหญ่ๆ ที่ปลายกิ่ง ดอกเป็นหลอดยาวโค้ง กลีบดอกเล็กแหลมจำนวน 4 กลีบ ดอกจะมีสีชมพูเมื่อยังตูม เมื่อเริ่มแย้มบานเปลี่ยนเป็นขาว และกลายเป็นสีเหลืองและม้วนออกเมื่อดอกบานแล้ว มีกลิ่นหอมอ่อนๆคล้ายกลิ่นลั่นทม
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่ ตินร่วนอุดมสมบูรณ์ ดินชื้นสม่ำเสมอมีการระบายน้ำดี
-ใช้กิน ดอกเข็มทั้งดอกที่มีรสเปรี้ยว หวาน มีงานวิจัยออกมาว่ามีสารต้านอนุมุลอิสระอยู่อย่างมากมาย จึงมักนำไปประกอบอาหารในรูปแบบต่างๆเช่นไอศครีม น้ำหวาน หรือใช้ปรุงอาหารประเภทยำก็ได้
-ใช้ปลูกประดับ ลงแปลงหรือเป็นไม้กระถาง ต้องมีการควบคุมทรงพุ่มโดยการตัดแต่งบ้างจึงจะได้ทรงพุ่มตามต้องการและออกดอกดก
ระยะออกดอก --- ตลอดปี แต่จะดกมากเป็นพิเศษช่วง  เดือน พฤษภาคม-เดือนสิงหาคม
ขยายพันธฺุ์---ตอนกิ่ง เสียบยอด


เข็มอุณากรรณ/Kopsia fruticosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Kopsia fruticosa A.DC
ชื่อพ้อง ---Has 7 Synonyms   
---Calpicarpum roxburghii G.Don
---Cerbera fruticosa Ker Gawl.
---Cerbera fruticosa Roxb.
---Kopsia roxburghii (G.Don) Pharm. ex Wehmer
---Kopsia vinciflora Blume
---Tabernaemontana longiflora Rusby
---Tabernaemontana rosea Ten.
ชื่อสามัญ---Pink Kopsia, Shrub Vinca, Kopsia Merah, Pink Gardenia, Chabai Hutan
ชื่ออื่น---พุดชมพู, ตึ่งตาใส, เข็มอุณากรรณ, อุณากรรณ ; [THAI: Put chompoo, tung ta sai, khem u-na-kan.]; [BENGALI: Dakur, Dabur.]; [CHINESE: Hóng huā ruǐ mù.]; [INDONESIA: Chabai Hutan.]; [JAPANESE: Momoirocobsia.]; [MALAYSIA:  Kopsia Merah, Bunga Kopsia.]; [PORTUGUESE: Vinca-arbustiva, Copsia.]; [VIETNAM: Trang tây.];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นดำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- พม่า อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย จีนตอนใต้ ศรีลังกาและฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลKopsiaอุทิศให้กับนักการเมืองและนักพฤกษศาสตร์ Jans Kops (1765-1849) ; ชื่อสายพันธุ์ละติน "fruticosa"= รวยในหน่อหมายถึงขนาดของมันเป็นพุ่ม

 

สายพันธุ์มาจากอินโดจีนสันนิษฐานว่าประเทศต้นกำเนิดคือพม่า มีการปลูกในอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย จีนตอนใต้ ศรีลังกาและฟิลิปปินส์ ในสภาพธรรมชาติพบในป่าดิบหรือป่าที่กำลังคืนสภาพบนภูเขาหินปูนที่ระดับความ สูงถึง 500 เมตร
ไม้ พุ่มสูงได้ถึง 3 เมตร ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีแกมรูปขอบขนานกว้าง3.3-8 ซม.ยาว7.5-18 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนรูปลิ่ม ก้านใบยาวประมาณ 1 ซม. ดอกสีชมพูหรือสีขาวออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบและปลายกิ่ง ยาว7-12 ซม.มีขนสั้น ดอกบานเต็มที่ขนาด5.5-6 ซม.กลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นปลายแยก เป็น 5 แฉกกลีบดอกเป็นหลอดยาว 4 ซม.ปลายแผ่เป็น 5 กลีบรูปไข่กลับปลายมน เกสรผู้ 5 อันติดอยู่ใกล้ปลายหลอดกลีบดอก รังไข่เกลี้ยงหรือมีขน ผลสีดำแดงยาว1.5-1.7 ซม.ปลายผลเป็นจงอยเด่น มีเมล็ดเดียว
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและใช้เป็นยาในการรักษาแบบดั้งเดิม ใบตำรักษาฝีและหิด
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอนกิ่ง


เข็มพวงขาว/Ixora finlaysoniana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Ixora finlaysoniana Wall. ex G.Don
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms    
---Ixora denticulata Pierre
---Ixora denticulata Pierre ex Pit.
---Ixora findlayana B.S.Williams
---Ixora merguensis var. parvifolia F.N.Williams
ชื่อสามัญ---Siamese White Ixora, Bride's bouquet, Fragrant ixora, White ixora.
ชื่ออื่น ---เข็มพวงขาว, เข็มขาว, เข็มหอม (ทั่วไป) ; [THAI: Khem poueng khao, Khem khao, Khen hom (general).];[CHINESE: Bao ye long chuan hua.];[SPANISH: Ramo de novia.];[PHILIPPINES: Santan-puti (Tag.).];[PORTUGUESE: Ixora branca, Buque de noiva.];[TELUGU: Tella nūruvarahālu.];
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด--ทวีปเอเซีย
การกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


มีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย (อัสสัม), ภาคใต้ของจีน ( กวางตุ้ง, ไหหลำ, ยูนนาน) ไทย อินโดจีนและฟิลิปปินส์ และปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตร้อนทั่วโลก เติบโตในป่าโปร่งที่ระดับความสูงต่ำ 100-1100 เมตร
**เห็นรูปแล้วอย่าแปลกใจ อย่าคิดว่าลงรูปผิด ทำไมต้นเข็มมันใหญ่โตได้ขนาดนี้ (รูปซ้าย) ต้นเข็มพวงขาวโดยทั่วไปแล้วจะสูงอยู่ประมาณ1-3เมตร (ขวา) แต่ต้นนี้(ซ้ายมือ)สูงประมาณ 4-5เมตรได้ อายุไม่ต่ำกว่า30ปี คุณปู่ของลูกปลูกไว้ ตอนย้ายมาอยู่บางสะพานน้อย**
ลักษณะของเข็มพวงขาว ลำต้นจะเกลี้ยง แตกกิ่งใกล้ผิวดินเป็นพุ่มแน่นทึบ ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่รูปรี ขอบขนาน กว้าง3-5ซม.ยาว6-10ซม. มีหูใบระหว่างก้านใบ ผิวใบค่อนข้างหนาสีเขียวสด โคนใบแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ เข็มพวงขาว เป็นดอกไม้ดอกช่อออกเป็นช่อกลมแน่นที่ปลายยอด ขนาด10-15ซม. ดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยขนาด1ซม และ เป็นต้นเข็มพันธุ์เดียวที่ดอกมีกลิ่นหอมจัด รากก็มีกลิ่นหอมและรสหวาน  ผลเข็มเป็นเม็ดกลม อ่อนเป็นสีเขียว ห่ามเป็นสีแดงและแก่เป็นสีดำขนาดเส้นผ่านศูน์กลาง 8 มม. เมล็ดข้างในแข็งใช้เพาะพันธุ์ได้ แต่มีโอกาสติดเมล็ดได้น้อย
ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดจัด
ใช้ประโชน์--- ใช้ปลูกประดับในสวนและสวนสาธารณะ ควรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งจะช่วยให้แตกใบอ่อนและยอดใหญ่ออกช่อดอกที่ปลายยอดอย่างสวยงาม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยาแพทย์แผนโบราณใช้รากเข็มพวงขาว ต้มกินแก้โรคตา และกินเป็นยาเจริญอาหาร แก้ริดสีดวงจมูก แก้เสมหะ แก้กำเดา บำรุงธาตุไฟ ใบใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง แยกต้นอ่อน


เข็มบุษบา/Kopsia arborea

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Kopsia arborea Blume
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms    
---Kopsia jasminiflora Pit.
---Kopsia lancibracteolata Merr.
---Kopsia laxinervia Merr.
---Kopsia longiflora Merr.
---Kopsia officinalis Tsiang & P.T.Li
---Kopsia pitardii Merr.
---Kopsia pruniformis Rchb.f. & Zoll. ex Bakh.f.
---Kopsia scortechinii King & Gamble
ชื่อสามัญ---Shrub Vinca, Penang Sloe, White Kopsia.
ชื่ออื่น---เข็มบุษบา, หนำเลี๊ยบเทียม, พุดดง,  มะดีควาย; [THAI: Khem bussaba, Hnam liab dong, put dong, Ma di kwaj.];[CHINESE: Báizhǐ, Ruǐ mù.];[INDONESIA: Purnajiwa.];
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด----ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย จีนตอนใต้ ไทย เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ถึง ออสเตรเลีย 

มีถิ่นกำเนิดจากอินเดีย (อันดามัน) ถึงจีนตอนใต้ (กวางจง กวางสี ไหหลำ ยูนนาน) ,พม่า ,ไทย ,มาเลเซีย ,เวียดนาม ,อินโดนีเซีย ( สุมาตรา บอร์เนียว ชวา), ฟิลิปปินส์และออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์) พบในแหล่งอาศัยที่หลากหลายจากระดับน้ำทะเลถึงระดับความสูง 1,500 เมตร ในประเทศไทย พบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ในป่าดงดิบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 600-1,000เมตร
ไม้พุ่มสูง 1.5-2เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ทุกส่วนมีน้ำยางขาว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นถึง 10 ซม.ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปใบหอก กว้าง 8-10 ซม. ยาว 10-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยักเป็นคลื่น ดอกสีขาว ออกเป็นช่อกระจุกเชิงซ้อนที่ซอกใบและปลายกิ่ง ใบประดับ1คู่ ออกตรงข้ามรูปแถบยาว แต่ละช่อย่อยมี3ดอก ดอกกลางบานก่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกบานเต็มที่กว้าง 2.5-4ซม.โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบมีขนาดไม่เท่ากัน สีขาว ปลายแยกเป็น5แฉก รูปขอบขนานปลายกลม บริเวณรอบปากดอกสีแดงแกมชมพู มีขน ผลสดมีเนื้อรูปกระสวย ยาวสูงสุด 4.2 ซม.มักออกเป็นคู่ สุกสีม่วงดำ
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใช้ในท้องถิ่น ใบและผล ใช้รักษาอาการเจ็บคอและต่อมทอนซิลอักเสบ
-ใช้ปลูกปรดับ เป็นไม้กลางแจ้ง
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-กันยายน/กรกฏาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


พุดผา/Gardenia saxatilis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Gardenia saxatilis Geddes
ชื่อพ้อง ---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ-----None (Not recorded)
ชื่ออื่น---พุดผา ข่อยโคก ข่อยหิน ปัดหิน ข่อยด่าน; [THAI: Put pha, Khoi khok, Khoi hin, Khoi dan.]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--ไทย-ลาว กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ของประเทศไทย
ดอกพุดที่เรียกกันว่า"พุดผา"ในไทยจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ พุดผา (พุดสีดาดง) Gardenia collinsiae Craib และ พุดผา (ปัดหิน) Gardenia saxatilis Geddes ซึ่งทั้งสองชนิดนี้มีลักษณะดอกคล้ายกันมาก ความแตกต่างอยู่ที่ ต้นพุดผา (พุดสีดาดง) G. collinsiae เป็นไม้ยืนต้น มีความสูงได้ถึง 3-5 เมตร ใบรูปรีแกมสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน แต่ต้นพุดผา (ปัดหิน) G. saxatilis เป็นไม้พุ่มโปร่ง มีความสูงเพียง 1-3 เมตร และ ใบรูปไข่กลับ ปลายใบโค้งมนกลม

 

พุดผา G. saxatilisเป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย พบครั้งแรกที่จังหวัดมุกดาหาร ที่ระดับความสูง 100 เมตร โดยหมอคาร์ ชาวไอริช เป็นพรรณไม้สกุลพุด ชอบขึ้นบนที่โล่งตาม ซอกหินของลานภูเขาหิน ทนแล้ง โตช้า มีเนื้อไม้แกร่ง ทรงพุ่มโปร่ง ดอกดกมีกลิ่นหอม และมีการนำมาพัฒนาเป็นไม้แคระหรือบอนไซ มีการตัดแต่งให้สวยงาม
พุดผา (ปัดหิน) G. saxatilis ไม้พุ่ม ผลัดใบ สูง 1-3 เมตร แตกกิ่งก้านไม่เป็นระเบียบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบรูปไข่กลับ กว้าง 1.8–2 ซม. ยาว 1.5–3 ซม. ปลายใบโค้งมนกลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ผิวใบมีขน คายสากมือ ดอกออกเดี่ยว ตามปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีขนขนาดเล็กปกคลุม โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ส่วนบนผายออกแยกเป็น6 กลีบ แผ่ออกเกยกันคล้ายกังหัน ดอกบานมีขนาด 3-4 ซม. มีกลิ่นหอม ส่วนผลเป็น ผลสด สีเขียว รูปกลมขนาด2-2.5ซม.เมื่อ่สุกสีส้ม ปลายผลมีแฉกของกลีบเลี้ยงติดทน มีเมล็ดจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เนื้อไม้ ราก ต้มน้ำดื่ม แก้เบื่อเมา แก้พิษ ช่วยถอนพิษเห็ดเมา เปลือกต้น แก้อัมพาต ปวด ชา ตามแขนขา ลำต้น ต้มน้ำดื่มแก้เบื่อเมา
ระยะออกดอก---มกราคม-มีนาคม
**รูป ที่ถ่ายมานี้ดอกเหมือนมี7กลีบ แต่จริงๆมี6กลีบ ดอกนี้กลีบดอกฉีกตั้งแต่ยังเป็นดอกตูม ตอนนั้นมีเหลืออยู่ติดต้นแค่ดอกเดียว เลยได้รูปออกมาแบบนี้

เมื่อก่อนหน้านี้ไม่กี่ปียังมีให้เห็นอยู่เต็มบริเวณนี้ ออกดอกส่งกลิ่นหอมไปทั้งป่า ต้นที่เห็นนี่ เหลืออยู่ต้นเดียวที่ใหญ่หน่อยคงขุดยากเพราะขึ้นอยู่ในซอกหิน นอกนั้นโดนแงะเอาไปหมด เหลือแต่ต้นเล็กๆสูงไม่ถึงครึ่งเมตร ตอนเขียนเรื่องนี้ (พุดผา) ตอนนั้นปี2008 รูปถ่ายมาจากสถานที่ หล้งวัดเขาพระ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรีมาถึงตอนนี้ (2017) Up date ให้เป็นปัจจุบันสถานภาพของต้นไม้ต้นนี้จากไม้ถิ่นเดียวรวมสถานภาพใหม่เข้าไปด้วยกลายเป็นไม้หายากไปเรียบร้อย ต้นเล็กต้นน้อยในถิ่นก็ไม่เหลือ
ส่วนพุดผา (พุดสีดาดง) Gardenia collinsiae Craib พบครั้งแรกที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีโดย D.J. Collins ชื่อสปีชีส์ตั้งเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ ประเทศไทยพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เติบโตบนลานหินทราย ในป่าเต็งรังที่ระดับความสูง 50–590 เมตร
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์ – มีนาคม
ชยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


สาวสันทราย/Clerodendrum quadriloculare

ชื่อวิทยาศาสตร์---Clerodendrum quadriloculare Merr.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms   
---Basionym: Ligustrum quadriloculare Blanco
---Clerodendrum blancoanum Fern.-Vill.
---Clerodendrum navesianum Vidal
ชื่อสามัญ--Quezonla,Bronze-leaved clerodendrum,Fire works,Philippine glorybower,Shooting star,Starburst bush
ชื่ออื่น---สาวสันทราย, เกษร, จรกา (ภาคเหนือ); ราชินีสันทราย (ภาคกลาง) [THAI: Sao san sai, ket sa ra. Chor ra ka (North); Ra shi ni san sai (Central).];[CZECH: Blahokeř.];[MARSHALLESE: Tirooj in belle.];[PALAUAN: Kleuang.];[PHILIPPINES: Bagauak, Bagauak- morado, Bagauak-na-pula, Baligtorin, Baliktaran, Salinguak (Tag.); Uak-uak (Bis.).];[POHNPEIAN: Risiel, Tuhkehn Palau.];[PORTUGUESE: Clerodendro-de-folhas-roxa.].
ชื่อวงศ์---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---นิวกินี และฟิลิปปินส์


มีถิ่นกำเนิดในนิวกินีและฟิลิปปินส์ ปัจจุบันปลูกในเขตร้อนทั่วโลกในฐานะต้นไม้ประดับในสวนสาธารณะและสวน มันแพร่กระจายอย่างไม่สามารถควบคุมได้ในหมู่เกาะแปซิฟิก รวมถึงฮาวาย, อเมริกันซามัว, ไมโครนีเซีย, หมู่เกาะมาเรียนาเหนือ, เฟรนช์โปลินีเซีย, ปาเลาและซามัวตะวันตก ซึ่งบางครั้งมันถูกพิจารณาว่าเป็นสายพันธุ์ที่รุกราน
ไม้พุ่มสูง2-5เมตร ลำต้นอ่อนมีขนละเอียด ใบรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ด้านบนใบสีเขียว ด้านล่างใบสีม่วงเข้ม เห็นเส้นใบหลักและรองชัดเจน ดอกออกเป็นช่อแบบซี่ร่มสีขาวอมม่วงจัดกลุ่มในช่อดอกที่ยอดของลำต้น ดอกมีลักษณะเป็นท่อยาวสีชมพู 7 ซม. มีหลอดยาวประมาณ 5 ซม. ปลายกลีบรูปรีแกมขาว ผลรูปไข่ยาว 1 - 1.5 ซม.สีม่วง กลีบเลี้ยงถาวร สีแดง ยาว 1-1.5ซม.
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งร่มเงาบางส่วน ไม่ควรปลูกในที่มีแดดจัดตลอดวัน ดินมีความชื้นสูงสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำที่ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปลูกกันทั่วไปเป็นไม้ประดับสำหรับใบไม้และดอกไม้ที่สวยงาม
-ใช้เป็นยา ราก ใช้เป็นยาขับลม เปลือก แก้บิด แก้ท้องร่วง ดอก แก้ไข้  ในฟิลิปปินส์ใช้ใบทาสำหรับการรักษาแผล ยาต้มใบใช้ภายนอกสำหรับอาการท้องอืด
สำคัญ---เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
**ตอนแรกๆรู้จักไม้ต้นนี้ เรียกกันว่า"เกษรา" ก็เข้าใจเอาเองว่าคงจะมาจาก" เกซอนลา"ซึ่งเป็นชื่อสามัญ ฟังแล้วมันคล้ายๆกัน กับ เกซอนซิตี้เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ ทีนี้ต้นไม้ต้นนี้คงชอบอากาศเย็นทางเหนือปลูกแล้วสวยงามมากนิยมปลูกเป็นไม้ ประดับกันทั่ว ชื่อที่ตามมาคือ"สาวสันทราย"ก็เข้าใจอยู่ แต่ตอนนี้กลายเป็น"ราชินีสันทราย"ไปเรียบร้อย  สำหรับชื่อจรกานี่ไม่รู้มายังไงนะ น่าจะเพราะ เวลาไม่ออกดอกนี่ คงขี้เหร่มั๊ง (เดาเอานะ) เพราะต้นนี้เวลาไม่มีดอกนี่ เอาไปปลูกให้ใครโดนหาว่าเอาต้นไม้ไม่สวยไปปลูกให้ เพราะต้นแตกกิ่งเยอะ ไม่ค่อยมีใบ ลำต้นสีเทาๆสีใบด้านบนสีเขียวด้านล่างสีม่วงมองดู ธรรมดาๆ กว่าจะรู้ว่าต้นนี่มันสวยยังไงก็โน่น เดือนธันวา-มกรา นั่นแหละ ถึงยิ้มได้ เพราะออกดอกสวยคลาสสิคเชียว**
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่งก็จะออกดอกให้ดูเร็วหน่อย แยกต้นอ่อน


นมสวรรค์/Clerodendrum paniculatum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Clerodendrum paniculatum Linn.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms    
---Caprifolium paniculatum Noronha
---Cleianthus coccineus Lour. ex B.A.Gomes
---Clerodendrum pyramidale Andrews
---Clerodendrum diversifolium Vahl
---Clerodendrum splendidum Wall. ex Griff.
---Volkameria angulata Lour.
---Volkameria diversifolia Vahl
ชื่อสามัญ---Pagoda Flower, Bagflower, Bleeding heart, Dragon boat flower, Glorybower.
ชื่ออื่น---สาวสวรรค์ พนมสวรรค์ เข็มฉัตร (นครพนม), ฉัตรฟ้า สาวสวรรค์ (นครราชสีมา), น้ำนมสวรรค์ (ระนอง), พวงพีเหลือง (เลย), หัวลิง (สระบุรี), ปิ้งแดง (ภาคเหนือ), นมหวัน (ภาคใต้), ปรางมาลี (ภาคกลาง) ; [THAI: Sao sawan, Phanom sawan, Khem chat, Chat fa, Prang Mali.]; [CHINESE: Yuan chi da qing, Bao da lung chuan hua, Ken ding ku lin pan.]; [MICRONESIA:Tuhkehn sousou (Pohnpei).]; [PHILIPPINES: Kasopangil, Kalalauan, Laroan-anito, Tapag-asuwang (Tag.); Aloksok, Asuangai, Balantana, Kolokolog, Pakapis (Bis).]; [TAMIL: Krishna Kireedam.];[VIETNAM: Ngọc nữ đỏ.].
ชื่อวงศ์---VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด--ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์----เอเชียตะวันออกเฉียงใต้; จีนตอนใต้ ไต้หวัน อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา บอร์เนียว สุลาเวสี สุมาตรา ฟิลิปปินส์ ฟิจิ, อเมริกากลาง;  

 

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อนและ Papuasia (ภาคใต้ของจีนรวมถึงไต้หวัน ,อินโดจีน ,บังคลาเทศ ,ศรีลังกา ,อันดามันและหมู่เกาะนิโคบาร์ ,บอร์เนียว ,สุลาเวสี ,สุมาตรา ,ฟิลิปปินส์, บิสมาร์ค) กระจายที่ระดับความสูงระหว่าง 100 - 500 เมตร
ไม้ พุ่มสูง 1-2 เมตร เป็นพืชใบเดี่ยวออกใบเป็นคู่ๆสลับทิศทางกันตามข้อต้นใบเป็น5แฉกสากระคายมือ ปลายแฉกแหลม ใบเป็นมันสีเขียวเข้มช่อดอกออกที่ปลายยอดและปลายกิ่งยาวประมาณ 30ซมหรือมากกว่านั้ถ้าต้นสมบูรณ์เต็มที่มีดอกดกและดอกออกตลอดปี.มีดอก2สีคือ ชนิด(variety)สีเหลืองหรือว่าขาวก็ได้เพราะมันออกนวลๆและสีแดงสดเป็นรูปทรง แบบช่อฉัตร เมื่อดอกแก่จะติดเมล็ดเป็นช่อฉัตรเหมือนรูปทรงช่อดอกเดิมกลีบทั้งห้ากลีบจะ เติบโตทำหน้าที่คล้ายกาบรองดอกเพราะกลีบดอกที่ติดเมล็ดจะโตขึ้นและกลายเป็น สีแดงเข้มพร้อมกับบานแอ่นลงล่างเข้าหาก้านดอกทั้ง5กลีบ ส่วนเมล็ดที่มีลักษณะกลมเหมือนสาคูเม็ดใหญ่ จะวางเด่นอยู่บนแท่นเหนือกลีบสีแดงเข้ม เมื่ออ่อนเมล็ดจะเป็นสีเขียวพอห่ามจะเป็นสีม่วงและเป็นสีดำสนิทเมื่อแก่เต็ม ที่จึงทำให้ดูคล้ายดอกไม้ช่อหนึ่งที่มีกลีบสีแดงเข้มและเกสร (ที่จริงเป็น เมล็ด) สีดำ สวยงามมาก
เป็นช่อดอกสวยยังไม่ พอเป็นช่อเมล็ดก็ยังอุตส่าห์สวยอยู่  มีรูปดอกนมสวรรค์สีเหลืองมาให้ดูด้วยเห็นว่าหายาก
นมสวรรค์ ปลูกได้ในสภาพดินเกือบทุกชนิดเป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้ทั้งกลาง แดดและร่มรำไร
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบและยอดอ่อนปรุงและกินเป็นอาหารได้
-ใช้เป็นยา ในอายุรเวทพืชทำให้สงบ pitta vitiated, การอักเสบ, แผล, บาดแผลและโรคผิวหนัง -ราก, ดอก, ต้น ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยแก้ฝีภายใน แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย รากใช้ฝนกับน้ำดื่มแก้ไข้ ช่วยแก้ไข้มาลาเรีย แก้ไข้เหนือ แก้วัณโรค -รากช่วยขับเสมหะ แก้โลหิตในท้อง ใช้เป็นยาถ่าย-รากใช้ฝนกับน้ำดื่ม แก้อาการปวดท้อง รากใช้ต้มกับน้ำดื่ม ช่วยขับน้ำคาวปลาของสตรี-ใบนมสวรรค์นำมาตำแล้วพอกแก้ไข่ดันบวม พอกแก้ลูกหนูใต้รักแร้บวม ใบสดนำมาตำเป็นยารักษาอาการปวดข้อและปวดประสาท-ดอก ช่วยแก้อาการตกเลือด แก้โลหิตในท้อง
-อื่น ๆ ผลให้สีม่วงแดงสามารถนำมาเป็นสีย้อมผ้าได้  
ขยายพันธุ์---ด้วยการตัดกิ่งปักชำหรือแยกจากต้นที่ขึ้นจากไหลไปปลูกจะได้ผลเร็วกว่าเพาะเมล็ด


หมวกจีน/Holmskioldia sanguinea.

ชื่อวิทยาศาสตร์---Holmskioldia sanguinea Retz.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms    
---Hastingia coccinea Sm.
---Hastingia scandens Roxb.
---Holmskioldia rubra Pers.
---Holmskioldia sanguinea f. aurantiaca
---Holmskioldia sanguinea f. aurantiaca
---Holmskioldia sanguinea f. citrina Moldenke
---Holmskioldia scandens Sweet
---Platunum rubrum A.Juss
ชื่อสามัญ---Cup & Saucer Plant, Mandarin's Hat, Chinese-Hat Plant, Parasol Flower, Long-i-arong.
ชื่ออื่น---เรด้าร์, หมวกเจ๊ก (ทั่วไป) ; [THAI: Re da, Muak chin, Muak chek (general).]; [ASSAMESE: Chatra-puspa,Manu-kata-phul,Hurmuli.]; [CHINESE: Yángsǎn huā, Dōng hóng, Dōng hónghuā, Bēi pán huā, Màozi huā.]; [FRENCH: Chapeau chinois.]; [HINDI: Kapni.]; [ITALIAN: Cappello cinese.]; [PORTUGUESE: Chapeu-chines, Chapeu-chines- amarelo, Chapeu-chines-vernelho, Chapeu-de-mandarin.]; [REUNJON: Coupe ou saucière.]; [SPANISH: Bonete chino, Paraguita chino, Sombrilla china.]; [SWEDISH: Mandarinhatt.];
ชื่อวงศ์ ---LABIATAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซีย : อินเดีย จีน เนปาล ภูฏาน บังคลาเทศ พม่า มาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์, ออสเตรเลีย, หมู่เกาะแปซิฟิก, แอฟริกา อเมริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Holmskioldia เพื่อเป็นเกียรติแก่นักพฤกษศาสตร์และแพทย์ชาวเดนมาร์ก Johan Theodor Holmskjold (1731-93) ; ชื่อสปีซี่ส์เป็นคำคุณศัพท์ภาษาละติน sanguineus, a, um=สีของเลือด อ้างอิงถึงสีแดงของดอกไม้
สกุลเป็น monotypic มี1สายพันธุ์คือ Holmskioldia sanguinea Retz.

 

มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย (จากรัฐอินเดียใต้ของรัฐทมิฬนาฑูไปจนถึงอินเดียตะวันออกมณีปุระ) ในเอเชียเกิดขึ้นในเนปาล ภูฏาน บังคลาเทศ พม่า มาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์และยังเกิดขึ้นในออสเตรเลียตอนเหนือ และในหมู่เกาะแปซิฟิก ในภูมิภาคเขตร้อนชื้นของแอฟริกา (เช่นกานา, มาลาวี) และอเมริกา (จากฟลอริดาและเม็กซิโกไปจนถึงบราซิลตอนกลาง) พบเติบโตตามพุ่มไม้รอบการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 1,500 เมตร
เป็น ไม้พุ่มรอเลื้อย สูง2-5เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นลำสี่เหลี่ยม ยาวโค้ง ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงเป็นคู่ตามข้อลำค้น ลักษณะใบเป็นรูปรีหรือรูปใบพลูขนาดกว้าง1.5–8.5 ซม ยาว 3–12 ซม..ขอบใบจักเล็กน้อย แผ่นใบบางและสากมือ ดอกสมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อตามข้อลำต้นโคน ก้านใบและปลายกิ่ง ช่อละ5-20ดอก กลีบเลี้ยงรูปจานค่อนข้างกลม มีหลายสี มีเหลือง แดง  ส้ม  ดอกรูปกรวย โคนเชื่อมเป็นหลอดแคบยาวปลายแยก5แฉก ขนาดดอก2-2.5ซม.ผลเป็น4แฉก ยาว0.5-0.8ซม.แข็งสีน้ำตาล มีกลีบเลี้ยงถาวรติดอยู่
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดจัด อากาศเย็นดินค่อนข้างแห้งระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในสวนเขตร้อน กึ่งเขตร้อนและเขตมรสุม สามารถใช้ปลูกเป็นไม้กระถางได้
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์
ฃยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


ประยงค์/Aglalia odorata


ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Aglalia odorata Lour.
ชื่อพ้อง ---Aglaia odorata var. microphyllina C. DC
ชื่อสามัญ ---Chinese perfume plant, Chinese Rice Flower, Mock Lemon
ชื่ออื่น ---ขะยง ขะยม พะยงค์ ยม (ภาคเหนือ), ประยงค์บ้าน ประยงค์ใบใหญ่ (ภาคกลาง), หอมไกล (ภาคใต้) [THAI: Homklai, Khyong, Prayong.]; [CHINESE: Mǐ lán huā, Mi zi lan, Shu lan, Xiang huo lua.]; [INDONESIA: Pacar cina, Sawo manila (Sunda); Sabu manila (Madura); Sabo Java (Bali).]; [KHMER: Trayang.]; [LAOS: Khai pou.]; [PORTUGUESE-BRAZIL: Murta-do-campo, Aglaia.]; [SWEDISH: Aglaia.]; [VIETNAM: Ngau tau, Boa ngu.].
ชื่อวงศ์ ---MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---จีน ไต้หวัน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม อินโดนีเซีย 

 

มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ
ประยงค์เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ เดียวกับลางสาด ลองกอง คอแลน ฯลฯ มีอยู่3ชนิดคือ ประยงค์ (A. odorata), ประยงค์ป่า ((A. odoratissima)และประยงค์ใบใหญ่ (A.chaudocensis)
เป็นไม้พุ่มขนาดย่อมถึงขนาดใหญ่ สูง2-3เมตร แตกกิ่งก้านตั้งแต่โคนต้น เปลือกต้นเรียบ สีเทา ใบสีเขียวเข้มหนาเป็นมันคล้ายใบแก้วเป็นแบบใบรวม กลุ่มใบหนึ่งๆจะประกอบด้วยใบย่อย5ใบรูปรี ปลายใบมน โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียวเป็นมัน ก้านใบแผ่ออกเป็นปีก ดอกออกเป็นเม็ดกลมๆไม่บาน ก้านดอกแตกสาขาหลายแขนงดอกสีเหลืองมีเกสรสีขาวเล็กๆอยู่ ภายใน มีกลิ่นหอมเย็นและหอมไปได้ไกล ผล รูปทรงกลมรี ผิวเรียบเป็นมัน ผลอ่อนสีเหลืองอ่อน ผลสุกสีแดง เมล็ดเดี่ยว สีน้ำตาล
ประยงค์ เป็นพรรณไม้ของประเทศไทย มักพบตามป่าเบญจพรรณทั่วไป และนิยมปลูกเป็นไม้ประดับบ้านเหมือนต้นแก้ว ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอน ขึ้นได้ดีในสภาพดินฟ้าอากาศเกือบทุกชนิด มีความอดทนต่อความแห้งแล้งได้ดีมาก
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้และน้ำมันหอมระเหย
-ใช้กิน ใบอ่อน - สุกและกินเป็นผัก ดอกไม้แห้งใช้สำหรับชงเป็นชาหอม
-ใช้เป็นยา รากใบดอกและกิ่ง - สามารถใช้เป็นยาได้ ในประเทศจีนกิ่งและใบไม้แห้งจะถูกต้มในน้ำและใช้เพื่อลดอาการปวดจากข้อต่อรูมาติก การบาดเจ็บจากการตกการติดเชื้อผิวเผินและการบวมเป็นพิษ-การแช่ใบจะใช้เป็นยาชูกำลังในการรักษาประจำเดือนที่มากเกินไปและโรคกามโรค-การแช่น้ำของรากและใบถูกใช้เป็นสารกระตุ้นหัวใจและยาแก้ไข้ รากต้มกับน้ำเพื่อทำเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความอยากอาหาร ในฟิลิปปินส์รากและใบใช้เป็นยาชูกำลัง ดอกไม้แห้งใช้ในการรักษาแผลในปากและลดไข้
-วนเกษตรใช้ ปลูกเป็นพืชป้องกันความเสี่ยง เนื่องจากโตช้าแต่หนาแน่นตัดแต่งเป็นแนวได้เรียบร้อย
- อื่น ๆ ดอกไม้แห้งสามารถใช้ผลิตน้ำหอมสำหรับเสื้อผ้าและผสมกับบุหรี่มวนสูบ-ใช้เป็นสารกำจัดวัชพืชอินทรีย์เพื่อควบคุมหญ้าและวัชพืชในทุ่งนาเช่นนาข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


แก้วมุกดา/Fagraea ceilanica


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Fagraea ceilanica Thunb.
ชื่อพ้อง ---Has 9 Synonyms   
---Fagraea birmanica Gand.
---Fagraea chinensis Merr.
---Fagraea gardneri Thwaites
---Fagraea khasiana Benth.
---Fagraea malabarica Blume
---Fagraea obovata Wall.
---Fagraea prainii Gand.
---Fagraea rostrata Blume
---Fagraea sasakii Hayata
ชื่อสามัญ ---Perfume Flower Tree.
ชื่ออื่น ---ฝ่ามือผี (มหาสารคาม, เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), คันโซ่ (อุบลราชธานี), ตังติดนก (หนองคาย), โกงกางเขา (จันทบุรี), โพดา (ปัตตานี), เทียนฤาษี (ภาคเหนือ), นางสวรรค์ นิ้วนางสวรรค์ (ภาคใต้) ; [THAI: pha mue phi, khan so, tang tit nok, Kong kang khao.]; [CHINESE: Hui li, Huili Xing.]; [MALAYALAM: Vallerei, Vellarimodakam, Kompal, Modakam, Modakakkodi, Marunthankamaram,Omal.]; [SRI LANKA: Etamburu.]; [VIETNAM: Trai xoan, Trai Xri Lanca, Lậu bình, Dây gia.].
ชื่อวงศ์ ---GENTIANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์ --- จีนตอนใต้ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และทางตอนใต้ของหมู่เกาะไต้หวัน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Fagraea เพื่อเป็นเกียรติแก่นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดน JT Fagraeus (Wheatley 1992) ; ชื่อสายพันธุ์ ceilanica ตั้งชื่อตาม 'ศรีลังกา'

 

มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย แถบประเทศจีนตอนใต้ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และทางตอนใต้ของหมู่เกาะไต้หวัน ขึ้นตามป่าทึบ ป่าไม้บนหินปูน ที่ระดับความสูง 500 - 1,800 เมตรในภาคใต้ของจีน ในประเทศไทยพบขึ้นอยู่ตามซอกหินริมหน้าผา ป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้งทั่วทุกภาค
ไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น อิงอาศัยอยู่บนต้นไม้อื่น หรือขึ้นบนพื้นดิน หรือเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 3-15 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กลับถึงรูปขอบขนาน กว้าง4-7ซม.ยาว10-25ซม. โคนใบมนปลายใบแหลม เนื้อใบค่อนข้างหนา เส้นแขนงใบเห็นไม่ชัดทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 2.5 ซม.ช่อดอกออกใกล้ปลายยอด ดอกรูประฆัง โคนติดกันรูปกรวย ยาว2-5ซม.ปลายแยกเป็น5กลีบ หยักเว้าลึก เมื่อบานสีขาวอมเหลือง ขนาดดอกบาน 6-8 ซม. ผลรูปทรงกลมหรือรี ขนาดประมาณ 2-4 x 1.5–3  ซม. เปลือกผลเรียบเป็นมัน มีสีเขียวหม่น เหนียว ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงหุ้มอยู่ ปลายผลแหลม เมื่อผลสุกจะกลายเป็นสีม่วงเข้มหรือสีดำ เนื้อภายในผลมีสีขาว ฉ่ำน้ำ มีเมล็ดรูปไข่สีน้ำตาลขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัด ดินที่อุดมสมบูรณ์และต้องการน้ำในปริมาณมาก
ใช้ประโยชน์---พืชมีบทบาทสำคัญในชีวิตของมนุษย์และเข้าสู่ตำนานของโพลินีเซีย พืช Fagraea ถูกนำมาใช้โดยวัฒนธรรมเอเชีย,ออสเตรเลีย,Malesian, Melanesian, Micronesian และ Polynesian สำหรับไม้, อาวุธ, งานฝีมือ, ยาและเครื่องประดับ
-มักนำมาใช้ประกอบการจัดสวน ปลูกเป็นไม้ประดับ มีดอกขนาดใหญ่ ดอกมีกลิ่นหอมเย็นๆ ทรงพุ่มสวยตามธรรมชาติไม่ต้องกังวลเรื่องการตัดแต่งกิ่งก้าน ใบใหญ่สวยสีเขียวเข้ม ไม่ค่อยมีการผลัดใบ
-ใช้เป็นยา ราก เปลือกต้น กิ่ง-ใช้เป็นยาบำรุงโลหิต หรือต้มน้ำอาบแก้อาการลมพิษ และผื่นคันที่เกิดจากยางของต้นรักได้ ในประเทศจีนใบใช้รักษาบาดแผลที่ติดเชื้อ ในกัมพูชาใช้ลำต้นต้มน้ำดื้มลดไข้
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อนคล้ำเมื่อสัมผัส ไม้มันเงา มีความทนทาน ในการสัมผัสพื้นและทนต่อการโจมตีของปลวกได้ดี มีกลิ่นหอมที่แตกต่างและค่อนข้างเป็นกรดเมื่อตัดสดใหม่ในนิวกินีใช้ไม้สำหรับวัตถุประสงค์ เช่น การก่อสร้างหนัก, พื้น, กลึง, แกะสลัก, การก่อสร้างเรือ
ระนะออกดอก---สิงหาคม - พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


หอมเจ็ดชั้น/Tarenna wallichii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Tarenna wallichii (Hook.f.) Ridl.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms    
---Ixora wallichii (Hook.f. ) Kuntze
---Webera wallichii Hook.f.
ชื่อสามัญ ---Scent Pin Flower
ชื่ออื่น---หอมเจ็ดชั้น,จันทนาใบเล็ก (ทั่วไป) ; [THAI: Hom chet chan, Chanthana bai lek (general).].
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ไทย กัมพูชา มลายู อันดามัน บอร์เนียว

 

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอินโดจีนถึงแหลมมลายูและบอร์เนียว
เป็น ไม้พุ่มขนาดเล็กสุงได้ถึง 2-5 เมตร กิ่งเปราะ เปลือกสีเทาอมดำ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน  กว้าง 2 – 3 ซม. ยาว 6 – 10 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบหนาสีเขียวเป็นมัน ดอกสีขาวนวลหรือขาวปนเหลือง ออกเป็นช่อกระจุก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงรูปถ้วยสีเขียว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกบานอยู่ได้ 2-3 วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดเต็มหรือแสงแดดครึ่งวันหรือปลูกในที่ร่มรำไรได้ ดินร่วนซุย, ดินร่วนปนทราย ต้องการน้ำปานกลาง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกประดับตามสถานที่ต่างๆ ปลูกลงแปลงหรือปลูกให้ออกดอกในกระถางได้
ระยะเวลาออกดอก----ตุลาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์----เพาะเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


หอมหมื่นลี้/Osmanthus fragrans


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Osmanthus fragrans Lour.
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Notelaea posua D.Don -Osmanthus acuminatus (Wall. ex G.Don) Nakai
-Olea acuminata Wall. ex G.Don -Osmanthus asiaticus Nakai
-Olea buchananii Lamb. ex D.Don -Osmanthus aurantiacus (Makino) Nakai
-Olea fragrans Thunb. -Osmanthus intermedius Nakai
-Olea ovalis Miq. -Osmanthus latifolius (Makino) Koidz.
-Olea posua Buch.-Ham. ex D.Don [Invalid] -Osmanthus longibracteatus H.T.Chang
-Osmanthus macrocarpus P.Y.Pai

ชื่อสามัญ---Fragrant Olive, Sweet Olive, Sweet osmanthus, Tea Olive.
ชื่ออื่น---หอมหมื่นลี้, สารภีฝรั่ง, สารภีอ่างกา (ทั่วไป) ; [THAI: Hom muen li, Saraphi farang, Saraphi angka (general).]; [CHINESE: Guìhuā, Mùxī.]; [FRENCH: Olivier odorant.]; [GERMAN: Duftblute.]; [HINDI: Silang.]; [ITALIAN: Osmanto.]; [JAPANESE: Gin Mokusei, Kiu Mokusei.]; [PORTUGUESE: Flor-do-imperador.].
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด----ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--เอเซียตะวันออก-เทือกเขาหิมาลัย จีน ญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลOsmanthusคือคำรวมกันของคำกรีก''osme'' = กลิ่นและ ''anthos''= ดอกไม้ ; ชื่อสปีซี่ส์ เป็นคำภาษาละติน ''fragrans''= หอม


มีถิ่นกำเนิดแถบเทือกเขาหิมาลัยและจีน(กุ้ยโจว, มณฑลเสฉวนและยูนนาน)ไปไต้หวัน กระจายพันธุ์ไปทางใต้ของญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทย กัมพูชา) พบที่ระดับความสูง 1,200 - 2,100 เมตรในเทือกเขาหิมาลัย ที่ระดับความสูง 1,300 - 3,000 เมตรในประเทศเนปาล ในประเทศไทยพบในดอยสูงทางภาคเหนือ
หอมหมื่นลี้เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงไม้พุ่ม ไม่ผลัดใบ สูง 1-7 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปหอกหรือแกมรีขอบขนาน กว้าง 1.5-5 ซม.ยาว 5-15 ซม. ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ดอกสีขาว เหลืองหรือเหลืองส้ม ออกเป็นกลุ่มตามซอกใบ มีกลิ่นหอม กลีบรองดอก 4 กลีบ รูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก กลีบดอก 4 กลีบ เชื่อมติดกันที่ฐานเป็นหลอด ยาว 3-5 มิลลิเมตร ปลายกลีบแผ่มนกลม เกสรเพศผู้ 2 อัน ติดอยู่ด้านในกลีบดอก เกสรเพศเมีย 1 อัน ปลายแยกเป็น 2 แฉก ผลเป็นผลสดรูปรี ยาว 1-2 ซม. เมื่อแก่มีสีม่วงดำ ดอกจะบานพร้อมกันทั้งช่อหากดอกออกเต็มต้นจะสวยงามมากส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ชอบอากาศเย็น แต่ก็สามารถปลูกเป็นไม้กระถางได้ หรือในที่ที่มีอากาศร้อนได้ แต่ดอกจะน้อยและช่อดอกเล็ก
-ใช้กิน ผลไม้สุกจะถูกเก็บรักษาในน้ำเกลือเหมือนมะกอก ในประเทศจีนใช้ดอกหอมหมื่นลี้ผสมในชาเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและใช้ทำแยม เค้กและไวน์
-ใช้เป็นยา ในยาจีนโบราณใช้เป็นชาสมุนไพรสำหรับการรักษาของประจำเดือนผิดปกติ
-นิยมปลูกเป็นไม้ประดับลงแปลงหรือปลูกเป็นไม้กระถาง สามารถออกดอกในกระถางได้
-อื่น ๆ ดอกไม้ใช้ในเครื่องสำอางสำหรับผมและผิวหนัง-ในรัฐอุตตราขัณฑ์ ประเทศอินเดีย ดอกไม้ถูกใช้เป็นยาขับไล่แมลงสำหรับเสื้อผ้า
ระยะออกดอก---ตุลาคม-กุมภาพันธ์
 การขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

 จำปีแขก/Magnolia figo


ชื่อวิทยาศาสตร์---Magnolia figo (Lour.) DC.
ชื่อพ้อง ---Has 2 Synonyms   
---Basionym: Liriodendron figo Lour
---Michelia figo (Lour.) Spreng
ชื่อสามัญ---Banana Shrub, Portwine Magnolia, Dwarf Chempaka, Brown-stalked Magnolia, Chinese Tulip Tree, Chempaka Ambon, Chenille copperleaf
ชื่ออื่น---จำปีแขก, จำปาแขก (ทั่วไป) ; [THAI: Cham pi khak, cmampa khak (general).]; [CHINESE: Hánxiào huā, Hánxiào méi, Xiào méi, Xiāngjiāo huā.]; [FRENCH: Foula figo.]; [INDONESIA: Cempaka ambon, Cempaka Mulya, Pisang-pisang.]; [MALAYSIA: Kaum Chempaka (Malay).].
ชื่อวงศ์ ---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ 

มีถิ่นกำเนิดในตะวันออกเฉียงใต้ของจีน และเกาหลี (เชจู-โด)เกิดขึ้นตามป่าดิบแล้งและริมฝั่งแม่น้ำ
เป็น ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-3 เมตร บริเวณกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงคลุมแน่น แตกกิ่งจำนวนมาก ทรงพุ่มกลมแน่น ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับกันตามกิ่งก้านและปลายยอด รูปขอบขนานแกมรูปวงรี ใบกว้าง2-5 ซม. ยาว 3-10 ซม. แผ่นใบเรียบ หนา เหนียว มีสีเขียวเข้มเป็นมัน ขอบใบเรียบ โคนและปลายใบแหลม มองเห็นหูใบได้ชัดเจน ดอกออกเดี่ยว ๆที่ซอกใบ ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4 ซม.มี 6 กลีบ สีขาวนวลหรือสีเหลืองนวล กาบหุ้มดอกจะปกคลุมไปด้วยขนสีน้ำตาลนุ่มคล้ายกำมะหยี่ ผลเป็นผลกลุ่มที่ประกอบด้วยผลย่อยจำนวนมาก เมื่อแก่จะแตกออกได้ตามความยาวของผล มักไม่ติดผลและเมล็ด  
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---จำปีแขกชอบอยู่กลางแจ้งหรือในที่ร่มรำไร ชอบดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ

 

ใช้ประโยชน์---พืชได้รับการปลูกเป็นไม้ประดับและพืชสมุนไพรในหลาย ๆ ประเทศในเขตร้อน
-ใช้กิน ใบใช้สำหรับชงชา
-ใช้เป็นยา รากใช้เป็นยาแก้โรคกะบังลมเคลื่อน เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้ไข้ แก่นใช้เป็นยาทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ใบมีสารอัลคาลอยด์ซึ่งมีสรรพคุณในการต้านเชื้อมาลาเรีย มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่จากหัวใจส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ดอกมีน้ำมันหอมระเหย สกัดเป็นน้ำมันใช้ทาแก้ปวดหัว และตาบวม ดอกปรุงเป็นยาแก้ไข้ ขับปัสสาวะ และบำรุงหัวใจ
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับที่มีกลิ่นหอม ดอกส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงใกล้พลบค่ำ และ มีกลิ่นหอมแรงตลอดวัน หมั่นแต่งกิ่งให้ออกกิ่งใหม่จะออกดอกได้ทุกกิ่ง ถ้าปลูกในกระถางต้องใช้กระถางขนาดใหญ่และหมั่นแต่งกิ่งควบคุมทรงพุ่ม
-อื่น ๆ เปลือกราก-ใช้เป็นยาเบื่อปลา
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
การขยายพันธุ์ ---เมล็ด ใช้วิธีตอนกิ่งหรือทาบกิ่ง โดยใช้จำปาเป็นต้นตอ บ้างเลยเรียกว่า จำปาแขก


มุจรินท์/Ravenia spectabilis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ravenia spectabilis (Lindl.) Engl.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Lemonia spectabilis Lindl.
ชื่อสามัญ---Ravenia Pink, Lemonia, Limonia.
ชื่ออื่น---มุจรินท์ (ทั่งไป) ; [THAI: Mutcharin (general) ; [PORTUGUESE: Limao do mato, Rosa ravena.];[SPANISH: Rosita.];
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ประเทศคิวบา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง แคริบเบียน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสปีซี่ส์คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน ''spectabilis, e'' = โดดเด่นน่าชื่นชม


ต้นที่มีใบด่างมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าRavenia spectabilis Planch. ex Griseb.
มุจลินท์เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ตั้งแต่ 2-4 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเกลี้ยงเป็นสีน้ำตาลอมเทา ใบรูปยาวรี โคนปลายใบมน ด้านบนสีเข้มกว่าด้านล่าง มุจลินท์ใบเขียวดอกสีแดง ส่วนมุจลินท์ใบด่าง ดอกสีชมพูเข้ม ออกเป็นช่อตามง่ามใบหรือตามยอด ออกเป็นช่อ ช่อหนึ่ง ๆ มีประมาณ 2-5 ดอก  ดอกมีกลิ่นหอม ออกดอกได้ตลอดทั้งปี
แสงแดดเต็มวันหรืออยู่ในร่มรำไร ชอบดินร่วนต้องการดินที่ระบายน้ำดี การให้น้ำพอประมาณ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นอยมปลูกเป็นไม้ประดับกลางแจ้งหรือปลูกในกระถาง แสงแดดเต็มวันหรืออยู่ในร่มรำไร เป็นต้นไม้เขตร้อนที่แข็งแกร่งและสามารถปลูกเป็นพืชบอนไซในร่มได้
ระยะออกดอก----ตลอดปี
ขยายพันธุ์----เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


ประทัดใหญ่/Quassia amara

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Quassia amara  L.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Quassia alatifolia Stokes
---Quassia amara f. paniculata (Engl.) Cronq.
---Quassia amara var. grandiflora Hemsl.
---Quassia amara var. paniculata Engl.
---Quassia crocea Vahl.
---Quassia officinalis Rich.
ชื่อสามัญ---Stave-wood, Suriname wood, Amargo, Bitter-ash, Bitter-wood, Hombre grande
ชื่ออื่น---ปิง, ประทัด (ภาคกลาง), อมรา, ประทัดจีน,, ประทัดใหญ่ [THAI: Ping, Pra-that (central); Pra-that-Yai,[; [CZECH: Kvasie hořká.]; [FRENCH: Bois amer, Bois de quassia, Quassia de Cayenne, Quassia de Surinam.]; [GERMAN: Bitterholzbaum, Bitterquassia, Quassiaholzbaum, Quassie.]; [PHILIPPINES: Kuasia (Tag.); Corales (Span., Tag.); [PORTUGUESE : Amargo, Leno de quássia, Marauba, Marupá, Murupa, Pau-amarelo,